ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

คนโปรด

ผู้แต่ง Hua Ri Fei
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม fictionlog readawrite

‘ซูหนีจิ่น’ สวยฉ่ำระดับพรีเมียม เป็นโฉมงามเบอร์หนึ่งที่ใครเห็นเป็นต้องเหลียว แต่ดันผูกคอตายเพราะโดนคู่หมั้นสลัดรัก! เล่าให้ฟังใครจะเชื่อ แต่ซูเหมียนเชื่อ เพราะจู่ๆ เธอก็ตื่นขึ้นมาในร่างร่างนี้!

บทนำ

‘ซูหนีจิ่น’

สวยฉ่ำระดับพรีเมียม เป็นโฉมงามเบอร์หนึ่งที่ใครเห็นเป็นต้องเหลียว

แต่ดันผูกคอตายเพราะโดนคู่หมั้นสลัดรัก!

เล่าให้ฟังใครจะเชื่อ

แต่ซูเหมียนเชื่อ เพราะจู่ๆ เธอก็ตื่นขึ้นมาในร่างร่างนี้!

ความสวยเป็นเหตุสังเกตได้...

เพราะคนรอบกายมีแต่หมันไส้ สาปแช่ง กลั่นแกล้งสาวงามผู้อาภัพ

เธอต้องรับมือกับสารพัดข่าวลือ ทั้งญาติ ทั้งศัตรูที่ตั้งใจจะเหยียบให้ล้มไม่เป็นท่า

เข้าใจแล้วว่าทำไมเจ้าของร่างเดิมถึงได้ยกธงขาว!

แต่ขอโทษ...

ซูเหมียนไม่ใช่คุณหนูผู้ขลาดเขลาและเปราะบาง

เด็กกำพร้าสายดาร์กจากโลกอนาคต ไม่ใช่มดปลวกที่ใครจะบี้ได้ง่ายๆ

ใครคันมือ คันปากก็มา... ทางนี้สแตนด์บายรอฟาดอยู่นะจ๊ะ!

สารบัญ

ฤดูใบไม้ผลิสมัยต้าฉีซิ่งหยวนที่สอง ตระกูลซูที่ถนนส่าจินเกิดเรื่องใหญ่

คุณหนูตระกูลซูแขวนคอฆ่าตัวตาย ทั้งเจ้านายและบ่าวไพร่ในจวนล้วนสับสนอลหม่าน

โชคดีที่สาวใช้ข้างกายของคุณหนูไหวตัวทัน จึงช่วยนางลงมาจากเพดานห้องในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างความเป็นตายได้สำเร็จ จึงไม่เกิดเรื่องน่าอดสู

ตกดึก... ซูเหมียนตื่นขึ้นมาในห้องที่มีกลิ่นอายโบราณห้องหนึ่ง เธอลุกขึ้นนั่ง ก้มหน้ามองชุดนอนผ้าฝ้ายที่อยู่บนตัวและเตียงที่ตนนอนแวบหนึ่ง งานปักทอที่ละเอียดซับซ้อนแบบนี้เหมือนจะเคยเห็นในพิพิธภัณฑ์โบราณ หรือไม่ก็บ้านของคนดัง ในหัวมีความทรงจำที่ทั้งคุ้นเคยและทั้งไม่คุ้นไหลทะลักเข้ามาไม่ขาดสาย ความทรงจำพวกนี้ดูเหมือนจะเป็นของคนอื่น แต่บางครั้งก็ดูเหมือนจะเป็นของเธอเอง

แต่เรื่องราวในความทรงจำเหล่านั้น ซูเหมียนไม่อาจสัมผัสได้ เธอยกมือกุมศีรษะ พยายามสงบสติอยู่ครู่ใหญ่ จนกระทั่งความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาอย่างแจ่มชัด

เกิดเหตุการณ์แบบนี้… หรือว่าฉันข้ามเวลามา?

หรือไม่ก็แนวๆ วิญญาณออกจากร่าง?

ซูเหมียนจบจากมหาวิทยาลัยหนงต้า ต้นปีที่ผ่านมาเธอเพิ่งเริ่มทำงานในบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพแห่งหนึ่ง ทั้งที่เมื่อครู่ยังอยู่ในห้องทดลองกับเพื่อนนักวิจัย ช่วยกันค้นคว้าดัดแปลงโครงสร้างโมเลกุลในอาหาร ทุกคนต้องตรากตรำอยู่ในห้องนั้นติดต่อกันถึงสามวันสามคืน จ้องมองกล่องเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแบบไม่กล้าหลับตา ผลลัพธ์ใกล้จะออกมาอยู่แล้วแท้ๆ แต่จู่ๆ ซูเหมียนกลับรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นตรงลำคอ

พอลืมตาขึ้นอีกครั้ง… ก็พบว่าตนมาอยู่ที่นี่เสียแล้ว

ซูเหมียนเป็นเด็กกำพร้าที่เติบโตมาในสถานสงเคราะห์ ในโลกใบเดิมเธอไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวลแต่ก็ยังอดเสียดายไม่ได้ หากผลการทดลองครั้งนั้นประสบความสำเร็จ กลุ่มของเธอคงได้รับผลตอบแทนมหาศาล เงินก้อนนั้นจะทำให้เธอสามารถจ่ายค่าห้องงวดแรก นั่นเป็นเหตุผลที่เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจ ขังตัวเองอยู่ในห้องทดลองแบบไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน

สำหรับซูเหมียนแล้ว เงินสำคัญที่สุด!

ด้วยความจน เธอทนทำงานสารพัดเพื่อให้ตนอยู่รอดระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย ไม่ว่างานล้างจาน ขัดหม้อ ส่งอาหาร สอนพิเศษ ทำความสะอาด หรือดูแลผู้ป่วย ล้วนผ่านมือเธอหมด

เพื่อแลกค่าเล่าเรียนและข้าวสามมื้อ แม้แต่ปลอมแปลงเอกสารรับรองจากอาจารย์เธอก็เคยมาแล้ว กว่าจะเรียนจบออกมาได้ไม่ใช่ง่าย พอได้งานดี รายได้สูง มีโอกาสจับเงินก้อนใหญ่ทุกอย่างกลับหายเกลี้ยง

ซูเหมียนค่อยๆ ก้าวมานั่งด้านหน้ากระจก จ้องเงาสะท้อนของตัวเองแล้วถอนหายใจยาว

วินาทีก่อนยังรู้สึกเสียดาย แต่พอเห็นภาพตรงหน้าความเสียดายนั้นก็หายวับ!

คนสวยที่ปรากฏในกระจกนั้นมีเค้าคล้ายตน แต่กลับสวยอย่างเหลือเชื่อ ร่างเดิมของซูเหมียนก็เรียกว่าสวยพอตัวแต่เทียบไม่ได้กับรูปโฉมตรงหน้า

ใบหน้านี้สวยถึงขั้นลูกรักพระเจ้า! ต่อให้ต้องเกิดใหม่อีกสิบรอบก็คงหาแบบนี้ไม่ได้อีก

เธอกวาดสายตามองไปตามความโค้งของเรียวคิ้ว ดวงตาสุกใสเป็นประกาย จมูกเล็กได้รูป ริมฝีปากอิ่มแดง และผิวขาวเหมือนหยวก แค่ยิ้มบางๆ สีสันรอบตัวก็หมองลงกว่าครึ่ง นี่ยังไม่รวมหุ่นอรชรอ้อนแอ้นนั่นอีก! มาตอนนี้ เธอพอจะเข้าใจในเนื้อหาของกวีทั้งหลายที่ใช้พรรณนาความงามของผู้หญิงบ้างแล้ว

ซูเหมียนเหม่อมองกระจกเหมือนคนตกหลุมรักตัวเอง แต่จู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบตรงลำคอ เธอรีบเพ่งหาสาเหตุ สุดท้ายก็เจอรอยแดงรอยหนึ่งขนาดเท่าเกล็ดหิมะแต้ม แค่ลองเอานิ้วแตะเบาๆ ภาพฆ่าตัวตายก็แล่นเข้ามาในความทรงจำเหมือนฉายหนัง

จากความทรงจำนั้น ซูเหมียนเพิ่งรู้ว่าเจ้าของร่างนี้ชื่อว่า ‘ซูหนีจิ่น’ บิดาชื่อ ‘ซูเจิ้น’ มารดาชื่อ ‘เสิ่นซื่อ’ และยังมีพี่ชายอีกคนชื่อ ‘ซูโย่วหนิง’

ซูเจิ้นเป็นลูกอนุในจวนกั๋วกง พอแต่งงานกับลูกสาวพ่อค้าอย่างเสิ่นซื่อก็แยกตัวออกมา เขามุ่งมั่นร่ำเรียนจนสอบติดตำแหน่ง ทั่นฮวา* ได้เข้ารับราชการในกรมทั้งหก ด้วยผลงานโดดเด่นจึงได้รับแรงสนับสนุนจากผู้มีพระคุณให้เข้าสังกัดกรมคลัง เพียงหกเจ็ดปีก็ไต่เต้าจนได้ตำแหน่งเจ้ากรมคลัง ซึ่งถือว่ามีเกียรติมีอำนาจในมือเป็นอย่างมาก

นั่นหมายความว่าเจ้าของร่างนี้ไม่ได้แค่สวย แต่ยังเป็นลูกสาวตระกูลสูง

เรียกว่าสมบูรณ์พร้อมทั้งหน้าตาและฐานะ เป็นสูตรสำเร็จของพวกคุณหนูลูกผู้ดีทั้งหลาย

แต่ทำไมผู้หญิงแบบนี้ถึงคิดฆ่าตัวตายล่ะ?

เมื่อไล่ตามร่องรอยของความทรงจำ คำตอบก็ปรากฏ... อ้อ เพราะเรื่องหมั้นหมาย

สองปีก่อนซูหนีจิ่นถูกจับหมั้นกับเผยอวี้—ลูกชายคนโตของผิงหยางโหว ขณะที่หมั้นหมายฝ่ายหญิงอายุเพียงสิบสี่ ครอบครัวจึงคุยกันว่าจะเลื่อนงานแต่งออกไปจนกว่าซูหนีจิ่นจะเป็นสาว แต่พอใกล้ถึงกำหนดแต่งงานในเดือนหน้า ตระกูลเผยกลับประกาศยกเลิกงานแต่งกะทันหัน พวกเขาอ้างเหตุผลว่าซูหนีจิ่นสวยเกินไป สวยเกินรับมือไหว กลัวว่าหลังแต่งจะสร้างปัญหาให้ลูกชายเขา จนครอบครัวไม่สงบสุข

เหตุผลแบบนี้ สำหรับหญิงสาวตระกูลสูง นี่มันคำพิพากษาประหารชีวิตกันชัดๆ!

ชาวบ้านทั่วไปจะคิดอย่างไร?

ไม่เท่ากับตีตราว่าผู้หญิงคนนี้เป็นนางจอมยั่ว ใครได้ไปก็จะบ้านแตกสาแหรกขาดหรอกหรือ?

มารดาอย่างเสิ่นซื่อแน่นอนว่าไม่ยอม รีบเดินทางไปเจรจา แต่ตระกูลเผยกลับหยิบยกบทกวีมาวิจารณ์ กล่าวหาว่าซูหนีจิ่นใช้ความงามเล่นหูเล่นตา ล่อลวงผู้คนทั้งเมือง เสิ่นซื่อโกรธแค้นแต่ก็ไม่รู้จะเถียงอย่างไร จำต้องเก็บงำความโกรธไว้ในอก ไม่กล้าบอกลูกสาว ซูหนีจิ่นจึงไม่รู้เรื่องจนกระทั่งไปเที่ยวในงานชมบุปผาของจวนกั๋วกงเข้าในวันหนึ่งแล้วถูกผู้คนหัวเราะเยาะต่อหน้าธารกำนัล

ความอับอายทำให้หญิงสาวทะเลาะกับมารดาอย่างหนัก ถึงกับขังตัวเองอยู่ในห้องเพียงลำพัง

พอคิดเองเออเองมากเข้า ความทุกข์ถาโถมจนหมดสิ้นหนทาง สุดท้ายก็เลยคว้าเชือก ปีนขึ้นเก้าอี้ จบชีวิตตัวเองในที่สุด

ความจริงก็แค่เรื่องยกเลิกงานหมั้น ไม่นึกว่าจะร้ายแรงขนาดทำลายอนาคตหญิงสาวคนหนึ่งไปได้

แต่จะว่าไป... ข้ออ้าง ‘สวยเกินรับมือ’ ก็ฟังแล้วเหมือนตลกร้าย!

ถ้าคิดจะถอนหมั้นกันจริงๆ แค่ส่งคนมาเจรจาอย่างตรงไปตรงมา บ้านฝั่งผู้หญิงก็คงไม่ปฏิเสธหรอก ไม่ถึงกับต้องเลือกวิธีทำลายชื่อเสียงกันแบบนี้ นี่เหมือนกับตัดหนทาง กะไม่ให้หญิงสาวคนนี้มีโอกาสแต่งกับใครได้อีกเลยตลอดชีวิต

โหดแท้!

เวลานี้ซูเหมียนมาอยู่ในร่างของซูหนีจิ่นแล้ว นับจากนี้ เธอจะใช้ชีวิตแทนซูหนีจิ่นให้มีความสุขไปเลย จะไม่ปล่อยให้การย้อนเวลาครั้งนี้สูญเปล่า

ข้อดีของซูเหมียนอาจมีไม่มาก แต่ความสามารถในการปรับตัวนับว่ายอดเยี่ยม

นับจากนี้เป็นต้นไป... ฉัน—ซูเหมียน จะกลายเป็นคุณหนูซูหนีจิ่นให้ดู!

 

 

 

 

____________________

* ผู้สอบเข้ารับตำแหน่งขุนนางได้เป็นลำดับที่สามในการสอบใหญ่

แสงตกกระทบมายังโต๊ะเครื่องแป้ง ที่มีแป้งทาแก้ม ปิ่นปักผมและเครื่องประดับวางอยู่

ซูหนีจิ่นพลิกมองแต่ละชิ้นละอันอย่างพิจารณา จนสุดท้ายก็หยิบปิ่นปักผมไข่มุกขึ้นมา ในขณะที่ลองวางทาบไว้บนศีรษะก็ได้ยินเสียงหนึ่งร้องขึ้นอย่างตกใจ

“อา”

ตามมาด้วยเสียงถ้วยชามแตก ซูหนีจิ่นสะดุ้ง หันมองไปทางต้นเสียง เห็นแม่นางน้อยในชุดสีเขียวที่เพิ่งจะก้าวเข้าประตูวิ่งเข้ามาหาตน ซูหนีจิ่นยังไม่ทันได้มองหน้าตาของนางอย่างชัดเจนก็ถูกอีกฝ่ายแย่งปิ่นปักผมไข่มุกที่อยู่ในมือแล้วโถมเข้ากอด ร้องไห้โฮ

“คุณหนู ไยชีวิตท่านจึงตกระกำลำบากเช่นนี้!”

ซูหนีจิ่นไม่เข้าใจว่าทำไมแม่นางผู้นี้ถึงมากอดตน จากความทรงจำเจ้าของร่างเดิม นางรู้เพียงว่าหญิงผู้นี้เป็นสาวใช้ประจำตัว... ชื่อว่าเจียวเยว่ หลังจากเจียวเยว่เข้ามาก็มีหญิงวัยกลางคนเดินตามเข้ามาอย่างเร่งรีบ หญิงผู้นั้นแต่งตัวงดงามใบหน้าไร้ที่ติ นางคือมารดาของซูหนีจิ่นนามว่าเสิ่นซื่อ นางยกข้าวต้มและเครื่องเคียงเข้ามา พอเห็นว่าสาวใช้กอดซูหนีจิ่นอยู่ก็ก้าวเข้ามาสมทบอย่างร้อนใจ

“เป็นอะไรไป”

เสิ่นซื่อเฝ้าลูกสาวแบบไม่หลับไม่นอนมาตลอดทั้งคืน คิดเพียงว่าหากตอนเช้าลูกสาวตื่นขึ้นมาอาจจะหิวจึงเข้าครัวไปทำข้าวต้ม

เจียวเยว่ยื่นปิ่นปักผมไข่มุกที่แย่งจากมือของซูหนีจิ่นไปให้เสิ่นซื่อ ร้องไห้โฮ “นายหญิง ตอนที่บ่าวเดินเข้ามา เห็นว่าคุณหนูกำลังยกปิ่นปักผมขึ้นมากรีดหน้าตัวเอง บ่าวเคยขวางเอาไว้แล้วหนหนึ่ง ไม่คิดว่าคุณหนูจะทำอีก”

เสิ่นซื่อตกใจอย่างหนัก มองปิ่นปักผมที่อยู่ในมือแล้วมองไปทางซูหนีจิ่นด้วยน้ำตาคลอเบ้า

ซูหนีจิ่นรีบโบกมือ “ข้า ข้าไม่ได้ทำ”

แต่คำปฏิเสธกลับดูไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลยเพราะเจียวเยว่ยังน้ำตาไหลพรากอยู่ข้างๆ

เสิ่นซื่อถอนหายใจ บอกให้เจียวเยว่ออกไปก่อน นางนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ ซูหนีจิ่น ดึงมือบุตรสาวมากุมไว้ “เหมียนเอ๋อร์ เจ้าอย่าทำเรื่องโง่เขลาแบบนี้อีกเลย”

ชื่อเล่นของซูหนีจิ่นคือ ‘เหมียนเหมียน’ เพราะตอนที่ให้กำเนิดบุตรสาวคนนี้ เสิ่นซื่อสัมผัสถึงความนุ่มนวลอ่อนโยนจึงได้ตั้งชื่อเล่นนี้ให้กับนาง ซึ่งก็คล้องจองอย่างน่าประหลาดกับชื่อของซูเหมียนที่เข้ามาอาศัยอยู่ในร่างนี้ ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะถูกกำหนดเอาไว้แล้ว!

