นางพญาท้ารบ-บทที่ 1.1 ชีวิตดังฝัน

โดย  Hongsamut

นางพญาท้ารบ

บทที่ 1.1 ชีวิตดังฝัน

ดวงอาทิตย์ลุกไหม้ราวกับเปลวเพลิง

ลำแสงร้อนแรงส่องลงมาจากฟากฟ้า ทำให้ผืนดินแตกระแหง ต้นหลิวทุกต้นกิ่งก้านห้อยต่ำและใบโกร๋น ดูราวกับติดโรคระบาด

ในพื้นที่โล่งแห่งหนึ่ง แสงตะวันส่องลอดผ่านกิ่งก้านลงมา คนหลายร้อยกำลังนั่งขัดสมาธิกันอยู่อย่างเงียบเสียง พวกเขาเป็นกลุ่มเด็กหนุ่มสาว ยามนี้ทุกคนกำลังหลับตาและมีสีหน้าเคร่งเครียด บางคราวก็ผ่อนลมหายใจเป็นจังหวะ ขณะที่หายใจเข้าออก แสงละเอียดที่ยากจะมองเห็นด้วยตาเปล่าปรากฏขึ้นรอบร่างของพวกเขา

สายลมโชยมาเบาๆ พัดเสื้อผ้าสะบัดพลิ้ว ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจ

เบื้องหน้าร่างหลายร้อย มีแท่นหินตั้งตระหง่าน บนแท่นมีร่างคนผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอย่างสงบเช่นกัน มือประสานกันไว้ นิ้วมือไขว้ซ้อนกันขณะที่หลับตา ทำราวกับว่าเขาได้เข้าสู่การฝึกฝนขั้นตอนที่สำคัญ

ร่างนั้นยังดูอ่อนเยาว์ เขามีผมนุ่มสีดำหลุดลุ่ย แต่ใบหน้าเรียวเล็กแลดูใสซื่อ ทำให้ใครก็ตามที่มองรู้สึกสบายใจ

ยามนี้ประกายแสงมากมายที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ากำลังล้อมรอบตัวเด็กหนุ่ม และภายใต้แสงเหล่านั้น มีพลังงานลึกลับบางอย่างกำลังพุ่งเข้าสู่ร่างของเขา

ด้านล่างแท่นหิน ผู้ฝึกหลายคนค่อยๆ ลืมตาขึ้น พวกเขามองแสงที่ห้อมล้อมรอบตัวเด็กหนุ่มด้านบน อดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปาก ความอิจฉาปรากฏบนใบหน้าของพวกเขา เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นทำลายความเงียบก่อนหน้านี้

“พี่มู่น่าทึ่งจริงๆ พวกเราทุกคนยังอยู่เพียงระดับ ‘กั่นยิ่ง’ สามารถสัมผัสพลังฟ้าดินได้เท่านั้น แต่พี่มู่กลับเลื่อนชั้นเข้าสู่ระดับ ‘หลิงต้ง’ ไปแล้ว สมแล้วที่เขาเป็นลำดับหนึ่งในของชั้นแดนดินของหอตะวันออก”

“เฮ้ แน่นอนอยู่แล้ว อย่าว่าแต่หอตะวันออกเลย ข้าว่าคนรุ่นเดียวกันที่สามารถเทียบกับพี่มู่ได้ทั่วสำนักศึกษาเป่ยหลิงคงมีเพียงไม่กี่คน”

เด็กหนุ่มในชุดสีเทาที่อยู่หน้าสุดดูเหมือนจะคุ้นเคยกับคนบนแท่นหินพอสมควร เมื่อได้ยินที่ทุกคนกระซิบจึงอดยิ้มไม่ได้ เขาลดเสียงลงและพูดว่า “พี่มู่เป็นคนที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วม ‘สงครามเทพยุทธ์’ เชียวนะ ทั้งมณฑลเป่ยหลิงก็มีเพียงพี่มู่ผู้เดียวที่ได้รับสิทธิ์นี้ พวกเจ้าน่าจะรู้ว่าคนที่เข้าร่วมสงครามนี้ได้ล้วนเก่งกล้าร้ายกาจแค่ไหน? ปีนั้นทั้งมณฑลก็เคยวุ่นวายไปหมดเพราะเรื่องนี้ ว่ากันว่าคนที่ผ่านสงครามนั้นมาได้ล้วนถูก ‘ภาคเบญจภาคี’ จองตัวไว้เลยนะ”

