“อาหยางทำได้ดีนี่”
บุรุษในชุดสูทสากลสีดำสนิทเดินเข้ามาขยี้หัวเธอทันทีที่เธอเข้ามานั่งในเลาจ์VIPคาสิโน ฟ่านหยางสือเพียงแต่ปัดมือของเขาออกเล็กน้อยก่อนจะละเลียดเครื่องดื่มของตัวเองต่อ
“ไอ้น้ำราสเบอร์รี่อะไรของลื้อเนี่ย มันอร่อยรึไง?”
ชายหนุ่มชี้มาที่แก้วไวน์ที่บรรจุเครื่องดื่มสีแดงก่ำไว้ หากว่ามองเผินๆ คนอื่นคงคิดว่าเธอกำลังจิบไวน์แดงอยู่เป็นแน่แต่ในความจริงแล้วเครื่องดื่มของเธอคือน้ำราสเบอร์รี่คั้นสดที่เธอสั่งไว้เป็นพิเศษเท่านั้น หน้าที่ของเธอคือการทำงานให้คาสิโน และเธอไม่นิยมดื่มของมึนเมาขณะทำงาน ระดับแอลกอล์ฮอลจะทำให้ความสามารถในการตัดสินใจต่ำลง
...เรื่องพื้นฐานที่ใครๆ ก็รู้แต่ไม่นิยมปฏิบัติ...
“ลองมั้ยล่ะ?”
“ไม่ล่ะ ขอบรั่นดี แช่แก้วก็พอไม่เอาน้ำแข็ง” ชายหนุ่มสั่งก่อนจะทรุดลงนั่งข้างๆ
“เกมเมื่อกี้ได้เท่าไหร่ล่ะ?” หยางสือถามขึ้นก่อน
เธออยากรู้ว่ามีคนแทงข้างเธอเท่าไหร่แล้วคาสิโนได้เงินจากการแกล้งโง่ของเธอมากน้อยเพียงใดเท่านั้น หากรอบนี้ได้มาเยอะก็คงจะดีเพราะคืนนี้เธอคงเล่นที่เรือลำเดิมอีกไม่ได้ เขาเห็นหน้าเธอกันหมดทั้งเรือแล้วใครจะลงกับเธอคงจะยั้งเงินเดิมพันไว้แน่ๆ จะว่าไปคนที่เป็นขาประจำก็ไม่ค่อยจะเล่นกับเธอเท่าไหร่
...หรือเราจะไปศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าดีนะ...
“ก็เกือบๆ เจ็ดสิบล้านล่ะมั้งช่วงเงินเฟ้อก็แบบนี้” เขาถอนหายใจยาว
บุรุษผู้นี้คือฟ่านลู่หรง เขาคือทายาทอันดับหนึ่งของนายหัวฟ่านเป็นลูกชายคนโตที่มีหน้าที่สืบทอดธุรกิจสีเทาแห่งนี้ ถ้าถามเรื่องพนันแล้วเขาจัดอยู่ในระดับปานกลางแต่ถ้าทักษะการบริหารและความเหี้ยมโหดแล้ว หยางสือขอการันตีเลยว่าคน คนนี้เป็นที่หนึ่งในคาสิโนแน่นอน
“เรือลำอื่นเป็นอย่างไรบ้างล่ะ?” หญิงสาวยังคงถามต่อไป
เธอกำลังหาเรื่องเที่ยวไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดคืน แม้ร่างกายเธอจะค่อนข้างล้าแล้วก็ตามแต่เธอไม่อยากกลับเข้าไปในคฤหาสน์ตอนนี้ เธอไม่อยากพบเจอแขกคนพิเศษของนายใหญ่ฟ่านเท่าไหร่
“ก็เหมือนทุกคืนนั่นแหละ ถ้าไม่อยากกลับบ้านก็ไปช้อปปิ้งสิ เพิ่งเล่นมาได้เยอะอยู่นี่”
ลู่หรงหมายถึงเงินเดิมพันที่ผ่านมา ตั้งแต่นายใหญ่รับเธอมาเลี้ยงลู่หรงก็ดูแลเธอดีราวกับว่าเธอเป็นน้องสาวแท้ๆ ของเขาและด้วยความสนิทกันจึงทำให้ทั้งสองคนแทบจะรู้ใจกันไปหมดเสียทุกเรื่อง อย่างเรื่องของดาซิมแม้เธอจะไม่เอ่ยปากแต่ลู่หรงก็รู้ว่าเธอกำลังหลบเลี่ยงอยู่
“ห้างปิดจะหมดแล้ว...” หญิงสาวพึมพำ
“ก็ไปสั่งให้มันเปิดสิ ระดับคุณหนูตระกูลฟ่านมีรึจะไม่เปิด”
“ช่างเถอะน่า ฉันไม่ได้อยากซื้ออะไรสักหน่อย” หยางสือเปรยเรียบๆ
...ช่วงเวลามหาเศรษฐี ก็คือช่วงที่ไม่อยากได้อะไรนี่ล่ะนะ...
สายตาของเธอทอดออกไปนอกหน้าต่างเรือท้องฟ้าสีดำพร่างพราวไปด้วยดวงดาวนับหมื่นบรรจบกับทะเลยามค่ำคืนที่ดำสนิทราวกับหยาดหมึก หญิงสาวนั่งทอดถอนใจไปกับแสงดาวและเกรียวคลื่นภายนอก เธอไม่ค่อยมีเวลามองทะเลนักบางทีมันก็คงเป็นโชคดีของเธอที่ได้มานั่งทอดอารมณ์เสียบ้าง
เธอชอบธรรมชาติมากกว่าผู้คน ธรรมชาตินั้นเงียบสงบจริงใจแม้จะคาดเดายากแต่ก็นับเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ผู้คนนั้นเต็มไปด้วยสิ่งสกปรก กิเลส ความโลภ การโกหก เธอเห็นมามากแล้วในชีวิตนี้ผู้เล่นทุกคนที่มาที่คาสิโนแห่งนี้ต่างก็พกพาสิ่งเหล่านี้มาด้วยกันทั้งนั้น สุดท้ายก็แค่เอาเงินหรือชีวิตมาทิ้งกันทั้งนั้น ไม่ก็ทิ้งทั้งคู่...
แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นเธอเองที่ริทำตัวเป็นผู้พิพากษาชะตาของผู้คนเหล่านั้น ทำตัวเป็นเทพเจ้าคอยลิขิตชีวิตให้คนอื่นเดินตามเกมหมากเกมไพ่บนโต๊ะ ก่อนจะกำจัดพวกนั้นทิ้งราวกับเป็นเพียงเศษขยะ เธอทำตัวเป็นดั่งเจ้าชีวิตคนพวกนั้นทั้งที่จริงๆ แล้วเธอเองก็เป็นคนหนึ่งที่ตกอยู่ในวังวนความสนุกตื่นเต้นกับความเสี่ยงนี้เหมือนกัน
เธอยังจำช่วงเวลาที่ใจเธอเต้นอย่างเบิกบานเมื่อเหยียบย่างเข้าในสถานการณ์ที่กึ่งแพ้กึ่งชนะในเกมพนัน เธอไม่อาจยั้งตัวเองให้กล่าวท้าทายผู้เล่นคนอื่นออกไปเพื่อหาโอกาสเสี่ยงกับไพ่ของตัวเอง เธอเสพติดภาวะกึ่งสุขกึ่งกลัวจากการเปิดไพ่ใบสุดท้าย ความสูญเสีย ความยินดีทั้งหมดนั้น มันช่างหอมหวลชวนตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เข้าไปสัมผัส เธอเองก็คงจะไม่ต่างกับพวกผีพนันคนอื่นหรอก...
