The Contrast (เสรีภาพในเงา)

ตอนที่ 5 เจ้าหญิงบนหอคอย

เช้าวันเสาร์ในช่วงเวลาย่างเข้าฤดูฝนแบบนี้ทำให้เห็นเมฆหนาบ้างเป็นบางจุดแต่ยังไม่ถึงขั้นฝนตก อากาศนอกรถไม่ร้อนและแห้งจัดเหมือนเดือนที่แล้ว ดวงอาทิตย์ยังคงทำหน้าที่ของมันตามปกติ พินันท์ขับรถเก๋งสีขาวมุ่งหน้าไปทางหอพักแห่งหนึ่งอยู่ลึกเข้าไปในซอยถนนที่แยกจากถนนสายหลักซึ่งห่างไกลจากรถไฟฟ้าทำให้หาเจอไม่ง่ายนัก หอพักแห่งนี้เป็นอาคารห้าชั้นกินพื้นที่ไม่กว้างขวางนัก ชั้นนึงมีห้องจำนวนห้าห้องซึ่งมีลิฟท์โดยสารขึ้นลงแค่ตัวเดียว ชั้นล่างสุดเปิดโล่งเป็นที่จอดรถและมีห้องประชาสัมพันธ์เล็กๆ ห้องหนึ่งอยู่ใกล้กับประตูกระจกเข้าออกที่ต้องใช้คีย์การ์ด

พินันท์สังเกตเห็นตู้จดหมายของห้องธนินทร์มีบิลค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ไม่ได้มีการแตะต้องเลย เธอจึงเดินเข้าไปที่ห้องประชาสัมพันธ์ซึ่งมีผู้หญิงอายุราวสี่สิบปีนั่งประจำอยู่ที่โต๊ะทำงาน เธอไม่ได้ใส่เครื่องแบบหรือชุดที่เป็นทางการจึงน่าจะเป็นเจ้าของหอพัก พินันท์จึงเดินเข้าไปสอบถามข้อมูล

“ดิฉันเป็นญาติของคนที่ชื่อธนินทร์อยู่ห้องสี่ศูนย์สอง ไม่ทราบว่าเขาอยู่มั้ยคะ”

“ญาติอีกแล้วหรือ วันก่อนก็มีผู้ชายมาอ้างเป็นญาติจ่ายค่าเช่าแทนให้อยู่เนี่ย ไอ้ธนินทร์มันเล่นหายหน้าไปไม่จ่ายค่าเช่ามาสองเดือนแล้ว”

“สองเดือนงั้นหรือคะ” พินันท์กล่าวพลางใช้ความคิด ถ้าเขาหายตัวไปสองเดือนก็หมายความว่าหลังจากถูกปล่อยตัวแล้วเขาก็ไม่ได้กลับมาที่ห้องพักอีกเลย “พอจะเปิดห้องให้ฉันดูได้มั้ย มีของที่ฉันลืมเอาไว้น่ะค่ะ”

“ไม่ได้หรอก ฉันให้กุญแจกับผู้ชายที่จ่ายค่าเช่าแทนคนนั้นไปแล้ว อีกอย่างเขาบอกว่าไม่ให้ย้ายของในห้องออกไปเพราะเขาลืมของบางอย่างเอาไว้ที่ห้องธนินทร์เหมือนกัน”

“เขาบอกมั้ยคะว่าเป็นของอะไร แล้วรู้ได้ยังไงคะว่าเขาเป็นญาติจริงๆ ”

หญิงสาวมองสำรวจพินันท์ “ถ้าพูดแบบนั้นฉันก็คงไว้ใจเธอไม่ได้เหมือนกันนั่นแหละ ไอ้ธนินทร์มันไม่เคยเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟังเพราะงั้นฉันก็ไม่รู้หรอกว่ามีญาติจริงหรือเปล่า แต่มีคนมาจ่ายค่าเช่าแทนให้มันก็ต้องรู้จักกันระดับหนึ่งถึงยอมไม่ใช่หรือไง อีกอย่างนึงมีคนจ่ายแทนแล้วฉันจะไม่รับเงินไว้ได้ยังไงล่ะ”