“ภาคเบญจภาคีรึ?” หลายคนได้ยินคำดังกล่าวก็ทำให้พวกเขาตื่นเต้นกันยกใหญ่และกลืนน้ำลายลงคอไปหลายอึก ความปรารถนาพลุ่งพล่านในดวงตาของพวกเขา ที่นั่นถือเป็นความฝันอันสูงสุดของคนรุ่นใหม่ทุกผู้ทุกนาม แต่ไม่ใช่ว่าใครก็จะเข้าได้ เพราะว่าการเลือกเฟ้นคนเข้าสู่ ‘ภาคเบญจภาคี’ โหดหินนัก คนที่จะเข้าได้ล้วนเป็นอัจฉริยะทั้งสิ้น ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้าได้สำเร็จ พวกเขาจะมีอนาคตอันสดใสรออยู่

“พี่มู่น่าทึ่งมาก... ตะ... แต่ดูเหมือนว่าพี่มู่จะเข้าร่วมแค่ปีเดียวเท่านั้น... ข้าได้ยินคนอื่นๆ พูดว่าพี่มู่เป็นคนแรกที่ถูกไล่ออกก่อนเวลาอันควร...”

เด็กหนุ่มลังเลและพูดออกมาด้วยเสียงเบา แต่ไม่นานก็กล่าวเสริมว่า “เราทุกคนก็รู้ถึงขีดความสามารถของพี่มู่ แม้แต่อัจฉริยชนที่มาจากทั่วทุกมุมโลกซึ่งรวมตัวกันอยู่ในสงครามเทพยุทธ์ พี่มู่ก็ไม่มีทางเป็นรองใคร เขาถูกไล่ออกเพราะได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมแน่!”

หลายคนมองหน้ากัน เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับภายในโรงเรียน แม้แต่คนทั่วทั้งมณฑลก็ยังรู้ ขณะที่พวกเขาเกิดความรู้สึกเสียใจกับเรื่องนี้ ก็ยังมีความอยากรู้เต็มอก พวกเขาอยากรู้ว่าเหตุใดพี่มู่ที่เฉลียวฉลาด พี่มู่ที่พวกเขาศรัทธา จึงถูกไล่ออกจากสงครามเทพยุทธ์ได้

เด็กหนุ่มในชุดสีเทาทำปากยื่นและพูดอย่างไม่เห็นด้วย “ฮึ่ม ต้องเป็นเพราะว่าพวกคนที่ไปฝึกอิจฉาพี่มู่ เลยทำทุกวิถีทางเพื่อบีบเขาออก แต่ไม่เป็นไรหรอก ด้วยความสามารถของพี่มู่ เขาจะเข้าร่วม ‘ภาคเบญจภาคี’ ได้ในที่สุด ถึงตอนนั้นทุกคนก็จะเข้าใจเอง”

ทุกคนเข้าใจความหมายนี้ ถึงแม้จะรู้ว่าพี่มู่ที่พวกเขากำลังพูดถึงเป็นคนมีพรสรรค์ แต่ภาคเบญจภาคีก็ไม่ได้เข้ากันง่ายๆ ถึงอย่างไรพี่มู่ก็แค่เคยฝึกฝนในสงครามเทพยุทธ์มาหนึ่งปี ไม่อาจเรียกได้ว่าฝึกสำเร็จ เมื่อเทียบกับเหล่าอัจฉริยชนทั้งหลายที่ฝึกจบออกมาจริงๆ ย่อมต้องมีความแตกต่างบ้างเป็นแน่

“ปุ!”

ทว่าขณะที่พวกเขากำลังคุยกันเรื่องนี้ จู่ๆ ก็มีเศษไม้ชิ้นหนึ่งลอยมาจากบนแท่นหินกระแทกตรงหน้าผากของเด็กหนุ่มชุดสีเทาพอดิบพอดี ตามมาด้วยเสียงด่าที่แฝงด้วยความขบขัน “ซูหลิง เจ้านินทาต่อหน้าราวกับข้าเป็นของประดับเลยรึ? เชื่อไหมว่าข้าจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องอาจารย์โม่ให้พวกเจ้าได้อยู่ติวเข้มตลอดหยุดยาวครั้งหน้า?”