“คุณชาย คุณหนู นายท่านให้มาตามครับ”
เสียงของชายคนหนึ่งดึงเธอออกมาจากพวังความคิดของตัวเอง ชายในชุดสูทสากลที่เธอจำได้แม่นว่าเป็นคนของนายใหญ่มาพร้อมกันถึง 8 คนพวกเขายืนล้อมรอบเธอกับลู่หรงเอาไว้
“มีอะไร?” เสียงของลู่หรงดูหงุดหงิดใจ
“นายท่านให้มาตามครับ” คนของนายใหญ่ยังคงตอบด้วยคำเดิม
“อั๊วไปเอง อาหยางไปนอนพักที่ห้องรับรองก่อนเถอะ”
ลู่หรงแม้จะมีสีหน้าไม่พอใจแต่ก็พยายามกันเธอออกจากสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วนอย่างเต็มกำลัง สำหรับคนไร้ญาติขาดมิตรอย่างหยางสือลู่หรงเปรียบเสมือนพี่ชายแท้ๆ ที่คอยปกป้องเธออย่างดีมาตลอด ครั้งนี้ก็คงเหมือนกันไม่ว่าเรื่องที่ถูกเรียกพบจะเป็นเรื่องอะไรลู่หรงก็คงคิดจะออกรับแทนเธออยู่ดี แต่ไม่ทันได้ตอบรับหรือปฏิเสธคนของนายใหญ่ก็เอ่ยแทรกมาก่อน
“นายท่านย้ำว่าให้ตามคุณหนูไปด้วย”
“มีอะไรกันนักหนา!” เสียงของลู่หรงหงุดหงิดเต็มประดาทำให้คนที่อยู่รอบข้างพากันขนลุกเกรียว จะไม่ให้กลัวได้อย่างไรกันฟ่านลู่หรงเคยโยนคนให้ปลาทะเลกินมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเชียวนะ
“ผมก็ไม่ทราบครับ” คนของนายใหญ่ตอบพลางหลุบตาลง
“โกหก” หยางสือเอ่ยเนิบๆ คล้ายไม่ใส่ใจ “เกิดอะไรขึ้น?”
“...เอ่อ ผมบอกคุณหนูไม่ได้จริงๆ” สีหน้าของเขาเครียดขึงหากแต่หยาดเหงื่อที่เริ่มซึมชื้นตามไรผมทำให้หยางสือรู้ได้ว่าชายคนนี้กำลังเครียดจัด เรื่องนี้ชักดึงความสนใจเธอแล้วล่ะสิ
“เรื่อง... เกมเมื่อครู่?” หญิงสาวโยนหินถามทาง
“...” คิ้วทั้งสองข้างของชายผู้กุมคำตอบลู่ลงแสดงถึงความโล่งอก
“ไม่ใช่สินะ” เรียวปากสีสดยกยิ้มอย่างถูกใจ “งั้นก็คงเป็นเรื่องไอ้บ่อทองน่ารำคาญ”
เป็นไปตามคาดสีหน้าของชายในชุดสูทแม้จะพยายามปรับให้เรียบเฉยแต่รูม่านตาของเขาขยายกว้าง เส้นเลือดที่ขมับเริ่มปูดขึ้นเป็นไรบางๆ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเพียงเล็กน้อย เรื่องนายดาซิมแน่นอน หญิงสาวหลุบตาลงเพียงอึดใจ...
“...ฉันไปก็ได้”
หยางสือตอบตาข้างขวาของเธอกระตุกตุบๆ ไม่หยุดมาสักพักแล้ว แต่ว่าถ้าหากเธอไม่ไปแล้วล่ะก็ปัญหาของดาซิมก็คงจะไม่จบเสียที สู้เธอไปๆ เสียแล้วถอนรากถอนโคนปัญหาคงจะดีกว่า แต่คงไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของเธอในครั้งนี้...
“อาหยาง ลื้อขึ้นไปนอนเถอะ เรื่องแค่นี้อั๊วจัดการให้”
“ไม่เป็นไรหรอกอาลู่ ถ้านายใหญ่เรียกฉัน แปลว่านายใหญ่คิดว่าฉันจัดการเองจะเหมาะกว่า”
เธอทำงานกับฟ่านล่งจู่มาเกินสิบปีมีหรือเธอจะไม่รู้ว่านายใหญ่คิดอะไรอยู่ เพียงแต่ถ้าหมากเกมนี้นายใหญ่ตั้งใจให้เธอเป็นผู้เดิน นั่นก็แปลว่าถ้าหากเธอเดินจะเกิดประโยชน์มากกว่า
“...แต่”
“ฉันไม่เป็นไรหรอกอาลู่ อาลู่ก็ไปกับฉันนี่” หยางสือตบบ่าผู้มีศักดิ์เป็นทั้งพี่และเจ้านายเบาๆ
“อื้อ อั๊วจะปกป้องลือเองอาหยาง” ลู่หรงดึงเธอเข้าไปกอดแนบตัว
ชายหนุ่มฝังหัวของเขาลงบนกลุ่มผมของเธอเล็กน้อย ใบหน้าของเธอแนบกับอกของเขาเสียงหัวใจของชายหนุ่มดังชัดในหัวของเธอ ความอบอุ่นและผูกพันที่เธอเรียกมันว่าพี่น้องนั้น เธอไม่ปฏิเสธว่าเธอรับรู้ถึงความรู้สึกที่เกินเส้นออกมาของลู่หรง แต่ช่างมันปะไรมันก็แค่ความรู้สึกเขามิได้กระทำอะไรเกินเลยแม้แต่น้อย แต่วันนี้ถึงแม้ว่าพวกเธอจะเคยกอดกันหลายครั้งแต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่เธอจะรู้สึกใจหายแปลกๆ อย่างนี้
...จะไม่เป็นไรแน่รึเปล่านะ...
“นำทาง” ฟ่านลู่หรงออกคำสั่ง
ไม่นานนักกับเรือเฟอร์รี่ก็พาทั้งสองมาขึ้นเรือสำราญอีกลำหนึ่งที่ลอยอยู่กลางน่านน้ำส่วนลึกของอ่าวมาเก๊า เรือลำนี้ไม่ใช่ทรัพย์สินของฟ่านล่งจู่แต่เป็นเรือของเจ้าพ่อฉู่เกาะฮ่องกงที่ให้คาสิโนใช้เป็นเรือนรับรองแขกคนสำคัญ ไม่ไกลนักก็มีเรือเฟอร์รี่อีกลำของนายใหญ่ฟ่านจอดอยู่เช่นกัน
“ก่อนที่จะเข้าไปพบ นายใหญ่สั่งให้ผมนำสิ่งนี้ให้คุณหนู”
รีโลเวอร์กระบอกเล็กบรรจุกระสุนสามนัดขนาดพอดีมือถูกส่งให้เธอ วันนี้เธอสวมเดรสสีครามพอดีตัวจึงทำให้ไม่มีที่ซ่อนกระบอกปืนนั้น หญิงสาวมองวัตถุอันตรายในมืออย่างชั่งใจก่อนจะตัดสินใจเหน็บมันไว้ตรงด้านหลังของเดรสตรงที่เว้าหลังลงมาจนเกือบถึงสะโพกเพื่อสะดวกต่อการหยิบออกมาในกรณีที่ต้องสังหารใคร หญิงสาวนำผ้าคลุมไหล่ชีฟองผืนยาวมาพันสะโพกไว้หลวมๆ หมายอำพรางอาวุธอันตราย
“นายใหญ่บอกอีกว่า ถ้าไม่ได้ประโยชน์ก็กำจัดซะ” การ์ดคนนั้นกระซิบกับเธอในขณะที่ลู่หรงคลาดสายตา
...กำจัดทิ้งงั้นรึ...
