บนชั้นสองของร้านน้ำชาแห่งนั้นมีห้องส่วนตัวอยู่หลายห้อง
ทว่ามีเพียงห้องเดียวที่หน้าต่างไม้ไผ่ถูกปลดลงมา ด้านหลังหน้าต่างเหมือนว่ามีคนขยับ เขาพยักหน้าไปทางหน้าต่างไม้ไผ่บานนั้นเป็นการทักทาย
ความจริง ที่ด้านหลังหน้าต่างมีคนสองคนนั่งอยู่ คนหนึ่งคือซูโย่วหนิง อีกคนคือซูหนีจิ่น สองพี่น้องสั่งน้ำชาและเม็ดแตงมานั่งชมละครฉากใหญ่ทางด้านล่างอย่างสนุกสนาน ซูหนีจิ่นมองเสื้อผ้าที่ยับย่นและผมเผ้ายุ่งเหยิงของเผยอวี้ ชายผู้นั้นถูกกลุ่มเจ้าหน้าที่รุมด่าว่าทุบตีจนแทบไม่กล้าโงหัว แทบไม่เหลือความอวดดีในแบบของผิงหยางโหวซื่อจื่อ ดูต่างกับสองวันก่อนตอนที่มาเยือนตระกูลซูลิบลับ
“พี่ใหญ่ ทำไมท่านถึงรู้ว่าวันนี้จะเกิดเรื่องขึ้นในโรงเตี๊ยมแห่งนั้น” ซูหนีจิ่นจิบชาพลางเอ่ยถาม
ซูโย่วหนิงพยักพเยิดไปทางหลิวเหวินไฉที่อยู่ด้านล่าง “เขาเป็นผู้ดูแลพระตำหนักตงกง สนิทกับข้า ช่วงนี้เขาไปมาหาสู่ที่จวนจิงจ้าวอยู่บ่อยครั้ง ข้าบังเอิญได้ยินว่าเขากำลังตรวจสอบเรื่องสถานค้าประเวณีเถื่อน ก็เลยจำได้ นับเป็นความโชคดีของคนแซ่เผยผู้นั้นเข้าพอดี เรียกว่ามาได้ถูกจังหวะจริงๆ”
โชคดีตรงไหน... ไม่ใช่ว่าโชคร้ายหรอกหรือ?
เดิมทีซูหนีจิ่นยังแอบคิดจนปวดหัวว่าจะให้เผยอวี้และตู้เยียนหรันเจอกันที่ไหนดี ไม่คิดว่าซูโย่วหนิงจะวางแผนใหญ่โตถึงขั้นนี้ หากเผยอวี้และตู้เยียนหรันถูกจับไปสอบสวนที่สำนักตรวจการ เรื่องจะต้องสนุกกว่านี้แน่
“ไม่ต้องมาว่าข้า เป็นเจ้าเสียมากกว่า รู้จักลอกลายมือคนอื่นตั้งแต่เมื่อไหร่? แล้วยังเขียนเสียเหมือนอย่างนั้น ข้าเดาว่าแม้แต่เจ้าตัวเองก็ไม่มีทางแยกออกว่าเป็นลายมือจริงหรือปลอมแล้ว” ซูโย่วหนิงที่ชมละครอย่างสนุกสนาน ยังไม่ลืมถามรายละเอียดเรื่องจดหมายที่น้องสาวเขียน เขาเพียงรับผิดชอบส่งจดหมายและจัดการเรื่องด้านล่างนั่น แต่เนื้อหาในจดหมายทั้งหมด มาจากซูหนีจิ่นทั้งสิ้น
หากไม่ใช่เพราะรู้เรื่องมาก่อน เขาไม่มีทางรู้เลยว่าแผ่นไหนคือต้นฉบับ แผ่นไหนคือบทคัดลอก
“ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ พี่ก็ไม่สนิทกับข้า ความจริงข้าทำอะไรดีๆ ได้อีกหลายอย่าง เพียงแต่ท่านไม่รู้ก็เท่านั้น” ซูหนีจิ่นแสร้งเอ่ยเสียงแง่งอน
เดิมคนก็สวยอยู่แล้ว ยิ่งทำท่าเจ้าแง่แสนงอนก็ยิ่งน่าเอ็นดู ซูโย่วหนิงเห็นเข้าก็รีบปลอบ “ฟ้าดินเป็นพยานให้ทีเถิด เป็นเจ้าที่ไม่สนิทกับข้า หรือเป็นข้าที่ไม่สนิทกับเจ้ากันแน่ เมื่อก่อนข้าพูดกับเจ้าเป็นหมื่นประโยคก็ไม่อาจเทียบกับคำพูดของญาติๆ ในจวนกั๋วกงพวกนั้น ยังจะมาว่าข้าอีก”
ซูหนีจิ่นแสร้งทำหน้าโมโห “พี่ใหญ่ มนุษย์เกิดมาก็ย่อมต้องพบเจอคนเลวคนดี ปะปนกันบ้าง มีใครไม่เคยมองพลาดบ้างเล่า วันนี้ข้าก็กลับใจแล้ว ท่านยังจะเท้าความถึงเรื่องเดิมๆ อีก”
เห็นน้องสาวเริ่มขุ่นเคืองซูโย่วหนิงก็ไม่กล้าแหย่ต่อ รีบโบกมือพลางรินน้ำชาให้ “ใช่ๆ ไม่ควรพูด โบราณกล่าวว่าพี่น้องรักใคร่สามัคคีมีดียิ่งกว่าทองคำ เรานั่งมองเรื่องสนุกกันต่อเถิด ข้าจะดูสิว่าตระกูลเผยยังจะมีหน้าเหลืออยู่อีกหรือไม่”
ซูหนีจิ่นยังอดเสียดายไม่ได้ “น่าเสียดาย คุกของสำนักตรวจการหลวงคงขังเผยอวี้ได้ไม่นาน แบบนี้ถือว่าเบาเกินไปด้วยซ้ำ” เพราะหากเผยอวี้ยกฐานะซื่อจื่อของตนขึ้นมากล่าวอ้าง ขุนนางที่นั่นย่อมต้องรีบส่งเขากลับจวนตระกูลเผยด้วยความเคารพ
ซูโย่วหนิงมองหน้าน้องสาว ริมฝีปากยกยิ้มคล้ายจะหัวเราะ “ต่อให้ขังเขาได้ไม่นาน… แต่ก็ไม่แน่ว่าจะปล่อยไปง่ายๆ อย่างที่คิด”
ซูหนีจิ่นได้ยิน ดวงตาก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที “พี่ใหญ่ หรือว่าท่านมีแผนสำรอง?”
ซูโย่วหนิงเพียงส่ายนิ้ว เอื้อมมือแง้มม่านไม้ไผ่ขึ้นเล็กน้อย แล้วชี้ไปอีกฟากหนึ่งของถนนให้น้องสาวมองตาม
ซูหนีจิ่นไม่รู้ว่าพี่ชายคิดอะไร จึงสอดสายตามองตามไป แล้วนางก็ต้องอ้าปากค้าง
คนที่ปรากฏตัวตรงจุดนั้นคือบิดาของนางเอง... ซูเจิ้น!
ข้างกายซูเจิ้นมีชายชราคนหนึ่ง แต่งกายสุภาพเต็มยศ ท่าทางเข้มงวด แววตาเฉียบคมราวกับคบเพลิง เขากำลังจับจ้องเผยอวี้ที่ยืนโวยวายอยู่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย
ซูหนีจิ่นขมวดคิ้ว “ผู้อาวุโสที่ยืนอยู่ข้างท่านพ่อคนนั้น เป็นใครหรือ?”
