สุดยอดผู้อัญเชิญวิญญาณกับกองทัพโครงกระดูกสุดแกร่ง-บทที่ 1 ทูตสวรรค์

โดย  Enjoybook

สุดยอดผู้อัญเชิญวิญญาณกับกองทัพโครงกระดูกสุดแกร่ง

บทที่ 1 ทูตสวรรค์

บทที่ 1 ขันทีผู้รู้วิชาแพทย์


“ฮองเฮา กระหม่อมขอออกไปสูดอากาศข้างนอกสักครู่ได้หรือไม่"


"ไม่ได้… ข้าจะไม่ให้เจ้าไปไหนทั้งนั้น!"


ราชวงค์ต้าเซี่ย


ห้องบรรทมของฮองเฮา


เสียงครางในลำคอดังลอดริมฝีปากของร่างที่อยู่บนตั่งเฟิ่งหวง เสื้อคลุมปักลายวิหคเพลิงของ ตู๋กูหมิงเยว่ จักพรรดินีแห่งต้าเซี่ย เลื่อนตกไปที่เอวคอด เผยให้เห็นแผ่นหลังขาวราวหิมะ ซึ่งมีมือของชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังนวดคลึงด้วยความทะนุถนอม


"ฝ่าบาททรงอดทนหน่อยนะพ่ะย่ะค่ะ"


"ฮื่อ… ขันทีจ้าว ข้ารู้สึกสบายตัวเหลือเกิน..."


ผู้ถูกเรียกคือขันทีหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา นั่งอยู่ข้างตั่งเฟิ่งหวง จ้าวอู่เจียง ลอบยิ้มอยู่ในใจ เมื่อเห็นว่าฮองเฮามีสีหน้าเคลิบเคลิ้มและสุขสบายเป็นอย่างยิ่ง


นางจะไม่สบายตัวได้อย่างไร?


หลังจากทะลุมิติมาอยู่โลกนี้เป็นเวลาสามปี จ้าวอู่เจียงก็ได้ฝึกฝนทักษะทางการแพทย์กับท่านอาสาม ทำให้ตอนนี้เขามีความชำนาญเรื่องการฝังเข็มและกระตุ้นจุดลมปราณเป็นอย่างยิ่ง


ในชีวิตที่แล้วของจ้าวอู่เจียง ครึ่งหนึ่งผ่านไปอย่างไร้จุดหมาย ทั้งขัดสนเงินทอง และปราศจากอำนาจ จนถูกภรรยานอกใจ ในชีวิตนี้ เขาจึงตั้งปณิธานที่จะใช้ความรู้ความสามารถทางด้านการแพทย์ สร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ตนเองและเอนกายบนตักของสาวงาม!


เมื่อเห็นหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้ามีท่าทีเคลิบเคลิ้ม จ้าวอู่เจียงก็ต้องขยับตัวเปลี่ยนท่านั่งเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเห็นความเป็นชายของตนที่กำลังชูชัน


ใช่แล้ว เขาเป็นชายแท้ที่ปลอมตัวเป็นขันที


จ้าวโส่ว อาสามของเจ้าของร่างเดิม เป็นขันทีผู้ยิ่งใหญ่ในราชสำนัก หลังจากที่รู้ว่าจ้าวอู่เจียง ทายาทเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลจ้าวถูกส่งมายังวังหลวง เขาใช้กลอุบายเล็กน้อยนำตัวจ้าวอู่เจียงเข้ามาเป็นขันทีน้อยในตำหนักนางสนม โดยไม่ต้องตัดตอนความเป็นชายทิ้ง และในเวลาเดียวกัน ตนก็สามารถคุ้มครองหลานชายได้อีกด้วย


อย่างไรก็ตาม ท่านอาสามถูกลอบสังหารเมื่อเจ็ดวันก่อน แม้จะยังไม่มีผู้ใดรู้ถึงตัวตนในฐานะขันทีปลอมของจ้าวอู่เจียง แต่ชายหนุ่มก็สูญเสียที่หลบภัยเพียงหนึ่งเดียวของตนไปด้วยเหตุผลนี้


วังหลวงนั้นแสนลึกล้ำ ทั้งยังขาดญาติมิตรคอยหนุนหลัง จึงจำต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว!


แต่ใครกันที่เป็นคนสังหารท่านอาสาม?


