บทที่ 13
ว่าด้วยเรื่องชาจากทางใต้
ยามเฉิน (07:00 น. – 08:59 น.) ของเช้าวันถัดมา โฉมงามแห่งนครฉางอันกำลังนั่งดื่มชากับบุรุษที่นางรักสุดหัวใจ ความรู้สึกของคนทั้งสองเบ่งบานราวกับดอกไม้งามในสวนสวย
“อี้เอ๋อร์” เว่ยจินผิงกล่าวเรียกหลี่เหวินอี้ที่กำลังนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ “อีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้าข้าคงต้องเดินทางไปค้าขายทางใต้แล้ว”
ใจของเว่ยจินผิงไม่อยากแยกจากนางแม้เพียงหนึ่งเค่อ[1] แต่เขาก็มีร้านค้าทางใต้ให้ลงไปจัดการ คราวที่แล้วยังเดินทางไม่ถึงจุดหมายก็รีบเร่งรุดกลับมาช่วยนางที่ฉางอัน วันนี้พึ่งได้รับจดหมายที่ส่งมาแจ้งว่าสินค้าถึงที่หมายแล้วรอให้เขาเดินทางไปจัดการ
หลี่เหวินอี้แย้มยิ้มแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าจะให้จินจูเตรียมเก็บข้าวของเอาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ”
“เจ้าจะไปกับข้าด้วยหรือ”
เขาหันมาถามพลางทำหน้าประหลาดใจ
“แน่นอนสิ ข้าพูดเอาไว้แล้วว่าจะไม่แยกจากเจ้าอีก” หลี่เหวินอี้เห็นเว่ยจินผิงเตรียมจะคัดค้านนางจึงรีบพูดดักทางขึ้นมาว่า “เจ้าก็รู้ว่าข้าดูแลตนเองได้ ขอรับรองว่าจะไม่ทำให้เจ้าต้องลำบาก”
“เฮ้อ... อี้เอ๋อร์ ทางใต้โจรชุกชุม ข้าไม่วางใจให้เจ้าติดตามไปด้วยหรอก”
เว่ยจินผิงกลัวเหลือเกินว่าตนเองจะดูแลนางได้ไม่ดีพอ
“ผิงเอ๋อร์” สาวงามลากเสียงหวานหยด กะพริบตาปริบ ๆ ออดอ้อนเขา “ให้ข้าตามไปด้วยเถิดนะ ข้าสัญญาว่าจะเป็นเด็กดี ขอรับรองเลยว่าช่วยงานของเจ้าได้แน่”
เพียงดวงตาเปล่งประกายคู่นั้นมองมา หัวใจของบุรุษก็อ่อนยวบ เว่ยจินผิงส่ายหน้าเหนื่อยใจกับความใจง่ายของตัวเอง ไม่ว่านางจะพูดสิ่งใดเขาก็พร้อมยอมตามใจอย่างไม่มีข้อแม้
“ได้” เขาบอกกับนางอย่างยอมจำนนในรอยยิ้มหวานล้ำ “แต่เจ้าต้องเชื่อฟังข้าทุกอย่างเลยนะ”
หลี่เหวินอี้ดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ นางรีบตอบรับอย่างไม่รีรอ
“อืม... ข้าเชื่อฟังเจ้าแน่นอน”
หากอยู่ด้วยกันสองต่อสอง นางคงโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมาหอมแก้มซ้ายขวา ทว่าบริเวณนี้มีบ่าวเดินไปเดินมา ไม่พอจินจูกับไป๋ลู่ก็ยืนอยู่ใกล้ ๆ หลี่เหวินอี้ไม่กล้าทำสิ่งใดนอกจากแย้มยิ้มกว้าง
“พวกเจ้าอยู่ตรงนี้นี่เอง” เสียงเว่ยฮูหยินดังขึ้นมาแต่ไกล รอยยิ้มของหลี่เหวินอี้พลันหุบลง นางชำเลืองมองเว่ยจินผิงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าด้านหลังของเว่ยฮูหยินเป็นกู่ลี่อินและบ่าวรับใช้ของนาง