“ตอนนี้พ่อของเจ้าอยู่ข้างนอกยังไม่กลับ หากเกิดเรื่องขึ้นกับเจ้า แม่ก็คงไม่มีหน้าจะอยู่ต่อไปอีกแล้ว เจ้าฟังคำขอร้องของแม่สักครั้ง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็อย่าให้ถึงขั้นต้องสูญเสียชีวิตเพราะเจ้ายังมีพ่อกับแม่อยู่” เสิ่นซื่อโอบกอดลูกสาวเอาไว้กับอก ร้องไห้ปิ่มจะขาดใจ

ซูเหมียนโตขึ้นมาในสถานสงเคราะห์ นางสัมผัสกับความเย็นชาของมนุษย์มานักต่อนัก แต่กลับไม่เคยได้รับความรักจากบุพการี การที่ถูกเสิ่นซื่อโอบกอดเอาไว้อย่างนี้ช่างอบอุ่นเหลือเกิน อุ่นจนนางรู้สึกแสบจมูกขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

ต่างกับซูเหมียน... ซูหนีจิ่นเจ้าของร่างนี้ไม่เคยชอบแม่ของตัวเอง นางคิดเสมอว่าเสิ่นซื่อเป็นลูกพ่อค้า

สถานะของเสิ่นซื่อไม่อาจเชิดหน้าชูตานางได้แม้แต่น้อย

ถึงซูหนีจิ่นจะเป็นหญิงสาวที่งามพร้อมแต่กลับมีนิสัยอ่อนแอ ไม่รู้ความ มักจะเปรียบเทียบตัวเองกับคนในจวนกั๋วกงอยู่เสมอ นางมักจะน้อยอกน้อยใจว่ามารดาตนไม่ใช่คุณหนูจากตระกูลขุนนาง บิดาตนเป็นเพียงบุตรที่เกิดจากอนุภรรยา ไม่ใช่บุตรอันเกิดจากฮูหยินใหญ่ของจวน ทำให้นางไม่สามารถมีชีวิตที่สวยงามเหมือนกับญาติพี่น้องทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในจวนกั๋วกงได้ ด้วยเหตุนี้ นางมักจะมีปากเสียงกับมารดาอยู่บ่อยครั้ง มักทำร้ายจิตใจมารดาอยู่เนืองๆ

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ซูหนีจิ่นก็กุมมือเสิ่นซื่อเอาไว้ เอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อมและจริงใจ “ท่านแม่ เมื่อครู่ข้าไม่ได้คิดจะกรีดหน้าตัวเอง เจียวเยว่เข้าใจผิดไป เมื่อวานหลังรอดจากการผูกคอตายข้าก็คิดได้แล้ว ข้าจะไม่รนหาที่ตายเพราะเรื่องไร้แก่นสาร ทำให้คนที่รักข้าต้องเจ็บปวดอีกแล้ว ท่านวางใจเถอะ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปข้าจะไม่ทำเรื่องอย่างนั้นอีก จะใช้ชีวิตต่ออย่างมีความสุขที่สุด”

เสิ่นซื่อที่ได้ยินลูกสาวตอบมาแบบนี้ แม้แต่จะร้องไห้ก็ยังลืม “เจ้าคิดได้แล้วจริง ๆ หรือ”

ซูหนีจิ่นพยักหน้า “ความรู้สึกที่คอถูกรัดจนเกือบจะหักมันทรมานมาก ข้าจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว” เมื่อคิดไปว่าเจ้าของร่างเดิมไม่เคยให้ความเคารพต่อมารดา ซ้ำยังชอบหยาบคายใส่แม่ของตัวเอง ซูหนีจิ่นก็เอ่ยเสริมขึ้นมาว่า “ท่านแม่ หลังจากผ่านเรื่องนั้นมาข้ารู้แล้วว่าใครที่ดีต่อตน เมื่อก่อนข้าเป็นลูกที่ไม่ดี ต่อไปนี้ข้าจะไม่ทำให้ท่านแม่ต้องเสียใจอีก”

ความเปลี่ยนแปลงของลูกสาวทำให้เสิ่นซื่อรู้สึกประหลาดใจอยู่เล็กน้อย แต่ก็สามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรเสียลูกสาวก็ผ่านความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ไม่มากก็น้อยย่อมต้องคิดได้ แค่ลูกรู้จักคิดรู้จักปล่อยวาง เสิ่นซื่อก็สบายใจแล้ว

เมื่อเห็นเสิ่นซื่อสงบลง ซูหนีจิ่นจึงบอกให้มารดากลับไปพักผ่อน ส่วนสาวใช้ที่ถูกนางทำให้ตกใจจนเสียขวัญไปเมื่อครู่นางก็เรียกมาปลอบ แล้วบอกให้อีกฝ่ายช่วยตนแต่งตัว

เจียวเยว่ช่วยซูหนีจิ่นหวีผม พลางเอ่ยขึ้นอย่างโมโห “คุณหนู ตระกูลเผยช่างน่ารังเกียจนัก หยิบยกกลอนไม่กี่ประโยคขึ้นมากล่าวอ้าง คิดจะทำลายความบริสุทธิ์ของคุณหนู”

ซูหนีจิ่นมองเจียวเยว่ในกระจก แล้วถามขึ้น “จริงสิ กลอนที่ว่านั่นอยู่ไหนแล้ว” ความจริงก็อยากเห็นอยู่เหมือนกันว่ากลอนอะไรที่สามารถทำให้ผู้หญิงคนหนึ่ง ถึงขั้นอับอายจนฆ่าตัวตายเสียได้

เจียวเยว่ชะงักไปเล็กน้อย หลังจากมองหาไปทั่วห้องนางก็ก้าวไปหยิบกระดาษที่ถูกฉีกเป็นสี่ส่วนจากข้างเตียงของซูหนีจิ่นมาส่งให้

ซูหนีจิ่นจำได้ว่าเมื่อวานก่อนที่เจ้าของร่างเดิมจะผูกคอตาย ได้ฉีกกระดาษแผ่นหนึ่งจริงๆ แต่เนื้อหาด้านในกลับจำไม่ได้แล้ว นางรับเศษกระดาษมาปะติดปะต่อกันจนกลับสู่สภาพเดิม หูก็ฟังสาวใช้เจื้อยแจ้ว “กระดาษแผ่นนี้คุณหนูเอากลับมาจากจวนกั๋วกงด้วย บอกว่าคุณหนูอวิ๋นสั่งให้แอบลอกมาจากข้างนอก”

ซูหนีจิ่นรู้ว่าคุณหนูอวิ๋นที่เจียวเยว่พูดถึงนั้นก็คือคุณหนูใหญ่ของจวนกั๋วกง ลูกพี่ลูกน้องของซูหนีจิ่น มีนามว่า ‘ซูไต้อวิ๋น’ เมื่อวานซูหนีจิ่นไปร่วมงานชมบุปผาของซูไต้อวิ๋น ฝ่ายนั้นก็เจ้าเล่ห์ไม่น้อย ถึงกับหยิบยกกลอนในกระดาษแผ่นนี้ออกมาอ่านขึ้นกลางงาน

กล่าวได้ว่าซูไต้อวิ๋นมีส่วนทำให้ซูหนีจิ่นคิดฆ่าตัวตาย!

ซูหนีจิ่นทอดสายตามองบทกวีบนกระดาษนั้น

อะไรคือ ‘เสื้อบางโปร่งดังแพรบาง’ ‘ผิวดุจน้ำแข็ง กระดูกประดุจหยก’

อะไรคือ ‘เงาขาวพลิ้วพลิ้วไหว’ ‘ความฝันในห้องหอฤดูใบไม้ผลิ’

หรือแม้แต่คำว่า ‘เมฆฝน’ กับ ‘หอสูง’…

หากมองในสายตาของคนสมัยใหม่ กลอนแบบนี้กำกวมเกินไปเข้าใจยาก นอกจากชื่อบท ‘หนีฉางใต้แสงจันทร์’ ที่มีอักษร ‘หนี’ เหมือนกับชื่อของนาง หรือบทกลอนที่กล่าวถึงโฉมงามอยู่บ้าง ก็ยังหาสิ่งเชื่อมโยงกับนางตรงๆ ไม่เจอ อาจจะกล่าวได้ว่าซูหนีจิ่นคนเดิมคิดมากเกินไป แต่ถ้าบอกว่ากลอนนี้ไม่ได้ตั้งใจพาดพิงถึงซูหนีจิ่นเลย ก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก

ถ้าหากมีคนจงใจทำเช่นนี้… แล้วคนผู้นั้นเป็นใคร มีจุดประสงค์อะไรกันแน่?

ซูเหมียนเคยอ่านบันทึกความทรงจำของตำรวจสืบสวนเล่มหนึ่ง ว่าด้วยจิตวิทยาอาชญากรรม หนังสือเขียนว่าถ้าหากเราหาแรงจูงใจของอาชญากรไม่เจอ ก็ให้เริ่มจาก ‘ผลลัพธ์’ ที่เกิดขึ้นเป็นอันดับแรก แล้วค่อยคิดวิเคราะห์ ไล่เรียงจากผลลัพธ์ไปหามูลเหตุ เมื่อหามูลเหตุได้ สุดท้ายก็จะสืบหาตัวผู้ต้องสงสัยหรือผู้ได้รับผลประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ได้

จากสถานการณ์ในตอนนี้ของซูหนีจิ่น หลังจากที่มีคนเขียนกลอนหยอกเย้านางจนเกิดเรื่องบานปลายขึ้น ผลกระทบมากที่สุดดูเหมือนจะเป็นงานแต่งงานของนางกับบุตรชายของผิงหยางโหว

นางกวาดหาความทรงจำในห้วงสมอง เจอเพียงเศษเสี้ยวความทรงจำเลือนรางเกี่ยวกับ ‘เผยอวี้—ผิงหยางโหวซื่อจื่อ*’ ก่อนหมั้นหมาย เหมือนว่ามารดาอย่างเสิ่นซื่อเคยจงใจให้โอกาสนางได้แอบมองเขาอยู่ห่างๆ ครั้งหนึ่ง ตามความทรงจำเดิม เผยอวี้เป็นบุรุษรูปงาม อ่อนโยนละมุนละไม เปรียบประดุจหยกงามไร้ตำหนิ ทำให้ซูหนีจิ่นรู้สึกพอใจกับงานหมั้นของตนถึงกับตั้งตารอวันที่จะได้ย่างก้าวเข้าจวนโหวในฐานะของ ‘ซื่อจื่อฮูหยิน’ อย่างเต็มภาคภูมิ…

 

 

 

 

____________________

* ซื่อจื่อ คือ บุตรชายผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์และทรัพย์สินของตระกูล โดยมากจะเป็นลูกชายคนโตของบ้าน

ซูหนีจิ่นวาดหวังว่าจะแต่งเข้าไปในจวนผิงหยางโหว

แล้วฝั่งนั้นเล่า พวกเขาคาดหวังอยากจะให้นางแต่งเข้าไปเป็นสะใภ้ด้วยหรือไม่?

คงจะไม่...

ถึงแม้ตระกูลซูในสายของซูเจิ้นจะสืบสายเลือดมาจากจวนกั๋วกง แต่บิดาของซูหนีจิ่นอย่างซูเจิ้นเป็นเพียงลูกอนุภรรยาของจวนนั้น หลังจากที่พี่ชายคนโตเข้ารับตำแหน่ง ซูเจิ้นก็แยกตัวออกมาพร้อมกับพี่น้องคนอื่นๆ ที่เป็นลูกของอนุภรรยาด้วยกัน ทรัพย์สมบัติที่ถูกแบ่งมามีเพียงคฤหาสน์หลังไม่เล็กไม่ใหญ่หลังหนึ่งและร้านค้าที่เริ่มต้นบุกเบิกอยู่ไม่กี่แห่ง ทรัพย์สมบัติเหล่านี้น้อยนิด มูลค่ายังไม่เทียบเท่าคหบดีในชนบทบางรายเสียด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ซูเจิ้นเป็นคนมุมานะ ตั้งใจเล่าเรียนจนสอบเข้ารับราชการได้ เขาใช้ความสามารถไต่เต้าสู่เส้นทางขุนนาง จากเจ้าหน้าที่เล็กๆ ในกรมคลัง สามารถก้าวขึ้นเป็นเจ้ากรมในเวลาไม่กี่ปี ด้วยเหตุนี้ จวนผิงหยางโหวจึงยอมฝืนใจรับหมั้นหมายกับซูหนีจิ่น

ทั้งสองตระกูลต่างมีชาติกำเนิดสูงส่ง แต่ในแวดวงขุนนาง มักไม่ต้อนรับคนที่สร้างฐานะขึ้นมาด้วยตัวเอง สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญไม่ใช่ความสามารถ แต่เป็นการผูกสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเก่า หากวันหนึ่งวันใดมีตัวเลือกที่คู่ควรกว่า จวนผิงหยางโหวก็ย่อมหันไปหาอย่างไม่ลังเล

แต่เรื่องที่ทำให้ซูหนีจิ่นไม่เข้าใจก็คือ ในเมื่อทางจวนผิงหยางโหวก็ให้เกียรติพวกนางมาเกือบจะสองปี เดือนหน้าก็จะถึงวันแต่งงานอยู่แล้ว เหตุใดจึงมาล้มเลิกเอาเวลานี้

หากคิดจะถอนหมั้นทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก?

เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาเพิ่งได้พบ ‘ตัวเลือกใหม่’ ที่ดีกว่า

แต่หากพูดออกมาตรงๆ ว่ามีคนที่เหมาะสมกว่า เกียรติยศของตระกูลเผยย่อมพังทลาย จากที่เคยได้รับการยกย่อง จะกลายเป็นถูกชาวเมืองติฉินนินทา ดังนั้นพวกเขาจึงยกบทกลอนขึ้นมาสร้างคำครหา โยนความผิดทั้งหมดมาให้ซูหนีจิ่นว่านางเป็นผู้หญิงที่ไม่รู้จักระวังเนื้อระวังตัว หว่านเสน่ห์ผู้ชายไปทั่ว ไม่เป็นกุลสตรี การทำเช่นนี้ยังช่วยปกปิดความโลเลของตนได้อย่างแนบเนียน ถือเป็นการยิงครั้งเดียวได้ทั้งเกียรติและผลประโยชน์กลับมา

“ทำไมคุณหนูถึงจ้องกระดาษแผ่นนั้นนานนักเจ้าคะ ให้บ่าวเผาทิ้งเสียเถอะ คุณหนูจะได้ไม่อึดอัดใจ”

เจียวเยว่เห็นนางมองกระดาษที่ฉีกขาดอยู่นานจนหวั่นใจ

ซูหนีจิ่นหันมาสบตา “เจียวเยว่ ไปหยิบเทียบเชิญงานเลี้ยงที่ข้าเคยได้รับภายในสองปีนี้มาให้หมด”

“คุณหนูจะเอาไปทำอะไรหรือ?”

“ไม่ต้องสนใจ ไปหามาให้ข้า”

“เจ้าค่ะ บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้”

เมื่อสาวใช้ลับตาไป ซูหนีจิ่นก็เก็บกระดาษบทกลอนนั้นใส่กล่องเล็กบนโต๊ะเครื่องแป้งอย่างระมัดระวัง ไม่นาน เจียวเยว่ก็กลับมาพร้อมกองเทียบเชิญมากมาย ซูหนีจิ่นเปิดดูทีละแผ่น สายตาจับจ้องเฉพาะรายชื่อแขก 

ธรรมดางานเลี้ยงระดับตระกูลขุนนางมักใส่รายชื่อผู้ได้รับเชิญเอาไว้ เพื่อให้แขกแต่ละคนรู้ล่วงหน้าว่าตนจะได้พบใครบ้าง นางพลิกมองไปทีละแผ่น พยายามรื้อฟื้นความทรงจำไปทีละน้อย

จนกระทั่ง… ชื่อหนึ่งสะดุดตานางขึ้นมา ‘ตู้เยียนหรัน’ คุณหนูสามแห่งจวนตงผิงป๋อ

ครึ่งปีที่ผ่านมา ชื่อนี้ปรากฏคู่กับงานเลี้ยงที่นางเข้าร่วมแทบทุกครั้ง แต่ในความทรงจำเจ้าของร่างเดิมกลับแทบไม่มีภาพของสตรีนางนี้ ยกเว้นเพียงครั้งเดียว ครั้งที่ซูหนีจิ่นได้ยินอีกฝ่ายพูดลับหลังว่าตนเป็นหญิงสมองกลวงที่มีเพียงหน้าตาล่อลวงบุรุษ เป็นเหมือนแจกันว่างเปล่าที่ดีแต่สวย ไม่คู่ควรกับเผยอวี้ วันนั้นหากมิใช่เจ้าภาพห้ามเอาไว้คงจะมีเรื่องกันแล้ว

แม้ภายหลังตู้เยียนหรันจะออกหน้าขอโทษ แต่คำพูดที่เคยหลุดออกมาก็เพียงพอให้ซูหนีจิ่นเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน การไปออกงานบ่อยครั้ง การนินทา การเป็นญาติพี่น้องกับเผยอวี้ ทั้งหมดล้วนทำให้ตู้เยียนหรันน่าสงสัยอย่างยิ่ง

ซูหนีจิ่นหรี่ตา “เจียวเยว่ คุณหนูใหญ่จวนตงผิงป๋อ เพิ่งถูกเรียกเข้าวังใช่หรือไม่?”