“ก็ใช่อยู่ค่ะ” พินันท์ยิ้มแห้งก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “แล้วผู้ชายที่อ้างว่าเป็นญาติเขาได้ให้เบอร์ติดต่อไว้มั้ยคะ”

“เดี๋ยวฉันลองโทรติดต่อให้ ถ้าเขามาได้เธอจะรอมั้ยล่ะ”

“ฉันหาร้านกาแฟแถวนี้นั่งรอก็ได้ค่ะ”

หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายถึงชายคนที่ว่า พวกเขาคุยกันอยู่พักใหญ่ก่อนจะหันมาบอกพินันท์

“เดี๋ยวเขามา น่าจะใช้เวลาชั่วโมงนึง”

“ขอบคุณค่ะ” พินันท์กล่าวยิ้มๆ แล้วจึงเดินออกจากหอพักเพื่อมองหาร้านกาแฟในบริเวณใกล้เคียง

พินันท์นั่งอยู่บนโต๊ะติดกระจกหน้าร้านเพื่อให้มองเห็นวิวนอกร้านได้ถนัดตา แม้ว่ารอบๆ ร้านกาแฟแห่งนี้จะล้อมรอบไปด้วยตึกทรงสี่เหลี่ยมซึ่งเปิดเป็นหอพักทั้งสิ้นแต่อย่างน้อยการมองออกไปนอกร้านก็ให้ความรู้สึกไม่อึดอัดจนเกินไปในพื้นที่จำกัด เธอยกแก้วกาแฟดำสีขาวขึ้นดื่มก่อนที่สายตาจะไปสะดุดเข้ากับรถเก๋งห้าประตูสีบรอนด์คุ้นตาที่วิ่งผ่านกระจกไปทางหอพักของธนินทร์ เธอจำได้ว่ามันเหมือนกับรถคันที่วิ่งออกจากบ้านคุณพิมพรรณในระหว่างที่เธอเสียชีวิตอยู่ที่โรงพยาบาล ไม่นานนักเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ดังขึ้นทำให้เธอต้องวางแก้วกาแฟแล้วรับโทรศัพท์

พินันท์เดินมายังหอพักของธนินทร์หลังจากได้รับโทรศัพท์จากเจ้าของหอพักว่าชายหนุ่มที่อ้างตัวเป็นญาติของธนินทร์มาถึงที่หอพักแล้ว ในระหว่างที่จะเดินเข้าหอพักก็มองเห็นรถห้าประตูสีบรอนด์คันเดิมจอดอยู่จึงแน่ใจว่าชายหนุ่มคนนั้นจะต้องเป็นเจ้าของรถยนต์คันนี้อย่างแน่นอน เมื่อเดินเข้าห้องประชาสัมพันธ์มาก็ได้เห็นใบหน้าของเขาชัดเจนเป็นครั้งแรก เขาเป็นชายหนุ่มผิวขาวเชื้อสายจีนรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวน้ำเงินกับกางเกงสีดำ ชายหนุ่มเดินเข้ามาทักทายเธอด้วยท่าทางสุภาพ

“สวัสดีครับผมชื่อธานิตย์ เป็นญาติของคุณธนินทร์ที่เป็นเจ้าของห้องสี่ศูนย์สอง คุณบอกว่าอยากพบผมหรือครับ”

ยังไม่ทันที่พินันท์จะเอ่ยปากตอบ หญิงเจ้าของหอพักก็กล่าวแทรกขึ้น

“พวกคุณออกไปคุยกันเองข้างนอกเถอะ เผื่อมีลูกค้าหรือใครเข้ามาติดต่อธุระ”

ธานิตย์พยักหน้าก่อนเดินนำพินันท์ออกจากห้องประชาสัมพันธ์ เขาใช้คีย์การ์ดเปิดประตูก่อนเดินไปรอลิฟท์ ในระหว่างที่ทั้งคู่กำลังรอประตูลิฟท์ปิดพินันท์ก็ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ

“ไม่ทราบว่าคุณเป็นญาติของคุณธนินทร์จริงๆ น่ะหรือคะ”