ไม่ช้าบุคคลทั้งหลายก็เดินเข้ามาในศาลากลางสวนสวย
“คารวะนายน้อยเว่ย” กู่ลี่อินประสานมือคำนับเว่ยจินผิงอย่างนอบน้อม เสร็จแล้วก็หันมาคำนับหลี่เหวินอี้ “คารวะแม่นางหลี่”
นี่เป็นครั้งแรกที่สตรีทั้งสองได้เผชิญหน้ากันตรง ๆ หลี่เหวินอี้ลุกขึ้นคำนับเว่ยฮูหยินและแม่นางน้อยกู่ด้วยท่วงท่าสง่างาม
กู่ลี่อินอดไม่ได้ที่จะพิศมองความงามของสตรีตรงหน้า
นี่หรือแม่นางหลี่ที่เขาร่ำลือกัน นางเคยได้ยินมาว่าเมื่อก่อนแม่นางคนนี้เคยเป็นคุณหนูรองผู้สูงศักดิ์จากจวนแม่ทัพหลี่ ทว่านางก็ทุบหม้อข้าวของตัวเองด้วยการหนีออกจากบ้านไปเป็นนางโลมแสนต่ำต้อย คนในตลาดกล่าวกันว่านายน้อยเว่ยเป็นบุรุษที่ได้ความบริสุทธิ์ของหญิงงามเลื่องชื่อ
กู่ลี่อินคิดโดยที่ไม่รู้ตัวว่าตนกำลังแสดงสายตาแบบใดออกมา
หลี่เหวินอี้เห็นสายตาประเมินจากแม่นางน้อยตรงหน้าก็ได้แต่ลอบยิ้มมุมปาก
แม่นางน้อยใสซื่อบริสุทธิ์ดูท่าว่าคงจะจริงครึ่งไม่จริงครึ่ง คนเช่นนางคิดหรือว่าจะกดหัวหลี่เหวินอี้คนนี้ได้ หากแม่นางกู่แต่งเข้ามาแล้วหมายจะรังแกนางหรือแยกนางจากเว่ยจินผิง หลี่เหวินอี้ก็จะทำให้นางเป็นเพียงไม้ประดับของตระกูลเว่ย
หัวใจและกายของนายน้อยเว่ยจะต้องเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว
เว่ยฮูหยินรับรู้ได้ถึงบรรยากาศอึดอัดที่อบอวลโดยรอบ นางจึงกล่าวขึ้นว่า “วันนี้ใต้เท้ากู่และกู่ฮูหยินออกไปทำงานที่นอกเมือง แม่เห็นว่าลี่อินอยู่จวนลำพังกลัวว่าน้องจะเหงาจึงชวนมานั่งเล่นที่บ้านของเรา”
แม้นปากจะพูดเช่นนั้นแต่ใจกลับคิดให้กู่ลี่อินได้ใกล้ชิดกับเว่ยจินผิงบ้าง หวังให้แม่นางน้อยผู้นี้ใช้ความไร้เดียงสาของตนค่อย ๆ แง้มประตูเปิดเข้าไปในหัวใจของบุตรชาย จากนั้นก็ปิดตายไม่ให้ผู้ใดได้มีโอกาสเข้าไปอีก
กู่ลี่อินไม่ใช่ศัตรูของหลี่เหวินอี้ ฮูหยินเว่ยต่างหากคือตัวจริง
“ผิงเอ๋อร์ แม่มีธุระ เจ้าอยู่คุยเป็นเพื่อนน้องหน่อยนะ”
“แต่ท่านแม่...” เว่ยจินผิงแสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากจะยุ่งกับแม่นางน้อยกู่ลี่อินผู้นี้
ทว่ามารดาไม่รอให้เขาปฏิเสธ รีบขัดขึ้นอย่างทันท่วงที
“น้องเป็นแขก เจ้าอย่าทำตัวเสียมารยาท!” ว่าแล้วก็หันไปหาแม่นางน้อยกู่ลี่อิน โอบเอวบางพาไปนั่งแทนที่หลี่เหวินอี้
เมื่อจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเว่ยฮูหยินก็ยิ้มอย่างพอใจ นางหันไปมองอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่จะเข้ามาขวางความรักของคนทั้งสอง ชำเลืองตาไปมองหลี่เหวินอี้ที่ยืนก้มหน้าอย่างเจียมตัว