ความรู้สึกของจ้าวอู่เจียงพลุ่งพล่าน ชายหนุ่มเก็บเข็มสีเงิน จากนั้นจึงลงมือนวดแผ่นหลังงามต่อ


“การนวดและการฝังเข็มของเจ้าทำให้ข้าประทับใจมาก มิน่าล่ะ เหล่าจ้าวถึงได้บอกให้ข้ารับตัวเจ้ามาเป็นข้ารับใช้ข้างกายให้ได้”


“ขอบพระทัยฮองเฮา ในชีวิตนี้ กระหม่อมมีดีเพียงการฝังเข็มและการนวดเท่านั้น หากฮองเฮาต้องการฝังเข็มอีกในอนาคต ก็สามารถตามตัวกระหม่อมมาได้ทุกเมื่อ เพราะการได้รับใช้ฮองเฮาถือเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิต กระหม่อมจะอุทิศชีวิตของตนเองหลังจากนี้รับใช้ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ”


ร้อยความสัตย์จริงไม่สู้หนึ่งคำประจบประแจง จ้าวอู่เจียงรู้ดีว่าเขาจำเป็นจะต้องรีบหาคนหนุนหลังโดยเร็ว


และ… ตู๋กูหมิงเยว่ผู้นี้คือตัวเลือกที่ดีที่สุด!


ฮ่องเต้องค์ก่อนสิ้นพระชนม์ ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ไร้ความสามารถ อำนาจในวังหลวงจึงเสื่อมถอย ตระกูลตู๋กูเป็นตระกูลเก่าแก่ อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์ต้าเซี่ย ในฐานะฮองเฮา ตู๋กูหมิงเยว่จึงกลายเป็นผู้ชักใยผู้คนอยู่หลังม่านบัลลังก์


มือของจ้าวอู่เจียงค่อย ๆ เลื่อนลงจากช่วงเอวสู่บั้นท้ายกลมกลึงของตู๋กูหมิงเยว่


มังกรใหญ่ยิ่งพุ่งทะยานชี้ฟ้ามากกว่าเดิม จ้าวอู่เจียงต้องพยายามควบคุมตัวเองอย่างหนัก!


"ขันทีจ้าว"


"กระหม่อมอยู่นี่แล้วพ่ะย่ะค่ะ"


เพียงตู๋กูหมิงเยว่โบกมือ นางกำนัลรอบตัวก็ถอยออกไป


“เจ้าบอกว่าการฝังเข็มจะช่วยทำให้ข้ามีลูกได้สำเร็จ แต่ถ้าองค์ฮ่องเต้ไม่แตะต้องข้าเลย เช่นนั้นข้าจะมีลูกได้อย่างไร เจ้าช่วยหาวิธีแก้ไขได้หรือไม่?"


ใบหน้างดงามของตู๋กูหมิงเยว่มีแต่ความผ่อนคลายหลังได้รับการนวดเฟ้นและฝังเข็ม เมื่อขั้นตอนทุกอย่างเสร็จสิ้น นางก็ลุกขึ้นมานั่งสวมใส่เสื้อคลุมผ้าไหมบางเบาขนาดพอดีตัว ซึ่งยิ่งขับเน้นให้เห็นถึงเรือนร่างสง่างามของนางมากขึ้น


หืม?


องค์ฮ่องเต้ไม่เคยแตะต้องฮองเฮาเลยหรือ?


สามีไม่แตะต้องนางเลยได้อย่างไร?


“ทูลฮองเฮา กระหม่อมคงไม่สามารถให้คำตอบได้ จนกว่าจะได้ตรวจพระวรกายของฝ่าบาท”


“เช่นนั้นท่านก็ตรวจเลยเถอะ ข้าขอให้หมอหลวงวินิจฉัยฝ่าบาทหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่พบสาเหตุของโรค อีกทั้งฝ่าบาทยังสั่งประหารคนเหล่านั้นทั้งหมดด้วย”


แล้วเหตุใดท่านถึงยังอยากให้ข้าไปอีก… ?