“ใช่ครับ ผมได้ยินว่าคุณอ้างตัวเป็นญาติ คุณมีความสัมพันธ์ยังไงกับคุณธนินทร์งั้นหรือครับ”

“ฉันต่างหากที่ต้องถาม” พินันท์ที่อยู่ข้างหลังจับแขนของธานิตย์บิดมาไขว้หลังเอาไว้

“เดี๋ยวคุณ ผมไม่ได้มีความสัมพันธ์กับเขาแบบที่คุณคิดนะ” ธานิตย์รีบร้องตะโกนขึ้นมา “ผมไม่ได้แย่งแฟนคุณนะ”

“แย่งแฟนอะไรของคุณ ฉันไม่ได้สนิทกับคนชื่อธนินทร์นั่นด้วยซ้ำ”

ธานิตย์ชะงัก “อ้าว งั้นคุณก็ไม่ใช่ญาติเขาด้วยน่ะสิ”

“ก็ไม่ใช่น่ะสิ แต่ถ้าคุณเป็นญาติของเจ้าของเว็บไซต์ค้ายา ฉันที่เป็นตำรวจก็ต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วยไง”

ประตูลิฟท์เปิดที่ชั้นสี่พอดีพินันท์จึงเตะเขากึ่งๆ ลากตัวให้ออกจากลิฟท์มายังหน้าห้องสี่ศูนย์สอง ธานิตย์พยายามฝืนอธิบาย

“ที่จริงผมเป็นเพื่อนเขาครับ แค่คิดว่าอ้างเป็นญาติแล้วเจ้าของห้องเช่าอาจจะยอมให้กุญแจง่ายกว่าก็เท่านั้นเอง”

พินันท์เริ่มหงุดหงิดรู้สึกว่าอีกฝ่ายเจ้าเล่ห์พอตัว “แล้วอยากได้กุญแจห้องเขามาทำอะไรล่ะ”

“เขายืมของผมไปก็เลยอยากได้คืนเท่านั้นเอง”

“ของนั่นสำคัญถึงขนาดยอมจ่ายค่าเช่าห้องที่ค้างไว้ถึงสองเดือนให้เลยหรือ”

“บังเอิญผมติดเงินมันอยู่ก็เลยจ่ายค่าเช่าให้น่ะ คุณปล่อยมือก่อนได้มั้ยผมเจ็บแขนไปหมดแล้วเนี่ย”

พินันท์มองดูอีกฝ่ายอยู่พักใหญ่เมื่อเห็นว่าไม่มีท่าทีจะขัดขืนจึงยอมปล่อยมือ เขารีบขยับแขนไปมาพลางมองดูรอยช้ำรอบข้อมือ พินันท์ย่นคิ้วเปลี่ยนจากระแวงเป็นกังวลนิดหนึ่ง “นายไม่เป็นไรนะ”

“ใครจะไปถึกสู้ฟัดอย่างคุณล่ะ” ธานิตย์ตอบกลับท่าทางยังไม่หายโกรธ “ฟังก่อนค่อยลงมือไม่ได้หรือไง”

เมื่อเห็นว่าเขามีแรงต่อล้อต่อเถียงพินันท์ก็เลิกใส่ใจก่อนมองไปที่ประตูห้อง

“เปิดห้องสิ ฉันมีเรื่องต้องตรวจสอบ”

ธานิตย์หยิบกุญแจออกจากกระเป๋ากางเกงพลางไขลูกบิดประตู “ไม่น่าเชื่อว่าตำรวจในเขตเสรีจะยังทำงานกันอยู่”

น้ำเสียงกึ่งประชดประชันของเขาทำให้พินันท์ไม่สบอารมณ์นักแต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาพูดถูก

“ก็ยังทำงานกันอยู่แหละ กับบางคดีเท่านั้นที่มีข้อจำกัดเยอะเลยทำอะไรยาก”