“ส่วนเจ้าอี้เอ๋อร์ ไปทำธุระกับข้า”
นางกล่าวเสียงแข็งไม่เหมือนที่พูดกับแม่นางน้อย
หลี่เหวินอี้ค้อมกายลงต่ำประสานมือแล้วกล่าวว่า “เจ้าค่ะเว่ยฮูหยิน”
สิ้นคำพูดเว่ยฮูหยินก็หมุนตัวเดินออกไปจากศาลา โฉมงามและบ่าวรับใช้รีบก้าวเท้าตามไปด้านหลัง
เว่ยจินผิงทอดมองแผ่นหลังบอบบางที่กำลังห่างออกไป ความรู้สึกบางอย่างกำลังบอกว่าท่านแม่ของเขาไม่ได้เอ็นดูอี้เอ๋อร์เหมือนเมื่อก่อน และเป็นเพราะเรื่องนี้เขาถึงได้ไม่อิดออดยามหลี่เหวินอี้ขอติดตามไปแดนใต้ ยังไงเสียนางอยู่กับเขาย่อมดีกว่าอยู่กับมารดา
กู่ลี่อินมองตามสายตาของเว่ยจินผิง
“ลี่อินเข้ามาขัดนายน้อยเว่ยกับแม่นางหลี่เช่นนี้เป็นการรบกวนหรือไม่” แม่นางน้อยกล่าวด้วยสีหน้าไม่สบายใจ
ในใจของเว่ยจินผิงตะโกนออกมาดัง ๆ ว่า ‘รบกวนมาก!!!’ ทว่าเกิดมาเป็นบุรุษต้องรักษามารยาท ไม่อาจทำให้แม่นางน้อยไม่สบายใจ เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาจึงทำเพียงยิ้มออกมาน้อย ๆ
“ไม่รบกวนหรอก ข้ากับอี้เอ๋อร์คุยกันเสร็จพอดี” กล่าวจบก็พยักหน้าให้ไป๋ลู่เข้ามาชงชาให้นาง
“นี่เป็นครั้งแรกที่ลี่อินได้มีโอกาสเห็นสาวงามเช่นคุณหนูหลี่ ลี่อินประทับใจในท่วงท่าสง่างามของคุณหนูหลี่ยิ่งนัก”
“อืม” เว่ยจินผิงตอบรับพลางยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ “อี้เอ๋อร์งดงามตั้งแต่วัยเยาว์ บ่อยครั้งที่ข้าเดินทางไปท่องเหนือล่องใต้ ได้ยินผู้คนกล่าวชื่นชมถึงความงามของนาง ทุกครั้งที่ได้ยินมักจะหัวเราะออกมา เพราะความงามที่คนเหล่านั้นพรรณนาถึงไม่ได้ครึ่งความงดงามจริงของนาง”
หากแม่นางน้อยผู้นี้เลือกพูดคุยเรื่องของหลี่เหวินอี้ เว่ยจินผิงก็พอจะมีเรื่องคุยกับนางได้บ้าง
“จริงเจ้าค่ะ ลี่อินเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง” แม่นางน้อยเริ่มจับจุดได้แล้วว่าเรื่องใดที่จะทำให้นายน้อยเว่ยเต็มใจพูดคุยกับนาง “ความงามบวกกับอาภรณ์ชั้นดียิ่งทำให้คุณหนูหลี่งดงามหาผู้ใดเปรียบ”
“ผ้าไหมสูจิ่นอย่างดี” เว่ยจินผิงพูดขึ้นโดยไม่ต้องรอให้แม่นางน้อยออกปากถาม
กู่ลี่อินเห็นโอกาสคิดจะชวนเขาเปลี่ยนเรื่องจากหลี่เหวินอี้ไปคุยเรื่องผ้าไหมสูจิ่น “ลี่อินเคยได้ยินท่านพ่อพูดว่าผ้าไหมสูจิ่นชั้นดีล้วนเป็นของในวังที่ฮ่องเต้พระราชทานให้แก่ขุนนางผู้มีความสามารถ”
คุณหนูหลี่มีบิดาเป็นแม่ทัพประจำชายแดนเหนือ ทุกครั้งที่ชนะศึกย่อมได้รับความดีความชอบ ฮ่องเต้จึงพระราชทานข้าวของมากมายให้แก่วงศ์ตระกูล ผ้าไหมสูจิ่นที่หลี่เหวินอี้สวมใส่ก็คงได้มาจากการนั้น
