มังกร หวนคืนบัลลังก์ [18+]-บทที่ 4 หอคณิกาชาย

โดย  BunMeeBooks

มังกร หวนคืนบัลลังก์ [18+]

บทที่ 4 หอคณิกาชาย

“ข้าบอกเจ้าไว้ก่อนเลยนะ หากเจ้าแอบอ้างว่าเป็นหลานแม่ทัพ แล้วถูกทางการจับไป โทษนี้เป็นของเจ้าผู้เดียว ข้าไม่เกี่ยว”

เจียวมี่กัดเขี้ยวเคี้ยวฟัน ทำตาเขียวใส่หนุ่มน้อย


“วางใจเถอะ ข้าไม่สุมไฟใส่ศีรษะท่านแน่นอน”

เฉินเฉิงตอบเสียงราบเรียบ แผ่นหลังยังคงตั้งตรง ใบหน้าเชิดขึ้นเล็ก ๆ เมื่อยามเผลอมือขวาไพล่หลัง มือซ้ายกำไว้หลวม ๆ ยกขึ้นเล็กน้อยในระดับเอวเช่นเดิม


เจียวมี่เม้มริมฝีปากแน่น เหลืบตามองบนอย่างนึกหมั่นไส้ในการวางท่าสูงส่งเกินวัยของเขา พลางนึกในใจว่า - แต่ถ้าหากท่านแม่ทัพยอมรับว่าเจ้าเป็นหลานชายจริง ข้าก็จะคิดบัญชีค่าเสียหายทั้งต้นทั้งดอก –

แล้วความคิดของนางก็หยุดลง เมื่อประตูจวนเปิดขึ้นอีกครั้ง พ่อบ้านประจำจวนได้เชิญทั้งสองเข้าไป

เจียวมี่เบิกตากว้างมองซ้ายขวาสำรวจความโอ่โถงของจวนแม่ทัพอย่างตื่นตา ส่วนเฉินเฉิงนั้นเดินตามหลังผู้อาวุโสไปอย่างเงียบ ๆ ฝีเท้ามั่นคง แววตามองตรง ไม่สอดส่ายไปที่ใด


แม่ทัพหลี่นั่งรออยู่ในเรือนใหญ่ เมื่อพ่อบ้านนำคนเข้ามาเขามองก็กวาดสายตามองบุรุษหนุ่ม และสตรีนางหนึ่งด้วยอากัปกิริยาสงบนิ่ง

เจียวมี่ยอบตัวโค้งศีรษะลงคารวะแม่ทัพอย่างนอบน้อม จากนั้นก็หันไปสะกิดเด็กหนุ่มด้านข้างให้รีบโค้งหัวคาระวะโดยไว จากนั้น พ่อบ้านก็เอ่ยว่า

“เรียนท่านแม่ทัพ เด็กหนุ่มผู้นี้อ้างตนว่าเป็นหลานชายของท่าน และกล่าวสองคำว่า -เกศามังกร-“


“เจ้าเด็กน้อย เจ้าปั้นคำนี้มาจากที่ใด”

แม่ทัพหลี่สะกดความพลุพล่านในใจเอาไว้ จ้องบุรุษเยาว์วัยตรงหน้าเขม็ง เขาต้องการพิสูจน์ว่า คำที่เด็กหนุ่มเอ่ยนั้นเป็นเพียงความบังเอิญ หรือ เขาจะรู้เรื่องเกศามังกรจริง ๆ


เฉินเฉิงแลสบตาแม่ทัพหลี่อย่างองอาจไม่ตื่นกลัวสายตาดุนั้นคู่นั้นแม้แต่น้อย

“แม่ทัพหลี่... ท่านแน่ใจหรือว่าจะให้ข้าอธิบายเรื่องนั้นต่อผู้คนมากมาย”