หลายคนรีบเงยหน้ามอง พวกเขาเห็นคนที่นั่งฝึกอยู่บนแท่นลืมตาแล้ว ดวงตาทั้งคู่สีดำสนิทเหมือนท้องฟ้ายามราตรี จุดที่มีพลังเต็มเปี่ยมที่สุดก็คือริมฝีปากซึ่งกำลังแย้มน้อยๆ เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นและสดใสเหมือนตกแต่งทุกอย่างให้สมบูรณ์ นี่ทำให้ใบหน้าของเด็กหนุ่มดูหล่อเหลายิ่งขึ้น

พวกเขายอมรับว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าดูดีจริงๆ

“แหะๆ พี่มู่ อย่าเลย พวกเราเพิ่งมีโอกาสได้ปิดเรียน ข้ายังอยากกลับไปสนุกที่บ้าน ถ้าท่านพ่อรู้ว่าข้าทำเรื่องบ้าบอที่นี่ ข้าโดนตีตายแน่ๆ” ซูหลิงเอามือจับหน้าผากและอมยิ้ม

เด็กหนุ่มเด็กสาวที่อยู่บริเวณนั้นพากันหัวเราะออกมา ทำให้บรรยากาศครึกครื้นมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น

“เจ้ายังรู้ดีนี่ว่าพ่อเจ้าดุมาก ถ้าเจ้าเลื่อนเข้าสู่การฝึกระดับหลิงต้งไม่ได้ภายในสามเดือน เจ้าถูกตีจนน่วมแน่” เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าว่ามู่เฉินส่ายหน้า เอ่ยพร้อมกับทอดถอนใจ

“การเลื่อนเข้าสู่ระดับหลิงต้งทำได้ง่ายซะที่ไหนล่ะ ข้าไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์เหมือนพี่มู่ที่สามารถร่วมในสงครามเทพยุทธ์ได้สบายๆ นะ” ซูหลิงทำปากยื่น ฉับพลันก็เอามือปิดปาก แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่ความลับ ผู้คนก็รู้กันทั่วมณฑล อีกทั้งมู่เฉินก็ไม่ได้ห้ามถ้าจะพูด แต่การถูกไล่ออกก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจนัก

มู่เฉินยิ้มออกมา สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนไป เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย จ้องกิ่งไม้ที่มีจุดตัดแสง ดวงตามีแววระลึกถึงความหลังอย่างเห็นได้ชัด

สงครามเทพยุทธ์ อืม...

อยากรู้เหลือเกินว่าคนพวกนั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง พวกเขาคงฝึกจบกันแล้ว ถ้าอย่างนั้นอีกไม่นานพวกเขาก็จะได้เข้าร่วมกับภาคเบญจภาคีแล้วล่ะสิ

นางก็ด้วย…

มู่เฉินเม้มปาก ภาพเด็กสาวชุดสีดำที่มีใบหน้างดงามเย็นชาและเรือนร่างผอมบาง ซ้ำยังชอบแบกกระบี่ยาวสีดำไว้ที่หลังตลอดเวลา แวบเข้ามาในความคิด

เมื่อภาพของเด็กสาวเคลื่อนไหว ผมสีเงินที่ส่องประกายเหมือนทางช้างเผือกก็ปลิวไสวไปตามแรงลม

เด็กสาวผู้เย็นชาและลึกลับ กลับทำให้ผู้อื่นรู้สึกเหมือนว่านาง ‘เสียสติ’ ทันทีที่เริ่มการฝึก ผู้ที่ไล่ตามเขาตลอดเวลากว่าครึ่งปีตอนที่อยู่ในสงครามนั่นเพื่อจะฆ่าเขา...ก็คือนาง เหตุผลเบื้องหลังของการไล่ฆ่าที่ทำให้มู่เฉินต้องกัดฟันกรอด ก็เพราะว่าเขาเคยช่วยชีวิตนางไว้ครั้งหนึ่ง

ทว่าเมื่อสุดท้ายเขาถูกไล่ออกจากที่นั่น นางกลับเป็นคนแรกที่ถือกระบี่กันคนให้ออกห่างโดยไม่ลังเล

เมื่อนึกถึงใบหน้าที่ไม่เคยแสดงอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ซ้ำยังเป็นคนที่สามารถก่อเกิดหายนะและแสดงเจตนาฆ่าอย่างเยือกเย็น... มู่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะตกอยู่ในภวังค์