สำหรับเจ้าของร่างเดิมคนนี้ นางไม่รู้ว่าจะด่าว่าอย่างไรเสียจริงๆ ความทรงจำส่วนมากที่อยู่ในหัวล้วนแต่ไร้แก่นสาร มีแต่การเปรียบเทียบและกล่าวโทษโชคชะตา เรื่องที่นางจำได้เป็นอย่างดีก็คือวันนี้ใครสวมเสื้อผ้าในแบบที่นางยังไม่มี ใครสวมเครื่องประดับที่สวยกว่านาง ใครชักสีหน้าใส่นางลับหลังบ้าง ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นการโอดครวญว่าสวรรค์ลำเอียง คิดว่าตัวเองเทียบกับคนอื่นไม่ได้ หรือไม่ก็จะโยนความผิดให้คนนั้นคนนี้  คิดแต่เพียงว่า การที่คนอื่นดีกว่าตนเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

การที่คิดจะค้นหาความทรงจำที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองในกองขยะแบบนี้ มันไม่ง่ายเลยจริงๆ

โชคดีที่สาวใช้อย่างเจียวเยว่เป็นคนฉลาดหลักแหลม

สาวใช้พยักหน้า “เจ้าค่ะ คุณหนูยังเคยบ่นว่าคนสกุลตู้เชิดหน้าชูคอ จนไม่น่ามองเอาเสียเลย”

คำกล่าวนั้นช่วยรื้อความจำขึ้นมาทันที ใช่แล้ว! หลังคุณหนูใหญ่ตู้เข้าวังและได้รับพระราชทานตำแหน่งจากฮ่องเต้ ซ้ำยังเป็นที่โปรดปรานอย่างหนัก คนตระกูลตู้ก็ได้รับการยกย่องเชิดชูตามไปด้วย ทุกคนต่างมองพวกเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

หากเป็นเช่นนี้ เรื่องราวก็ชัดเจนแล้ว

ตระกูลเผยที่เคยไม่เห็นค่าตระกูลตู้ บัดนี้กลับเปลี่ยนใจ เพราะจวนตงผิงป๋อก้าวขึ้นมามีอำนาจนั่นเอง

ซูหนีจิ่นมั่นใจว่ากลุ่มคนเบื้องหลังที่ทำลายนาง ต้องมีตระกูลตู้อยู่ด้วย!

 

ซูหนีจิ่นเพิ่งเรียบเรียงความคิดในใจเสร็จ ก็พลันได้ยินเสียงเอะอะจากภายนอก

“นายท่านกลับมาแล้ว! คุณชายกลับมาแล้ว!”

นางยังไม่ทันตั้งสติ หากมิใช่เพราะเสียงเรียกเร่งเร้าของเจียวเยว่ก็คงไม่รู้สึกตัวว่าพ่อและพี่ชายกลับมาถึงแล้ว ตระกูลเผยยกเลิกงานหมั้นพอดีกับที่บิดาของนางเดินทางออกนอกเมือง เรื่องนี้ท่านพ่อคงยังไม่ทันรู้

“คุณหนู นายท่านกับคุณชายกลับมาแล้วเจ้าค่ะ คราวนี้มีคนออกหน้าให้พวกเราเสียที!” เจียวเยว่กล่าวด้วยความยินดี

ที่นางดีใจเช่นนั้นก็ไม่แปลก เพราะทั้งบิดาและพี่ชายของซูหนีจิ่นเป็นคนสัตย์ซื่อที่น่านับถืออย่างยิ่ง!

ในยุคที่บุรุษถือ ‘สามภรรยาสี่อนุ’ เป็นเรื่องปกติ บิดาผู้ดำรงตำแหน่งขุนนางขั้นสามของนางกลับมีเพียงเสิ่นซื่อเป็นภรรยาเคียงข้าง สองสามีภรรยารักใคร่กลมเกลียว ครอบครัวจึงอบอุ่นปรองดอง ส่วนพี่ใหญ่ที่ฝึกวรยุทธมาตั้งแต่เด็กของนาง ก็กล้าหาญรักคุณธรรม ดูแลน้องสาวด้วยความเอาใจใส่ โชคร้ายที่เจ้าของร่างเดิมเอาแต่หลงใหลในลาภยศชื่อเสียงของจวนกั๋วกง จนเผลอดูแคลนบุพการีและพี่ชายของตนอยู่เนืองๆ

ช่างมีความคิดตื้นเขินเหลือเกิน…

“นานแล้วที่ไม่ได้พบหน้าท่านพ่อกับพี่ใหญ่ พวกเราออกไปต้อนรับเถิด” ซูหนีจิ่นเอ่ยเสียงนุ่ม

เจียวเยว่ยิ่งงงงัน “วันนี้คุณหนูแปลกนัก หากเป็นเมื่อก่อน นายท่านกลับมาทีไรคุณหนูไม่เคยออกไปต้อนรับเลยสักครั้ง”

ซูหนีจิ่นหัวเราะตอบเบาๆ แล้วเดินเคียงข้างสาวใช้ไปยังหน้าจวน

ระหว่างเดินทางกลับ บิดาของนางได้รับจดหมายเล่าถึงการยกเลิกงานหมั้นจากภรรยา สีหน้าของเขาจึงเคร่งเครียด รีบเร่งเดินทางตลอดทั้งวันทั้งคืนด้วยความเป็นห่วงบุตรสาว

ครั้นซูหนีจิ่นมาถึงหน้าประตูใหญ่ของจวนก็เห็นเสิ่นซื่อยืนรออยู่ก่อนแล้ว นางกำลังรับแส้ม้าจากมือสามี ทั้งสองกระซิบกระซาบสนทนากันด้วยท่าทางหนักใจ พอเห็นบุตรสาวก็แปลกใจเล็กน้อย

บิดาของนางอยู่ในวัยใกล้สี่สิบ สง่างามเฉกเช่นขุนนางผู้เคร่งขรึม หนวดเคราตรงใบหน้ายิ่งพาให้ดูภูมิฐาน คราบฝุ่นตามเนื้อตัวเผยให้เห็นว่าเขารีบจนแทบไม่ได้หยุดพัก หวังจะกลับมาออกหน้าแทนลูกสาว ซูหนีจิ่นเห็นดังนั้นจมูกก็แสบร้อน น้ำตาร่วงหล่นอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

พี่ชายเห็นเช่นนั้นจึงรีบก้าวเข้ามาถาม “ร้องไห้ทำไม?”

เพียงคำพูดประโยคเดียวของซูโย่วหนิงกลับดึงดูดความสนใจของซูเจิ้นและเสิ่นซื่อ ซูเจิ้นที่ตอนแรกกำลังฟังภรรยาพูด หลังจากที่ได้ยินลูกชายว่าอย่างนั้นจึงหันไปมองหน้าของลูกสาว แล้วยื่นมือเช็ดน้ำตาให้เบาๆ เอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “เหมียนเอ๋อร์ อย่าร้องเลย เจ้ายังมีพ่ออยู่ทั้งคน”

ซูหนีจิ่นกำหมัดแน่น ความอยุติธรรมที่ตระกูลเผยก่อขึ้นยังไม่เท่ากับความอบอุ่นที่นางโหยหา นางต้องการความอบอุ่นมากเกินไปจริงๆ ตั้งแต่เล็กจนโตนางไม่เคยสัมผัสกับความรู้สึกที่ถูกครอบครัวปกป้องมาก่อน ไม่คิดว่าย้อนยุคกลับมาแล้วจะทำให้ตนได้เจอกับครอบครัวที่ประเสริฐอย่างนี้

นางโผเข้าสู่อ้อมกอดของบิดา ร้องไห้ประหนึ่งเด็กน้อยที่พลัดหลงแล้วได้กลับบ้าน ความรู้สึกของทั้งสองชาติถาโถมท่วมท้นจนไม่อาจหักห้ามใจ

ซูเจิ้นกอดลูกสาวที่ร้องไห้อย่างหนักอย่างปวดใจ เขามองไปทางเสิ่นซื่อ เสิ่นซื่อเห็นลูกสาวเป็นเช่นนี้ก็พลอยขอบตาแดงก่ำไปด้วย รีบหันหน้าไปอีกข้างแล้วเช็ดน้ำตา

ตอนเล็กๆ ลูกสาวคนนี้ก็ยังดีอยู่บ้าง แต่ยิ่งโตก็ยิ่งไม่สนิทกับพวกเขา มักกล่าวโทษตัวเองอยู่เสมอว่าเหตุใดจึงไม่เกิดเป็นคุณหนูของจวนกั๋วกง มักจะเปรียบเทียบชีวิตภายในบ้านของตนและจวนกั๋วกงอยู่เสมอ ลูกสาวที่เป็นเช่นนี้ทำให้ซูเจิ้นปวดหัวอย่างหนัก มีความคิดที่จะสั่งสอนนางอยู่บ้างแต่ทุกครั้งก็ทำใจร้ายไม่ลง ความเอาแต่ใจของนางนับวันยิ่งมีมากขึ้น แต่หลังจากที่ผ่านเรื่องใหญ่มาหนนี้ ดูเหมือนนางจะเกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง อาจเป็นเพราะได้รับความอยุติธรรมอย่างใหญ่หลวงถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไป

ซูหนีจิ่นร้องไห้อย่างไม่สนใจภาพลักษณ์ น้ำตาไหลเอา ไหลเอา ร้องจนตาแดงเหมือนกับกระต่ายตัวหนึ่ง เป็นความงดงามที่ซ่อนความน่าสงสารไว้อย่างลงตัว

จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้น มีชายหนุ่มสองคนแต่งกายแบบองครักษ์กระโดดลงจากหลังม้า พวกเขาประสานมือทำความเคารพซูเจิ้นแล้วเอ่ยว่า “ใต้เท้าซู รถม้าของจวนท่านจอดเทียบอยู่ตรงลานจอดนอกเมือง เจ้านายของพวกเราบอกให้ท่านจัดการเรื่องภายในบ้านของตนเสียก่อน ส่วนทางนั้น นายท่านจะช่วยใต้เท้าซูอธิบายเอง”

ซูเจิ้นส่งลูกสาวให้กับภรรยา แล้วหันกลับไปประสานมือทำความเคารพองครักษ์ทั้งสองบ้าง

“ลำบากพวกท่านแล้ว”

องครักษ์ทั้งสองถอยหลบไปอีกทาง ไม่กล้ารับความเคารพจากซูเจิ้น

“ใต้เท้าอย่าได้มากพิธี ข้าเพียงรับคำสั่งมาเท่านั้น”

เวลานี้ซูหนีจิ่นถึงได้เห็นว่าตรงด้านหลัง ไม่ไกลออกไปนัก มีขบวนรถม้ารออยู่ขบวนหนึ่ง มีองครักษ์บนหลังม้าหลายสิบนายในชุดเกราะอ่อน บังคับม้าโอบล้อมชายหนุ่มร่างสูงตระหง่านดั่งต้นสนในชุดสีเข้ม แต่เพราะอยู่ในระยะที่ห่างกันเกินไป ซูหนีจิ่นจึงมองหน้าตาของเขาไม่ชัดเจนนัก ทว่ากิริยาท่าทางก็เพียงพอจะดึงดูดสายตาผู้คนแล้ว

บุรุษหนุ่มผู้นั้นเพียงทรงตัวอยู่บนหลังม้า มือข้างหนึ่งกำเชือก อีกข้างถือคันธนูยาว ความน่าเกรงขามที่มีมาตั้งแต่เกิดเช่นนี้ ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้ คณะเดินทางที่น่าเกรงขามนี้ปิดทางเข้าออกถนนส่าจินไว้ทั้งสาย แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปบอกให้พวกเขาหลีกทาง

หลังจากที่ซูเจิ้นได้รับสารจากองครักษ์ทั้งสอง เขาก็ประสานมือแล้วหันไปทางชายหนุ่มผู้นั้น ลักษณะการโค้งร่างของซูเจิ้นแฝงความยำเกรงอย่างถึงที่สุด ซูโย่วหนิงเองก็ทำเช่นเดียวกันกับบิดา

บุรุษผู้นั้นยกมือรับการคารวะจากสองพ่อลูก แล้วกระทุ้งท้องม้าดึงบังเหียนควบไปอีกทาง เมื่อเขาขยับเหล่าองครักษ์ที่คอยระแวดระวังอยู่รอบด้านก็ปรับเปลี่ยนรูปขบวนตามทันที

ถึงแม้ทั้งคณะจะมีคนมากแต่ตอนจากไปกลับเคลื่อนไหวไปอย่างรวดเร็ว เป็นระเบียบ มองก็รู้ว่าเป็นกองทัพที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี

ซูเจิ้นและซูโย่วหนิงรอจนกระทั่งคณะของฝ่ายนั้นจากไปแล้วถึงได้กล้าลุกขยับ เสิ่นซื่อก้าวเข้ามาถาม “ท่านพี่... บุรุษผู้นั้นเป็นคุณชายตระกูลไหนกันหรือ?”

ซูเจิ้นทำมือทำไม้ไม่ให้ภรรยาถามเสียงดัง จากนั้นก็ชี้นิ้วขึ้นฟ้า ส่งสายตาให้กับเสิ่นซื่อ

เสิ่นซื่อเข้าใจความหมายทันที รีบยกมือปิดปากอย่างตกใจ “เขาก็คือ...”

ประโยคหลังจากนั้นนางไม่ได้พูดออกมา แต่ดูจากท่าทีตกใจของนาง ซูหนีจิ่นก็รู้แล้วว่าคนผู้นั้นมีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา

“ข้าได้รับจดหมายของเจ้าระหว่างทาง รถม้าของจวนเราเคลื่อนที่ช้า ข้าที่ใจร้อนจึงขอยืมม้าสองตัวจากพระองค์แล้วรีบร้อนกลับมา อีกสักพักเจ้าส่งคนไปรับรถม้าของเราที่นอกเมืองก็แล้วกัน ข้าวของทั้งหมดของข้ายังอยู่บนรถ”

เรื่องนี้ไม่ต้องให้ซูเจิ้นออกคำสั่งเสิ่นซื่อก็จะจัดการอยู่แล้ว หลังจากที่ช่วยลูกสาวเช็ดน้ำตา ทั้งหมดก็พากันเดินเข้าบ้าน

 

ที่แท้ผู้ที่ปรากฏตัวตรงประตูจวนตระกูลซู

ก็คือกลุ่มทหารราชองครักษ์ประจำพระตำหนักตงกง*

และบุรุษหนุ่มที่อยู่ในชุดสีเข้มผู้นั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น... ฉีฉ่างไท่จื่อ**นั่นเอง!