ธานิตย์พยักหน้าส่งๆ รับฟังก่อนจะผลักประตูเปิดเข้าไปในห้อง เขาจะเดินไปทางคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คแต่ถูกพินันท์ชิงตัดหน้าไปเสียก่อน ในขณะที่พินันท์เปิดคอมพิวเตอร์ตรวจสอบธานิตย์ก็เดินสำรวจพลางกวาดสายตาไปรอบห้อง ทันใดหางตาของเขาก็สะดุดเข้ากับปากกาสีฟ้าตัดขอบทองรูปร่างเป็นเอกลักษณ์แบบที่เขาคุ้นตาวางอยู่บนแผ่นพับสีสันสดใสบนโต๊ะเล็กข้างเตียง

เมื่อหยิบมาสังเกตดูจึงมองเห็นรอยปากกาสีดำที่วงกลมล้อมรอบวันที่ซึ่งเป็นวันที่ครบรอบสิบปีของสวนสนุกแห่งนี้รวมถึงเวลาเปิดทำการด้วย เขาเก็บปากกาเหน็บไว้กับกระเป๋าเสื้อแต่ยังไม่ทันที่จะเก็บแผ่นพับก็ถูกพินันท์เดินเข้ามาชิงมันไปจากมือเสียก่อน

“นี่อะไร มีความหมายยังไงถึงต้องเก็บ”

“แค่แผ่นพับสวนสนุกปกติ ผมก็แค่คิดว่ามันน่าสนใจเลยจะเก็บไว้เท่านั้นเอง ถ้าคุณอยากได้ก็เอาไปเลย”

พินันท์สังเกตดูรายละเอียดในแผ่นพับก่อนพับเก็บลงกระเป๋ากางเกงยีนส์ เธอถามเขาอย่างสงสัย

“แล้วคุณรู้เรื่องเว็บไซต์ค้ายาผิดกฎหมายที่เพื่อนคุณทำอยู่มากน้อยแค่ไหน”

“เว็บไซต์ค้ายาเถื่อนน่ะผมพอรู้จัก แต่ไม่รู้หรอกว่าธนินทร์มันรู้เรื่องเว็บไซต์ดีแค่ไหน”

พินันท์หรี่ตามองสำรวจอีกฝ่ายก่อนจะกล่าวอย่างเริ่มมีน้ำโห

“ของที่บอกว่าลืมไว้คือปากกาที่เหน็บกระเป๋าเสื้อนั่นหรือ ดูมีความสำคัญดีนะ”

“ก็เป็นของที่มีคุณค่าทางใจ”

ความสามารถในการแก้ตัวอย่างไหลลื่นของธานิตย์ทำให้พินันท์เริ่มหงุดหงิด เธอจึงคว้าซองเอกสารสีน้ำตาลซึ่งวางอยู่ไม่ไกลจากคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานของผู้ตายมายื่นให้เขาดู

“คุณไม่ได้มาเพราะสิ่งนี้หรอกหรือ”

ธานิตย์รับซองมาเปิดดูเอกสารข้างในจึงพบว่าเป็นรายละเอียดการรักษาโรคมะเร็งระยะที่สี่ของธนินทร์ซึ่งมีประวัติการรับยาที่แพทย์ไม่ได้เป็นคนสั่งให้ด้วย เขาจึงกล่าวถาม

“ธนินทร์ก็เป็นโรคมะเร็งงั้นหรือ”

“อย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่อง ฉันเห็นตอนคุณวิ่งออกจากบ้านของคุณพิมพรรณท่าทางมีพิรุธ” เมื่อพินันท์เห็นธานิตย์จะอ้าปากแก้ตัวเธอจึงรีบขัดขึ้นก่อน “คุณพิมพรรณก็เป็นโรคมะเร็งในระยะอันตรายและได้รับยาเถื่อนตัวเดียวกันเข้าไปเหมือนกัน ฉันสืบมาแล้วถึงรู้ว่ายาเถื่อนที่ว่ามาจากเว็บไซต์ที่ธนินทร์เป็นเจ้าของอยู่และตอนนี้คุณพิมพรรณก็ตายไปแล้ว ตายก่อนที่คุณจะเข้าไปในบ้านของเธอเสียอีก เพราะฉะนั้นอย่ามาแก้ตัวว่ารู้จักกัน”