“เชิญครับ”
คนของนายใหญ่พาเธอเดินเข้าไปตรงลานดาดฟ้าเรือ พื้นที่บริเวณนั้นจัดเป็นโต๊ะอาหารหรูหราประดับด้วยแสงไฟที่สว่างพอให้เห็นเพียงใบหน้าของแต่ละคนเท่านั้น ฟ่านหยางสือก้มหัวทำความเคารพนายใหญ่กับแขกอีกคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม ลู่หรงนั่งตรงเก้าอี้ฝั่งขวามือของนายใหญ่ ส่วนเธอเลือกจะยืนอยู่ข้างหลังของทั้งคู่เหมือนลูกน้องคนอื่นๆ
“หยางสือ มานั่งสิอั๊วมีเรื่องจะคุยด้วย”
“ค่ะนายใหญ่” เธอนั่งลงถัดจากลู่หรง
นายใหญ่ฟ่านเพียงแต่ส่ายหน้าด้วยความระอา เขาเพียรพยายามมอบความอบอุ่นความเมตตาแก่เด็กสาวดั่งธิดาตั้งแต่เขารับเธอมาเลี้ยง แต่ความหัวรั้นของเธอนั้นมากเกินกว่าจะนับเขาเป็นบิดาและเพียรวางตัวเป็นลูกน้องของเขาอยู่ตลอดเวลา หากแต่แววตารักและเทิดทูนของเธอนั้นฟ่านล่งจู่รู้ดีว่าเด็กคนนี้เปี่ยมด้วยกตัญญูอย่างแท้จริง
“ดาซิมเขาชื่นชมฝีมือการพนันของหยางเอ๋อร์” นายใหญ่ฟ่านกล่าวเปิดประเด็น
“แล้วไง?” น้ำเสียงของลู่หรงไม่ปิดบังความหงุดหงิดเลยแม้แต่น้อย สายตาแข็งขึงของเขาตวัดมองแขกตัวม่อต้อจนแม้แต่คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่าสี่สิบปีอย่างดาซิมก็อดจะขนลุกไม่ได้
“อาลู่ ให้อั๊วคุยกับอาหยางให้สะดวกหน่อย” นายใหญ่เอ็ดลูกชายที่แสดงปฏิกริยาไม่ควรออกไป
“ค่ะนายท่าน”
“เขามีแผนธุรกิจใหม่ๆ มาเสนอกับอาหยาง ลื้อลองคุยกันดูสิ” นายใหญ่ยกยิ้มขณะพูด
...ยิ้มแบบนี้...
“รับทราบค่ะนายท่าน” หยางสือค้อมตัวรับ
“งั้นอั๊วไปก่อนแล้วกัน ขอตัวนะดาซิม แก่แล้วไม่อยากนอนดึกมาก ฮ่าฮ่าฮ่า”
ชายวัยค่อนคนเดินหลังตรงออกไปทางประตูอีกฝั่งท่ามากลางบอร์ดีการ์ดจำนวนหนึ่ง หยางสือและลู่หรงลุกขึ้นค้อมตัวให้นายใหญ่ด้วยความเคารพมีเพียงแต่แขกผู้มาใหม่เท่านั้นที่ยังคงนั่งสบายๆ คล้ายเป็นบ้านตัวเองอยู่ แม้จะไม่ชอบใจในกริยาของฝ่ายตรงข้ามหากแต่หยางสือกลับไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกไป เมื่อคนของนายใหญ่ออกไปแล้วจากดาดฟ้าเรือที่เคยดูแคบก็ดูกว้างขึ้นถนัดตา
“เอ่อ..คุณชายจะนั่งอยู่ด้วยหรือครับ” เสียงจีนสำเนียงแปร่งหูของนายดาซิมดังขึ้นเมื่อเห็นว่าลู่หรงไม่ขยับลุกไปไหน
“ไม่ ก็คุยธุรกิจนี่มันก็ธุรกิจตระกูลผม ผมทำอะไรผิดตรงไหน?”
ใบหน้าของลู่หรงดูหาเรื่องเสียมากกว่าจะคุยธุรกิจ อาจจะเป็นเพราะเขาไม่ค่อยชอบนายดาซิมเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ได้ลู่หรงไม่ค่อยไว้ใจคนอื่นที่ไม่ใช่คนจีน หรือบางครั้งแค่ไม่ใช่คนมณฑลเดียวกันเขาก็ระแคงใจแล้ว
“เอ่อ...” นายดาซิมอึกอักเมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปในทางที่เขาคาดไว้
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณพูดเรื่องธุรกิจมาเถอะ...” หยางสือตัดบทเธอเริ่มง่วงแล้วและอยากให้เรื่องนี้จบเร็วที่สุด
“เพราะว่ากระผมชอบฝีมือของคุณหนูมาก อันตัวกระผมมีทรัพย์แต่ไร้คนมีฝีมือด้านการพนัน...” นายดาซิมเกริ่น
“คุณอยากให้ดิฉันช่วยงานรึ?”
หยางสือถามขึ้นเพราะมีคนไม่น้อยที่มาจ้างเธอให้เล่นล้มโต๊ะพนัน หรือแม้กระทั่งจ้างเธอไปเล่นขูดรีดพวกที่โกง ล้มคนที่มาท้าพนันไม่ก็ไปทำให้ธุรกิจคนอื่นล้มละลาย ซึ่งเธอเองก็ไม่เคยปฏิเสธงานพวกนั้นอยู่แล้ว เธอชอบความเสี่ยงและความเสี่ยงนั้นก็ทำให้เธอได้เงิน แต่...
“กระผมอยากให้คุณหนูฟ่าน มาเป็นบีนิง*ของกระผม” (บีนิง = ภรรยา)
คำพูดของนายดาซิมนั้นเหมือนเป็นฉนวนระเบิด ลู่หรงตบโต๊ะเสียงดังอย่างไม่เกรงมารยาทพลางตะโกนสบถกร้าว ในขณะที่การ์ดของนายดาซิมก็ยกอาวุธขึ้นมาจ่อลู่หรงทันทีเช่นกัน พอเป็นเช่นนั้นคนของลู่หรงก็ยกปืนขึ้นจ่อกลับไปที่อีกฝั่งบรรยากาศโดยรอบอึดอัดขึ้นทันที
“แกเอาชีวิตมาทิ้งแล้วไอ้กร๊วก” ลู่หรงคำรามพลางกัดฟันกรอด
“คนของกระผมล้วนแล้วแต่เป็นทหารเก่าฝีมือดี...” ถ้อยคำของดาซิมนั้นเหมือนจะข่มขู่
หากแต่ไม่ใช่การขู่แม้แต่น้อยใบหน้าของชายชาวตะวันออกกลางไม่มีแววล้อเล่น เขาไม่ได้คิดจะบุกมาสู่ขอบุตรสาวเจ้าพ่อด้วยมือเปล่าแล้วคิดจะกลับไปอย่างปลอดภัยแต่แรก ไอความเป็นความตายที่แผ่ออกมาจากคนของดาซิมเป็นเรื่องจริงและนั่นทำให้หยางสือรู้สึกขนลุกขึ้นมาไม่ได้
...นี่มันคุยธุรกิจประเภทไหนเนี่ย...