ครั้งนี้ซูเจิ้นติดตามไท่จื่อไปยังเจียงหนานเพื่อตรวจตราการค้าเกลือ ระหว่างทางกลับเมืองหลวง ซูเจิ้นได้รับจดหมายจากทางบ้าน จึงขอยืมม้าควบกลับเมืองหลวงอย่างร้อนใจ ด้วยความที่ซูเจิ้นเป็นข้าราชการฝั่งพลเรือนไม่ใช่ทหาร ฉีฉ่างจึงส่งคนคอยอารักขามาตลอดทาง เขาไม่คาดว่าสองพ่อลูกจะพุ่งตัวกลับบ้านโดยไม่สนใจจะหยุดพัก เห็นได้ชัดว่าที่บ้านคงเกิดเรื่องใหญ่

“ได้ยินมาว่าใต้เท้าซูรีบร้อนกลับเพราะเรื่องงานแต่งของบุตรสาวขอรับ”

หลัวสือ—หัวหน้าราชองครักษ์ประจำพระตำหนักตงกงรายงานไปอย่างนั้น เขารู้ว่าเจ้านายของตนชอบคนมีความสามารถ และค่อนข้างที่จะให้ความสนใจกับพ่อลูกตระกูลซูอยู่ไม่น้อย ดังนั้นในตอนที่ซูเจิ้นขอยืมม้าเพื่อกลับเมืองหลวง หลัวสือจึงแอบส่งคนไปสืบเหตุการณ์ล่วงหน้าอย่างเงียบๆ

ฉีฉ่างบังคับม้าให้เดินไปบนถนนจูเชว่อย่างเอื่อยเฉื่อย ไม่ได้เอ่ยถามต่อ

หลัวสือเห็นเช่นนั้นจึงเล่าต่ออย่างรู้งาน “คุณหนูซูหมั้นหมายกับผิงหยางโหวซื่อจื่อเมื่อสองปีก่อน ความจริงเดือนหน้าก็จะแต่งงานกันอยู่แล้ว แต่จู่ๆ ตระกูลเผยกลับพลิกลิ้น อ้างบทกลอนไม่รู้ที่มาบทหนึ่งบนกระดาษขึ้นมาประชดประชันอย่างมีนัย บอกว่าหน้าตาคุณหนูซูงดงามเกินไป เกรงว่าวันข้างหน้าจะทำให้ครอบครัวเป็นทุกข์ ซึ่งคงเป็นข้ออ้างบิดพลิ้วงานแต่ง ใต้เท้าซูถึงได้ร้อนใจรีบกลับเมืองหลวงมาจัดการเรื่องขอรับ”

เมื่อหลัวสือรายงานจบ ฉีฉ่างก็ไม่ได้ออกความเห็นใดๆ แค่ส่งเสียง ‘อืม’ ออกมาเท่านั้น

แต่หลัวสือเข้าใจความหมายของเจ้านายตน

เรื่องระหว่างตระกูลเผยและตระกูลซู แม้แต่คนโง่ก็ยังดูออกว่าตระกูลเผยมีใจเป็นอื่น หน้าตาคุณหนูซูก็ใช่ว่าจู่ๆ ก็เปลี่ยนแปลงเสียหน่อย พวกเขาแค่หาข้ออ้างยกเลิกงานแต่งเท่านั้น น่าสงสารหญิงสาวที่ไม่ได้ทำอะไรแต่กลับถูกสาดโคลนใส่แบบคุณหนูซู ธรรมดาสตรีทั้งหลายมักให้ความสำคัญกับชื่อเสียงยิ่งกว่าชีวิต การที่ถูกตระกูลเผยวิจารณ์เช่นนี้ ต่อไปใครจะกล้ามาแต่งด้วย

ถึงแม้ไท่จื่อจะไม่ได้พูดอะไร แต่หลัวสือรู้ว่าเขารังเกียจวิธีสกปรกแบบนี้ที่สุด

จู่ๆ ทางด้านหลังก็มีเสียงองครักษ์พูดคุยกันดังขึ้น

“พวกเจ้าเห็นคุณหนูซูผู้นั้นหรือไม่ อายุยังน้อยกลับต้องมาร้องไห้อย่างน่าเวทนา แต่จะว่าไป... ใบหน้าเช่นนั้น...”

องครักษ์อีกคนก็เอ่ยเสริม “เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นหญิงสาวที่งดงามถึงขั้นนั้น ดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตาของนางทำให้ข้าแทบจะยกชีวิตให้ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ไยจึงมีคนกล้าทำให้หญิงสาวเช่นนางร้องไห้ได้ลงคอ”

พวกเขาก็คือองครักษ์ที่เข้าไปถ่ายทอดคำพูดของไท่จื่อเมื่อครู่ แค่เผลอเหลือบตามองคุณหนูซูที่ออกมาต้อนรับบิดากลับบ้านเท่านั้น ไม่ได้มองอย่างละเอียดก็ยังรู้สึกเสียดายแทนแล้ว

ฉีฉ่างขมวดคิ้วหันกลับไปมองปราดหนึ่ง หลัวสือจึงตัดสินใจตักเตือนเสียเอง “หยุดพูดถึงครอบครัวของผู้อื่นได้แล้ว กลับไปรับโทษโบยคนละสิบไม้!”

องครักษ์คนอื่นๆ ที่ยังอยากจะถามต่อก็ไม่กล้าส่งเสียงออกมาแล้ว

 

 

 

 

____________________

* ตงกง คือ พระตำหนักฟากตะวันออก ซึ่งเป็นที่ประทับขององค์ชายรัชทายาท

** ไท่จื่อ คือ คำเรียกขานขององค์รัชทายาท

ที่ห้องโถงตระกูลซู

ซูเจิ้นที่เพิ่งได้ฟังภรรยาเล่าความอย่างละเอียดก็โมโหจนขว้างถ้วยชาลงพื้น “ตระกูลเผยรังแกกันเกินไปแล้ว”

ซูโย่วหนิงฝึกยุทธเป็นประจำ อารมณ์จึงหุนหันพลันแล่นมากกว่าบิดา เขาลุกพรวดขึ้นทันทีแต่กลับถูกเสิ่นซื่อขวางไว้ “จะไปไหน”

“ข้าจะไปจัดการเจ้าคนระยำเผยอวี้!”

ถึงแม้ตนจะไม่สนิทกับน้องสาว แต่ความที่เป็นพี่ ซูโย่วหนิงก็ไม่อาจยอมให้ใครใส่ไคล้จนน้องสาวของตนต้องอับอายแบบนี้

เสิ่นซื่อร้อนใจจนกระทืบเท้า “นี่ยังวุ่นวายไม่พออีกหรือ”

ซูโย่วหนิงถูกเสิ่นซื่อลากกลับมา เขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ “ท่านแม่ให้ข้าไปเถอะ ตระกูลเผยรังแกพวกเราขนาดนี้ จะให้อดทนไปทำไมอีก”

“นี่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องอดทนหรือไม่ แล้วก็ไม่ใช่ว่าเจ้าไปจัดการเผยอวี้แล้วจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ ปัญหาทั้งหมดยังเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของน้องสาวของเจ้า ทำไมถึงไม่เข้าใจบ้างนะ”

ที่เสิ่นซื่อเป็นกังวลนั้นไม่ใช่ว่าไร้เหตุผล การที่ตระกูลเผยมายกเลิกงานแต่งแบบนี้ มองเผินๆ เหมือนไม่มีอะไรแต่ความจริงแล้วเกี่ยวโยงกับซูหนีจิ่น การที่ตระกูลเผยหยิบยกบทกลอนหยอกเย้านางขึ้นมา เจตนาคือต้องการจะทำให้ซูหนีจิ่นแปดเปื้อน หากว่าซูโย่วหนิงใช้กำลังเข้าหักหาญ เรื่องจะยิ่งบานปลายใหญ่โต คนจะยิ่งสนใจเรื่องราวระหว่างตระกูลเผยและตระกูลซูมากขึ้นกว่าเดิม กลอนบทนั้นก็จะถูกพูดกันปากต่อปากไม่จบสิ้น คนที่เสียหายก็มีเพียงซูหนีจิ่นเท่านั้น

ข่าวลือมักเลวร้ายยิ่งกว่าเขี้ยวเสือเล็บพยัคฆ์ สามารถทำให้ผิดกลายเป็นถูก ถูกกลายเป็นผิด

จากเรื่องที่ไม่มีเค้ามูล ผ่านไปหลายปากก็จะกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมา

“ข้าเข้าใจเหตุผล แต่เราจะยืนให้คนรังแกอยู่แบบนี้โดยไม่ทำอะไรเลยหรือ” ซูโย่วหนิงเอ่ยถาม

“พอได้แล้ว เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง พวกเจ้าสองพี่น้องออกไปได้” ซูเจิ้นขมวดคิ้วออกคำสั่งกับลูกชายและลูกสาว เรื่องนี้แน่นอนว่าคงไม่สามารถปล่อยผ่าน แล้วก็ไม่ใช่ว่าปล่อยให้ลูกชายออกไปทำร้ายคนแล้วจะสามารถแก้ไขปัญหา

ซูโย่วหนิงที่ยังคิดจะแย้งกลับถูกซูหนีจิ่นดึงไว้ “ถ้าอย่างนั้นลูกกับพี่ใหญ่ขอตัวก่อน ท่านพ่ออย่าได้โมโห เรื่องนี้ข้าลองคิดไปถึงจุดที่แย่ที่สุดแล้ว อย่างมากแค่ไม่ออกเรือนไปตลอดชีวิต ซึ่งก็ไม่ได้เป็นอะไร บ้านเราก็แค่เพิ่มชามกับตะเกียบขึ้นมาอีกหนึ่งคู่เท่านั้น พี่ใหญ่เองก็ไม่รังเกียจที่จะเลี้ยงข้าไปตลอดชีวิตใช่หรือไม่”

ซูหนีจิ่นมองไปที่ซูโย่วหนิง

ซูโย่วหนิงจ้องตอบดวงตาดำขลับเป็นประกายคู่นั้นของน้องสาว “แน่นอนว่าไม่”

ซูเจิ้นสบตาภรรยา ทั้งขบขันทั้งโมโห เอ่ยขึ้นว่า “ยังไม่ถึงขนาดนั้น เหมียนเอ๋อร์อย่าได้คิดมาก เรื่องนี้ปล่อยให้พ่อเป็นคนจัดการเอง เจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ”

สายตาของซูเจิ้นมองพาดไปยังรอยแดงจางๆ บนลำคอของลูกสาว กัดฟันแล้วบอกกับตัวเองเงียบๆ ว่าจะไม่มีทางปล่อยให้คนที่ทำร้ายลูกของเขาลอยนวลไปง่ายๆ!

 

ซูหนีจิ่นเรียกให้ซูโย่วหนิงไปส่งนางที่ห้อง

เมื่อซูโย่วหนิงส่งถึงประตู ซูหนีจิ่นก็ดึงให้เขาเข้าไปพูดคุยกันข้างใน “พี่ใหญ่ ท่านช่วยทำธุระให้ข้าสักอย่าง ได้หรือไม่”

ซูโย่วหนิงจ้องมองสีหน้าที่แปลกไปของน้องสาว หากเป็นแต่ก่อน น้องสาวมักจะมองเขาด้วยสายตาเย็นชา ทว่าวันนี้ หลังจากที่เขาและบิดาก้าวผ่านประตูจวนเข้ามา ความเชื่อใจที่นางไม่เคยมีกลับปรากฏให้เห็น ในเมื่อนางเอ่ยปากเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะบ่ายเบี่ยง เขารีบตบอกตัวเอง “ว่ามาเถอะ พี่จะช่วยเจ้าทุกอย่าง หรืออยากให้ไปทุบหัวเจ้าคนระยำเผยอวี้นั่นให้แหลก?”

ซูหนีจิ่น “...”

นางยื่นเทียบเชิญที่ตนถูกเชิญไปร่วมงานภายในครึ่งปีนี้ให้พี่ชาย แล้วเล่าสิ่งที่อยู่ในการคาดเดาของตนให้เขาฟัง “พี่ใหญ่ หลังจากเกิดเรื่องหนนี้ขึ้นมา ข้ากลับนึกถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างที่เมื่อก่อนไม่เคยสนใจได้ จึงอยากจะให้พี่ไปช่วยข้าสืบเรื่องของตระกูลเผยและตระกูลตู้อย่างเงียบๆ อย่าแหวกหญ้าให้งูตื่น พยายามเข้าหาคนรับใช้ คนครัวหรือไม่ก็ยามเฝ้าประตู”

ซูหนีจิ่นเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง ไม่สะดวกที่จะสืบหาเรื่องใดอย่างออกหน้าออกตา ทำได้เพียงขอร้องให้คนที่เชื่อใจได้ไปจัดการให้อีกทอด

 

ในเมื่อน้องสาวขอร้อง ซูโย่วหนิงย่อมไม่ปฏิเสธ

บ่ายวันนั้นเขาออกไปสังเกตการณ์รอบจวนผิงหยางโหวด้วยตนเอง

เดือนหน้าก็ถึงกำหนดวันแต่งงานของซูหนีจิ่นกับเผยอวี้ แต่ทุกอย่างกลับชะงักงัน แน่นอนว่าตระกูลเผยจะต้องมีตัวเลือกที่ดีกว่าถึงได้หาทางยกเลิกงานแต่งงานกับคนตระกูลซู ซ้ำยังใช้วิธีการหยาบช้าเพื่อให้ทางฝ่ายตนบรรลุเป้าหมายได้อย่างราบรื่น แต่ในทางกลับกัน หากว่าตระกูลซูแสร้งทำเป็นนิ่งเฉย หรือทำเป็นไม่รับรู้เสียอย่าง ฝ่ายที่เดือดร้อนก็จะเป็นตระกูลเผยเอง พอคิดแบบนี้แล้ว ช่วงนี้ตระกูลเผยที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่น่าจะร้อนใจไม่เบา

ซูโย่วหนิงไม่ทำให้น้องสาวผิดหวัง หลังออกไปสองวันก็ได้ข่าวกลับมา “จริงตามคาด ตระกูลตู้กับตระกูลเผยสนิทสนมกันอย่างยิ่ง ยามเฝ้าประตูเล่าว่า ระยะนี้ฮูหยินตระกูลตู้มักมาเยี่ยมตระกูลเผยแบบวันเว้นวัน ทุกครั้งที่มาก็มักจะอยู่พูดคุยกับเผยฮูหยินในห้องอยู่นานทีเดียว”

ซูหนีจิ่นนิ่งคิด ถามว่า “แล้วคุณหนูตระกูลตู้ล่ะ เคยตามมาด้วยหรือไม่”

“ไม่ มีเพียงตู้ฮูหยิน ข้าได้ลองถามไปดู คนผู้นั้นเล่าว่าเกือบจะสองเดือนแล้วที่ไม่เห็นคุณหนูตู้แวะเวียนมาหา ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้เคยเกิดเรื่องขึ้น มีครั้งหนึ่ง คุณหนูตู้มาพักค้างคืนที่จวนตระกูลเผยแล้วนึกอยากจะกินนกกระทาขึ้นมากะทันหัน ทว่าคนครัวต่างก็พักผ่อนกันหมดจึงไม่มีคนไปเข้าครัวให้ สาวใช้ข้างกายนางถึงกับไปโวยวายกับบ่าวไพร่ว่าอย่าได้ดูถูกกัน หลังจากนี้คุณหนูตู้ก็จะเข้ามาเป็นสะใภ้ตระกูลเผยแล้ว ใครไม่ให้เกียรติคุณหนูของนาง ต่อไปจะต้องเสียใจภายหลัง”

แค่นี้ก็ชัดเจนมากพอ

ซูหนีจิ่นตกอยู่ในห้วงความคิด ซูโย่วหนิงจึงเล่าต่อ “ใช่แล้ว ระยะนี้พวกที่เข้าหาตระกูลเผยอยู่บ่อยๆ นอกจากตู้ฮูหยินแล้วก็ยังมีฮูหยินผู้เฒ่าซุนกับหยานฮูหยิน เจ้ายังจำพวกนางได้หรือไม่ เมื่อก่อนคนที่เข้ามาช่วยเจรจาสู่ขอเจ้า ก็เป็นพวกนาง เห็นทีคราวนี้ตระกูลเผยคงคิดจะยกเลิกงานแต่งจริงๆ เจ้าคนระยำ!”

