เวลาผ่านไปอีกชั่วอึดใจ กว่าฟู่จื่อเสวียนจะตั้งสติได้ นางถามขึ้นว่า “เสี่ยวหลัน ข้าเป็นอะไรไป”
“ฮูหยินน้อย ท่านฝันร้ายอีกแล้ว รอให้ฝนหยุดตกแล้วพวกเราไปไหว้พระที่วัดกันเถอะเจ้าค่ะ ได้ยินมาว่าวัดชิ่งอวิ๋นที่อยู่นอกเมืองศักดิ์สิทธิ์มาก” เสี่ยวหลันยังคงปักใจเชื่อว่าฮูหยินน้อยของนางต้องไปถูกของสกปรกเข้าแน่ๆ ไม่เช่นนั้น หลังจากตกน้ำเมื่อห้าวันก่อน ทำไมถึงนอนหลับไม่สนิท นอนทีไรก็ฝันร้ายอยู่ทุกคืน ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อถึงจะเป็นมนุษย์เหล็กก็คงทนไม่ไหว
ฟู่จื่อเสวียนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ตอบเสียงแผ่วกลับไปว่า “ควรจะไปไหว้พระสักหน่อย!” ในเมื่อสวรรค์ให้ของกำนัลชิ้นใหญ่กับนางขนาดนี้ ก็ควรไปแสดงความขอบคุณเสียหน่อย
เสี่ยวหลันฟังแล้วก็ดีใจ ยกชามยามาจ่อที่ริมฝีปากของนายหญิง “ฮูหยินน้อย ยาใกล้จะเย็นแล้ว รีบดื่มก่อนเถอะ”
ฟู่จื่อเสวียนโบกมือ “ข้าดื่มเอง”
นางพยายามลุกขึ้นนั่ง รับชามยามาจากเสี่ยวหลันแล้วแหงนหน้าดื่มรวดเดียวหมด
เสี่ยวหลันรับชามที่ไม่มียาเหลืออยู่สักหยดกลับมาอย่างงงๆ ฮูหยินน้อยกลัวยาขมเป็นที่สุด ทุกครั้งที่ดื่มจะต้องให้นางพูดกล่อมอยู่นาน อีกทั้งยาชามนี้ แค่นางได้กลิ่นก็รู้สึกไม่ดีแล้วแต่ฮูหยินน้อยกลับดื่มรวดเดียวหมด
ฟู่จื่อเสวียนมองเสี่ยวหลัน นางยังคงเป็นคนซื่อไม่เปลี่ยน ไม่ว่าความรู้สึกใดๆ ก็เขียนอยู่บนใบหน้าชัดเจน ไม่แปลกที่จะถูกเฉียนเจินเจินจับพิรุธแล้วถูกไล่ออกจากสกุลจี้ แต่เป็นอย่างนั้นก็ดีกว่าจะเอาชีวิตไปทิ้งกับนาง
เมื่อคิดไปถึงว่า สุดท้ายแล้วสกุลจี้ที่ใหญ่โตกลับมีสาวใช้คนนี้คนเดียวที่ออกหน้าเรียกร้องความยุติธรรมแทนนาง ไม่เคยทอดทิ้งไม่ว่านางจะเป็นอย่างไร ทำให้ฟู่จื่อเสวียนเกิดความอบอุ่นใจ ครั้งนี้นางจะต้องเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตัวเองและเสี่ยวหลันให้จงได้
ฟู่จื่อเสวียนยื่นมือพูดขึ้นว่า “เสี่ยวหลัน ประคองข้าไปแต่งตัวที”
“ข้างนอกฝนยังตกอยู่เลย ฮูหยินน้อยจะออกจากบ้านหรือเจ้าคะ” เสี่ยวหลันไม่เห็นด้วย ฮูหยินน้อยนอนป่วยมาหลายวัน เพิ่งจะดีขึ้นวันนี้ ถ้าตากฝนแล้วไข้กลับขึ้นมาอีกจะทำอย่างไร
ฟู่จื่อเสวียนลูบรอยย่นที่แขนเสื้อให้เรียบ แล้วยิ้มจางๆ ที่มุมปาก เอ่ยอย่างไม่รีบร้อนว่า “ข้าไม่ได้ไปคารวะท่านแม่มาหลายวันแล้ว”
“ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งไว้แล้วว่าให้ท่านรักษาตัว หลายวันนี้ไม่ต้องไปเยี่ยมหรอกเจ้าค่ะ” เสี่ยวหลันเล่าถึงคำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่าที่ได้รับมาให้ฟู่จื่อเสวียนฟัง พร้อมกับรำพึงรำพัน “ฮูหยินผู้เฒ่าของพวกเราช่างมีเมตตานัก ท่านสวดมนต์ให้ฮูหยินน้อยอยู่ในห้องพระมาหลายวันแล้วด้วย!”