แม้ว่าเธอจะตระหนักถึงความน่ากลัวของสถานการณ์ตรงหน้า และเธอก็รู้ดีว่าตอนนี้ประเด็นมันเริ่มเปลี่ยนจากการคุยธุรกิจบนโต๊ะไปเป็นการคุยธุรกิจบนเตียงแล้ว หญิงสาวลอบมองใบหน้าของลู่หรงด้วยหางตาเมื่อเห็นสีหน้าทะมึงทึงของเขามันไม่ได้ทำให้เธอสบายใจขึ้นเลยแม้แต่น้อย
...ลู่หรงใจร้อนเกินไป...
“ใจเย็นๆ กันก่อนสุภาพบุรุษ” หยางสือเอ่ยขัดตาทัพ “เรื่องแบบนี้ต้องให้เกียรติสุภาพสตรีก่อนสิ”
“ใช่มันคือการตัดสินใจของคุณหนูฟ่าน” เสียงของนายดาซิมสนับสนุนขึ้น
...นับว่าเป็นคนที่มีปากไว้เรียกรอยแผลที่แท้ทรู...
“อาหยาง ลื้อคงไม่คิดไปกับมันใช่มั้ย” ลู่หรงกัดฟันกรอดขณะถาม
“ดิฉันอยู่เพื่อรับใช้นายใหญ่ ไม่มีความคิดจะไปไหน” ฟ่านหยางสือเลือกตอบคำตอบที่ตัดเยื่อใยแต่ไม่ตัดมิตรดาซิม
“หึหึหึ” นายใหญ่ฟ่านหัวเราะอย่างถูกใจอยู่อีกห้องหนึ่ง เขาชอบคำตอบของหยางสือจริงๆ ให้ตายเถอะ
“... อาหยางบอกแล้วว่าไม่ไป แกก็กลับไปซะ” ฟ่านลู่หรงยิ้มอย่างมีชัย
“อาลู่ใจร้อนเกินไป...” นายใหญ่ฟ่านพึมพำกับผู้ช่วยของตัวเองในห้องสังเกตการณ์
“...ฟังข้อเสนอของกระผมสักนิดเถอะคุณหนู” นายดาซิมเอ่ยขึ้น “สตรีงามที่ไร้รักก็ดุจราตรีที่ไร้ดวงดาว คุณหนูเองก็ถึงวัยครองเรือนอย่างที่ท่านผู้ชายได้เคยกล่าวไว้ หากมาเกี่ยวดองกันไว้เงินของกระผมกับความสามารถของคุณหนู และความกว้างขวางของท่านผู้ชาย มีหรือที่เราจะขยายธุรกิจไม่ได้... อีกไม่นานคาสิโนของท่านผู้ชายก็จะยิ่งใหญ่ที่สุดในเจ็ดคาบสมุทร...”
...แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ ฟ้าไร้ดาวตอนแรกล่ะ?...
“ถ้าอย่างนั้นทำไมคุณถึงไม่เซ็นต์สัญญาร่วมธุรกิจของนายใหญ่กับนายท่านฉู่เล่า...” หยางสือถามขึ้นด้วยน้ำเสียงคล้ายไม่ใส่ใจ หากแต่ในหัวของเธอนั้นเริ่มมีริ้วความโกรธและความรังเกียจพุ่งขึ้นมาไม่หยุด ใจของเธอเต้นกระหน่ำไปด้วยความหงุดหงิดใจที่ชายตรงหน้าพูดเหมือนกับว่าตัวเธอใช้เป็นทางผ่านในการขยายธุรกิจของครอบครัว
...ถ้าแกคิดว่าเงินซื้อได้แล้วล่ะก็ ลองเอาเงินแกไปต่อรองกับกระสุนของนายฉู่เฉินเทียนดูสิ...
“อย่างที่กระผมบอกไป สตรีไร้รักก็ดุจราตรีที่ไร้ดาว... สัญญาทางธุรกิจหรือจะสู้ความผูกพันธ์ของครอบครัว เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ กระผมพร้อมจะมอบทั้งความรักและอนาคตให้กับว่าที่บีนิง...”
สิ้นคำหวานนายดาซิมก็เอื้อมมือมาหมายจะแตะมือเธอ แต่ลู่หรงเร็วกว่าชายหนุ่มปักส้อมยาวที่เสียบไก่งวงไว้ลงตรงระยะที่นายดาซิมกำลังจะเอื้อมมือมาถึงเธออย่างเฉียดฉิว
“พอก่อนเลยไอ้เตี้ย ใครเขาจะร่วมธุรกิจกับคนอย่างแกวะ?” ฟ่านลู่หรงพูดขัดขึ้นมาทันที
...นี่สินะ ถ้าไม่ได้ประโยชน์ก็กำจัดทิ้งเสีย...
หัวสมองของหญิงสาวเข้าใจในสิ่งที่นายใหญ่บอกได้ทันที ถ้าหากชายคนนี้มาเพื่อเจรจาผลประโยชน์แล้วก็ให้เจรจาด้วยดี แต่ถ้าหากผลประโยชน์ไม่ชัดเจนหรือมีสิ่งที่จะทำให้เราเสียประโยชน์มากกว่าแล้วล่ะก็... อย่างไรก็ดี เธอต้องลองหาผลประโยน์ก่อนถ้าไม่ได้ค่อยปล่อยให้ลู่หรงเก็บมันเสียก็ยังไม่สาย
...จะว่าไปถ้าถึงตอนนั้นเธอก็อยากจะใช้รีโลเวอร์ที่ได้มาเหมือนกัน...
“...ใจเย็นก่อนอาลู่ขอให้ฉันคุยก่อน” หยางสือรีบห้ามทัพ“ข้อเสนอของคุณคือการเปิดน่านน้ำเปอร์เซียให้พวกเรางั้นหรือ?” ฟ่านหยางสือถามเบี่ยงไปเรื่องธุรกิจก่อน
ในหัวสมองของเธอกำลังหาทางออกให้กับเรื่องนี้จนวุ่นวายไปหมด เธอไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรกับสถานการณ์นี้ดีเธอรู้เพียงแต่ว่าถ้าหากเธอกล่าวเข้าเรื่องแต่งงานมันจะเป็นการผูกมัดตัวเธอ เธอต้องพยายามเลี่ยงตัวเองออกจากประเด็นนั้นโดยบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่นก่อน ทั้งที่เมื่อมองสายตาของเจ้าดาซิมแล้วเจ้ารีโลเวอร์ที่สะโพกของเธอมันสั่นเหมือนอยากจะลั่น
“กระผมจะเปิดกี่คาบสมุทรก็ได้ เพียงแต่คุณหนูเปิดใจ”
ถ้อยคำหวานจากชายอัปลักษณ์ทำให้เธอขนลุกจนแทบเก็บสีหน้าไม่อยู่ เธออุตส่าห์พาออกไปประเด็นอื่นแล้ว ไอ้หมอนี่ก็ยังพาวกกลับมาประเด็นเดิมได้ ความโกรธเป็นริ้วๆ พุ่งขึ้นมาแตะอารมณ์ของฟ่านหยางสือ ริมฝีปากอิ่มเครียดเกร็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
...โอ้ย!! ใครให้ความมั่นหน้าแกมาเนี่ย คิดว่าตัวเองหน้าตาแบบโอมาร์ บอร์กกัน อัลกาลารึไง?...
