แกร่งดั่งเพชร The Story of HuaZhi-1.เจ้าพูดก่อนแล้วกัน

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

แกร่งดั่งเพชร The Story of HuaZhi

1.เจ้าพูดก่อนแล้วกัน

สายฝนเดือนเก้าเริ่มมีความหนาวเหน็บแทรกอยู่

เสียงฝนตกเปาะแปะที่ดังอยู่นอกเรือนผสานกับเสียงสวดมนต์ที่กำลังดังอยู่ข้างหู ทำให้ ‘ฉู่อวี๋’ ที่สะลึมสะลือรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกตรงหัวเข่า นางรู้สึกเจ็บราวกับมีเข็มนับพันทิ่มแทง อาจเป็นเพราะคุกเข่านานเกินไปกระมัง

เสียงที่คุ้นเคยเสียงหนึ่งดังเอะอะอยู่ด้านนอก

“นางกำลังจะออกเรือนอยู่แล้ว ให้คุกเข่าเช่นนี้ ถ้าล้มหมอนนอนเสื่อไปจะทำอย่างไร!”

“ข้าไม่สนเหตุผลเหล่านั้นของท่าน ข้าถามนางแล้วว่าได้ก้าวออกจากจวนแม่ทัพสักครึ่งก้าวหรือไม่! ในเมื่อนางบอกว่าไม่ แล้วจะมีอะไรให้ลงโทษอีกเล่า!”

“ตีก็ตีแล้วด่าก็ด่าแล้ว ท่านยังต้องการอะไรอีก!” เสียงของสตรีนางนั้นพูดไปสะอื้นไป “ต้องให้อาอวี๋ตายก่อน ท่านถึงจะพอใจใช่ไหม!”

ใครกันนะ?

ความนึกคิดของฉู่อวี๋เริ่มแตกซ่าน นางเงยหน้าขึ้น เบื้องหน้าคือรูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิมที่เปี่ยมเมตตา ควันธูปที่ลอยวนอยู่นั้นทำให้ใบหน้าของรูปปั้นดูเลือนราง

กวนอิมแกะสลักรูปนี้ทำให้ฉู่อวี๋นึกประหลาดใจ รูปปั้นนี้ได้ถูกนำไปฝังรวมกับศพท่านย่าแล้วมิใช่หรือ?

อีกทั้ง... ท่านย่าของนางก็ถึงแก่กรรมไปเกือบสิบปีแล้ว

หากจะบอกว่ากวนอิมแกะสลักรูปนี้ทำให้นางประหลาดใจ แต่หลังจากรวบรวมสติได้ เสียงที่ดังอยู่ด้านนอกนั้นยิ่งทำให้นางประหลาดใจมากกว่าเดิม

เพราะนั่นคือเสียงมารดาของนางที่ถึงแก่กรรมไปแล้วเมื่อสี่ปีก่อน!

ที่นี่คือที่ไหน?

นางเริ่มแตกตื่น จากนั้นก็ครุ่นคิดถึงช่วงเวลาก่อนที่ตนจะหมดสติ

เวลานั้นเป็นฤดูหนาว นางนอนซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ห่างออกไปมีอ่างไฟใส่ถ่านไม้คุณภาพต่ำที่ทำให้เกิดควันดำลอยอยู่รอบด้าน

ผ่านไปครู่หนึ่งม่านประตูก็ถูกปัดขึ้น สตรีนางหนึ่งก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับเด็กอายุไม่ถึงแปดขวบคนหนึ่ง ผู้มาเยือนสวมกระโปรงยาวตัดเย็บจากผ้าไหมสู่สีฟ้าสดใส คลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนห่านตัวสวย ต่างหูไข่มุกกลมวาวทิ้งตัวอยู่ข้างใบหู และตอนนี้มันก็กำลังสั่นไหวไปมาพร้อมกับการเคลื่อนไหวของนาง

ผู้มาเยือนเป็นสตรีอายุใกล้สามสิบ แต่ยังคงความงดงามและสดใสเฉกเช่นดรุณีน้อยวัยแรกรุ่น แตกต่างจากร่างที่นอนป่วยอยู่บนเตียงอย่างสิ้นเชิง