“ไม่ผิด” เว่ยจินผิงมองหน้าแม่นางน้อยกู่ “ทว่าผ้าไหมสูจิ่นที่อยู่บนตัวของอี้เอ๋อร์ล้วนเป็นข้าที่หามา”
แม่นางน้อยขมวดคิ้วเพราะกำลังสงสัย นายน้อยเว่ยร่ำรวยนั้นเป็นเรื่องจริง แต่เขาไม่ใช่ขุนนางจะไปหาผ้าไหมสูจิ่นที่งดงามเช่นนี้มาจากที่ใด
เว่ยจินผิงรู้ว่านางสงสัยจึงกล่าวต่อไปว่า “ยิ่งขุนนางตำแหน่งสูงยิ่งมีภาระค่าใช้จ่ายมาก บ่อยครั้งก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง ต้องหันมาพึ่งพาพ่อค้าเช่นพวกเรา ถึงกำหนดจ่ายไม่มีเงินย่อมต้องส่งผ้าไหมชั้นดีมาขัดดอก ถึงคราวนั้นข้าจะเลือกผ้าไหมที่ดีที่สุดด้วยตนเองส่งไปตัดเย็บเป็นชุดให้อี้เอ๋อร์”
“นายน้อยเว่ยเลือกด้วยตนเองเลยหรือเจ้าคะ”
เว่ยจินผิงพยักหน้าเบา ๆ
กู่ลี่อินแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน
บ้านของนางนั้นยากจน บิดาก็ไม่เคยเข้าใจในความงามของสตรี ทั้งยังมองว่าสิ่งของเหล่านั้นฟุ่มเฟือยไม่จำเป็น ผิดกับนายน้อยเว่ยที่มีสายตาเฉียบแหลมมองออกว่าผ้าผืนใดดีที่สุด งดงามที่สุด
พูดคุยมาถึงตรงนี้นางไม่แปลกใจแล้วว่าเหตุใดท่านแม่ถึงอยากให้นางตบแต่งเข้ามาในสกุลเว่ย หากได้สามีที่รักและใส่ใจเช่นนี้ ในอนาคตนางคงเป็นสตรีที่มีความสุขเหนือสตรีอื่นใด
บุรุษตรงหน้าทั้งรูปงามและแสนดี ควรค่าที่แม่นางน้อยอย่างนางจะทุ่มเทกายใจแย่งชิงเขามาจากคุณหนูหลี่ คิดดูสิ หากผ้าไหมชั้นดีพวกนั้นมาอยู่บนตัวนางบ้างจะงดงามสักเพียงใด
กู่ลี่อินหยิบถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อบดบังรอยยิ้มเพ้อฝันของตน
ทันทีที่ปลายลิ้นได้สัมผัสรสชาติของชาชั้นดี ดวงตากลมโตก็สุกสกาวอย่างชื่นชม “ชานี่รสดียิ่งนัก”
รสชาติของมันแผ่วเบา หวานละมุนไม่ขมฝืดคอ เป็นชาชั้นดีที่กู่ลี่อินไม่เคยลิ้มลองมาก่อนเลยในชีวิตนี้ บ้านสกุลเว่ยมีแต่ข้าวของชั้นดีทั้งนั้น ยิ่งได้สัมผัสนางยิ่งรู้สึกอิจฉาแม่นางหลี่ผู้นั้น
“ชานี้เป็นชาอะไรหรือเจ้าคะ” นางถามเว่ยจินผิงด้วยความสนใจ
บุรุษรูปงามยกชาขึ้นมาจิบบ้างแล้วกล่าวว่า “เป็นชาดีจากแดนใต้”
กู่ลี่อินยิ้มแล้วชวนเขาพูดคุยต่อ “เหตุใดมันถึงได้อร่อยเช่นนี้เล่าเจ้าคะ”
“เพราะเป็นใบชาแรกที่เก็บตอนฝนตก” เว่ยจินผิงใช้ปลายนิ้วไล้ขอบถ้วยน้ำชาพลางนึกถึงอดีตสมัยที่เขาออกเดินทางไปค้าขายทางใต้กับบิดาเป็นครั้งแรก