ธานิตย์เม้มปากพูดอะไรไม่ออก “ที่จริงผมเป็นญาติห่างๆ ของเธอจริงๆ ครับ แต่ไม่เคยได้ยินข่าวคราวของเธอเลยจนกระทั่งได้คุยกันเมื่อไม่กี่วันก่อนเธอจะตายถึงรู้ว่าเธอเป็นโรคมะเร็งระยะที่สาม เธอเป็นคนบอกผมเรื่องซื้อยามาลองใช้จากเว็บไซต์เถื่อนแล้วก็เคยให้กุญแจบ้านผมไว้ด้วย ผมถึงเข้าบ้านเธอได้ไง”

“แล้วคุณเข้าไปทำอะไรในบ้านเธอวันนั้น”

“ผมไปหาประวัติการรักษาเพราะเธอไม่ได้บอกว่ายาเถื่อนชื่อเบต้ารีเจน ชื่อยานี้มันคุ้นหูมาก ผมก็เลยจำได้ว่าธนินทร์เคยพูดถึงเว็บไซต์เถื่อนที่ขายยาตัวนี้ถึงได้พยายามติดต่อมันแต่ก็พึ่งรู้ว่ามันไม่อยู่บ้านมาสองเดือนแล้ว”

“แล้วถ้าคุณพิมพรรณเป็นญาติคุณจริงๆ เขาไม่โทรหาคุณเลยหรือตอนที่อาการเขาทรุดน่ะ”

“ผมเป็นคนขอให้เพื่อนบ้านแวะไปดูเธอทุกเย็นครับ เพื่อนบ้านคงเห็นอาการเธอผิดปกติถึงได้เรียกรถพยาบาล”

“ถึงยังไงยาเบต้ารีเจนนี่ก็เป็นยาเถื่อน ทำไมคุณถึงไม่แจ้งความล่ะ”

ธานิตย์หรี่ตาข้างหนึ่งก่อนจะฝืนยิ้มเล็กน้อย “พูดอย่างกับแจ้งความไปจะมีประโยชน์งั้นแหละ”

พินันท์ได้แต่เม้มปากแทนคำตอบก่อนจะมองหาถุงพลาสติกแล้วหันไปถอดอุปกรณ์เก็บเครื่องโน๊ตบุ๊คลงในถุง

“ฉันขอเครื่องนี้ไปก็แล้วกัน เผื่อว่าจะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์”

“คุณแน่ใจนะว่ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ หน่วยงานคุณอนุญาตแล้วหรือ”

พินันท์ลอบสังเกตอีกฝ่ายเป็นระยะเพราะยังไม่เชื่อใจเขานัก เธอคิดว่าเขาสนใจสภาพห้องและสิ่งของในห้องของธนินทร์มากกว่าเว็บไซต์ค้ายาที่เป็นต้นเหตุให้คุณพิมพรรณญาติของเขาเสียชีวิตเสียอีก ถ้าคุณพิมพรรณเป็นญาติของเขาจริงๆ ล่ะก็นะ แต่เธอก็พูดอะไรมากไม่ได้เพราะหน่วยงานตำรวจในเขตเสรีได้รับคำสั่งไม่ให้สืบคดีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มปลดแอก

“ฉันมาสืบแบบไม่เป็นทางการ เพราะงั้นถ้าไม่มีคนปากโป้งเรื่องก็ไม่น่าจะหลุดออกไปได้หรอก”

“คุณข่มขู่ประชาชนหรือครับ”

“ยังไงตำรวจก็ไม่ทำงานอยู่แล้ว อยากแจ้งความก็ลองดูสิ”

“โอเคตามนั้น” ธานิตย์ตอบแบบขอไปทีก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้อง “จะกลับกันเลยมั้ยครับ”

“ไปสิ ไม่น่ามีอะไรให้ตรวจสอบแล้ว”