นางกับสตรีผู้นี้เรียกได้ว่าคลานตามกันมา ทว่าสตรีที่อยู่ตรงหน้ายังคงความงดงามในวัยเยาว์ ส่วนนางนั้นกลับดูร่วงโรยราวกับอาทิตย์อับแสง สองมือของนางหยาบกร้านและเต็มไปด้วยแผลเป็น ใบหน้ามีริ้วรอยแห่งความกังวลและกลัดกลุ้มที่สะสมมานานปี ดวงตาแห้งผากเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ไม่มีเค้าของคุณหนูใหญ่แห่งจวนแม่ทัพที่งามสง่าและกล้าหาญในอดีตแม้สักเศษเสี้ยว

สตรีนางนั้นเดินเข้ามาคำนับให้แล้วเรียก “พี่สาว”

ฉู่อวี๋ไร้สิ้นเรี่ยวแรง สายตาที่เหม่อลอยของนางหยุดชะงักอยู่บนร่างของเด็กน้อยที่อยู่ข้างกายอีกฝ่าย นางมองเขานิ่งๆ

เด็กคนนั้นเมื่อเห็นฉู่อวี๋ก็ไม่มีความรู้สึกใกล้ชิดแต่อย่างใด เขาถอยหลังไปก้าวหนึ่งราวกับหวาดกลัว

ลมหายใจของฉู่อวี๋ชะงักไปเล็กน้อย สตรีนางนั้นจับอารมณ์ที่ขึ้นลงของนางได้จึงผลักเด็กชายเบาๆ พร้อมกับเอ่ยว่า “เหยียนชิง เรียกฮูหยินใหญ่สิ”

เด็กน้อยรุดขึ้นมาด้านหน้า เรียกด้วยน้ำเสียงนอบน้อมว่า “ฮูหยินใหญ่”

ม่านตาของฉู่อวี๋หดแคบ

ฮูหยินใหญ่? ฮูหยินใหญ่ที่ไหนกัน นางเป็นมารดาแท้ๆ ของเขา! มารดาที่อุ้มท้องเขามานานถึงสิบเดือน!

“ฉู่จิ่น...” เสียงสั่นเครือของฉู่อวี๋ดังขึ้น นางอยากจะด่าทออีกฝ่ายเหลือเกินแต่เมื่อเห็นท่าทีไม่ใส่ใจของน้องสาวแล้ว นางก็รู้ว่าด่าไปก็คงไร้ประโยชน์

เวลานี้นางสูญเสียกระบี่ในมือ สูญสิ้นกระบี่ในใจ หากนางคิดจะให้เด็กน้อยเรียกขานนางว่าแม่ จำเป็นต้องให้น้องสาวคนนี้อนุญาต

นางมองไปยังฉู่จิ่นด้วยสายตาวิงวอน ฉู่จิ่นเข้าใจแต่แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง อีกฝ่ายก้าวเข้ามาขยับผ้าห่มให้พี่สาวแล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน “อีกสักครู่ฉู่เซิงก็คงมา พี่ไม่ต้องคิดมาก”

ฉู่อวี๋รู้ว่าน้องสาวไม่มีทางให้ ‘กู้เหยียนชิง’ เรียกนางว่าแม่เป็นแน่ นางคว้ามืออีกฝ่ายไว้แล้วจ้องตาเขม็ง

ฉู่จิ่นมองอยู่นานก่อนจะโปรยยิ้มอย่างเชื่องช้าแล้วโบกมือให้คนพาตัวเหยียนชิงออกไป จากนั้นนางก็ก้มหน้าลงจ้องตาฉู่อวี๋

“ดูท่าพี่คงทนไม่ไหวแล้วกระมัง”

ฉู่อวี๋สะอึก เพราะฉู่จิ่นพูดความจริง นางไม่ไหวแล้ว สุขภาพร่างกายของนางย่ำแย่มานาน หลายครั้งที่นางขอร้อง ‘กู้ฉู่เซิง’ ให้ส่งตนกลับเมืองหัวจิง นางหวังจะได้เห็นหน้าบิดา ได้เห็นคนที่ตนรักที่สุดในชาตินี้... ก่อนตาย

ทว่ากู้ฉู่เซิงกลับปฏิเสธคำขอ ตอนนี้นางไม่เหลือเวลาอีกแล้ว กู้ฉู่เซิงจึงยอมกลับมาเมืองคุนหยางเพื่อจะบอกนางว่า เขาจะพานางกลับหัวจิง

แต่นางคงกลับไปไม่ได้แล้ว ชีวิตนางถูกลิขิตให้ตายอยู่ต่างเมือง

ฉู่จิ่นมองพี่สาวนิ่ง สีหน้าของนางเย็นชาลงเรื่อยๆ “แค้นหรือไม่?” นางเอ่ยเสียงราบเรียบ

ฉู่อวี๋ใช้สายตาจ้องกลับไปแทนคำตอบ

นางจะไม่แค้นได้อย่างไร...

เดิมทีนางเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ แต่ต้องตกอยู่ในสภาพนี้แล้วจะไม่แค้นใจได้อย่างไร

“แต่... พี่ถือดีอะไรมาแค้นข้าล่ะ” ฉู่จิ่นเอ่ยต่อเสียงอ่อนโยน “ข้าทำผิดต่อพี่ตรงไหนหรือ”

คำพูดนี้ทำให้ฉู่อวี๋ตะลึงงัน ฉู่จิ่นยกมือที่ยังคงบอบบางราวกับสาวน้อยทาบลงบนหลังมือของฉู่อวี๋ “แต่ละเส้นทาง พี่เป็นคนเลือกเองทั้งนั้น พี่ต้องการหนีตามกู้ฉู่เซิงข้าก็ช่วยพี่ พี่ต้องการให้กู้ฉู่เซิงมีผลงานทางการทหารถึงกับยอมเข้าสู่สนามรบ นั่นก็ไม่เกี่ยวกับคนอื่น...” น้องสาวหยุดพูดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ “เป็นพี่ที่ต้องการแต่งงานกับเขา ไม่มีใครบังคับพี่ไม่ใช่หรือ?”

ถูกต้อง นางต้องการแต่งงานกับกู้ฉู่เซิง!

กู้ฉู่เซิงหมั้นหมายกับฉู่จิ่นมาตั้งแต่เล็ก แต่เพราะนางชอบกู้ฉู่เซิง ในช่วงเวลาที่ตระกูลกู้ตกอับ... กู้ฉู่เซิงถูกปลดออกจากตำแหน่งคุณชายอันสูงศักดิ์แล้วส่งตัวไปชายแดน ฉู่จิ่นมาหานางพร้อมกับร้องไห้คร่ำครวญ บอกว่ากลัวจะต้องไปตกระกำลำบากที่ชายแดน นางเห็นว่าน้องสาวไม่ได้รักชอบกู้ฉู่เซิงจึงขอร้องให้ตัวเองได้แต่งงานกับเขา โดยเปลี่ยนให้ฉู่จิ่นแต่งงานกับ ‘เว่ยจวิ้น’ ทายาทจวนเจิ้นกั๋วโหวแทน

ตอนนั้นทุกคนต่างบอกว่านางเสียสติไปแล้ว ยอมทิ้งการเกี่ยวดองกับตระกูลที่ยิ่งใหญ่มาหาคุณชายตกยากที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง บิดาที่เอ็นดูนางที่สุดก็ไม่ยอมรับ กู้ฉู่เซิงเองก็ไม่ยอมตอบรับคำขอเช่นกันเพราะเขาไม่ได้มีใจให้นางแม้แต่น้อย

แม้ว่าจะไม่มีใครสนับสนุนแต่นางก็คิดหาวิธีไล่ตามกู้ฉู่เซิงไปจนถึงเมืองคุนหยางจนได้ กู้ฉู่เซิงถูกความมุ่งมั่นของนางสั่นคลอน เขาซาบซึ้งใจที่นางอยู่เคียงข้างเขาในยามยาก และในที่สุดเขาก็ยอมรับนางเป็นภรรยา

เดิมกู้ฉู่เซิงเป็นคนมีความสามารถอยู่แล้ว นางอยู่ชายแดนเป็นเพื่อนเขา ช่วยกันผ่านวันเวลาอันยากแค้นนานถึงหกปี ให้กำเนิดบุตรชายแก่เขา มีส่วนช่วยให้เขาก้าวหน้าในหน้าที่การงานจนถูกย้ายกลับไปยังหัวจิง จวบจนได้ดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดี

ถ้าทุกอย่างมีเพียงเท่านี้ก็คงเป็นเรื่องที่น่ายินดี

แต่ปัญหาอยู่ที่กู้ฉู่เซิงยังคงมีใจคิดถึงฉู่จิ่นอยู่ตลอด อีกทั้งฉู่จิ่นที่แต่งไปจวนเจิ้นกั๋วโหวก็พบกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน บุรุษทุกคนในตระกูลตายอยู่กลางสนามรบเหลือเพียง ‘เว่ยอวิ้น’ ที่มีอายุเพียงสิบสี่ปีคอยเป็นเสาหลักให้กับตระกูลเพียงคนเดียว ฉู่จิ่นมีหรือจะยอมเป็นหม้าย นางจึงขอให้ตระกูลเว่ยออกหนังสือหย่าให้

หลังจากกู้ฉู่เซิงได้กลับมาพบกับฉู่จิ่นอีกครั้ง ความหลังครั้งเก่าก็ทำให้ทั้งสองกลับมามีความสัมพันธ์กันอีกครั้ง ถึงตอนนั้นมีหรือที่ฉู่อวี๋จะทนไหว

หลังจากที่ฉู่จิ่นแต่งเข้าบ้าน ฉู่อวี๋ก็หาเรื่องโวยวายอยู่ตลอด ความอิจฉาริษยาทำให้นางสูญเสียการควบคุมตัวและเผลอทำลายความรู้สึกดีๆ ที่กู้ฉู่เซิงมีให้ตนไปทีละน้อย จนสุดท้ายนางก็ถูกกู้ฉู่เซิงส่งตัวกลับไปเมืองคุนหยางด้วยข้ออ้างที่ว่า ‘ให้นางกลับมาดูแลมารดา’

นางอยู่ที่คุนหยางนานถึงหกปีจนกระทั่งตาย คิดไปคิดมาแล้วนางอยู่กับกู้ฉู่เซิงมานานถึงสิบสองปี

ที่ฉู่จิ่นถามนั้นเป็นความจริง ทำไมนางต้องแค้นใจด้วย กู้ฉู่เซิงไม่ต้องการนาง ตอนนั้นเขาก็พูดอย่างชัดเจน นางเป็นฝ่ายขอร้องแกมบังคับเขาเอง กู้ฉู่เซิงต้องการฉู่จิ่น แต่นางอาศัยที่ตัวเองเสียสละเพื่อเขามากมาย จึงได้บังคับให้พวกเขาแยกจากกัน

บางทีพวกเขาอาจมีความผิด แต่คนที่ผิดแล้วผิดอีกก็คือตัวนางที่ไม่เคยลืมหูลืมตา ไปรักคนที่ไม่สมควรรัก

ทั้งลมทั้งหิมะพัดแรงขึ้น มีเสียงฝีเท้าที่รีบร้อนแต่หนักแน่นของบุรุษผู้หนึ่งดังมาจากด้านนอก เขาเป็นเช่นนี้เสมอ ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ไม่เคยมีใครมองออกว่าเขาคิดอะไรอยู่

หลังจากนั้นไม่นาน บุรุษผู้นั้นก็ปัดผ้าม่านเดินเข้ามา เขาสวมชุดขุนนางสีม่วงปักลายหมั่ง สวมกวานสีทอง ดูผ่ายผอมไปบ้างแต่ใบหน้ายังคงหล่อเหลางามสง่าแฝงความดุดัน

เขายืนอยู่หน้าประตู ชะงักนิ่งอยู่ตรงนั้น สายลมพัดละอองหิมะเข้ามาจนฉู่อวี๋รู้สึกเหมือนมีก้อนเลือดจุกแน่นอยู่กลางอก

ยามนี้ นางเพิ่งค้นพบใจตัวเองว่า ความรักลึกซึ้งที่บ่มเพาะมาสิบสองปีของนางนั้นได้ถูกปล่อยวางลงแล้ว

นางมองบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้า พบว่าตนไม่ได้รักเขาอีกต่อไป ความรักของนางถูกกาลเวลากัดเซาะจนเลือนหายไปจนหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงความยึดติดที่วางไม่ลงเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ไม่ใช่เพราะนางรักเขา เพียงแต่นางยังทำใจยอมรับไม่ได้

รีวิวจากผู้อ่าน

กรุณาล๊อคอินเพื่อรีวิว