“ดิฉัน...” ความหงุดหงิดปนขยะแขยงในใจทำให้หญิงสาวถึงกับพูดไม่ออก...
ใบหน้าที่เคยนิ่งสนิทเฉยชาเริ่มจะแสดงอารมณ์ไม่พอใจออกมาและก่อนที่สติปัญญาและสมองจะเข้ามาช่วยตัดสินใจปัญหานี้ได้ทัน สัญชาติญาณของเธอก็ดันโพล่งออกไปเสียก่อน...
“งั้นมาพนันกันมั้ยล่ะคุณดาซิม!” เสียงของหยางสือฟังดูเหี้ยมเกรียม
“พนัน?..”
นายดาซิมจ้องมองหญิงสาวคนสวยตรงหน้าไม่วางตา เขาปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอสวยจริงๆ แม้ในยามโกรธเธอก็ยังดูงดงาม เขาหลงรูปลักษณ์และท่าทีนอบน้อมของเธอตั้งแต่พบเจอครั้งแรก และเขาต้องการเธอและคนอย่างดาซิมหากต้องการอะไรก็ต้องได้สิ่งนั้น โชคดีเหลือเกินที่เธอเสนอให้เขาพนัน...
“คุณแน่ใจนะว่าคุณจะพนันกับกระผม ดวงคุณแพ้ทางกระผมนะ...”
ชายตะวันออกกลางเตือนนั่นทำให้ลู่หรงยกยิ้มอย่างพึงใจ เกมที่เขากับพ่อเคยจัดให้คนคนนี้เล่นเป็นเกมที่ถูกเซ็ทมาให้เจ้าแขกเตี้ยนั่นชนะ เพื่อเป็นการซื้อใจคนติดพนันอย่างดาซิม เขาเองก็คาดไม่ถึงว่าปาหี่โง่ๆ นั่นจะทำให้คนแบบดาซิมติดกับจริงๆ
...มันคิดว่าดวงมันดีกว่าอาหยางจริงๆ...
“วันนี้มันอาจเป็นวันของดิฉันก็ได้” หยางสือเอ่ยอย่างมีเลศนัย
“แล้วคุณหนูจะพนันอะไรกับกระผมล่ะ” นายดาซิมยิ้มอย่างพึงใจ เขามั่นใจว่าตัวเขาจะต้องชนะแน่ๆ
“เอาเกมลูกเต๋าที่คุณชอบก็ได้” รอยยิ้มของหญิงสาวเหี้ยมเกรียม
“ได้สิ ฮ่าฮ่าฮ่า แล้วถ้ากระผมชนะคุณหนูจะให้อะไรกระผมล่ะ...”
“ก็แล้วแต่คุณจะเรียก” หยางสือยกยิ้มอย่างไม่หยี่หร่ะ เธอไม่แพ้แน่อยู่แล้ว “อาลู่บอกให้คนของพี่เตรียมเต๋าให้ฉันหน่อย”
ลู่หรงพยักหน้ารับก่อนจะเดินถอยฉากออกไปสั่งลูกน้องของตน ใบหน้าของเขายกยิ้มด้วยความพึงใจในหัวของเขาปัญหาคืนนี้ได้จบลงแล้ว ไม่นานหยางสือก็จะกลับมาพร้อมกับสัญญาที่นายดาซิมจะไม่กลับมาที่บ่อนนี้อีก หรือไม่ก็อาจจะได้โฉนดที่ดินแถวตะวันออกกลางมาสักหน่อยก็คงจะไม่แปลกนัก แต่ดูเหมือนลู่หรงอาจจะประเมินความหยิ่งในศักดิ์ศรีของสตรีต่ำไปหน่อยเพราะที่โต๊ะริมดาดฟ้าเรือนั้นข้อตกลงไม่ได้เป็นไปตามที่ชายหนุ่มคิดไว้
“งั้นถ้ากระผมชนะ คุณหนูต้องมาแต่งงานกับกระผม ส่วนทรัพย์สินนั้นเราจะมาคุยแบ่งกันหลังจากคืนเข้าหอ...”
คำว่าคืนเข้าหอทำให้สติของหยางสือขาดลง แค่นึกถึงว่าเธอต้องเข้าหอกับชายที่มีกลิ่นประหลาดแบบนี้เธอก็รู้สึกคลื่นเหียนอยากจะอาเจียนขึ้นมาทันที ดูเหมือนว่าจะมีคนรนหาที่กับเธออีกแล้วแววตาของหญิงแข็งกร้าวขึ้นทันที
“ถ้าคุณอยากจะเป็นเจ้าชีวิตของดิฉันหลังเกมนี้ ถ้างั้นถ้าดิฉันชนะชีวิตคุณเป็นของดิฉันแล้วกัน ดีมั้ย...”
น้ำเสียงหวานหยดย้อยประหนึ่งใบมีดอาบน้ำผึ้งของหญิงสาวทำให้ชายผู้กำลังตกอยู่ในห้วงความลุ่มหลงตอบตกลงอย่างง่ายดาย
“ชีวิตของกระผมพร้อมจะยกเป็นทาสรักคุณอยู่แล้วยาหยี” คำพูดหวานเชื่อมพร้อมแววตาหวานฉ่ำทำให้หญิงสาวอดจะหน้าแดงก่ำเพราะความโกรธไม่ได้ หยางสือหันไปมองการ์ดของลู่หรงที่เดินมาพร้อมกับถาดที่บรรจุแก้วหนึ่งใบกับลูกเต๋าหกลูกมา ชายหนุ่มร่างกำยำวางถาดลงบนโต๊ะก่อนจะถอย ฉากออกไป
...พอเห็นว่าเราพนัน อาลู่คงไปพักแล้วล่ะมั้ง...
ถึงแม้จะใจไม่ค่อยดีที่ไม่เห็นลู่หรงกลับมานั่งด้วยกันแต่เธอก็ยังยกยิ้มและดำเนินตามแผนต่อไป เธอผายมือให้ดาซิมตรวจสอบลูกเต๋าและอุปกรณ์การเล่นก่อนว่าเธอไม่ได้ซ่อนกลโกงอะไร ระหว่างที่เขากำลังตรวจสอบอยู่นั้นหยางสือก็สำรวจกำลังคนของดาซิมจากสายตา
คนพวกนี้ส่วนใหญ่โดนจ้างมา แต่ก็พอจะมีอยู่สองสามคนที่พร้อมจะพลีกายถวายชีวิตให้กับดาซิมอยู่เหมือนกัน ถ้าให้ชัดเจนก็คงจะเป็นคนที่อยู่ด้านซ้ายขวาทั้งสองคนกับคนที่ยืนอยู่ใกล้ประตูทางเข้าออกดาดฟ้าเรือ การวางกำลังคนของเขาถือว่าฉลาดไม่เบาเหมือนกัน
“กระผมตรวจเรียบร้อยแล้ว... คุณจะเริ่มก่อนมั้ยดาร์ลิ้ง” น้ำเสียงยั่วเย้าของเขาช่างน่าขนลุกขนชัน
“ไม่ล่ะ คุณเป็นแขกเริ่มก่อนเลย” หยางสือยกยิ้ม เธอมองออกไปด้านนอกดาดฟ้า
...เดี๋ยวก็จบแล้ว...