น้ำเสียงของเขาแม้ราบเรียบ แต่กลับข่มขวัญผู้ฟังยิ่งนัก


แม่ทัพหลี่ขบกรามแน่นจนขึ้นเป็นสัน ในขณะที่พ่อบ้านประจำจวนตวาดโพล่งออกมาอย่างเดือดดาลว่า

“เจ้าเด็กน้อยผู้นี้ช่างไม่รู้ความ ! เจ้าอายุเท่าใดกันถึงขวัญกล้าต่อรองกับแม่ทัพ แม่ทัพอยากรู้สิ่งใดเจ้าจงรีบบอกออกมาโดยพลัน”


เฉินเฉิงไม่เอ่ยวาจา ยังคงจ้องสายตากับแม่ทัพหลี่นิ่ง หมากที่เขาเดินตานี้มีความมั่นใจเพียงสามส่วนเท่านั้น แต่ชีวิตเขาไม่มีทางเลือก หากไม่เดินตานี้ก็คงต้องยอมเป็นชายคณิกาแล้ว


ในที่สุดแม่ทัพหลี่ก็สั่งว่า

“พ่อบ้าน เจ้าพาแม่นางอีกคนออกไปก่อน ข้าจะสนทนากับเด็กน้อยนี่เพียงลำพัง”

เมื่อคนทั้งหมดออกไปแล้ว แม่ทัพหลี่จึงเอ่ยต่อว่า

“มีอันใดเจ้าจงรีบผายลมออกมา”


เฉินเฉิงมองแม่ทัพหลี่อย่างพิจารณา ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด นิสัยยอมหักไม่ยอมงอของเขาก็ไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย

“แม่ทัพหลี่ เมื่อ 20 ปีก่อนท่านล้มป่วยจนยากจะเยียวยา เฉินเฉิงฮ่องเต้ทรงมีพระเมตตาให้หมอหลวงมารักษาท่าน แต่ตัวยาที่สำคัญสำหรับต่อชีวิตของท่านนั้น มีเพียงเกศามังกรเท่านั้น เกศามังกรที่กล่าวถึงคือ เส้นพระเกศาของฮ่องเต้ ผู้ใดคิดแตะต้องล้วนต้องถูกประหารเก้าชั่วโคตร !”


“จะ... เจ้ารู้ได้อย่างไร”

เมื่อได้ยินวาจาที่เอ่ยออกมาราวกับอยู่ในเหตุการณ์นั้น แม่ทัพหลี่ก็ตกตะลึงพรึงพรืดไป ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน ด้วยเพราะเกศามังกรเป็นสิ่งสูงส่งไม่มีทางที่จะได้มาง่าย ๆ เขาคิดว่าตนเองจะตายในปีนั้นแน่แท้ แต่คาดไม่ถึงว่า ฮ่องเต้จะแอบพระราชทานเส้นเกศามาให้เขาทำยารักษาตัว คนที่ทราบเรื่องนี้มีเพียงเขา ฮ่องเต้และหมอหลวงเท่านั้น เด็กหนุ่มตรงหน้าทราบเรื่องนี้ได้อย่างไร ?


เฉินเฉิงยิ้มนิด ๆ คล้ายกับว่าหมากตานี้เขาเดินจวนจะจบกระดานแล้ว

“ความลับที่สามารถฆ่าคนทั้งตระกูลท่านได้นี้ มีเพียงสามคนที่ล่วงรู้ หนึ่งหมอหลวงผู้ชราภาพได้ตายจากแล้ว สองคือตัวท่านเอง และสามคือฮ่องเต้....”


แม่ทัพหลี่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดลงที่กะบาล มึนงงไปชั่วขณะ หมอหลวงตายหลังจากรักษาเขาหายเพียง 3 ปี หากจะแพร่งพรายความลับนี้เขาคงตายไปนานแล้ว ส่วนฮ่องเต้นั้น....