รอบนั้นฮูหยินผู้เฒ่าซุนและหยานฮูหยินเป็นแม่สื่อ การที่ตระกูลเผยคิดจะยกเลิกงานแต่งแน่นอนว่าจะขาดพวกนางไปไม่ได้

มาถึงตรงนี้ ซูหนีจิ่นมั่นใจแล้วว่าตระกูลเผยร่วมมือกับตระกูลตู้ จึงหัวเราะเสียงเย็น พวกเขาทั้งสองตระกูลถูกตาต้องใจกัน แต่ไม่กล้าออกหน้ายกเลิกงานแต่งตรงๆ คิดจะให้นางเป็นแพะรับบาป ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมต้องทำถึงขั้นนี้ ตระกูลเผยคงเกรงว่าหากยกเลิกงานแต่งแบบตรงไปตรงมา ซูหนีจิ่นจะอาศัยความน่าเวทนาผนวกกับหน้าตาที่งดงามโดดเด่นเป็นบันไดไต่ขึ้นสู่ที่สูง พอถึงเวลานั้นก็จะย้อนกลับมาแว้งกัดตระกูลเผย พวกเขาจึงไม่อยากจะทิ้งปัญหาใหญ่หลวงนี้เอาไว้ในภายหลัง

“พี่ใหญ่…” เสียงนางเยียบเย็น แววตาคล้ายมีเมฆหมอกปกคลุม ดูงดงามแต่แฝงความเย็นชา

ซูโย่วหนิงโน้มศีรษะลงมาฟัง แต่นางกระซิบได้ไม่กี่คำเขากลับงงงัน “เจ้าต้องการสิ่งนั้นไปทำไม”

ซูหนีจิ่นเพียงตบไหล่เขา “ท่านไม่ต้องถาม จัดการให้ข้าก็พอ”

“ได้ ลายมือของเผยอวี้ ไม่ใช่เรื่องยาก” สุดท้ายเขาก็ยอมรับปาก

เมื่อซูโย่วหนิงจากไป นางก็เรียกเจียวเยว่เข้ามา “แบบคัดลอกบทกลอนที่เคยเก็บไว้ เจ้าจัดเก็บที่ใด”

หญิงสาวในสมัยนั้นนิยมเขียนกลอน วาดภาพ ปักถุงหอมส่งต่อกัน กลอนจึงถือเป็นของขวัญที่ทรงคุณค่า เพราะ ‘เห็นลายมือเหมือนได้พบตัวตน’ ซูหนีจิ่นเองก็เคยเก็บไว้มากมาย เพียงแต่ไม่เคยสนใจ

เจียวเยว่ผู้ดูแลจัดการ ขนสมุดกลอนออกมาวางเต็มโต๊ะ

“ฟู่… ไม่น้อยเลย” ซูหนีจิ่นทอดถอนใจ ก่อนสั่งต่อ “ค้นของตู้เยียนหรันออกมา”

ขณะนางและสาวใช้กำลังพลิกสมุดหา เสียงเรียกของสาวใช้ทางด้านนอกก็ดังขึ้น เจียวเยว่รีบไปถามไถ่แล้วกลับมาเล่าว่า “คุณหนู ตระกูลเผยมาขอยกเลิกงานหมั้นเจ้าค่ะ คราวนี้เผยซื่อจื่อมาด้วยตนเอง”

“เผยอวี้หรือ” ซูหนีจิ่นลูบผ้าขาวที่พันรอบคอ เพราะรอยแดงยังไม่จางจึงพันผ้าปิดไว้

หน้าห้องโถงใหญ่

ซูเจิ้นและเสิ่นซื่อกำลังนั่งหน้าเครียด มองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างขุ่นแค้น

เผยอวี้ประสานมือคารวะ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ขอให้ท่านลุงท่านป้าเมตตาด้วย แม้ข้าจะเกิดในจวนขุนนาง แต่ก็ศึกษาเล่าเรียนมามาก รู้บุญคุณคน ไม่เคยคิดจะหักหลังใคร แต่ที่วันนี้มาเพราะถูกบิดามารดาบังคับ หาใช่มาด้วยใจของตนไม่ ข้าโชคดีที่ได้มีโอกาสหมั้นหมายกับเหมียนเอ๋อร์ ไม่เคยคิดรังเกียจนาง เพียงแต่ช่วงนี้ข่าวลือในทางเสียหายของนางแพร่สะพัดไปทั่ว ข้าพยายามห้ามแล้วแต่ลมปากคนนั้นยากจะหยุด พอเรื่องเข้าหูบุพการีและญาติผู้ใหญ่ พวกเขาพากันโกรธหนัก ท่านแม่ข้าถึงขั้นล้มป่วย ข้าจึงไม่อาจนิ่งดูดาย ได้แต่ยอมสร้างความสบายใจให้กับทุกฝ่ายด้วยการมาขออภัยเสียเอง”

ถ้อยคำอ่อนน้อมชวนเชื่อ ฟังเผินๆ เหมือนเขายอมกรีดหัวใจตนเพื่อบุพการี เขาไม่มีทางเลือก ถูกบังคับมา ไม่ใช่ความผิดของเขา

เหอะ… เหอะ… เหอะ…

ซูเจิ้นกับเสิ่นซื่ออาจถูกท่าทีเสแสร้งนั้นล่อลวงได้ แต่ซูหนีจิ่นที่แอบฟังอยู่ด้านหลังกลับคันหูเหลือเกิน

ผู้ชายคนนี้... ทั้งๆ ที่พ่นคำพูดสูงส่งแต่กลับฟังแล้วไม่มีศักดิ์ศรีเอาเสียเลย!

 

“ในเมื่อซื่อจื่อกล่าวอ้างคำสอนของขงจื๊อ…”

“ซื่อจื่อก็คงจะรู้จักคุณธรรมเกี่ยวกับการ ‘รักษาคำพูด’ ในเมื่อเรากำหนดวันแต่งงานกัน ก็หมายถึงลงเรือลำเดียวกัน หากว่าทำได้เพียงร่วมสุข ไม่ร่วมทุกข์ แบบนี้จะกล่าวอ้างคำสอนไหนก็ดูเหมือนจะไร้เหตุผลสิ้นดี!”

หลังจากลูกอนุภรรยาอย่างซูเจิ้นแยกตัวออกมาจากจวนกั๋วกงได้ เขาก็สร้างตัวเองจนได้รับตำแหน่งขุนนางขั้นสาม แน่นอนว่าต้องมีคุณงามความดีต่อบ้านเมือง ในเมื่อเผยอวี้กล้ากล่าวอ้างหลักคำสอนของขงจื๊อ เขาก็จะเล่นงานอีกฝ่ายจากคำสอนที่ยกมานั่นแหละ!

เผยอวี้เหมือนจะคาดเอาไว้แล้วว่าซูเจิ้นจะเอ่ยคำนี้ “หลังจากกำหนดวันแต่งงาน แน่นอนว่าเราทั้งสองฝ่ายย่อมลงเรือลำเดียวกัน หากวันนี้ท่านลุงมีเรื่องใดในราชสำนักที่ต้องการความช่วยเหลือ ตระกูลเผยของข้าย่อมต้องช่วยอย่างสุดกำลัง แต่สถานการณ์ระหว่างข้ากับเหมียนเอ๋อร์เวลานี้ไม่สู้ดี ต่อให้ข้ารักใคร่เหมียนเอ๋อร์ แต่ชื่อเสียงที่สั่งสมมากว่าร้อยปีของตระกูลเผยก็ต้องรักษา เรื่องนี้ข้าเองก็เป็นผู้เสียหาย ขอท่านลุงโปรดเข้าใจและให้อภัยด้วยเถิด”

เผยอวี้แสดงท่าทางว่า ‘ข้าเองก็ไม่มีทางเลือก แต่ก็ยังอยากจะแสดงตนว่ามีคุณธรรม’

ซูเจิ้นส่งเสียงเฮอะออกมา เสิ่นซื่อเห็นอย่างนั้นก็เอ่ยขึ้น “ซื่อจื่อเองก็เรียนมามาก ดูไม่ออกหรือว่าคำพูดที่ไม่น่าฟังของชาวบ้านเหล่านั้น เกิดจากการใส่ความของใครบางคน”

เผยอวี้ถอนหายใจ “ท่านป้ามองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ถึงแม้ข้าจะเชื่อมั่นในคนตระกูลซู เชื่อใจเหมียนเอ๋อร์ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถดึงชื่อเสียงกว่าร้อยปีของตระกูลเผยเข้าไปข้องเกี่ยวด้วย”

ซูหนีจิ่นที่นั่งฟังเผยอวี้อยู่ด้านหลังหลุดหัวเราะออกมาหลายครั้ง

ได้ยินเผยอวี้เอ่ยขึ้นมาอีกว่า “ท่านลุงท่านป้า เรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ตัวข้าเองก็ไม่มีทางเลือก แต่ในเมื่อเป็นเรื่องระหว่างข้าและเหมียนเอ๋อร์ ไม่ทราบว่าจะให้เหมียนเอ๋อร์ออกมาเจรจากับข้าได้หรือไม่ ข้าขออธิบายต่อหน้านาง หากว่านางรู้สึกไม่สบายใจตรงไหนก็ให้บอกข้ามาตามตรง ไม่ดีกว่าหรือ”

สองสามีภรรยามองหน้ากัน ไม่นึกว่ามาถึงจุดนี้แล้วเผยอวี้ยังคิดจะเอ่ยปากขอเจอหน้าซูหนีจิ่นอีก

ซูหนีจิ่นที่อยู่ด้านหลังเองก็แปลกใจไม่น้อย นางลองค้นหาในความทรงจำเดิม พบว่าเจ้าของร่างเดิมกับเผยอวี้แม้จะเคยหมั้นหมายกันมา แต่กลับไม่เคยเจอกันอย่างเป็นทางการมาก่อน มีเพียงมองผ่านฉากกั้นเพียงสองครั้ง แต่จู่ๆ เผยอวี้ก็อ้างว่าอยากเจรจากับนาง

หรือว่าเขาอยากเห็นหน้าคู่หมั้นของตนสักครั้งก่อนลาจาก อยากเห็นรูปโฉมของนางให้ชัดถนัดตา

จะได้สบายใจว่าตนคิดไม่ผิดที่ถอนหมั้น จะได้ไม่นึกเสียดายทีหลัง... อย่างนั้นน่ะหรือ?

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง หากว่าเขาได้เห็นใบหน้าของซูหนีจิ่นเข้าตรงๆ ก็คงแย่!

อ้อ ไม่ใช่ว่านางอยากจะโอ้อวดอะไรหรอกนะ ทว่า... ตามความสัตย์จริง ใบหน้าที่นางครอบครองอยู่นี้ ต่อให้ผู้หญิงเห็นยังใจเต้นไม่เป็นส่ำ ไม่ต้องพูดถึงผู้ชาย ไม่แน่ว่าหลังจากที่เผยอวี้ได้เห็น เขาอาจไม่ยอมยกเลิกงานแต่งแล้วมีความคิดที่จะเก็บนางไว้ในฐานะอนุภรรยาแทน เพราะอย่างไรชื่อเสียงที่เสียหายไปแล้วทำให้นางไม่อาจถูกยกย่องเชิดชูในฐานะภรรยาเอก เป็นแบบนั้นนางไม่ยิ่งแย่กว่าเดิมหรือ!

ในที่สุดซูหนีจิ่นก็รู้เหตุผลที่เผยอวี้มาตระกูลซูในวันนี้ นางคาดหวังเพียงว่าบิดามารดาของตนจะมองออกเหมือนกัน แล้วก็ไม่ผิดหวัง เพราะซูเจิ้นหัวเราะเสียงหยันออกมา “เหอะ เหอะ ที่แท้เป้าหมายของซื่อจื่อก็เป็นแบบนี้นี่เอง ข้าก็นึกประหลาดใจว่าเหตุใดวันนี้ท่านถึงมา” ถ้าซูหนีจิ่นมองออก แน่นอนว่าขิงแก่อย่างซูเจิ้นมองปราดเดียวก็เดาได้เช่นกัน “แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็ขอให้ท่านยกเลิกความคิดนี้เสียเถอะ ส่งแขก!”

ซูเจิ้นตะโกนเสียงดัง บ่าวที่เฝ้าอยู่ด้านนอกก็กรูกันมาทันที

เผยอวี้ไม่คิดว่าตระกูลซูจะไม่ไว้หน้าผิงหยางโหวซื่อจื่ออย่างเขา เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรที่ต้องเสแสร้งกันอีกเขาก็ลุกขึ้นจัดระเบียบเสื้อผ้า เอ่ยเสียงเย็นชา “ท่านลุงพูดแบบนี้ข้าไม่ชอบใจนัก ที่ข้ามาหาเพราะในใจคิดจะช่วยเหลือ ในเมื่อพวกท่านตระกูลซูไม่รับ เรื่องแต่งงานก็ยกเลิกไปเถอะ!”

ซูเจิ้นตอกกลับทันที “จะยกเลิกงานแต่งหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำพูดของคนตัวเล็กๆ อย่างเจ้า ถ้าคิดจะยกเลิกงานแต่งก็ให้พ่อแม่เจ้าพาแม่สื่อเข้ามาปฏิเสธตามธรรมเนียม หากว่าในหนังสือปฏิเสธไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน ก็ไปเจอกันที่ศาล จะให้เรื่องถึงท้องพระโรงก็ยังได้ ตระกูลซูของข้าไม่มีอะไรต้องกลัวอยู่แล้ว”

ซูหนีจิ่นได้ยินบิดาพูดแบบนี้ก็ตื้นตันแทบน้ำตาไหล

กล้ามากท่านพ่อ! หล่อมากเจ้าค่ะ!

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปท่านพ่อจะเป็นที่หนึ่งในใจของลูก ยกให้เป็นเทพบุตรเลยเอ้า!

“ใต้เท้าซู!” เผยอวี้ตะคอกกลับเสียงดังอย่างตักเตือน “วันนี้คนที่เสียหายก็คือลูกสาวท่าน ท่านไม่รู้หรือว่าข่าวลือด้านนอกมันไม่น่าฟังขนาดไหน หากว่าเรื่องไปถึงศาล ถึงท้องพระโรง เกรงว่าชาตินี้ลูกสาวท่านก็คงจะหนีไม่พ้นคำครหาที่ว่าเป็นหญิงหลายใจ ลอยชายไปมาแล้ว!”

“ไปให้พ้น! ไล่เจ้าคนที่พูดพล่ามไร้สาระคนนี้ออกไปให้พ้น” ซูเจิ้นตะคอกเสียงดัง

เผยอวี้ถูกยามของจวนซูใช้ไม้ยาวไล่ตี เขาหนีจนไปถึงหน้าจวน แต่คนด้านในก็ยังได้ยินเสียงเขาด่าทอไม่ขาดสาย แต่ละคำพูดไม่เหลือความเป็นสุภาพบุรุษในแบบของซื่อจื่อตระกูลโหวเลยแม้แต่น้อย ความสง่างามก่อนหน้านี้หายวับไปกับตา

หลังจากที่เผยอวี้ออกไป ซูเจิ้นก็ขว้างถ้วยชาลงพื้นอย่างโกรธเกรี้ยว

ถ้วยใบนั้นแตกอยู่ข้างเท้าของซูหนีจิ่นพอดี

เสิ่นซื่อตกใจอย่างหนัก รีบเข้าไปดูว่าลูกสาวถูกบาดหรือไม่

ซูเจิ้นเองก็เป็นกังวลไม่น้อย แต่เพราะว่าเขาอารมณ์ไม่ดีคำพูดห่วงใยจึงกลายเป็น “เจ้ามาทำอะไรตรงนี้ นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้า ทุกอย่างพ่อจะจัดการเอง”

ซูหนีจิ่นยิ้มกริ่มแล้วก้าวมาหยุดตรงหน้าซูเจิ้น เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงซุกซน “ท่านพ่อ เมื่อครู่ท่านบอกว่า เพื่อลูกสาวแล้วท่านไม่กลัวว่าเรื่องจะไปถึงศาลหรือไปถึงท้องพระโรง เป็นความจริงหรือเจ้าคะ?”

ซูเจิ้นมองลูกสาวที่งดงามเสียยิ่งกว่ามวลผกา ความรู้สึกโมโหเมื่อครู่สงบลงไปไม่น้อย

“นั่นมันแน่อยู่แล้ว”

ซูหนีจิ่นที่ได้รับคำยืนยันจากคนเป็นพ่อ ก็ยิ้มกว้างตอบกลับ

สองสามีภรรยามองหน้ากัน ไม่รู้ว่าเหตุใดลูกสาวถึงได้ดีอกดีใจอย่างนี้ ซูเจิ้นที่ถูกแววตาเป็นประกายของลูกสาวมองมาก็รู้สึกเก้อเขินจึงกระแอมขึ้น “อะแฮ่ม พี่ใหญ่ของเจ้าไปไหน ไม่ใช่ว่าเขาอยากเล่นงานคนตระกูลเผยหรอกหรือ วันนี้มันมาถึงบ้าน ทำไมพี่เจ้าถึงไม่โผล่หน้าออกมาเล่า!” เสียงของซูเจิ้นแฝงความเสียดายเล็กน้อย

“พี่ใหญ่ช่วยออกไปทำธุระให้ข้า ท่านพ่อ ในเมื่อท่านไม่กลัวว่าเรื่องจะไปถึงโรงถึงศาล ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ปล่อยให้มันไปถึงศาลเถอะ”

ซูเจิ้นตะลึง มองลูกสาวอย่างไม่เข้าใจ เห็นเพียงรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ซูหนีจิ่นเผยออกมาเท่านั้น

ณ จวนผิงหยางโหว

เผยอวี้เปลี่ยนเสื้อผ้าสำหรับออกไปข้างนอกเรียบร้อย ขณะกำลังจะก้าวผ่านประตูก็ถูกผิงหยางโหว—บิดาของตนเรียกเอาไว้เสียก่อน “จะไปไหน!”

เผยอวี้หันหลังกลับไปเผชิญหน้าอย่างไม่มีทางเลือก แล้วเอ่ยทัก “ท่านพ่อ ท่านแม่”

ผิงหยางโหวตวาดอย่างโมโห “ข้าให้เจ้าอยู่บ้านอ่านหนังสือเพื่อพัฒนาตัวเอง เจ้าคิดว่าคำสั่งของข้าเป็นลมที่พัดผ่านหูหรืออย่างไร”

โหวฮูหยินไม่อาจทนเห็นลูกชายถูกติเตียนจึงรีบเข้ามาปกป้อง “ลูกก็ไม่ได้บอกว่าจะออกไปข้างนอกเสียหน่อย ท่านก็ดุไปก่อนแล้ว”

“ข้าตาบอดมองชุดที่เขาสวมแล้วไม่เข้าใจงั้นสิ! ครั้งก่อนเขาไปตระกูลซูก็ถูกบ่าวที่นั่นไล่ตีออกมา ยังอับอายขายหน้าไม่พออีกหรือ”

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้เผยอวี้ก็รู้สึกอับอายดังว่า “ท่านพ่อ ข้าเป็นลูกของท่านนะ! ข้าถูกคนอื่นไล่ตี ท่านไม่ออกหน้ายังพอว่าแต่กลับดุด่าซ้ำเติมอีก ตระกูลซูนั่นไม่เห็นจวนผิงหยางโหวของพวกเราอยู่ในสายตาแท้ๆ ซูเจิ้นผู้นั้น...”