เสียงลูกเต๋าทั้งหกกลิ้งไปมาในแก้วสีทึบ จังหวะการกลิ้งไปมาของลูกเต๋าฟังดูไม่สม่ำเสมอเหมือนมืออาชีพ แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อหยางสือนัก หญิงสาวหลับตาลงเพ่งสมาธิไปที่ลูกเต๋าที่กำลังกลิ้งไปมาในแก้ว
กึก!
นายดาซิมวางแก้วลงนิ้วข้อป้อมของเขาเปิดแก้วออกดู แม้ไม่ต้องลืมตาเธอก็ยังสามารถเดาหน้าลูกเต๋าที่ออกมาได้เหมือนกัน หยางสือยกยิ้มก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างช้าๆ
“สี่ สอง หนึ่ง หนึ่ง สาม สอง รวม 13 แต้ม”
นายดาซิมขนลุกกับความสามารถของหยิงสาวตรงหน้า ใช่เธอเก่งจริงๆ เธอไม่แม้แต่จะลืมตามองด้วยซ้ำ แต่เก่งอย่างไรก็คงจะแพ้เฮง ไม่ว่าจะเล่นแบบไหนหญิงสาวตรงหน้าก็ไม่เคยชนะเขาเลยสักครั้ง เพราะฉะนั้นเกมคืนนี้เป็นของเขาแน่
“สิบสามแต้มจากเต๋า 6 ลูก คุณทำได้ไม่เลว” หยางสือเอ่ยชมจากใจจริง
...หนึ่งเท่าของแต้มที่ต่ำที่สุด ไม่มีดวงแต่ก็มีฝีมืออยู่เหมือนกันนี่...
“เชิญคุณหนู ต้องต่ำกว่าสิบสามเท่านั้นนะ”
ฟ่านหยางสือเพียงแต่ยื่นมือไปหยิบแก้วมาเท่านั้น มือเรียวถือแก้วรวบลูกเต๋าทั้งหกเข้าไปอยู่ในแก้วในพริบตาเดียว เธอยกมันขึ้นเขย่าโดยที่มีลูกเต๋าหมุนวนอยู่ในแก้วโดยไม่ร่วงลงมาแล้วแต่ลูกเดียว เสียงวัตถุทั้งหกที่กลิ้งไปมาฟังดูเสนาะหูนักไม่นานเกินรอหญิงสาวก็วางแก้วคว่ำลงกับโต๊ะ เธอค่อยๆ ยกแก้วขึ้นมาราวกับกำลังโชว์มายากล
ลูกเต๋าทั้งหกเรียงตั้งกันเป็นแนวเดียว โดยที่ลูกบนสุดโชว์หน้า 1 หยางสือยกยิ้มสะใจอย่างปิดไม่มิดขณะที่นิ้วเรียวค่อยๆ คีบลูกเต๋าทีละลูกลงวางบนถาด เมื่อลูกเต๋าทั้งหกลูกโชว์หน้าหมดแล้วสีหน้าที่เคยสดชื่นของนายดาซิมก็เจื่อนไปในทันที เกมนี้เขาแพ้แล้วลูกเต๋าทุกลูกโชว์หน้า 1 หมด
“มันเป็นไปได้อย่างไร คุณต้องโกงแน่ๆ” มันคงยากสำหรับเขาที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยไปมากดวงตาของเขาสั่นระริกอย่างน่ากลัว
“มันเป็นไปแล้ว คุณแพ้... ตามเงื่อนไข..”
ไม่ทันที่คำพูดทุกคำจะออกมาจากปากหญิงสาว บุรุษคลั่งรักก็ถลันตัวเข้ามารวบเธอไว้เสียก่อน เขาพยายามฝังใบหน้าอันเต็มไปด้วยหนวดเคราเข้าลวนลามเธออย่างบ้าคลั่ง ปากของเขาก็พร่ำพูดคำภาษาอาหรับที่ฟังไม่ชัดเพราะเขายังคงพยายามจะนัวเนียเธอให้มากที่สุด ความขยะแขยงของหยางสือพุ่งแตะขีดสุด
“เป็นของผมเถอะยาหยี มาเป็นบีนิง มารดา...”
ปัง! แกร็ก ปัง! แกร็ก ปัง!
กระสุนสามนัดลั่นออกจากรีโลเวอร์กระบอกเล็กแล่นฝังเข้ากลางตัวเป็นนัดแรกก่อนที่นัดที่สองจะทะลุกลางศีรษะไปจนฝังเข้ากับเบาะเก้าอี้ นัดสุดท้ายตัดผ่านหลอดลมทะลุไปจนได้ยินเสียงกระสุนกระแทกเสากระโดงเรือ
ร่างของนายดาซิมจมกองเลือดหงายอยู่กลางโต๊ะอาหารเลือดของเขากระจายเต็มไปจนเลอะลูกเต๋าและข้าวของบนโต๊ะเลือดบางส่วนกระเด็นสาดกระเซ็นเต็มชุดของหญิงสาวเจ้าของปืน ชายคลั่งรักตายคาที่ตาของเขาเบิกกว้างค้างอยู่อย่างนั้น แต่ไม่ทันได้มองผลงานของตัวเองไปมากกว่านี้ร่างของหยางสือก็กระเด็นออกถอยไปตามแรงของวัตถุที่มากระทบทันที
แม้ไม่ได้ยินแสียงแต่ความเจ็บที่คุ้นเคยนี้เธอมั่นใจ กระสุนนัดหนึ่งจากปืนเก็บเสียงของใครสักคนอัดเข้าเต็มๆ ข้างลำตัวของเธอ ความรู้สึกเหมือนมีบอลลูกใหญ่อัดเข้ากลางลำตัวเลือดที่ทะลักออกมาจากบาดแผลบ่งบอกว่ากระสุนได้ฝังลงที่อวัยวะภายในที่สำคัญเข้าแล้ว
ปัง! ปัง!
เสียงปืนปนกับเสียงสบถเป็นภาษาอาหรับและภาษาจีนดังกันมั่วหมดทั่วบริเวณ แขนของหญิงสาวถูกกระสุนอัดกระแทกอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะเซถลาไปข้างหลังอีกสองก้าวเพราะกระสุนอีกนัดแล่นเฉือนใบหูเธอไป สายตาของหยางสือเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเหมือนเป็นภาพช้า
เธอกำลังจะล้มลงแต่ยังไม่ล้มมือเธอพยายามยึดเกาะเก้าอี้ข้างกายไว้ ร่างกายของเธอเจ็บร้าวคล้ายทุกส่วนใกล้จะหยุดทำงานความหนาวเหน็บเข้ามาเยือนตั้งแต่ปลายนิ้วมือไปจนถึงข้อหัวไหล่ รีโลเวอร์กระบอกเล็กหลุดออกจากมือเธอไปแล้ว ร่างเธอกำลังซวนเซไปมาภาพของคนทั้งสองฝ่ายที่กำลังสาดกระสุนใส่กันอย่างบ้าคลั่งฉายชัดในสายตาของเธอตอนนี้ ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะเริ่มพร่ามัว...