เขามองเด็กหนุ่มเบื้องหน้าอีกครา ใคร่ครวญอย่างไรก็คิดไม่ได้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้เกี่ยวอะไรกับฮ่องเต้ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้วถึง 4 ปี

“ฮ่องเต้.... ก็สิ้นพระชนม์ไปแล้ว....”

แม่ทัพหลี่พึมพำออกมา


“ข้ายังอยู่”

เสียงกังวานของเด็กหนุ่มดังขึ้น แม่ทัพหลี่รีบเงยหน้าขึ้นจ้องเขาทันที แล้วถามเสียงสั่นอย่างยากที่จะระงับอารมณ์เอาไว้ได้ว่า

“เมื่อสักครู่ เจ้าเอ่ยวาจาใด”


“ข้าบอกว่า ข้าคือฮ่องเต้”


“จะเป็นไปได้เยี่ยงใด”

แม่ทัพหลี่หลุดคำออกมาอย่างแผ่วเบา ยากนักที่จะเชื่อเรื่องที่เพิ่งได้ยินเมื่อครู่


“หากข้าไม่ใช่ฮ่องเต้ แล้วข้าจะรู้ความลับเรื่องเกศามังกรได้อย่างไร”


คราวนี้แม่ทัพหลี่สะท้านไปทั้งทรวง รีบรนรานลงมาคุกเข่าต่อหน้าเด็กหนุ่ม โขกศีรษะลงพื้น พร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบหน้า

“พระองค์ทรงกลับมาแล้ว.... ทรงกลับมาแล้ว ขอพระองค์จงทรงพระเจริญหมื่น ๆ ปี หมื่น ๆ ปี”


“แม่ทัพหลี่ไม่ต้องทำเช่นนี้ ท่านลุกขึ้นเถอะ”

เฉินเฉิงรีบเข้าไปประคองแม่ทัพเฒ่าให้ลุกขึ้น

ในที่สุดสิ่งที่เขาเดิมพันเอาไว้ก็สำเร็จ คิดไม่ถึงว่าวันนี้เขาจะได้อุบายของเฟิ่งอี๋เพื่อยืนยันฐานะของตนเอง

เมื่อ 20 ปีก่อนนั้น......

เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่เพิ่งก้าวสู่บัลลังก์ ขุนนางผู้ใหญ่บางส่วนต่างก็ไม่เคารพนับถือเขา โดยเฉพาะแม่ทัพหลี่ในวัยสี่สิบปีที่มีชัยชนะในสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งหัวแข็ง ทั้งทะนงตนว่าเก่งกล้าสามารถกว่าฮ่องเต้หนุ่มจึงมีทีท่ากระด้างกระเดืองเสมอมา จนเขากินไม่ได้นอนไม่หลับไม่รู้จะจัดการกับแม่ทัพหัวแข็งผู้นี้อย่างไรดี

เฟิ่งอี๋ที่ยังเป็นเพียงกุ้ยเฟยจึงเสนออุบายว่า ให้คนรอบวายาพิษชนิดพิเศษแม่ทัพหลี่ และมีเพียงเกศาของเขาเท่านั้นที่จะถอนพิษได้

เดิมทีเขาไม่มั่นใจนักว่าวิธีนี้จะได้ผล แต่ก็ลองทำตามอุบายของนางดู แล้วคาดไม่ถึงว่าเมื่อแม่ทัพหลี่หายป่วยแล้วจะจงรักภักดีต่อเขาอย่างถวายชีวิต ไม่ว่าขุนนางคนอื่นจะคัดค้านการบริหารแผ่นดินของเขาอย่างไร แต่แม่ทัพหลี่ก็จะเป็นทัพหน้าคอยโต้เถียงบรรดาเหล่านั้นให้เขาเสมอ


“ฝ่าบาททรงอภัยให้กระหม่อมด้วย ที่ใช้วาจาล่วงเกินพระองค์ กระหม่อมไม่อยากจะเชื่อจริง ๆ ว่าฝ่าบาทจะทรงอยู่ในร่างนี้”