ยังพูดไม่จบก็ถูกผิงหยางโหวแทรกขึ้น “หุบปาก! เจ้ายังมีหน้ายกเรื่องตระกูลซูมาพูดกับข้าอีกเรอะ ยังกล้าพูดถึงซูเจิ้นอีกด้วย! จริงอยู่ คนผู้นั้นเป็นเพียงบุตรชายที่เกิดจากอนุ ไม่มีอำนาจในมือ แต่กลับก้าวขึ้นไปรับตำแหน่งเจ้ากรมคลังได้ในเวลาไม่นาน ทุกวันนี้ยังติดตามไท่จื่อไปจัดการเรื่องต่างๆ ให้กับฮ่องเต้ คนแบบนั้นเจ้าคิดว่าจัดการได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ ตัวเจ้าทำเรื่องหน้าไม่อายกับลูกสาวเขา ต่อไปพวกเราล้วนถูกหมายหัวแล้ว”

เผยอวี้ได้ยินมาถึงตรงนี้ก็บ่นอุบ “เพราะได้รับความช่วยเหลือจากจวนกั๋วกง เขาถึงปีนขึ้นที่สูงได้อย่างรวดเร็วต่างหากเล่า เขากล้าพูดหรือไม่ว่าจวนกั๋วกงไม่ได้ช่วยเหลือตนอยู่เบื้องหลัง”

“ยังไม่หยุดพูดอีก!” ผิงหยางโหวโมโหจนเครากระตุก

คิดจะเข้าไปจัดการลูกชายที่ไม่ยอมเชื่อฟังแต่กลับถูกภรรยาขวางไว้ “ท่านโหวอย่าได้โมโห ลูกแม่... เจ้าเองก็ด้วย อย่ากวนโมโหท่านพ่อนักเลย ที่พวกเราไม่ให้เจ้าออกไปข้างนอกก็เพราะว่าหวังดี ตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือยกเลิกงานแต่งงาน ตระกูลตู้ทางฝั่งนั้นก็เร่งมา หากว่างานแต่งยังไม่ยกเลิกทางนั้นก็จะไม่รับปาก”

เมื่อพูดถึงตระกูลตู้เผยอวี้ก็โมโหขึ้นมา “หากตระกูลตู้รีบร้อน ไยจึงไม่ปล่อยให้น้องตู้มาหาข้าเล่า ข้ากับนางไม่ได้เจอหน้ากันนานแล้ว”

“หุบปาก! ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะเจ้าก่อเรื่องขึ้นมา รู้หรือไม่ว่าตระกูลตู้คุยยากเสียยิ่งกว่าตระกูลซูเสียอีก”

“ท่านโหวไยจึงพูดเช่นนี้ พี่สาวแท้ๆ ของข้าเป็นคนตระกูลตู้ นางจะคุยยากได้อย่างไร” โหวฮูหยินรีบออกหน้าแทน “แน่นอนว่าตระกูลตู้ย่อมดีกว่าตระกูลซู ตอนนี้คุณหนูใหญ่ของทางฝั่งนั้นถูกเรียกเข้าไปรับใช้ใกล้ชิดในวังหลวง ได้รับความโปรดปรานอย่างมาก คุณชายใหญ่พลอยได้รับตำแหน่งหัวหน้าสักแผนกในกรมโยธาไปด้วยอีกคน นี่มิใช่เพราะสวรรค์เมตตาหรอกหรือ? เทียบกันแล้ว... ซูเจิ้นยังต้องลงแรงมากมายกว่าจะปีนป่ายขึ้นไปได้ ข้าเสียดายอย่างเดียวก็ตรงที่ลูกสาวของซูเจิ้นนั่นแหละ ได้ยินคนลือกันว่างดงามยิ่งนัก”

เผยอวี้เห็นด้วยกับมารดา พูดถึงความอาลัยอาวรณ์เพียงหนึ่งเดียวที่เขามีต่องานแต่งหนนี้ ก็คือคำว่า ‘งามเป็นหนึ่งในใต้หล้า’ ของซูหนีจิ่น แต่น่าเสียดาย หลังจากทั้งสองตระกูลหมั้นหมายก็เคร่งครัดในขนบธรรมเนียม ไม่เคยจัดให้มีการพบปะกันอย่างเป็นทางการ ดังนั้นถึงแม้จะหมั้นกันมาเกือบสองปี แต่เผยอวี้กลับไม่เคยเห็นใบหน้านั้นมาก่อน

แต่ไม่นานเผยอวี้ก็คิดได้ ขอเพียงมีอำนาจในมือ ไยต้องกลัวว่าวันหน้าจะหาหญิงงามไม่ได้เล่า?

เผยอวี้แอบมองบิดา จากนั้นก็ส่งสายตาให้กับมารดา

โหวฮูหยินเข้าใจความนัยจึงเอ่ยถามขึ้น “ท่านโหวคิดว่าตอนนี้ตระกูลซูวางแผนรับมืออย่างไร พวกเราส่งคนไปยกเลิกงานแต่งสองสามครั้งแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ นี่ก็ใกล้วันเข้ามาทุกที ไม่รู้จะยื้อเวลาไปอีกนานสักแค่ไหน”

ผิงหยางโหวมองสายตาคาดหวังของภรรยา แล้วถอนหายใจยาว “จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อซูเจิ้นประกาศว่าต้องการให้ข้าไปยกเลิกงานแต่งด้วยตัวเอง อีกสองวันข้าก็คงต้องไป”

เผยอวี้มีความยินดีในสีหน้า “ท่านพ่อพูดจริงหรือ แต่ถ้าหากว่าตระกูลซูไม่ยอม เราจะทำอย่างไรต่อ?”

“ไม่ยอมอย่างนั้นหรือ” ผิงหยางโหวขมวดคิ้ว “ลูกสาวเขาฉาวโฉ่ไปหมดแล้ว ยังจะกล้าไม่ยกเลิกได้อย่างไร”

เมื่อเผยอวี้ได้ยินคำนี้ก็รู้สึกดีขึ้นมา ยอมเดินกลับไปที่ห้องหนังสืออย่างว่าง่าย ทว่านั่งอ่านหนังสือได้พักใหญ่ก็มีคนมาเคาะหน้าต่างห้อง เผยอวี้เปิดหน้าต่างออกมอง เห็นบ่าวคนสนิทยื่นจดหมายมาให้ฉบับหนึ่ง “ซื่อจื่อ เหล่าหลิวที่เฝ้าอยู่ตรงประตูข้างแอบส่งเข้ามาขอรับ บอกว่าไม่รู้คุณหนูตระกูลไหนลอบส่งจดหมายให้ท่าน”

เผยอวี้งุนงง หลังจากที่เปิดดูก็เห็นลายมือที่คุ้นตาอย่างยิ่ง

‘พี่ชาย ว่ากันว่าเห็นตัวหนังสือก็เหมือนเห็นหน้า หลายวันที่ไม่ได้เจอกันข้าคิดถึงพี่ชายอย่างมาก วันนี้ได้ออกมาเดินเล่นนอกบ้าน เพียงหวังว่าจะเจอท่าน’

ด้านล่างแผ่นกระดาษระบุสถานที่และชื่อผู้เขียนซึ่งมีคำว่า ‘เยียน’ หนึ่งคำ

ทำไมเผยอวี้จะมองไม่ออกว่าเป็นลายมือของญาติผู้น้อง ต่อให้ไม่ลงชื่อเขาก็สามารถแยกออก

ตระกูลตู้ไม่ให้นางมาที่จวนโหวแล้วก็ไม่ยอมให้เผยอวี้ไปที่จวนป๋อ ทว่าหนุ่มสาวทั้งสองอยู่ในช่วง ‘เกาะเกี่ยวพัวพัน’ กันเหมือนกาว นางส่งจดหมายให้เขาอย่างไม่เกรงกลัวเช่นนี้ หากว่าเขาไม่ไปจะเป็นการทำร้ายจิตใจนางเกินไปหรือไม่

ไป... ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไป!

 

สถานที่นัดหมายเป็นโรงเตี๊ยมที่ชื่อว่าเซียงหนานเสี่ยวก่วน ตั้งอยู่ในเฉิงซี

เผยอวี้ที่เปลี่ยนชุดของบ่าวรับใช้แล้วแอบออกไปจากจวนโหว เขาเดินทั่วเฉิงซีได้สักพักถึงหาสถานที่นั้นเจอ ตอนที่มาถึงหน้าประตูก็เห็นสาวใช้ที่คุ้นหน้าคุ้นตา ที่แท้ก็สาวใช้ข้างกายตู้เยียนหรัน นามว่าโหรวเอ๋อร์

ครั้นโหรวเอ๋อร์เห็นว่าผู้มาเยือนคือเผยอวี้ก็รีบเข้าไปต้อนรับอย่างดีใจ “ทำไมซื่อจื่อถึงเพิ่งมาล่ะเจ้าคะ คุณหนูรอได้สักพักแล้ว”

เผยอวี้ร้อนใจอยากจะพบตู้เยียนหรัน จึงอธิบายไปอย่างรีบร้อนถึงความยากลำบากที่ตัวเองแอบหลบหนีออกมาจากจวน สาวใช้นำทางเผยอวี้ไปยังห้องส่วนตัวบนชั้นสองของโรงเตี๊ยม แล้วเอ่ยอย่างรู้หน้าที่ว่าจะไปสั่งทางโรงครัวตุ๋นน้ำแกงมาให้ แต่ความจริงแล้วคือการเปิดทางให้เผยอวี้และตู้เยียนหรันได้อยู่กันตามลำพัง

ทันทีที่ประตูปิด ดวงตาสองคู่พลันสบประสาน

แม้ในใจจะมีคำถามว่าทำไมอีกฝ่ายต้องนัดตนมาที่นี่ ทว่าความคิดถึงที่อัดอั้นมานานในอกทำให้คำถามทั้งหลายทั้งปวงถูกเลื่อนออกไปก่อน เผยอวี้ที่อดกลั้นมาหลายวันไม่อาจห้ามใจตัวเอง โผเข้ากอดตู้เยียนหรันแล้วอุ้มนางเข้าไปวางบนเตียงกลางห้อง

ไม่นานมานี้ ในเมืองเกิดกิจการใหม่ที่เรียกว่า ‘หลิวชวนอั้นเหมิน’

กิจการนี้คล้ายกับหอนางโลม แตกต่างตรงที่หอนางโลมเปิดกิจการอย่างถูกกฎหมาย ไม่ว่าจะขายเรือนร่างหรือขายศิลป์ก็ยังอยู่ในความคุ้มครองของทางการ ทว่า ‘อั้นเหมิน’ นั้นเปิดลับๆ โดยไร้ใบอนุญาต อาศัยเพียงลูกค้าประจำบอกต่อกันปากต่อปาก เบื้องหลังมักมีผู้ทรงอำนาจหนุนอยู่ น้อยคนจึงนำเรื่องไปขึ้นฟ้องร้องสำนักตรวจการ ต่อให้ร้องเรียนก็ทำพอเป็นพิธี ไม่มีใครจริงจังนัก

ด้วยความที่หละหลวม ‘หลิวชวนอั้นเหมิน’ จึงเลวร้ายยิ่งกว่าหอนางโลมเสียอีก เรียกว่าเป็นสถานค้าประเวณีเถื่อน ก็ไม่ผิดนัก หญิงสาวที่นั่นขายตัวเพียงอย่างเดียว ไม่ขายศิลป์ ส่วนมากเป็นกลุ่มหญิงเร่ร่อนจากต่างถิ่น มารวมตัวกันตั้งร้านลับในโรงเตี๊ยมเงียบๆ ทำแต่ละครั้งจะไม่เกินสิบวันก็ย้ายสถานประกอบการหนีเพื่อให้รอดพ้นการตามกวาดล้าง กิจการเช่นนี้สร้างความเสียหายแก่ร้านที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างมาก

ตั้งแต่ครึ่งปีก่อน สำนักตรวจการหลวงได้รับคำร้องเรียนมาแล้วนับสิบครั้ง แม้เคยส่งเจ้าหน้าที่ไปกวาดจับ แต่กลับไม่เคยได้ผล

ครั้งนี้รองหัวหน้ากองฝ่ายตะวันตกนามว่า ‘หานทง’ ได้รับคำสั่งให้ร่วมมือกับ ‘หลิวเหวินไฉ’ หัวหน้ากองตรวจสอบวินัยของเมืองหลวง

หลิวเหวินไฉเป็นบุตรชายขุนนางผู้ใหญ่และเคยเป็นพระสหายร่วมเรียนกับไท่จื่อ

หลิวเหวินไฉเป็นหนุ่มเลือดร้อน อายุเพียงต้นยี่สิบ ไม่ชอบอาศัยบารมีบิดา เขาเริ่มไต่เต้าด้วยตนเองจากเจ้าหน้าที่ตำแหน่งเล็กๆ จนได้เลื่อนมาประจำการในเมืองหลวงและได้รับความไว้วางใจอย่างยิ่ง

หานทงนำกำลังดักรอหลิวเหวินไฉพาพวกมาสมทบเพื่อร่วมกันลงมือ พวกเขาจับตาโรงเตี๊ยมเซียงหนานเสี่ยวก่วนมาสองวันเต็ม พวกเขาเห็นชัดเจนด้วยสองตาว่ามีการเรียกลูกค้าและการรับแขก เพียงแต่ยั้งมือไว้เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายตื่นหนี ตามแผนเดิมยังไม่ถึงเวลาปิดล้อมแต่ฝ่ายตรวจสอบกลับได้ข่าวว่ากลุ่มที่ทำกิจการอั้นเหมินจะย้ายหนีในคืนนี้ หากไม่รีบลงมือก็จะพลาดโอกาสสำคัญได้

ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงว่าบุกจับในวันนี้เสียเลย!

ครั้นถึงเวลานัด หลิวเหวินไฉก็นำกองตรวจสอบมาถึงที่ หานทงออกมาต้อนรับแล้วกระซิบว่า “ข้างในเป็นโรงเตี๊ยมจึงมีแขกทั่วไปปะปนอยู่ พอเราเข้าไปก็ให้มองหาเฉพาะคู่ที่อยู่กันสองต่อสอง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย แล้วค่อยแสดงตัวจับกุม ท่านหลิวคิดเห็นเช่นไร”

หลิวเหวินไฉหัวเราะรับ “กองตรวจสอบของเราเป็นเพียงผู้ประสานงานด้านกฎระเบียบต่างๆ ในส่วนของการลงมือคงต้องอาศัยพวกท่าน หากวันนี้จับได้ทั้งหมด ย่อมเป็นผลงานของสำนักตรวจการหลวงแล้ว”

หานทงโล่งใจ เรื่องที่เขากังวลก็คือการแย่งชิงผลงานนี่แหละ ยิ่งอีกฝ่ายเป็นบุตรขุนนางใหญ่ หากคิดจะแย่งความดีความชอบ เขาหรือจะสู้ได้ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปากชัดเจนว่าไม่คิดแย่งทุกอย่างก็สะดวกขึ้นมาก

หานทงนับกำลังพลแล้วก็ให้สัญญาณบุก เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเข้าล้อมทั้งโรงเตี๊ยมทันที

เจ้าของร้านและคนงานถูกควบคุมตัวไม่ให้คิดสู้ พวกเขาบุกขึ้นไปสอดส่องแต่ละห้อง เจอประตูก็ถีบ พบชายหญิงกอดรัด เสื้อผ้าไม่เรียบร้อยก็จับโดยไม่ให้แก้ตัวแม้สักครึ่งคำ

เผยอวี้และตู้เยียนหรันเพิ่งเสร็จกิจ กำลังนอนหยอกล้อกันบนเตียงอย่างหวานชื่น ต่างคนต่างถามอีกฝ่ายว่าเหตุใดถึงเรียกมาพบกันที่นี่ ต่างก็ประหลาดใจเมื่ออีกฝ่ายตอบว่า ‘ไม่ใช่ข้าเป็นฝ่ายนัด’ ขณะยังงงงัน เสียงเอะอะก็ดังขึ้นจากด้านนอก คล้ายมีเจ้าหน้าที่กระจายกำลังตรวจค้น

ทั้งสองหน้าถอดสี รีบร้อนสวมเสื้อผ้า

เผยอวี้ถึงกับเปิดหน้าต่างคิดจะกระโดดหนี แต่พอมองลงด้านล่างพบว่าเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ของทางการ หากกระโดดลงไปก็เท่ากับมอบตัว แต่ถ้าไม่กระโดดก็ไม่รอดอยู่ดี

ยังไม่ทันได้สวมเสื้อคลุม ประตูก็ถูกถีบเปิด

ตู้เยียนหรันกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว เผยอวี้รีบกอดปกป้องแล้วตะโกนใส่หน้าเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย

“รู้หรือไม่ว่าพวกเราเป็นใคร!”

เขาเกือบจะเอ่ยชื่อตนออกมาแล้ว แต่ตู้เยียนหรันรีบปิดปาก “พี่ชาย อย่าพูด!”