เสียงฝีเท้าของคนจำนวนหนึ่งกรูเข้ามาเพิ่มแม้สายตาเธอจะเริ่มพร่าเลือนแต่เธอก็รู้ว่านั่นเป็นคนของนายใหญ่กับลู่หรงแน่ น่าขำที่ในยามที่เจ็บปวดขนาดนี้เธอจะสิ้นใจไปเสียก็ไม่ ทำได้แต่หายใจรวยระรินอยู่อย่างนั้นแล้วก็ดันเป็นช่วงเวลาแบบนี้ที่ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเธอดันเปิดอย่างเต็มที่ ความเจ็บปวดทั้งหมดที่มีจู่โจมเธอจนแทบทนไม่ไหว ร่างของเธอทรุดลงกับพื้นทันที
...ความตาย...
เลือดที่ไหลไม่หยุดบริเวณช่องท้องบ่องบอกถึงการเสียการทำงานของม้ามไปแน่แล้ว แขนของเธอก็ปวดราวกับว่ามันได้หลุดออกจากร่างเธอไปแล้วแผลบริเวณหัวไหล่ของเธอเหวอะหว่ะอย่างน่ากลัว หูและใบหน้าด้านขวาของเธอเจ็บจนด้านชา ตาของเธอแสบไปด้วยหยาดเลือดที่กระเซ็นเข้ามา
ปัง!
เสียงกระสุนดังขึ้นไม่ไกลเธอนัก ลูกตะกั่วอีกหนึ่งนัดเจาะทะลุสะโพกของเธอไป
...เจ็บเป็นบ้า ทำไมฉันยังไม่ตายสักทีนะ ยมทูตไปไหนกันหมด!...
“อาหยาง...” เสียงของใครบางคนดังขึ้น ร่างของเธอถูกยกขึ้นมาแต่ดูเหมือนมันจะปวกเปียกคล้ายไร้กระดูกไปเสียแล้ว บาดแผลฉกรรจ์จากกระสุนตามร่างกายเธอชัดในสายตาของลู่หรงเห็นได้จากสีหน้าของเขา
“ลู่...” เสียงของเธอแหบพร่า
สีหน้าของลู่หรงดูไม่ดีเลย คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแววตาของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและเกรี้ยวกราดในคราวเดียวกัน หน้าของเขาเต็มไปด้วยเลือดมากมายที่เป็นรอยกระเซ็น เขาช้อนร่างที่ใกล้ไร้ลมหายใจของเธอขึ้นมาจากพื้น เธอเจ็บจนเกลียดความอึดของตัวเอง แขนทั้งสองข้างของเขาที่พยายามประคองเธออยู่นั้นยังคงอบอุ่นเหมือนเดิม
“อาหยางลื้ออย่าเป็นอะไรนะ ลื้ออยู่กับอั๊วก่อน อย่าหลับตาอาหยาง...”
เสียงของลู่หรงคล้ายพึมพำอยู่ข้างหู มันช่างดูเบาและห่างไกลเหลือเกินมือของเธอเย็นจนปวดกระดูกไปหมด วาระสุดท้ายของเธอคงมาถึงในอีกไม่กี่อึดใจ เธอพยายามยกมือขึ้นแตะใบหน้าของชายเปรียบเสมือนความอบอุ่นในชีวิตของเธอ
...ยังมีอีกหลายอย่างที่ไม่มีโอกาสได้บอกอาลู่...
“อาลู่.. ฉัน..ขอบ...” แต่แม้พยายามจะเปล่งเสียงเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล
“อย่าเพิ่งพูดอาหยาง อั๊วจะพาลื้อ....” เสียงของลู่หรงเริ่มขาดๆ หายๆ ในหูของเธอ
เงาสองร่างที่ดูพร่ามัวปรากฏขึ้นข้างหลังชายหนุ่ม แม้เธอจะมองแทบไม่เห็นใบหน้าแต่สิ่งที่เธอเห็นคือกระบอกอาวุธเพชรฆาตที่กำลังเล็งมาที่คนที่อุ้มประคองเธออยู่ ร่างโปร่งเบี่ยงตัวด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่มีตามสัญชาติญาณ เธอพลักลู่หรงออกไปอีกทางอย่างสุดแรงแม้เขาจะกระเด็นห่างไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นแต่นั่นก็พอแล้ว
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
ไม่รู้ว่ากระสุนกี่นัดที่เจาะเข้าร่างกายเธอแรงถีบจากแรงกระสุนทำให้ร่างของเธอเซถลาถอยหลังไปไกลกว่าเดิมตัวของเธอกระเด็นร่วงตกจากดาดฟ้าเรือ สายตาหญิงสาวมองเห็นเพียงแต่ท้องฟ้าที่พร่างพราวไปด้วยดวงดาวเท่านั้น ร่างของเธอกำลังร่วงลงผืนน้ำในอีกไม่กี่อึดใจ น่ารังเกียจที่จนบัดนี้เธอกลับยังมีสติอยู่ เสียงปืนและเสียงตะโกนยังคงเข้าหูเธอไม่ขาดสาย
ตูม!!!
ร่างของเธอร่วงลงสู่ผืนน้ำแล้ว เสียงข้างบนช่างเงียบเหลือเกิน มีเพียงความมืดความเย็นและแสงไฟกระพริบอาจจะเป็นแสงจากกระบอกปืนที่กำลังรบกันอยู่ข้างบนก็ได้ ความเย็นทำให้ร่างกายของเธอเจ็บปวดน้อยลงหรือไม่แน่ก็อาจจะเป็นสติของเธอเองที่กำลังจะหายไป
...อาลู่จะปลอดภัยมั้ย นายใหญ่จะว่าอย่างไรบ้างนะ เราก่อเรื่องเสียใหญ่โตเชียว...
...เรายังไม่เคยขอบคุณอาลู่กับนายใหญ่จริงๆ จังๆ เลยสินะ...
...มันเป็นแบบนี้สินะชีวิตของคนที่เดินทางนี้ ไม่ฆ่าก็ถูกฆ่า ไม่ล้างแค้นก็ถูกล่า...
...เจ็บเป็นบ้าเลย...
...หมดสิ้นกันแล้วสินะชีวิตเรา เกิดมาเพียงเท่านี้หรือ อะไรดีๆ ยังไม่เคยทำสักครั้งเลยนี่หน่า...
ในห้วงเวลาที่สติกำลังจะดับสิ้นลงของชีวิตภาพต่างๆ ก็วิ่งวนเข้ามาในความทรงจำของเธอทุกภาพที่ผ่านมาในชีวิต ภาพของการขึ้นปกครองกลุ่มครั้งแรกของลู่หรง ภาพงานแซยิดนายท่าน ภาพตอนที่เธอต้องเร่ร่อนหรีไปทั่วเกาะฮ่องกง ภาพตอนที่เธอพบข่าวของบิดาที่แท้จริง รวมถึงภาพบุคคลที่เธอไม่แน่ใจว่าเธอจำได้จริงรึเปล่า ...แม่
...แม่จ๋า มัทขอโทษนะแม่ มัทไม่ดีเองมัททำได้เท่านี้ มัทรักแม่นะ มัทไม่เคยโกรธแม่เลย...