อดีตที่แสนหวาน

“โอ้ นั่นไม่ใช่น้องมู่หนึ่งเดียวของมณฑลเป่ยหลิงที่ได้เข้าร่วมสงครามเทพยุทธ์ไปแล้วหรอกรึ? นี่เจ้าพาคนอื่นๆ มาร่วมฝึกอีกแล้วเหรอ? มิน่า... อาจารย์โม่ถึงได้ไว้ใจเจ้านัก”

ขณะที่มู่เฉินจมอยู่กับความรู้สึกซับซ้อน ก็มีเสียงทิ่มแทงของใครคนหนึ่งดังขึ้น ใบหน้าสงบนิ่งของเขาเงยขึ้นและเห็นคนสิบกว่าคนเดินอาดเข้ามาอย่างช้าๆ คนนำเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาเย่อหยิ่ง ตอนนี้เขากำลังเคี้ยวปลายหญ้าในปากและยิ้มขณะมองมายังมู่เฉิน

“หลิวเช่อ คนจากหอตะวันตกมาทำอะไรที่หอตะวันออก? อยากโดนเล่นงานรึไง?!” เด็กหนุ่มที่มู่เฉินเรียกว่าซูหลิงกลับมีสีหน้ามืดครึ้มลง เขายืนขึ้นและยิ้มเยาะเมื่อเห็นคนกลุ่มนี้

ฟึ่บ!

ศิษย์หอตะวันออกหลายร้อยคนในลานโล่งลุกกันพึ่บพั่บ พวกเขามองกลุ่มผู้มาเยือนด้วยสายตาไม่ต้อนรับ จากจำนวนคนแล้ว พวกเขาแกร่งกล้ากว่าเยอะ

สำนักศึกษาเป่ยหลิงแบ่งออกเป็นสองหอคือ...ตะวันออกและตะวันตก ทั้งสองหอมีการประลองกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งศิษย์จากหอตะวันตกจะแข็งแกร่งกว่าศิษย์จากหอตะวันออกเสมอ ต่อหน้าศิษย์หอตะวันตก ศิษย์หอตะวันออกหลายคนพยายามที่จะหลีกเลี่ยง แต่ปีนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก เหตุผลเบื้องหลังก็คือมู่เฉิน

เมื่อสามเดือนก่อน มีการประลองระหว่างศิษย์ที่ร่ำเรียนอยู่ทั้งสองหอในชั้นแดนดินสองคน เซียตง--ลำดับสามศิษย์ของชั้นแดนดินแห่งหอตะวันตก พ่ายแพ้ให้แก่มู่เฉิน--ศิษย์ชั้นแดนดินหอตะวันออก... เรื่องนี้ทำให้ศิษย์หอตะวันออกหลายคนได้ระบายความรู้สึกอัดอั้นออกมาและยังทำให้พวกหอตะวันตกลดความหยิ่งผยองลงด้วย

และตอนนี้คนจากหอตะวันตกก็จงใจมาเพื่อยั่วยุมู่เฉิน ซูหลิงและคนอื่นๆ ไม่มีทางทนได้

“โอ้ งั้นที่พวกเขาว่า... ศิษย์หอตะวันออกทำตัวกร่างขึ้นก็จริงน่ะสิ พวกเจ้าคิดว่าแค่มีมู่เฉินแล้วพวกเจ้าจะท้าทายหอตะวันตกได้งั้นรึ?”

หลิวเช่อเห็นกลุ่มศิษย์จากหอตะวันออกมีมากกว่าฝั่งตน ก็ยังไม่เผยความรู้สึกเกรงกลัวในใบหน้า เขากลับยิ้มที่มุมปากและชี้ไปบนลานสูงที่อยู่ไม่ไกลกล่าวว่า “พวกเจ้ากล้ามาสู้กับพวกข้าไหมล่ะ?”

พวกซูหลิงมองตามไปทางนั้น พวกเขาเห็นว่ามีคนหลายคนยืนอยู่บนลานสูง คนที่เหลือก็มองไปเช่นกัน หลังจากเห็นหลายใบหน้าที่คุ้นตา สีหน้าของพวกซูหลิงก็เปลี่ยนไป

“นั่นพวกศิษย์พี่ชั้นแดนฟ้าของหอตะวันตกนี่...”