ฟู่จื่อเสวียนได้ยินเช่นนั้นก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มเยาะที่เสี่ยวหลันมองไม่เห็น ชาติที่แล้วก็มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ตอนนั้นนางยังไร้เดียงสาเช่นเดียวกับเสี่ยวหลัน ถูกความจอมปลอมของวั่นซื่อบดบังดวงตา คิดว่าแม่สามีห่วงใยตัวเองจริงๆ แต่มาวันนี้นางรู้สึกขบขัน หากวั่นซื่อเป็นห่วงอาการป่วยจริง เหตุใดห้าวันนี้จึงไม่มาเยี่ยมไข้นางเลยสักวัน
“ไปเถอะ อย่าให้ท่านแม่รอนาน” ฟู่จื่อเสวียนหยิบเสื้อคลุมมาใส่แล้วผลักประตูห้องช้าๆ
ยังดีที่บ้านสกุลจี้ไม่ใหญ่โตมาก เป็นแค่บ้านสองตอนเท่านั้น เรือนพักของนางอยู่ห่างจากเรือนพักของวั่นซื่อเพียงยี่สิบสามสิบจั้ง เดินไปไม่กี่อึดใจก็ถึง
ยังไม่ทันเดินขึ้นบันได พลันมีเสียงหัวเราะที่ใสราวกับระฆังเงินแว่วมา เมื่อเห็นฟู่จื่อเสวียนปัดผ้าม่านขึ้น เสียงหัวเราะนั้นพลันชะงัก เด็กสาวหน้าตาสะสวยวัยสิบสี่สิบห้าปี สวมชุดสีเขียวอ่อน รีบลุกขึ้นยืน นางก้าวเข้ามาประคองฟู่จื่อเสวียนพร้อมกับถามอย่างยิ้มแย้มว่า “อาซ้อ ท่านดีขึ้นแล้วหรือ ข้ากำลังคุยกับท่านแม่ ว่าอีกเดี๋ยวจะไปเยี่ยมอาซ้ออยู่พอดี”
ฟู่จื่อเสวียนมองใบหน้าที่ยิ้มสดใสราวกับบุปผาแรกแย้มตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลายยิ่งนัก
‘จี้เหม่ยอวี๋’ น้องสาวสามี เป็นลูกคนเล็กของบ้าน อยู่ในวัยที่ยังสดใส ไม่ทุกข์ร้อนกับสิ่งใด ได้แต่วิ่งตามร้องเรียกนางว่าอาซ้อ—อาซ้อ อีกทั้งยังชอบมาขลุกอยู่ในห้องของนาง ใช้ชีวิตกับนางอย่างสนิทสนมราวกับเป็นพี่น้องแท้ๆ ก็ไม่ปาน
ตอนที่จี้เหวินหมิงพาเฉียนเจินเจินกลับมา เด็กสาวคนนี้ก็เป็นคนแรกที่กระโดดออกมาตำหนิพี่ชาย ถึงขนาดยังหาเรื่องแกล้งเฉียนเจินเจินอยู่หลายครั้ง
ทว่า... เด็กสาวที่ให้การปกป้องนางมาตลอดคนนี้กลับเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ย้อนมาเอาชีวิตนาง