ความรู้สึกเหมือนบางสิ่งกำลังหลุดลอยออกจากกัน ความเจ็บปวดมลายหายไปในทันทีที่วิญญาณเธอหลุดออกจากร่าง ร่างอันชุ่มโชกไปด้วยเลือดของมัทนาหรือคุณหนูฟ่านหยางสือไม่ว่าใครก็ตามที่เธอเคยเป็นกำลังร่วงลงสู่ห้วงลึกของอ่าวมาเก๊า ชีวิตที่ลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอดยี่สิบหกปีก็จบสิ้นไปเสียที ความทุกข์ที่เคยต้องแบกรับไว้ในชีวิตนี้คงมาถึงจุดสิ้นสุด แม้ว่ามันจะเป็นชีวิตห่วยๆ ของคนชั่วคนหนึ่งก็ตาม
...จบกันเสียที...
เดี๋ยวก่อนเธอจะตายแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ...
ความหนาวเหน็บจู่โจมทั่วร่างกายทันทีร่างบางของเด็กสาวสะดุ้งเฮือกขึ้น สายตาของเธอกวาดไปรอบๆ อย่างตกใจ ภาพที่เธอเห็นคือพืชน้ำชนิดต่างๆ ที่ลอยอยู่รอบตัวเธอ
...นี่อะไรกัน ที่นี่ที่ไหน? โลกหลังความตาย?...
ความเย็นสะท้านผิวปลุกสัญชาตญาณการมีชีวิตอยู่ของเธอให้ตื่นขึ้นอย่างรวดเร็วขาทั้งสองข้างของเธอพยายามถีบตัวขึ้นจากน้ำให้ไวแต่ไม่เป็นผลขาของเธอหนักเกินกว่าจะขยับได้
ร่างบางก้มลงดูส่วนล่างของร่างกายเธอ ชุดอาภรณ์สีสันแปลกตาที่เธอสวมอยู่แม้จะทำให้รู้สึกแปลกใจแต่ก็คงไม่มีอะไรสะดุดตาไปกว่าหินก้อนใหญ่ทีถ่วงติดกับข้อเท้าเธอไว้แน่ๆ
...นี่ไม่ใช่โลกหลังความตายแล้ว! แต่ถ้าหากว่าเธอไม่รีบปลดตัวเองออกจากหินก้อนนี้ล่ะก็ไม่แน่ เธออาจจะไปได้เจอโลกหลังความตายสมใจ...
มือบางเอื้อมไปพยายามแตะข้อเท้าตัวเองอย่างทุลักทุเล เธอต้องใช้การงอตัวช่วยจึงทำให้สามารถแตะถึงเชือกที่ปลายเท้า คนตัวเล็กพยายามรวบรวมลมหายใจและสติให้มากที่สุด มือเล็กดูแปลกตาไปกว่าเคยกำลังง่วนแกะเชือกที่ถ่วงอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักเธอก็เป็นอิสระจากเครื่องพันธนาการ
ขาทั้งสองข้างของเธอ แม้จะยังเจ็บข้อเท้าอยู่แต่ก็พยายามทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ในการถีบตัวเองขึ้นจากผิวน้ำอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เธอกำลังว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำนั้นภาพความทรงจำของใครบางคนก็พุ่งเข้ามาในหัวของเธอเต็มไปหมด ภาพคนที่เธอไม่รู้จักสวมชุดโบราณกำลังเดินไปมาผ่านหน้าเธอไป เสียงตวาด เสียงพูดคุยทุกอย่างตีกันมั่วไปหมดในหัว
"ลองทดสอบดู ถ้านางพ้นน้ำขึ้นมาก่อนหนึ่งเค่อก็แสดงว่านางบริสุทธิ์"
แสงรอบข้างเริ่มสว่างขึ้นจากพื้นน้ำสีกรมท่าก็เริ่มกลายเป็นสีฟ้าอ่อนๆ ร่างบางรีบถีบขาให้ไวขึ้นก่อนที่จะทะลึ่งตัวพ้นผิวน้ำ เธอหายใจสูดเอาอากาศเข้าปอดให้ได้มากที่สุด มือบางว่ายตะกายเข้าหาฝั่งอย่างช่ำชองอากาศหนาวเหนือน้ำที่พัดมากระทบทำเอาเธอตัวสั่นไม่หยุด
"นางหัวขโมย"
เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวขณะที่เธอกำลังพยายามตะกายเข้าฝั่ง ถึงแม้เธอยังไม่ค่อยเข้าใจนักถึงสถานะของเธอแต่เท่าที่มั่นใจตอนนี้คือเธอยังมีชีวิตไม่ว่าจะอยู่ในร่างของใครที่ไหนก็ตาม และถ้าขนาดกระสุนนับโหลยังพรากเธอจากการมีชีวิตต่อไปไม่ได้
...คนอื่นก็อย่าได้หวังจะลองพรากมันไปจากเธอ...
“นั่นคุณหนูนี่ คุณหนู!!!” เสียงจากความปิติยินดีดังขึ้นจากสตรีนางหนึ่ง
มือน้อยของเธอตะกายขึ้นริมตะลิ่งอย่างรวดเร็ว เสียงหายใจของเธอยังหอบฝึดฝัดจากความหนาวเย็นเสื้อผ้าของเธอเปียกชุ่มลู่ตัว ผ้าคลุมหนาตัวหนึ่งถูกห่มเข้าที่ตัวเธอแม้จะช่วยอะไรแทบไม่ได้เลยแต่ก็ยังดีกว่าไม่มี
ไม่ห่างไปจากที่เธอขึ้นมานักมีสตรีสามสวมอาภรณ์โบราณสีสดกำลังยืนอยู่ไม่ห่าง ทั้งสามคนร้องไห้ประหนึ่งฟ้าถล่มดินทลายแต่พอเห็นชัดๆ ว่าเป็นเธอที่พ้นน้ำขึ้นมาก็มีสีหน้าตื่นตะลึงจนซ่อนไว้ไม่มิด เหล่าบ่าวไพร่ที่เห็นชัดว่าเป็นร่างของเธออาจจะมีสีหน้าตื่นตะลึงบ้าง แต่ก็ยังมีบางคนที่สีหน้าดีอกดีใจอยู่เหมือนกัน
ภาพความทรงจำในหัวกระจ่างชัด แม้ว่าเธอจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ตัวเองมากก็ตามแต่ดูเหมือนว่าสตรีคนนั้นจะต้องการฆ่าเจ้าของร่างนี้ให้ตาย แต่ไม่ว่าด้วยอะไรก็ตามเธอก็มาอยู่ในร่างนี้แล้ว เด็กสาวเดินย่างสามขุมไปหาสตรีคนกลางที่กำลังตกใจอ้าปากค้าง สีหน้าของคนแกล้งร้องไห้ปนตกใจนั้นดูน่านำสิ้นดี
“ร้องไห้ทำไม มีใครตายรึไง? หรือร้องไห้เพราะไม่มีใครตายกันแน่!!!”