ดวงตาที่ชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาของชายชรามองบุรุษหนุ่มตรงหน้าด้วยความดีใจอย่างสุดซึ้ง


“ตอนแรกข้าก็แทบไม่เชื่อเช่นกันว่าจะฟื้นจากความตายขึ้นมาแล้วมาอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มเช่นนี้”

เฉินเฉิงถอดถอนหายใจ


“นั่นอาจจะเป็นพระว่าสวรรค์ทรงห่วงใยใต้ล่า คืนชีวิตให้กับฝ่าบาทเพื่อทวงคืนบัลลังก์มังกร !”

แม่ทัพหลี่กล่าววาจาหนักแน่นเหี้ยมหาญ ดวงตาของเขาลุกโชนไปด้วยเปลวไฟ เขาทนกับการอยู่ภายใต้การปกครองของสตรีมานานแล้ว


แววตาของเฉินเฉิงวูบไหวเพียงเล็กน้อย แล้วกลับมาเป็นแน่วแน่เช่นเดิม เอ่ยวาจาว่า

“เพราะเหตุนี้ ข้าจึงต้องมาขอให้ท่านช่วยเหลือ”


“ฝ่าบาท....”

ความน้อยเนื้อต่ำใจมหาศาลเคลื่อนขึ้นมาจุกที่ลำคอทำให้เขาไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้


“ท่านแม่ทัพมีสิ่งใดลำบากใจหรือไม่ โปรดเอ่ยวาจามาเถอะ”


“หากเป็นเมื่อก่อนข้าพร้อมที่จะยกกำลังทหารบุกเข้าวังหลวงเพื่อชิงบัลลังก์จากจักรพรรดินีให้ฝ่าบาท แต่ตอนนี้ข้าไม่มีกำลังทหารอยู่ในมือแม้แต่นายเดียว เป็นแม่ทัพเพียงแค่ในนามเท่านั้น”

แม่ทัพหลี่เอ่ยออกมาอย่างสลดหดหู่ ใบหน้าของเขาดูแก่ขึ้นอีกหลายปี


เฉินเฉิงมองดูแม่ทัพที่ดูแก่ชราลงมาก ผมขาวโพลนแทบทั้งหัว เพราะทะนงตัวเองมากเกินไปเมื่อถูกลิดรอนอำนาจจึงเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดประมาณ

ความเฉลียวฉลาดของเฟิ่งอี๋ไม่ลดน้อยลงเลย การที่นางสลายกำลังทหารในมือแม่ทัพหลี่ก็เพื่อป้องกันไม่ให้แม่ทัพหลี่ก่อกบฏ

“ท่านวางใจ.... วิธีทวงบัลลังก์คืนอาจไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหารเข็นฆ่าเพื่อแย่งชิง”


“แล้วฝ่าบาทจะให้กระหม่อมทำประการใด”


“ส่งข้าเข้าวังเป็นชายบำเรอของนาง”

เฉินเฉิงเอ่ยแผ่วเบาแต่ทว่าหนักแน่น


“นี่... นี่ฝ่าบาทคิดจะใช้อุบายสาวงาม”

แม่ทัพหลี่ชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็ยิ้มพรายออกมาแล้วเอ่ยว่า

“หากเป็นฝ่าบาท ณ ตอนนี้ คงต้องใช้คำว่า -อุบายบุรุษเลอโฉม-


เฉินเฉิงฮ่องเต้ในร่างบุรุษเลอโฉมเพียงแค่ยิ้มน้อย ๆ หมากกระดานนี้เมื่อได้เริ่มเดินแล้ว ก็ต้องเดินจนจบทั้งกระดาน !


...............................จบตอน................................................

รีวิวจากผู้อ่าน
ยังไม่มีรีวิวสำหรับเรื่องนี้

กรุณาล๊อคอินเพื่อรีวิว