ซูโย่วหนิงกลั้นหัวเราะอยู่ครู่หนึ่งแล้วกระซิบตอบน้องสาว “ท่านผู้นั้นคือ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ‘ซุนไห่หรู’ แห่งสำนักอวี่สื่อไถ*”
พอได้ยินชื่อ สองตาของซูหนีจิ่นก็เบิกกว้าง มิน่าเขาถึงบอกว่าเกลือยิ่งเก่าจะยิ่งเค็ม!
เดิมทีคิดว่าตนกับซูโย่วหนิงวางแผนไว้อย่างแนบเนียนแล้ว ไม่นึกว่าท่านพ่อกลับจัดการได้เหนือชั้นกว่า เรื่องที่ควรเป็นเพียง ‘การแก้เผ็ดเล็กน้อย’ ในครอบครัว กลับถูกยกระดับจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ของราชสำนักในชั่วพริบตา!
ผิงหยางโหวเดินวนไปมาอยู่ภายในห้องเก็บของ
อีกสักพักเขาก็จะเดินทางไปตระกูลซูเพื่อขอยกเลิกงานแต่ง แต่ถึงแม้ซูเจิ้นจะเป็นเพียงลูกนอกสมรสของจวนกั๋วกง ไร้บรรดาศักดิ์ แต่ก็ไม่ควรจะบาดหมางจนมองหน้ากันไม่ติด ดังนั้นผิงหยางโหวจึงคิดจะเลือกของกำนัลสูงค่าติดตัวไปด้วยสักชิ้น เพื่อบรรเทาความขุ่นเคืองของซูเจิ้น เผื่อวันข้างหน้าทั้งสองตระกูลเจอหน้ากันจะได้ไม่รู้สึกอึดอัด เขาเลือกอยู่นานก็ได้รูปวาด ‘ต้นโพธิ์โบราณ’ ของอาจารย์อวิ๋น คิดว่าคนที่ปราดเปรื่องอย่างซูเจิ้นน่าจะชอบสะสมผลงานประเภทนี้
หลังจากที่ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว ผิงหยางโหวก็ให้พ่อบ้านเตรียมรถม้า เขาพกสมุดผูกดวงและรูปวาดไปด้วย แล้วมุ่งหน้าไปจวนตระกูลซู ทว่าเมื่อไปถึงยามเฝ้าประตูกลับแจ้งว่าซูเจิ้นไม่อยู่ ภายในจวนมีเพียงฮูหยิน ทำเอาผิงหยางโหวจะเข้าก็ไม่ได้ จะกลับก็ไม่ดี ขณะที่กำลังคิดหนักอยู่ พ่อลูกตระกูลซูก็ขี่ม้านำรถม้าหลังเล็กคันหนึ่งเข้ามาจากปากทางถนนส่าจินพอดี
ซูเจิ้นที่มาถึงหน้าประตูของจวนตน พอเห็นว่าผิงหยางโหวยืนรออยู่ ทั้งเขาและซูโย่วหนิงจึงลงจากม้ามาทำความเคารพตามมารยาท ผิงหยางโหวรีบเข้าไปประคอง “ใต้เท้าซูอย่าได้มากพิธี ทำตัวตามสบายเถอะ”
“ไม่รู้ว่าท่านโหวจะมาหา มีเรื่องอะไรหรือ?” เวลานี้ซูเจิ้นอารมณ์ดีไม่น้อย ตอนที่กล่าวถามผิงหยางโหวถึงได้พูดคุยปกติ ซูโย่วหนิงเองก็อารมณ์ดีเอามากๆ เช่นกัน สายตาที่มองผิงหยางโหวมิได้แฝงความโกรธแม้แต่น้อย
ผิงหยางโหวมองไปที่ประตูใหญ่ของจวนซูปราดหนึ่ง ในใจก็แอบบ่นว่าพ่อลูกคู่นี้ช่างไม่มีมารยาทเอาเสียเลย เขามาที่นี่ทำไม อีกฝ่ายจะไม่รู้เชียวหรือ
“ข้าก็ต้องมาด้วยเรื่องของเด็กสองคนนั่นอยู่แล้ว” เพราะรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยจึงเอ่ยตอบเสียงแข็ง
ซูเจิ้นและซูโย่วหนิงสบตากัน ซูเจิ้นพยักหน้าอย่างขอไปที “อ้อ เรื่องนี้เอง แล้วท่านโหวคิดจะทำอย่างไรต่อ?”