ธานิตย์เดินนำพินันท์มาลงลิฟท์เพื่อลงไปยังชั้นล่างสุดของหอพักก่อนจะแยกย้ายกันขึ้นรถขับกลับบ้าน พินันท์ตั้งใจปล่อยให้รถห้าประตูสีบรอนด์ของธานิตย์วิ่งออกไปก่อน ไม่นานนักเธอก็เริ่มขับรถตามสะกดรอยเขา ธานิตย์ขับรถแวะปั๊มน้ำมันบ้าง ร้านกาแฟบ้าง ไม่นานนักก็เข้าไปนั่งรับประทานอาหารในร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่เกือบชั่วโมงก่อนจะเดินออกมาขับรถต่อ

พินันท์ยังคงตามเขาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาเลี้ยวรถเข้าไปในซอยราวหนึ่งกิโลเมตรจึงเลี้ยวเข้าบ้านเดี่ยวหลังหนึ่งซึ่งเป็นบ้านปูนชั้นเดียวมีรั้วเหล็กล้อม บ้านมีบริเวณไม่กว้างขวางนักแต่มีสวนเล็กๆล้อมรอบ ธานิตย์ลงจากรถแต่เขาไม่เดินไปที่หน้ารั้วประตูบ้าน เขาเดินย้อนหลังมุ่งตรงมาทางรถของพินันท์ที่จอดสนิทอยู่ชิดฟุตบาตซึ่งห่างออกไปราวห้าร้อยเมตร เขาหรี่ตามองหญิงสาวผ่านกระจกรถก่อนจะเคาะเรียก

“สวัสดีครับ ไม่ทราบยังมีธุระอะไรกับผมหรือครับคุณตำรวจ”

พินันท์ยักคิ้วก่อนลดกระจกลง “บังเอิญจังเลย บ้านคุณอยู่แถวนี้หรือ”

“บังเอิญจริงๆ เลยนะครับ” ธานิตย์กล่าวน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “หรือสถานที่ทำงานคุณจะอยู่แถวนี้ แต่จำไม่ได้เลยว่าสถานีตำรวจอยู่ใกล้แถวนี้ด้วย”

“อยู่ห่างออกไปแค่สามกิโลเอง บ้านฉันก็อยูไม่ไกล”

“อ้อ ก็หมายความว่าไม่มีธุระอะไรต้องมาที่นี่สินะครับ”

“ฉันก็แค่คอยคุ้มกันเผื่อธนินทร์มีศัตรูที่ไหน คุณไปบ้านเจ้าของเว็บไซต์ค้ายามาเชียวนะ”

“หมายความว่าผมต้องขอบคุณงั้นสิ” ธานิตย์ตอบอย่างขอไปที “ผมคิดว่าตำรวจไม่ทำงานกันแล้วซะอีก”

“ก็น่าจะดีใจนะที่กำลังทำงานอยู่นี่ไง”

“ช่างเหอะครับ เอาเป็นว่าอยากเข้ามาดื่มน้ำชาซักแก้วมั้ย หรือว่าจะกลับเลย”

“ได้หรือ” พินันท์ถามกลับพลางลอบสังเกตอีกฝ่ายแต่ธานิตย์ชักสีหน้ารำคาญ

“ถ้าไม่ได้ผมจะเชิญทำไมล่ะ ผมจะเข้าบ้านแล้ว ถ้าจะเข้ามาก็ตามมาแล้วกัน”

ธานิตย์หันหน้าเดินตรงกลับไปเลื่อนเปิดประตูรั้วก่อนจะขับรถเข้าไปจอดในบ้านด้วยท่าทางหัวเสีย หลังจากดับเครื่องยนต์แล้วเขาก็เดินลงจากรถมาจะปิดประตูรั้วแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นพินันท์ยืนมองเขาด้วยสีหน้านิ่งอยู่หน้าประตูรั้ว เธอกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์นัก

“ฉันรับคำเชิญก็แล้วกัน”

ธานิตย์ผายมือเชิญเธอเข้ามาในบ้านก่อนจะปิดล็อกประตูรั้ว เขาบ่นพึมพำ “เอาใจยากชะมัด”