นางและเผยอวี้ลอบมีสัมพันธ์กันโดยที่ยังไม่ได้แต่งงาน การที่บอกชื่อออกไป ไม่เท่ากับทำลายชื่อเสียงของนางหรอกหรือ? นี่หาใช่กลอุบายเล็กน้อยอย่างที่เคยเล่นงานซูหนีจิ่น แต่เป็นเรื่องที่ใหญ่กว่ามาก หากชื่อของทั้งคู่หลุดไป ฝ่ายหญิงอย่างนางอาจจะถูกคนทั้งเมืองประณามได้เลย

เผยอวี้เข้าใจความหมายทันที

ทั้งคู่ถูกจับได้ในสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อย จึงไม่อาจแก้ตัวอะไรได้ แต่เขาเชื่อว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้ไม่ได้ตั้งใจจับตน หากเรื่องไปถึงศาลแล้วอธิบายชัดเจนได้ เจ้าหน้าที่ก็คงปล่อยไปเอง

สายตาของบรรดาเจ้าหน้าที่ต่างก็ตกอยู่บนร่างของตู้เยียนหรัน เจ้าหน้าที่คนหนึ่งถึงกับสูดปาก “หญิงนางนี้หน้าตาไม่เลว เสียดายที่มาทำงานแบบนี้”

ตู้เยียนหรันตกใจ ซุกตัวเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของเผยอวี้ ยิ่งได้ยินว่าตัวเองถูกเจ้าหน้าที่ของทางการคิดว่าเป็นหญิงขายตัว พลันรู้สึกละอายใจ

สวรรค์... นางคือคุณหนูในจวนป๋อ ตั้งแต่เล็กจนโตได้รับเกียรติมากมายจากคนรอบด้าน ไม่เคยเจอข้อกล่าวหาแบบนี้เลยสักหน หญิงสาวได้แต่ร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนของเผยอวี้

เผยอวี้กอดนางเอาไว้แน่นแล้วเอ่ยตำหนิเจ้าหน้าที่ผู้นั้นเสียงดัง “พูดจาให้มันดีๆ หน่อย”

เจ้าหน้าที่ผู้นั้นยกดาบชี้หน้า คิดจะเข้ามาทุบตีเผยอวี้ แต่กลับถูกเพื่อนที่อยู่ข้างๆ ดึงเอาไว้ “ช่างเถอะน่า งานหลักทำให้เสร็จเสียก่อน กลับไปถึงสำนักตรวจการแล้วค่อยสั่งสอนก็ยังไม่สาย”

เผยอวี้เองก็จนใจเพราะทำอะไรไม่ได้ คนเหล่านี้ล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ปลายแถว หากเป็นหัวหน้าก็ยังจะพอเจรจาได้ พวกคนตัวเล็กๆ แบบนี้มักจะทำตัวเกะกะน่ารำคาญ อีกสักพักถ้าได้เจอกับหัวหน้าของพวกมัน เขาจะต้องแสดงสถานะทางสังคมของตนให้เห็น แล้วส่งพวกลูกกะจ๊อกที่ดูแคลนเขาเหล่านี้ให้ไปรับการลงโทษเสียบ้าง!

เผยอวี้และตู้เยียนหรันถูกพาไปยังด้านล่างเหมือนกับชายหญิงคู่อื่นๆ ที่ถูกจับ เขาพยายามปกป้องดูแลหญิงสาวในอ้อมกอดโดยใช้เสื้อคลุมตัวนอกของตนคลุมศีรษะตู้เยียนหรันเอาไว้ ไม่ให้นางได้รับสายตาดูแคลนจากคนรอบด้าน ส่วนตัวเองก็กวาดตามองหาคนรู้จักที่พอจะให้ความช่วยเหลือได้

จากเครื่องแบบ... คนเหล่านี้คงจะเป็นหน่วยลาดตระเวน หรือไม่ก็เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยของจวนจิงจ้าว

เผยอวี้รู้จักจิงจ้าวหยิ่น แต่คนใต้บัญชาของฝ่ายนั้นเขาไม่จำเป็นต้องรู้จักนี่

ช่างเถอะ ลองเข้าไปคุยดูก็แล้วกัน เชื่อว่าเพียงแค่บอกสถานะของเขาแล้วก็เสนอรางวัลอีกสักเล็กน้อย ไม่ว่าใครก็ต้องไว้หน้าจวนผิงหยางโหวอยู่บ้าง

“พวกเจ้าหลีกไป ข้ามีเรื่องจะคุยกับหัวหน้าของพวกเจ้า” เผยอวี้ตะคอกเสียงดังแล้วก้าวเข้าไปหา

“ทำตัวดีๆ หน่อย มีอะไรก็ไปพูดที่ห้องสอบสวน”

เผยอวี้ถูกขวางแต่ยังคงไม่ยอมแพ้ “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร หากข้าโมโหขึ้นมา พวกเจ้าทุกคนก็อย่าได้คิดจะรอดชีวิต”

“ไปไปไป ทำตัวดีๆ” ไม่มีใครสนใจคำพูดของเผยอวี้แม้แต่น้อย

มาถึงตรงนี้ เผยอวี้ย้อนนึกแล้วเสียใจ เพื่อหลอกหูหลอกตาผู้คนเขาจึงเปลี่ยนมาใส่ชุดของบ่าวรับใช้ แม้แต่ป้ายชื่อสกุลก็ไม่มีติดตัว พยัคฆ์แห่งจวนผิงหยางโหวพอออกจากป่ากลับถูกสุนัขรังแก เขาเป็นถึงซื่อจื่อแต่กลับทำอะไรไม่ได้ ช่างน่าแค้นใจนัก

เผยอวี้ยังพยายามจะฝ่ากลุ่มเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยไปเจรจากับคนระดับหัวหน้า แต่ก็ถูกผลักกลับ ถูกเฆี่ยนตีโดยไม่สนคำขู่ คำอวดอ้างที่เขาเปล่งออกมาสักนิด

ความชุลมุนนี้มีหลิวเหวินไฉและหานทงยืนมองอยู่ด้านหลัง หานทงมองไปทางเผยอวี้แล้วหัวเราะ เปรยว่าน่าจะเป็นพวกนักเลงหัวไม้ ไม่ต้องไปสนใจหรอก หลิวเหวินไฉเพียงยิ้มรับ ไม่ปริปากอธิบาย ทั้งที่เขารู้อยู่เต็มอกว่าชายตรงหน้าคือเผยอวี้—ซื่อจื่อแห่งจวนผิงหยางโหว แต่กลับแสร้งทำเป็นไม่รู้จักแล้วหันมองไปอีกฟากถนนแทน

สายตาของเขาตกลงบนหน้าต่างห้องรับรองของร้านน้ำชาตรงปากทางเข้าถนน

บนชั้นสองของร้านน้ำชาแห่งนั้นมีห้องส่วนตัวอยู่หลายห้อง

ทว่ามีเพียงห้องเดียวที่หน้าต่างไม้ไผ่ถูกปลดลงมา ด้านหลังหน้าต่างเหมือนว่ามีคนขยับ เขาพยักหน้าไปทางหน้าต่างไม้ไผ่บานนั้นเป็นการทักทาย

ความจริง ที่ด้านหลังหน้าต่างมีคนสองคนนั่งอยู่ คนหนึ่งคือซูโย่วหนิง อีกคนคือซูหนีจิ่น สองพี่น้องสั่งน้ำชาและเม็ดแตงมานั่งชมละครฉากใหญ่ทางด้านล่างอย่างสนุกสนาน ซูหนีจิ่นมองเสื้อผ้าที่ยับย่นและผมเผ้ายุ่งเหยิงของเผยอวี้ ชายผู้นั้นถูกกลุ่มเจ้าหน้าที่รุมด่าว่าทุบตีจนแทบไม่กล้าโงหัว แทบไม่เหลือความอวดดีในแบบของผิงหยางโหวซื่อจื่อ ดูต่างกับสองวันก่อนตอนที่มาเยือนตระกูลซูลิบลับ

“พี่ใหญ่ ทำไมท่านถึงรู้ว่าวันนี้จะเกิดเรื่องขึ้นในโรงเตี๊ยมแห่งนั้น” ซูหนีจิ่นจิบชาพลางเอ่ยถาม

ซูโย่วหนิงพยักพเยิดไปทางหลิวเหวินไฉที่อยู่ด้านล่าง “เขาเป็นผู้ดูแลพระตำหนักตงกง สนิทกับข้า ช่วงนี้เขาไปมาหาสู่ที่จวนจิงจ้าวอยู่บ่อยครั้ง ข้าบังเอิญได้ยินว่าเขากำลังตรวจสอบเรื่องสถานค้าประเวณีเถื่อน ก็เลยจำได้ นับเป็นความโชคดีของคนแซ่เผยผู้นั้นเข้าพอดี เรียกว่ามาได้ถูกจังหวะจริงๆ”

โชคดีตรงไหน... ไม่ใช่ว่าโชคร้ายหรอกหรือ?

เดิมทีซูหนีจิ่นยังแอบคิดจนปวดหัวว่าจะให้เผยอวี้และตู้เยียนหรันเจอกันที่ไหนดี ไม่คิดว่าซูโย่วหนิงจะวางแผนใหญ่โตถึงขั้นนี้ หากเผยอวี้และตู้เยียนหรันถูกจับไปสอบสวนที่สำนักตรวจการ เรื่องจะต้องสนุกกว่านี้แน่

“ไม่ต้องมาว่าข้า เป็นเจ้าเสียมากกว่า รู้จักลอกลายมือคนอื่นตั้งแต่เมื่อไหร่? แล้วยังเขียนเสียเหมือนอย่างนั้น ข้าเดาว่าแม้แต่เจ้าตัวเองก็ไม่มีทางแยกออกว่าเป็นลายมือจริงหรือปลอมแล้ว” ซูโย่วหนิงที่ชมละครอย่างสนุกสนาน ยังไม่ลืมถามรายละเอียดเรื่องจดหมายที่น้องสาวเขียน เขาเพียงรับผิดชอบส่งจดหมายและจัดการเรื่องด้านล่างนั่น แต่เนื้อหาในจดหมายทั้งหมด มาจากซูหนีจิ่นทั้งสิ้น

หากไม่ใช่เพราะรู้เรื่องมาก่อน เขาไม่มีทางรู้เลยว่าแผ่นไหนคือต้นฉบับ แผ่นไหนคือบทคัดลอก

“ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ พี่ก็ไม่สนิทกับข้า ความจริงข้าทำอะไรดีๆ ได้อีกหลายอย่าง เพียงแต่ท่านไม่รู้ก็เท่านั้น” ซูหนีจิ่นแสร้งเอ่ยเสียงแง่งอน

เดิมคนก็สวยอยู่แล้ว ยิ่งทำท่าเจ้าแง่แสนงอนก็ยิ่งน่าเอ็นดู ซูโย่วหนิงเห็นเข้าก็รีบปลอบ “ฟ้าดินเป็นพยานให้ทีเถิด เป็นเจ้าที่ไม่สนิทกับข้า หรือเป็นข้าที่ไม่สนิทกับเจ้ากันแน่ เมื่อก่อนข้าพูดกับเจ้าเป็นหมื่นประโยคก็ไม่อาจเทียบกับคำพูดของญาติๆ ในจวนกั๋วกงพวกนั้น ยังจะมาว่าข้าอีก”

ซูหนีจิ่นแสร้งทำหน้าโมโห “พี่ใหญ่ มนุษย์เกิดมาก็ย่อมต้องพบเจอคนเลวคนดี ปะปนกันบ้าง มีใครไม่เคยมองพลาดบ้างเล่า วันนี้ข้าก็กลับใจแล้ว ท่านยังจะเท้าความถึงเรื่องเดิมๆ อีก”

เห็นน้องสาวเริ่มขุ่นเคืองซูโย่วหนิงก็ไม่กล้าแหย่ต่อ รีบโบกมือพลางรินน้ำชาให้ “ใช่ๆ ไม่ควรพูด โบราณกล่าวว่าพี่น้องรักใคร่สามัคคีมีดียิ่งกว่าทองคำ เรานั่งมองเรื่องสนุกกันต่อเถิด ข้าจะดูสิว่าตระกูลเผยยังจะมีหน้าเหลืออยู่อีกหรือไม่”

ซูหนีจิ่นยังอดเสียดายไม่ได้ “น่าเสียดาย คุกของสำนักตรวจการหลวงคงขังเผยอวี้ได้ไม่นาน แบบนี้ถือว่าเบาเกินไปด้วยซ้ำ” เพราะหากเผยอวี้ยกฐานะซื่อจื่อของตนขึ้นมากล่าวอ้าง ขุนนางที่นั่นย่อมต้องรีบส่งเขากลับจวนตระกูลเผยด้วยความเคารพ

ซูโย่วหนิงมองหน้าน้องสาว ริมฝีปากยกยิ้มคล้ายจะหัวเราะ “ต่อให้ขังเขาได้ไม่นาน… แต่ก็ไม่แน่ว่าจะปล่อยไปง่ายๆ อย่างที่คิด”

ซูหนีจิ่นได้ยิน ดวงตาก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที “พี่ใหญ่ หรือว่าท่านมีแผนสำรอง?”

ซูโย่วหนิงเพียงส่ายนิ้ว เอื้อมมือแง้มม่านไม้ไผ่ขึ้นเล็กน้อย แล้วชี้ไปอีกฟากหนึ่งของถนนให้น้องสาวมองตาม

ซูหนีจิ่นไม่รู้ว่าพี่ชายคิดอะไร จึงสอดสายตามองตามไป แล้วนางก็ต้องอ้าปากค้าง

คนที่ปรากฏตัวตรงจุดนั้นคือบิดาของนางเอง... ซูเจิ้น!

ข้างกายซูเจิ้นมีชายชราคนหนึ่ง แต่งกายสุภาพเต็มยศ ท่าทางเข้มงวด แววตาเฉียบคมราวกับคบเพลิง เขากำลังจับจ้องเผยอวี้ที่ยืนโวยวายอยู่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย

ซูหนีจิ่นขมวดคิ้ว “ผู้อาวุโสที่ยืนอยู่ข้างท่านพ่อคนนั้น เป็นใครหรือ?”

ซูโย่วหนิงกลั้นหัวเราะอยู่ครู่หนึ่งแล้วกระซิบตอบน้องสาว “ท่านผู้นั้นคือ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ‘ซุนไห่หรู’ แห่งสำนักอวี่สื่อไถ*”

พอได้ยินชื่อ สองตาของซูหนีจิ่นก็เบิกกว้าง มิน่าเขาถึงบอกว่าเกลือยิ่งเก่าจะยิ่งเค็ม!

เดิมทีคิดว่าตนกับซูโย่วหนิงวางแผนไว้อย่างแนบเนียนแล้ว ไม่นึกว่าท่านพ่อกลับจัดการได้เหนือชั้นกว่า เรื่องที่ควรเป็นเพียง ‘การแก้เผ็ดเล็กน้อย’ ในครอบครัว กลับถูกยกระดับจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ของราชสำนักในชั่วพริบตา!

 

ผิงหยางโหวเดินวนไปมาอยู่ภายในห้องเก็บของ

อีกสักพักเขาก็จะเดินทางไปตระกูลซูเพื่อขอยกเลิกงานแต่ง แต่ถึงแม้ซูเจิ้นจะเป็นเพียงลูกนอกสมรสของจวนกั๋วกง ไร้บรรดาศักดิ์ แต่ก็ไม่ควรจะบาดหมางจนมองหน้ากันไม่ติด ดังนั้นผิงหยางโหวจึงคิดจะเลือกของกำนัลสูงค่าติดตัวไปด้วยสักชิ้น เพื่อบรรเทาความขุ่นเคืองของซูเจิ้น เผื่อวันข้างหน้าทั้งสองตระกูลเจอหน้ากันจะได้ไม่รู้สึกอึดอัด เขาเลือกอยู่นานก็ได้รูปวาด ‘ต้นโพธิ์โบราณ’ ของอาจารย์อวิ๋น คิดว่าคนที่ปราดเปรื่องอย่างซูเจิ้นน่าจะชอบสะสมผลงานประเภทนี้

หลังจากที่ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว ผิงหยางโหวก็ให้พ่อบ้านเตรียมรถม้า เขาพกสมุดผูกดวงและรูปวาดไปด้วย แล้วมุ่งหน้าไปจวนตระกูลซู ทว่าเมื่อไปถึงยามเฝ้าประตูกลับแจ้งว่าซูเจิ้นไม่อยู่ ภายในจวนมีเพียงฮูหยิน ทำเอาผิงหยางโหวจะเข้าก็ไม่ได้ จะกลับก็ไม่ดี ขณะที่กำลังคิดหนักอยู่ พ่อลูกตระกูลซูก็ขี่ม้านำรถม้าหลังเล็กคันหนึ่งเข้ามาจากปากทางถนนส่าจินพอดี

ซูเจิ้นที่มาถึงหน้าประตูของจวนตน พอเห็นว่าผิงหยางโหวยืนรออยู่ ทั้งเขาและซูโย่วหนิงจึงลงจากม้ามาทำความเคารพตามมารยาท ผิงหยางโหวรีบเข้าไปประคอง “ใต้เท้าซูอย่าได้มากพิธี ทำตัวตามสบายเถอะ”

“ไม่รู้ว่าท่านโหวจะมาหา มีเรื่องอะไรหรือ?” เวลานี้ซูเจิ้นอารมณ์ดีไม่น้อย ตอนที่กล่าวถามผิงหยางโหวถึงได้พูดคุยปกติ ซูโย่วหนิงเองก็อารมณ์ดีเอามากๆ เช่นกัน สายตาที่มองผิงหยางโหวมิได้แฝงความโกรธแม้แต่น้อย

ผิงหยางโหวมองไปที่ประตูใหญ่ของจวนซูปราดหนึ่ง ในใจก็แอบบ่นว่าพ่อลูกคู่นี้ช่างไม่มีมารยาทเอาเสียเลย เขามาที่นี่ทำไม อีกฝ่ายจะไม่รู้เชียวหรือ

“ข้าก็ต้องมาด้วยเรื่องของเด็กสองคนนั่นอยู่แล้ว” เพราะรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยจึงเอ่ยตอบเสียงแข็ง

ซูเจิ้นและซูโย่วหนิงสบตากัน ซูเจิ้นพยักหน้าอย่างขอไปที “อ้อ เรื่องนี้เอง แล้วท่านโหวคิดจะทำอย่างไรต่อ?”