ภายในสำนักศึกษาเป่ยหลิง ไม่เพียงแบ่งเป็นหอตะวันออกและหอตะวันตกเท่านั้น แต่ยังแบ่งศิษย์เป็นสองชั้นเรียนคือชั้นแดนดินกับแดนฟ้า มู่เฉินกับคนที่รายล้อมอยู่ในชั้นแดนดิน ส่วนคนที่ยืนอยู่บนลานสูงนั้นเป็นรุ่นพี่ทั้งหมดของชั้นแดนฟ้าหอตะวันตก พลังของพวกเขามีมากกว่าไม่รู้กี่เท่า

วินาทีนั้นสีหน้าของซูหลิงและคนอื่นๆ ก็เปลี่ยนไป กลุ่มศิษย์พี่ชั้นแดนฟ้าพากันหัวเราะเยาะมาจากด้านบนและเริ่มคุยกัน

“เจ้านั่นคือมู่เฉินแห่งหอตะวันออกรึ? ตอนนี้เขาเป็นคนดังของสำนักศึกษาเป่ยหลิงและมณฑลของพวกเราเลยนะ ไม่อยากเชื่อว่าเขาเลื่อนเข้าสู่ระดับหลิงต้งได้ตั้งแต่อายุเพียงเท่านี้ ถึงจะยังเป็นแค่ระดับหลิงต้งขั้นต้น แต่เขาก็มีคุณสมบัติเทียบเท่าพวกเราที่เรียนในชั้นแดนฟ้าได้เลยทีเดียว น่าทึ่งมากๆ”

“ไม่เลวเลย ในที่สุดก็มีผู้มีพรสวรรค์ปรากฏขึ้นที่หอตะวันออก เมื่อเขาขึ้นเรียนในชั้นแดนฟ้า พวกเราหอตะวันตกจะได้รู้สึกกดดันบ้าง”

“ว่ากันว่าเด็กคนนี้ถูกเลือกให้เข้าร่วมในสงครามเทพยุทธ์ แต่เขาถูกไล่ออกโดยไม่รู้สาเหตุ แปลกมาก นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยินเรื่องแบบนี้”

“เป็นไปได้ไหมว่ามีการเลือกคนผิดก็เลยไล่เขาออก?”

“ฮ่าๆ”

ในกลุ่มมีเด็กหญิงชุดสีแดง นางมีรูปร่างอรชรและมีผิวขาวราวกับหิมะ ใบหน้ารูปไข่งดงามมีเสน่ห์ นางยืนพิงราวกั้น ดวงตางดงามมองออกไปที่ลานโล่ง แล้วสายตาของนางก็หยุดที่มู่เฉินราวกับว่านางสนใจเขาเป็นอย่างมาก

“ฮ่าๆ หงหลิงรู้สึกว่าเจ้าจะรู้จักกับมู่เฉินไม่ใช่เหรอ?” ศิษย์พี่ชั้นแดนฟ้าคนหนึ่งถามยิ้มๆ จากตำแหน่งเห็นได้ชัดว่านางเป็นจุดศูนย์กลางของคนกลุ่มเล็กๆ นี้

“ใช่ บิดาของเขาเป็นหนึ่งในผู้ปกครองมณฑลเป่ยหลิง ถือว่ารู้จักมักคุ้นกับบิดาข้าอยู่ด้วย เราเล่นด้วยกันตอนสมัยเด็กๆ น่ะ” สาวน้อยนามว่าหงหลิงตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“เล่ากันว่า... เดิมทีเขาเหมือนจะชอบเจ้าใช่ไหม?”

หงหลิงกะพริบตา นางมองไปยังเด็กหนุ่มที่นั่งเหยียดขาตรงอยู่ไม่ไกล ตอนนี้แสงอาทิตย์ส่องลอดกิ่งไม้ใบไม้กระทบใบหน้าของเด็กหนุ่ม ทำให้มองเห็นแสงโค้งจางๆ ซึ่งน่าดูมาก ภาพตรงหน้าทำให้เด็กหญิงจ้องอย่างใจลอยอยู่ครู่หนึ่ง นางหวนนึกภาพเงาของเด็กชายที่ไล่ตามนางเมื่อครั้งยังเล็กได้ เพียงแต่ตอนนั้นเขายังไม่ได้ดูน่าสนใจขนาดนี้ นางเองก็ยังไม่ได้สนใจในตัวเขามากนัก แต่ใครจะคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้ พอเติบโตแล้วแยกห่างจากนางไป เขาจะกลายเป็นหนึ่งเดียวที่มีคุณสมบัติได้เข้าร่วมในสงครามเทพยุทธ์ของมณฑลเป่ยหลิงไปได้ ตอนนั้นมู่เฉินเป็นคนดังพอตัว แต่ชื่อเสียงที่ได้รับก็ค่อยๆ ซาลงไปเมื่ออยู่ๆ เขาก็โดนไล่ออกมา