ธานิตย์เดินหายเข้าไปในครัวในขณะที่พินันท์ลงนั่งบนเก้าอี้นวมในห้องรับแขก ตรงข้ามเก้าอี้นวมเป็นโต๊ะตั้งโทรทัศน์และเครื่องเสียงต่างๆ ดูจากการตกแต่งบ้านที่ดูทันสมัยและเรียบง่ายรวมถึงรูปถ่ายคู่กับนักท่องเที่ยวหลายกลุ่มในหลายสถานที่ของประเทศไทยก็พอจะประเมินฐานะของธานิตย์ได้ไม่ยาก บ้านของเขาสะอาดสะอ้านแม้จะไม่เป็นระเบียบบ้างในบางจุดก็ตาม สรุปง่ายๆ ว่าเขาน่าจะเป็นคนปกติที่ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับสังคม

ธานิตย์เดินหยิบถาดวางแก้วน้ำสองใบออกมาก่อนวางแก้วหนึ่งลงตรงหน้าเธออย่างเบามือ พินันท์จึงเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา

“คุณทำงานเป็นมัคคุเทศก์หรือ”

ธานิตย์มองไปทางรูปถ่าย “ไม่เชิงหรอก มันไม่ใช่งานประจำน่ะ ทีนี้จะบอกได้หรือยังว่าคุณมีธุระอะไรกับผมถึงได้ตามมาถึงบ้าน”

“ฉันติดใจเรื่องแผ่นพับสวนสนุกที่เก็บได้จากห้องของธนินทร์ มันมีความหมายว่ายังไงหรือ”

“คุณก็เห็นว่าเขาวงวันเวลาเอาไว้ แสดงว่าธนินทร์อาจจะอยากไปงานครบรอบสิบปีของสวนสนุกล่ะมั้ง”

“ที่ฉันสงสัยคือมีเหตุผลอะไรที่พ่อค้ายาจะอยากไปสวนสนุก” สีหน้าของพินันท์จริงจังขึ้น “รู้ใช่มั้ยว่าสวนสนุกแฮปปี้เวิร์ลดเป็นสวนสนุกในเครือกลุ่มธุรกิจฮิลเบิร์กที่มักจะตกเป็นเป้าก่อจราจลบ่อยๆ แล้วพ่อค้ายาเพื่อนคุณคนนี้ก็เกี่ยวข้องกับกลุ่มปลดแอกด้วย”

“ผมไม่รู้หรอกว่าเขาเกี่ยวข้องกับกลุ่มปลดแอกยังไง แต่ในสายตาผมเขาก็แค่อาจจะมีนัดกับแฟนหรือเรื่องส่วนตัวก็ได้”

“แน่ใจนะว่าคุณไม่รู้ว่าเขาเกี่ยวข้องกับกลุ่มปลดแอกยังไง เพราะถ้าเป็นอย่างที่ฉันคิดอาจจะมีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากในวันครบรอบสิบปีของสวนสนุกแฮปปี้เวิร์ลด แน่ใจนะว่าอยากมีส่วนร่วมเป็นต้นเหตุของเรื่องด้วย”

ธานิตย์เม้มปากแอบกลืนน้ำลายนิดหนึ่ง “ที่จริงผมก็พอรู้อยู่แต่ไม่อยากยุ่งเรื่องของเจ้าธนินทร์น่ะ เลยไม่เคยถามเขา”

พินันท์สังเกตท่าทีของเขาอยู่พักใหญ่ก็ยอมปล่อยเลยตามเลย

“งั้นก็ได้ ถ้าคุณบังเอิญรู้อะไรขึ้นมาก็โทรหาฉันแล้วกัน” พินันท์กล่าวพลางยื่นนามบัตรให้ “ถ้ามีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ฉันยินดีรับฟัง”

ธานิตย์รับมาก่อนพูดพึมพำเบาๆ “คุณเป็นตำรวจที่ดีนะ”

พินันท์ยิ้มรับน้อยๆ แล้วจึงลุกขึ้นยืน “ฉันจะกลับแล้ว ขอบคุณที่เชิญเข้าบ้านนะคะ”

รีวิวจากผู้อ่าน
ยังไม่มีรีวิวสำหรับเรื่องนี้

กรุณาล๊อคอินเพื่อรีวิว