สายตาของตู๋กูหมิงเยว่จับจ้องจ้าวอู่เจียงนิ่ง “เจ้าเป็นเพียงขันทีตัวเล็ก ๆ บางทีฝ่าบาทอาจไม่ระแวงนัก ตอนนี้ฝ่าบาทอยู่ในท้องพระโรง ชิงเอ๋อร์จะนำเจ้าไป"


ตู๋กูหมิงเยว่เอ่ยเสริมอีกครั้ง “หากเจ้าหาสาเหตุไม่พบ ก็ไม่ต้องกลับมาหาข้า”


"พ่ะย่ะค่ะ เช่นนั้นกระหม่อมขอตัว"


ใบหน้าของจ้าวอู่เจียงกระตุกไม่หยุด


ตาย!


ตายแน่ ๆ!


ท่านอาสาม อภัยให้ข้าด้วย!


จ้าวอู่เจียงเดินออกจากตำหนักของฮองเฮา ซ่อนมือไว้ใต้แขนเสื้อ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มแข็งทื่อ


นอกท้องพระโรง บานประตูเปิดออก


นางกำนัลคนสนิทของฮองเฮา ชิงเอ๋อร์ เดินนำอยู่ข้างหน้า จ้าวอู่เจียงมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่าย สตรีตรงหน้าอายุเพียงยี่สิบปีเท่านั้น แต่มีตำแหน่งเป็นถึงคนสนิทของฮองเฮา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปร่างหรือหน้าตา ชิงเอ๋อร์ก็จัดเป็นยอดหญิงงามผู้หนึ่งโดยแท้จริง


เมื่อเดินเข้าไปในท้องพระโรง ขันทีปลอมก็ได้ยินเสียงดุด่าผู้คนดังออกมาจากด้านใน


"เจ้ารออยู่ตรงนี้ก่อน"


“ขอรับ ท่านพี่ชิงเอ๋อร์"


ขันทีหนุ่มถอยกลับมายืนก้มหน้าต่ำอยู่หน้าประตู ไม่ได้มองเข้าไปเลยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นภายในท้องพระโรง แต่เขาก็ยังสามารถเห็นมุมกว้างด้านในได้จากหางตา


ฮ่องเต้กับกลุ่มเสนาบดี


เซวียนหยวนจิ้ง พระเจ้าแผ่นดินแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย ผู้มีใบหน้าหล่อเหลา ร่างกายผอมบาง กำลังสะบัดแขนเสื้อแรง ๆ ระบายโทสะ


"แล้วเงินล่ะ? ข้าขอถามอีกครั้ง เงินอยู่ที่ไหน? เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ให้แจกจ่ายเพื่อบรรเทาภัยพิบัติในอวิ๋นโจวอยู่ที่ไหน? ฮะ!"


เสนาบดีเฒ่าคนหนึ่งคุกเข่าลง ศีรษะแนบติดกับพื้น


“ฝ่าบาท ตอนนี้ในท้องพระคลังไม่มีเงินเหลือแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”


สีหน้าของพระเจ้าแผ่นดินแห่งต้าเซี่ยบิดเบี้ยวอย่างโกรธเกรี้ยว เสนาบดีเจ้าเล่ห์เหล่านี้เริ่มหลอกเขาหลังจากขึ้นครองบัลลังก์ได้ไม่นาน ด้วยรากฐานที่ตื้นเขิน พวกมันยักยอกเงินท้องพระคลัง จนตอนนี้ ราชสำนักไม่สามารถแม้แต่จะจัดสรรเงินเพื่อบรรเทาภัยพิบัติได้ด้วยซ้ำ!


เวลานี้ ขุนนางอีกคนหนึ่งได้ก้าวออกมา และเอ่ยถ้อยวาจาไร้ซึ่งความยำเกรง ทั้งยังแฝงการสั่งสอนอีกเล็กน้อย


“ฝ่าบาท ตอนนี้เรามีสิ่งที่สำคัญกว่า พักเรื่องของอวิ๋นโจวเอาไว้ก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้แม่ทัพจ้าว ผู้ซึ่งประจำการอยู่ทางตอนเหนือกำลังล้มป่วย ทางราชสำนักจำเป็นต้องส่งแม่ทัพอีกคนไปคุ้มกันเขตแดนทางเหนือเพื่อป้องกันกลุ่มโจรป่าพ่ะย่ะค่ะ”


“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ไม่ช้าก็เร็วปัญหาภายในจะได้รับการแก้ไข ตอนนี้สิ่งที่เราต้องกังวลยิ่งกว่าก็คือการป้องกันเขตแดนภายนอก!”


“ฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าแม่ทัพตู๋กูคือตัวเลือกที่ดีที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”


“กระหม่อมเองก็เห็นด้วย แม่ทัพตู๋กูได้สร้างผลงานที่โดดเด่นในสนามรบ หากส่งเขาไปประจำทางเหนือ พวกโจรป่าจะต้องไม่กล้ารุกรานดินแดนต้าเซี่ยของเราอย่างแน่นอน"


“ด้วยนามของแม่ทัพตู๋กู จะต้องสร้างขวัญกำลังใจให้เหล่าทหารทางชายแดนตอนเหนือได้อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!"


เหล่าขุนนางต่างก้าวออกมาคนแล้วคนเล่า


สีหน้าของเซวียนหยวนจิ้งมืดมนมาก ตั้งแต่ขึ้นครองบัลลังก์ ไม่มีผู้ใดเลยที่สามารถไว้ใจได้อย่างแท้จริง


ขุนนางหลายคนยึดติดกับตระกูลตู๋กู และแม่ทัพตู๋กูที่ได้รับการเสนอชื่อผู้นี้ก็คือตู๋กูเทียนชิง พี่ชายของฮองเฮาตู๋กู


ภายในราชวงศ์ต้าเซี่ย ตระกูลตู๋กูนับว่าทรงอำนาจมาก กิ่งก้านอำนาจแผ่ขยายปกคลุมครึ่งฟ้า ทั้งยังมีเส้นสายกว้างไกลทั่วแผ่นดิน ถึงขั้นเกิดข่าวลือไปทั่วทุกมุมเมืองว่า องค์ฮ่องเต้เซวียนหยวนจิ้งเป็นเพียงหุ่นเชิดของตระกูลตู๋กูเท่านั้น


“เรื่องนี้มีความสำคัญมาก ข้าจำเป็นต้องใช้เวลาตัดสินใจสักหน่อย พวกเจ้าออกไปก่อน"


เซวียนหยวนจิ้งยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วของตน พยายามสะกดกั้นอารมณ์อย่างเต็มที่


กลุ่มขุนนางส่งเสียงประท้วงโดยทันที


“แต่ฝ่าบาท เรื่องนี้เร่งด่วนมากนะพ่ะย่ะค่ะ"


"ข้าบอกให้ออกไปอย่างไรเล่า!"


เซวียนหยวนจิ้งขมวดคิ้วและตะคอกออกไป


บรรยากาศตึงเครียดในทันที เหล่าเสนาบดีและกลุ่มขุนนางน้อยใหญ่ต่างก็ก้มหน้าลง และล่าถอยออกจากท้องพระโรงอย่างไม่เต็มใจนัก


กลุ่มขุนนางเหล่านั้นเดินผ่านจ้าวอู่เจียงไปเหมือนมองไม่เห็นขันทีน้อยผู้นี้ เอาแต่พูดคุยกับพรรคพวกของตนตลอดเวลา


จ้าวอู่เจียงก้มหน้าต่ำ มองแผ่นหินสีฟ้าใต้เท้าของตน หลังจากที่คณะขุนนางจากไป ชิงเอ๋อร์ก็เดินนำจ้าวอู่เจียงเข้าไปในท้องพระโรง


“ฝ่าบาท ฮองเฮาทรงรับสั่งให้หม่อมฉันพาขันทีจ้าวมาตรวจชีพจรของพระองค์เพคะ”


เซวียนหยวนจิ้งมองจ้าวอู่เจียงและขมวดคิ้ว "เจ้าคือขันทีน้อยที่ฮองเฮาพูดถึงอย่างนั้นหรือ?"


หืม ดูเหมือนว่าฮองเฮาจะบอกอีกฝ่ายเอาไว้แล้วสินะ โชคดีไป จ้าวอู่เจียงคิดขณะหลุบตาลงต่ำ


“ทูลฝ่าบาท เป็นกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ”


ใบหน้าของเซวียนหยวนจิ้งเย็นชา... คนของฮองเฮา เวลาเจอหน้าฮ่องเต้ก็ยังไม่คุกเข่าทำความเคารพอีกหรือ?


“กลับไปซะ ข้าไม่ได้ป่วย!"


"แต่ว่า..."


หากกลับไปทั้งแบบนี้ เขาคงถูกฮองเฮาหั่นเป็นชิ้น ๆ แน่!


รีวิวจากผู้อ่าน

กรุณาล๊อคอินเพื่อรีวิว