“เรื่องตอนเด็กๆ จะเรียกว่าชอบได้ยังไง?” หงหลิงยิ้มราวกับว่านางไม่ใส่ใจ แต่สายตาของนางกลับมองไปยังมู่เฉินอีกครั้ง หลังจากที่มู่เฉินเข้ามาร่ำเรียนในสำนักศึกษาเป่ยหลิง เขาก็เริ่มเปิดเผยพรสวรรค์โดดเด่นออกมา แม้ว่าเขาจะยังไม่เป็นลำดับหนึ่งของโรงเรียน แต่ข่าวลือที่ว่าเด็กหนุ่มแสนวิเศษคนนี้เคยชอบนาง ก็ทำให้นางภูมิใจเล็กๆ แม้นางจะรู้อยู่ลึกๆ ว่าเรื่องนี้เป็นแค่ข่าวลือมากกว่า แต่เด็กผู้หญิงในวัยอย่างนางย่อมอดรู้สึกภาคภูมิใจไม่ได้

“ฮ่าๆ รสนิยมของหงหลิงไม่จืดชืดขนาดนั้นหรอก แม้ว่ามู่เฉินคนนี้จะเก่งพอดู แต่เขากลับไม่สามารถทำให้หงหลิงชอบเขาได้ พวกเจ้าไม่เห็นเหรอว่าแม้แต่หลินซิวยังล้มเหลวมาแล้ว? นั่นน่ะเป็นยอดฝีมือลำดับเจ็ดของสำนักศึกษาเป่ยหลิงเลยนะ เขาบรรลุระดับหลิงต้งขั้นกลางมาแล้วด้วย มีช่องว่างที่ใหญ่มากทีเดียวระหว่างเขากับมู่เฉิน”

“ดูเหมือนว่าคนคนเดียวในสำนักศึกษาเป่ยหลิงที่ทำให้หงหลิงชายตามองเป็นครั้งที่สองได้ก็คือพี่ใหญ่หลิ่วมู่ไป๋สินะ”

ทันทีที่พูดชื่อหลิ่วมู่ไป๋ แม้แต่ศิษย์พี่ที่เรียนอยู่ในชั้นแดนฟ้าก็ยังมีสีหน้าชะงักงันราวกับรู้สึกกดดันขึ้นมา

หลิ่วมู่ไป๋เป็นศิษย์ลำดับหนึ่งของสำนักศึกษาเป่ยหลิง บิดาของเขายังเป็นผู้ปกครองเขตใหญ่ที่สุดในมณฑลเป่ยหลิง และได้ชื่อว่าทรงพลังมาก

ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา ความแข็งแกร่ง หรือแม้แต่ประวัติอันยิ่งใหญ่ของวงศ์ตระกูล ชื่อของหลิ่วมู่ไป๋ก็เป็นที่ดึงดูดสาวๆ ในสำนักศึกษาเป่ยหลิงให้คลั่งไคล้เขาได้ไม่ยากนัก

ในสายตาของศิษย์หอตะวันตก ทุกคนรู้ว่าหลิ่วมู่ไป๋กับหงหลิงสนิทกันพอสมควร แม้ตอนนี้เขาจะยังไม่ได้คว้าดาวแห่งหอตะวันตกไปครอง ก็รอเพียงเวลาสอยดาวเท่านั้น

ถ้ามู่เฉินสำเร็จการฝึกจากสงครามเทพยุทธ์และมีคุณสมบัติได้เข้าร่วมกับภาคเบญจภาคี ชื่อเสียงของเขาย่อมเหนือกว่าหลิ่วมู่ไป๋แน่นอน แต่โชคร้ายที่เขาถูกไล่ออกจากที่นั่นเสียก่อน

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นใครเมื่อเปรียบเทียบระหว่างสองคนนี้ พวกเขาจะมีแต่หัวเราะเยาะมู่เฉินเท่านั้น