ผิงหยางโหวชะงัก “ใต้เท้าซูจะไม่เชิญข้าเข้าไปคุยรายละเอียดด้านในหรอกหรือ”

ซูเจิ้นโบกมือ “ไม่มีอะไรที่ต้องคุยกันเยอะหรอก”

ผิงหยางโหวหรี่ตา เอ่ยเสียงเย็น “ใต้เท้าซูหมายความว่าอย่างไร?”

สีหน้าของผิงหยางโหวเรียบนิ่งขึ้นมา รู้สึกโกรธเคืองท่าทางที่ซูเจิ้นผู้นี้แสดงออก เขาเจตนาดีอุตส่าห์นำของมีค่ามาให้หวังจะถอนหมั้นอย่างราบรื่น แต่ซูเจิ้นกลับกล้าปฏิเสธ ถือเป็นการหยามเกียรติเขา หากซูเจิ้นไม่ไว้หน้า เขาก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจอีก

“ใต้เท้าซู ข้ามาหาท่านอย่างจริงใจ ในเมื่อท่านไม่รับก็อย่าได้โทษว่าข้าเสียมารยาท”

ยังไม่ทันที่ซูเจิ้นจะได้ตอบ เสียงหวานใสเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “ท่านพ่อ ข้าเหนื่อยแล้ว ขอเข้าบ้านก่อนนะเจ้าคะ”

ผิงหยางโหวหันไปตามเสียง เห็นหญิงสาวนางหนึ่งก้าวลงจากรถม้า รูปโฉมของนางประหนึ่งสลักขึ้นมาจากหยก ผุดผ่องสะโอดสะอง พริ้มเพราจนคนมองแทบจะลืมหายใจ มิน่าเล่า... คนเขาถึงลือกันว่าคุณหนูสกุลซูรูปโฉมหาใดเปรียบ แม้แต่เขาก็ยังไม่คิดว่านางจะงามล้ำเลิศถึงเพียงนี้

เสียงไอเบาๆ ของซูเจิ้นดึงสติเขากลับมา ผิงหยางโหวหัวเราะกลบเกลื่อน “ที่แท้ก็คุณหนูซูนั่นเอง ช่างงามสง่าไม่ต่างจากบิดา” จู่ๆ เขาก็รู้สึกอิจฉาซูเจิ้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ คนที่มีลูกสาวงดงามถึงปานนี้จะมีความรู้สึกอย่างไรนะ คงจะรู้สึกมีหน้ามีตากระมัง

หากว่าได้นางเป็นลูกสะใภ้ ความจริงก็ไม่เลวเลย แต่น่าเสียดาย ลูกชายหัวไม้ของตนกลับไปถูกใจเด็กสาวไร้แก่นสารอย่างคุณหนูสกุลตู้ ยืนยันว่าอย่างไรก็จะแต่งงานกับนางให้ได้ แต่เอาเถิด ว่ากันว่าหญิงสาวที่ยิ่งงามมักจะยิ่งโง่ คุณหนูซูผู้นี้อาจเป็นเพียงแจกันดอกไม้ที่ว่างเปล่าแต่ไร้ประโยชน์ก็เป็นได้

เมื่อคิดได้อย่างนั้น ใจของผิงหยางโหวก็สงบขึ้นมาเล็กน้อย

 

 

 

 

____________________

* สำนักตรวจสอบความประพฤติขุนนาง

“ใต้เท้าซู ขอกล่าวอย่างชัดเจนไม่ปิดบัง วันนี้ที่ข้ามาก็เพราะเรื่องยกเลิกงานแต่ง”

ผิงหยางโหวกำลังจะกล่าวถึงจุดสำคัญ กลับได้ยินเสียงฝีเท้าม้าและเสียงตะโกนอย่างร้อนรนขัดขึ้นเสียก่อน “ท่านโหว แย่แล้ว ท่านโหว” พ่อบ้านของจวนเขาควบม้าอย่างเร่งรีบตรงมาทางนี้

คิ้วของผิงหยางโหวขมวดเข้าหากัน พ่อบ้านคนนี้มักชอบตีตนไปก่อนไข้ เขาเคยอบรมมาไม่รู้ตั้งกี่หนให้วางตัวสุขุมโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนอยู่นอกบ้าน ทว่ามันกลับสอนไม่เคยจำ ซ้ำยังกล้าตะโกนเรียกเขาหน้าจวนสกุลซูอีกด้วย!

พ่อบ้านเร่งควบม้ามาตรงหน้าผิงหยางโหว มาถึงก็แทบจะกลิ้งตัวลงมาจากหลังม้า เอ่ยพลางหายใจหอบ “ท่านโหว เกิดเรื่องแล้วขอรับ”

ผิงหยางโหวถามขึ้นอย่างใจเย็น “เรื่องอะไร ว่ามา!” เขาแอบยกเท้าขึ้นมาเตรียมไว้แล้ว หากไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไร ครั้งนี้ขอกระทืบสั่งสอนให้หายโมโหสักทีเถอะ!

พ่อบ้านเช็ดเหงื่อแล้วเหลือบมองซูเจิ้นที่ยืนอยู่บนขั้นบันได อีกฝ่ายมองพวกเขาอย่างไม่ค่อยจะสนใจนัก แล้วเอ่ยตอบเสียงเบา “ท่านโหว ซื่อจื่อถูกจับตัวไปที่ศาลของสำนักตรวจการหลวงขอรับ”

ผิงหยางโหวที่ยกเท้าขึ้นมา รีบวางกลับกะทันหัน ร่างเขาซวนเซจนเกือบจะล้มลงไปแล้ว พ่อบ้านต้องรีบเข้าไปประคอง แม้แต่น้ำเสียงที่ถามก็เปลี่ยนไปด้วย “เจ้าพูดเรื่องอะไร ไม่ใช่ว่าซื่อจื่ออ่านหนังสืออยู่ในห้องหรอกหรือ”

พ่อบ้านที่ถูกตะคอกเช็ดน้ำลายบนใบหน้าอย่างน่าสงสาร “ท่านโหว ซื่อจื่อให้บ่าวคนหนึ่งสวมชุดของเขาแล้วนั่งแทนตัวเขาอยู่ในห้องหนังสือ ส่วนตัวเองก็แอบนัดพบกับคุณหนูตู้ของจวนตงผิงป๋อ แต่โชคร้าย กลับถูกเจ้าหน้าที่ทางการเข้าใจผิดคิดว่าเป็นชายเสเพลที่มาเที่ยวหอนางโลมเถื่อน ก็เลยโดนจับ ตอนนี้ซื่อจื่อกำลังรอให้ท่านโหวไปช่วยอยู่ขอรับ”

คุก—แอบนัด—หอนางโลมเถื่อน—ชายเสเพล...

ผิงหยางโหวรับไม่ได้กับเรื่องสะเทือนใจเช่นนี้ จนเกือบจะล้มทั้งยืน

ซูเจิ้นก้าวลงจากบันไดเอ่ยถามขึ้น “โอ้ อย่างนี้คงเป็นเรื่องใหญ่ ท่านโหวต้องการความช่วยเหลือหรือไม่”

ทำไมผิงหยางโหวจะฟังไม่ออกว่าอีกฝ่ายเหน็บแนมตน เขาถลึงตาตอบแล้วรีบควบม้าของพ่อบ้านจากไปอย่างรวดเร็ว

ซูเจิ้นปัดฝุ่นที่ฟุ้งมาถูกร่าง ก้าวกลับเข้าจวนของตนไปด้วยท่าทางไม่รู้ไม่ชี้

 

ในห้องหนังสือตระกูลซู

ซูเจิ้นนั่งอยู่ตรงหลังโต๊ะหนังสือ กำลังมองลูกชายลูกสาวที่ยืนฝั่งตรงข้าม หลังจากดื่มชาไปอึกหนึ่งแล้วจึงกล่าว

“เก่งกล้าสามารถกันขึ้นมาเชียวนะ เรื่องเสื่อมเสียอย่างนั้นยังกล้าคิด!”

แม้เดิมทีแผนการเดิมของซูเจิ้นจะเพิ่มรอยมีดให้กับตระกูลเผยอีกหนึ่งรอย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขายอมรับการกระทำของลูกทั้งสอง ซูโย่วหนิงและซูหนีจิ่นต่างพากันก้มหน้า ไม่พูดไม่จา แต่ก็ยังแอบส่งสายตาสื่อสารกัน ซูเจิ้นเห็นเข้าก็ตบโต๊ะดังปัง

“เป็นความคิดของใคร ตอบมา!”

สองพี่น้องสะดุ้งตกใจขึ้นมาพร้อมกัน ซูหนีจิ่นเงยหน้าขึ้นก่อน “ท่านพ่อ ทุกอย่างล้วนเป็นความคิดของพี่ใหญ่ เขารู้จักกับใต้เท้าหลิวของจวนจิงจ้าว ก็เลยร่วมมือกันล่อเผยอวี้เข้ามาติดกับ”

ถึงใครจะตายแต่นางห้ามตาย!

นางเป็นหญิงก็ต้องรักษาท่าทีเอาไว้บ้าง ให้พี่ใหญ่เป็นคนรับผิดไปนั่นแหละ

ซูโย่วหนิงมองสีหน้าไร้เดียงสาของน้องสาว ดวงตาสองข้างแทบจะถลนออกมาอยู่แล้ว สักพักเขาก็หันกลับไปมองสีหน้าของบิดาที่นั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือ พยายามสงบใจแล้วเอ่ยว่า “เหมียนเอ๋อร์พูดอย่างนี้ไม่ถูก เรื่องทั้งหมดข้าเป็นคนทำก็จริง แต่ไม่ได้เป็นคนวางแผนเสียหน่อย”

ความหวังของซูหนีจิ่นพลันดับมอด พี่ชายยังคงโต้กลับเบาๆ “ข้าตั้งใจให้คนผิดถูกจับเท่านั้น จริงอยู่ สถานที่ข้าเป็นคนหา แต่ใครเล่าเป็นคนจัดการทั้งหมด”

สายตาของซูเจิ้นไล่จากบุตรชายมาที่บุตรสาว เขาชี้ไปยังจุดสำคัญ “แล้วจดหมายสองฉบับที่ล่อเผยอวี้กับคุณหนูตู้ออกมา ใครเป็นคนลงมือเขียน?”

ในเมื่อถามแล้วซูเจิ้นก็ต้องเค้นออกมาให้หมด เพื่อที่ในอนาคตจะได้ปกปิดช่องโหว่ไม่ให้ใครมีหลักฐานเชื่อมโยงมาถึงครอบครัวของตนได้ ต้องตัดไฟแต่ต้นลม หากมีคนมาช่วยลูกๆ ของเขาเขียนจดหมายปลอมนี้ ต่อไปคนผู้นั้นอาจจะยกเรื่องนี้มาข่มขู่เรียกผลประโยชน์ก็เป็นได้

ซูโย่วหนิงชี้ไปทางซูหนีจิ่น “ไม่ใช่ใครอื่น เป็นนาง!”

ซูเจิ้นชะงัก “เหมียนเอ๋อร์เป็นคนจัดหาคนมาคัดลอกลายมือหรือ?”

ซูโย่วหนิงส่ายหน้า “ไม่ใช่จัดหานะท่านพ่อ แม้แต่ข้าก็ยังนึกไม่ถึงว่าครอบครัวเราจะมีปรมาจารย์ด้านปลอมแปลงอย่างนางด้วย หากมิใช่ว่ามีเหตุการณ์นี้ ข้าก็คงไม่รู้”

ซูหนีจิ่นแทบอยากจะเย็บปากพี่ชายให้รู้จักเก็บความลับเสียบ้าง!

ตอนนี้บิดาจ้องนางเขม็ง นางรู้ว่าตนคงเงียบไม่ได้อีกต่อไป

“เหมียนเอ๋อร์ เจ้าลอกลายมือผู้อื่นได้จริงหรือ ทำได้ตั้งแต่เมื่อไร ทำไมพ่อถึงไม่รู้เลย” น้ำเสียงซูเจิ้นเต็มไปด้วยความฉงน ด้วยความที่เป็นบิดา แต่เขากลับไม่รู้จักบุตรสาวของตนอย่างถ่องแท้ เรื่องนี้ทำให้เขาแอบเสียใจ ไม่ใช่ว่าเขาไม่พยายามเข้าหา ทว่าก่อนหน้านี้บุตรสาวไม่ยอมให้เข้าใกล้ จึงไม่ค่อยสนิทกันนัก

ซูหนีจิ่นรู้สึกเก้อเขินอยู่บ้าง อยากจะบอกว่าความจริงตนไม่ได้มีแค่ทักษะการลอกลายมือ แต่ยังมีฝีมือในด้านอื่นๆ อีกมาก

ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย นางในร่างของซูเหมียนเคยอาศัยฝีมือเหล่านี้หาเลี้ยงชีพ

ตั้งแต่เด็ก ซูเหมียนเติบโตมาในสถานสงเคราะห์ ใกล้ๆ กันนั้นมีบ้านพักคนชราระดับโรงแรมห้าดาว เด็กๆ จากสถานสงเคราะห์จึงมักไปช่วยผู้สูงอายุทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อหารายได้พิเศษ เช่น พูดคุยเป็นที่ปรึกษา ร้องรำทำเพลง ผู้ที่อาศัยในบ้านพักคนชราส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัยที่ไม่มีลูกแต่มีทรัพย์สิน จึงได้รับการดูแลอย่างดี

ซูเหมียนได้รู้จักกับเหล่าจาง ครูผู้ชำนาญการลอกเลียนผลงานและลายมือจากที่นั่น

เหล่าจางเป็นปรมาจารย์งานลอกเลียนแบบ เขาลอกได้ทั้งภาพวาดระดับชาติและลายมือบุคคลสำคัญ เขาเห็นว่าซูเหมียนมีพรสวรรค์ จึงสอนให้แบบไม่คิดค่าตอบแทน ทีแรกเด็กหญิงไม่ได้ตั้งใจเรียนนัก แต่เพราะอาหารที่เหล่าจางมอบให้อร่อยกว่าในสถานสงเคราะห์ จึงยอมไปเรียน และการเรียนที่ว่าก็ไม่หนักหนา นอกจากเรียนแล้วยังได้อิ่มท้อง จึงฝึกฝนต่อเนื่องนานเจ็ดถึงแปดปี

น่าเสียดาย พอขึ้นมัธยมปลายเหล่าจางก็จากไป

ซูเหมียนต้องการหาเงินเพื่อเรียนต่อ จึงใช้ฝีมือลอกเลียนแบบปลอมใบรับรองของสถาบันต่างๆ เป็นอาชีพเสริม เพียงแค่มีต้นฉบับลายมือ เธอก็สามารถทำซ้ำออกมาได้ ด้วยทักษะนั้น เธอสามารถแก้ปัญหาเรื่องค่าเรียนและค่าอาหารของตนจนเรียนจบ

“ข้าทำมาตั้งแต่เล็ก รู้สึกว่าลายมือผู้อื่นเลียนแบบได้ไม่ยาก ข้ากลัวว่าท่านพ่อจะตำหนิ จึงไม่กล้าบอกแต่แรกเจ้าค่ะ” ซูหนีจิ่นตอบเสียงอ่อน

ซูเจิ้นสบตากับซูโย่วหนิงคราหนึ่ง ซูโย่วหนิงเอ่ยเสียงเรียบ “แต่ลายมือผู้คนนั้นแปรผัน มักเปลี่ยนรูปแบบอยู่เสมอ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะลอกเลียนนะ”

ซูเจิ้นพยักหน้าเรียกซูหนีจิ่นเข้ามาใกล้ เขากางกระดาษแผ่นหนึ่งวางบนโต๊ะ “ลอกลายมือนี้ให้พ่อดูสักครั้งเถอะ”