ผิงหยางโหวชะงัก “ใต้เท้าซูจะไม่เชิญข้าเข้าไปคุยรายละเอียดด้านในหรอกหรือ”
ซูเจิ้นโบกมือ “ไม่มีอะไรที่ต้องคุยกันเยอะหรอก”
ผิงหยางโหวหรี่ตา เอ่ยเสียงเย็น “ใต้เท้าซูหมายความว่าอย่างไร?”
สีหน้าของผิงหยางโหวเรียบนิ่งขึ้นมา รู้สึกโกรธเคืองท่าทางที่ซูเจิ้นผู้นี้แสดงออก เขาเจตนาดีอุตส่าห์นำของมีค่ามาให้หวังจะถอนหมั้นอย่างราบรื่น แต่ซูเจิ้นกลับกล้าปฏิเสธ ถือเป็นการหยามเกียรติเขา หากซูเจิ้นไม่ไว้หน้า เขาก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจอีก
“ใต้เท้าซู ข้ามาหาท่านอย่างจริงใจ ในเมื่อท่านไม่รับก็อย่าได้โทษว่าข้าเสียมารยาท”
ยังไม่ทันที่ซูเจิ้นจะได้ตอบ เสียงหวานใสเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “ท่านพ่อ ข้าเหนื่อยแล้ว ขอเข้าบ้านก่อนนะเจ้าคะ”
ผิงหยางโหวหันไปตามเสียง เห็นหญิงสาวนางหนึ่งก้าวลงจากรถม้า รูปโฉมของนางประหนึ่งสลักขึ้นมาจากหยก ผุดผ่องสะโอดสะอง พริ้มเพราจนคนมองแทบจะลืมหายใจ มิน่าเล่า... คนเขาถึงลือกันว่าคุณหนูสกุลซูรูปโฉมหาใดเปรียบ แม้แต่เขาก็ยังไม่คิดว่านางจะงามล้ำเลิศถึงเพียงนี้
เสียงไอเบาๆ ของซูเจิ้นดึงสติเขากลับมา ผิงหยางโหวหัวเราะกลบเกลื่อน “ที่แท้ก็คุณหนูซูนั่นเอง ช่างงามสง่าไม่ต่างจากบิดา” จู่ๆ เขาก็รู้สึกอิจฉาซูเจิ้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ คนที่มีลูกสาวงดงามถึงปานนี้จะมีความรู้สึกอย่างไรนะ คงจะรู้สึกมีหน้ามีตากระมัง
หากว่าได้นางเป็นลูกสะใภ้ ความจริงก็ไม่เลวเลย แต่น่าเสียดาย ลูกชายหัวไม้ของตนกลับไปถูกใจเด็กสาวไร้แก่นสารอย่างคุณหนูสกุลตู้ ยืนยันว่าอย่างไรก็จะแต่งงานกับนางให้ได้ แต่เอาเถิด ว่ากันว่าหญิงสาวที่ยิ่งงามมักจะยิ่งโง่ คุณหนูซูผู้นี้อาจเป็นเพียงแจกันดอกไม้ที่ว่างเปล่าแต่ไร้ประโยชน์ก็เป็นได้
เมื่อคิดได้อย่างนั้น ใจของผิงหยางโหวก็สงบขึ้นมาเล็กน้อย
____________________
* สำนักตรวจสอบความประพฤติขุนนาง