รีวิวจากผู้อ่าน 2,158 รีวิว
  • Kapuu ST
    เมื่อ 1 ปี 3 เดือนที่แล้ว
    ถ้าชอบแนวล้างแค้นแบบสะใจ แนะนำเรื่องนี้เลยค่ะ ความฟินของพระนางก็ไม่แผ่วนะจ๊ะ
    • อ่านถึง : บทที่ 1.1 ชีวิตดังฝัน
  • Nanz11
    เมื่อ 1 ปี 3 เดือนที่แล้ว
    อ่านจบแล้ว หนังสือของห้องสมุดไม่ผิดหวังเลย
    • อ่านถึง : บทที่ 1.1 ชีวิตดังฝัน
  • IceLatte
    เมื่อ 4 ปี 6 เดือนที่แล้ว
    โหดร้ายเกินไปแล้ว สงสารนาง
    • อ่านถึง : บทที่ 1.1 ชีวิตดังฝัน
  • Biteme
    เมื่อ 4 ปี 7 เดือนที่แล้ว
    อ่านจบแล้ว หนังสือ เล่มสุดท้ายรู้สึกเนื่อยๆ หน่อย คล้ายเป็นบทสรุปเรื่อง เลยไม่มีไรให้ตื่นเต้นลุ้นเหมือนเล่มต้นๆ แล้ว นางเอกเป็นคนที่น่าสงสารที่เลือกทางผิดในชาติที่แล้ว สิ่งแวดล้อมการเลี้ยงดูมีผลต่อชีวิตจริงๆ
    • อ่านถึง : บทที่ 1.1 ชีวิตดังฝัน
  • Primrose94
    เมื่อ 4 ปี 10 เดือนที่แล้ว
    สนุกอ่ะ ชอบๆ
    • อ่านถึง : บทที่ 1.1 ชีวิตดังฝัน
  • nnny
    เมื่อ 5 ปี 3 สัปดาห์ที่แล้ว
    สงสัยว่าทำไมเรียกเหมยฮูหยิน
    • อ่านถึง : บทที่ 1.1 ชีวิตดังฝัน
  • Primrose94
    เมื่อ 5 ปี 1 เดือนที่แล้ว
    ตอนหน้าต้องแซ่บกว่านี้แน่ น้องจะไปเอาคืนพวกมันให้หมด
    • อ่านถึง : บทที่ 1.1 ชีวิตดังฝัน
  • parameter
    เมื่อ 5 ปี 10 เดือนที่แล้ว
    ติดตามๆๆๆๆค่ะ
    • อ่านถึง : บทที่ 1.1 ชีวิตดังฝัน
  • Natalie
    เมื่อ 5 ปี 10 เดือนที่แล้ว
    ขอบคุณนะคะ
    • อ่านถึง : บทที่ 1.1 ชีวิตดังฝัน
  • เด็กโลกแคบ
    เมื่อ 5 ปี 10 เดือนที่แล้ว
    ติดตามมมมมมมมมม
    • อ่านถึง : บทที่ 1.1 ชีวิตดังฝัน
  • Sutcharin Chaemaeingpan
    เมื่อ 6 ปี 1 เดือนที่แล้ว
    โหดร้ายมาก
    • อ่านถึง : บทที่ 1.1 ชีวิตดังฝัน
  • Sumo Rangsit
    เมื่อ 6 ปี 1 เดือนที่แล้ว
    ขอบคุณค่ะ....
    • อ่านถึง : บทที่ 1.1 ชีวิตดังฝัน
  • Ccatt
    เมื่อ 6 ปี 2 เดือนที่แล้ว
    ่าสนยมื้ดก้สสสส
    • อ่านถึง : บทที่ 1.1 ชีวิตดังฝัน
  • เพ็ญ
    เมื่อ 6 ปี 2 เดือนที่แล้ว
    ซื้อเป็นชุดแล้ว แต่อยากอ่านในนี้อีกค่ะ
    • อ่านถึง : บทที่ 1.1 ชีวิตดังฝัน
  • Nipapun WebHunsa
    เมื่อ 6 ปี 2 เดือนที่แล้ว
    สนุกค่ะ มีหนังสือแล้ว วน มา ตก หมู ฮ่าๆ
    • อ่านถึง : บทที่ 1.1 ชีวิตดังฝัน

กรุณาล๊อคอินเพื่อรีวิว