“ตอนนั้นข้าอายุสิบห้า ขึ้นม้าตามหลังบิดาไปค้าขายที่แดนใต้ ได้ยินผู้คนแถวนั้นร่ำลือกันว่าชานี้อร่อยที่สุดในใต้หล้า ข้าจึงซื้อกลับมาฝากอี้เอ๋อร์ แรกเริ่มพอนางได้สัมผัสก็ตกใจกับรสชาติของมันเหมือนกับเจ้า ทั้งยังบอกว่าถวิลหารสชาติของมันเหลือเกิน เช่นนั้นทุกครั้งที่ข้าไปค้าขายที่แดนใต้จะกว้านซื้อชานี้มากักตุนเอาไว้ หมายใจให้อี้เอ๋อร์ได้กินตลอดทั้งปี”
กู่ลี่อินกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ความอร่อยของชาชั้นดีลดลงไปกว่าครึ่ง ไม่ว่านางจะชวนเขาคุยเรื่องผ้า เรื่องชา ก็ไม่อาจหลีกหนีชื่อของแม่นางหลี่ผู้นั้นได้ ยิ่งได้ยินกู่ลี่อินก็ยิ่งอิจฉาหนัก
“จริง ๆ ใบชาพวกนี้เก็บไว้นานแล้วรสชาติจืดจางลงมาก เร็ว ๆ นี้ข้าจะลงไปค้าขายที่แดนใต้ คิดว่าจะซื้อชาใหม่มากักตุนอยู่พอดี หากแม่นางน้อยกู่ชอบข้าจะให้คนส่งไปที่บ้าน”
กู่ลี่อินยิ้มเจื่อนให้กับความหวังดีของเว่ยจินผิง เพราะชามันไม่ดีแล้วเขาจึงหมายจะมอบให้นางและซื้อชาใหม่มาให้คุณหนูหลี่แทน นางไม่ใช่คนโง่เช่นนั้นขอไม่รับไว้ดีกว่า
“ลี่อินเกรงใจ ไม่กล้ารบกวนนายน้อยเว่ย”
เว่ยจินผิงไม่ได้กล่าวอะไร ทำเพียงยกชาขึ้นดื่มอำพรางรอยยิ้มที่มุมปาก
แม่นางน้อยนั่งได้ไม่นานก็ขอตัวเดินจากไป ทันทีที่พ้นร่างบาง ไป๋ลู่ก็ก้าวเข้ามากอดเสาศาลายิ้มพลางขำคิกคักให้กับท่าทางของแม่นางน้อย
“เฮ้อ... แม่นางน้อยช่างไม่อดทนเอาเสียเลย ได้ยินชื่อคุณหนูหลี่แค่สามครั้งก็เดินหนีไปเสียแล้ว หากได้รู้เรื่องที่นายน้อยล่าจิ้งจอกขาวมาทำเสื้อคุมกันลมให้คุณหนูหลี่ทุกปี หรือแม้แต่เรื่องที่นายน้อยคัดเพชรคัดมุกทีละเม็ดมาประกอบทำเป็นปิ่นปักผม ข้าว่าแม่นางน้อยกู่คงไม่กล้ามาเหยียบบ้านสกุลเว่ยอีกเป็นแน่แท้”
“งั้นหรือ” เว่ยจินผิงหันไปยิ้มขำกับบ่าวรับใช้ของตน “เช่นนั้นครั้งหน้าข้าจะเล่าเรื่องพวกนี้ให้นางได้ฟังแล้วกัน นางจะได้ไม่กล้ามาเหยียบที่นี่อีก”
ทั้งสองหลุดหัวเราะออกมาอีกครั้ง
ไป๋ลู่มองชาที่อยู่ในจอกพลางส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “แม่นางน้อยก็ไม่สังเกตอะไรบ้างเลย ชานี่คุณหนูหลี่ก็กิน หากเป็นชาเก่าจริงมีหรือนายน้อยเว่ยจะยอมให้คุณหนูหลี่ดื่มลงท้อง”
ชากานี้เป็นชาใหม่ที่ส่งมาจากแดนใต้ทุกเดือน หาใช่ชาเก่าดังที่นายน้อยกล่าวไม่ เฮ้อ คิด ๆ ดูแล้วคนที่น่าสงสารที่สุดก็เห็นจะเป็นแม่นางน้อยกู่ลี่อินผู้นี้
เว่ยจินผิงได้แต่ส่ายหน้าไปมากักเก็บอาการขำเอาไว้ไม่อยู่ หากกู่ลี่อินชวนเขาคุย เรื่องที่นางจะได้ยินก็คงไม่พ้น อี้เอ๋อร์ อี้เอ๋อร์ แล้วก็อี้เอ๋อร์ เพราะชีวิตของเขาก็มีแต่อี้เอ๋อร์
[1] หนึ่งเค่อ ประมาณ 15 นาที
เปิดตัวนางร้ายอิอิ ;)
ช่องทางการติดตาม
Facebook : Skyhi
ทวิตเตอร์ : @skyhi996