น้องสามีคนนี้... สุดท้ายก็ไปเข้าข้างเฉียนเจินเจิน ช่วยกันสร้างหลักฐานเท็จหาว่านางตั้งใจจะทำลายเด็กในครรภ์ของเฉียนเจินเจิน ทำให้จี้เหวินหมิงใช้เป็นข้ออ้างทำเรื่องหย่าขาดกับนาง
“อาซ้อ ท่านจ้องข้าอย่างนี้ มีอะไรหรือ” จี้เหม่ยอวี๋ยกมือลูบแก้ม เหตุใดนางจึงรู้สึกว่าพี่สะใภ้ที่เพิ่งหายป่วยดูไม่เหมือนเดิม
ฟู่จื่อเสวียนหลุบตา ใช้ขนตายาวของตนปกปิดความรู้สึกแล้วยิ้มน้อยๆ “เพียงรู้สึกว่าเหม่ยอวี๋โตเป็นสาวแล้ว ใครหนอจะมีวาสนาได้เจ้าไปเป็นภรรยา”
นางจำได้ว่าชาติก่อน ณ เวลานี้ วั่นซื่อเริ่มหาคู่ครองให้จี้เหม่ยอวี๋ อีกทั้งยังมอบหมายให้นางเป็นธุระเรื่องนี้ด้วย
สกุลจี้เวลานี้เป็นตระกูลที่พอจะมีฐานะอยู่บ้างแต่ไม่ถึงกับร่ำรวย พ่อสามีของนางตายไปนานแล้ว มีสมาชิกชายเพียงคนเดียวในบ้านก็คือจี้เหวินหมิง เขาเป็นทหาร ออกรบนานเจ็ดปีแล้วก็ยังไม่กลับ ไม่รู้เป็นตายอย่างไร ตระกูลที่พอจะมีฐานะอยู่บ้างไม่มีใครถูกใจสกุลจี้ แต่พอมีคนถูกใจจี้เหม่ยอวี๋ วั่นซื่อกลับไม่พอใจ จะเอื้อมสูงก็ไม่ถึง จะก้มต่ำก็ไม่เอา สุดท้าย ฟู่จื่อเสวียนก็ถูกคนอื่นตำหนิติเตียน กลายเป็นขี้ปากชาวบ้านว่าไม่ช่วยเหลือน้องสามีหาคู่
ชาตินี้นางจะไม่หาเรื่องใส่ตัวอีก เรื่องประเภทที่ทำดีไม่ได้ดี นางไม่มีวันทำ
เมื่อฟู่จื่อเสวียนกล่าวทักทายเรียบร้อย วั่นซื่อก็ไล่จี้เหม่ยอวี๋ออกไปนอกห้องจากนั้นก็ยกเรื่องนี้มาพูดกับนาง “อาเสวียน ปีหน้าเหม่ยอวี๋ก็เข้าพิธีปักปิ่น*แล้ว ข้าเป็นหญิงม่าย วันๆ ได้แต่อยู่บ้านสวดมนต์กินเจ ไม่รู้เรื่องราวภายนอก ที่บ้านยังคงต้องให้เจ้าคอยเป็นธุระทุกเรื่อง เรื่องคู่ครองของนางก็คงต้องอาศัยเจ้าเช่นกัน สะใภ้ใหญ่ก็เป็นเหมือนมารดา เจ้าก็เห็นเหม่ยอวี๋มาตั้งแต่เด็ก ได้เจ้าเป็นธุระเรื่องนี้ให้ข้าก็วางใจแล้ว”
ฟู่จื่อเสวียนไม่ปฏิเสธ แต่พูดอมยิ้มว่า “ท่านแม่วางใจ ลูกจะช่วยคัดสรรคนดีๆ ให้กับเหม่ยอวี๋ แต่จากความเห็นของลูก ปีหน้าเหม่ยอวี๋ถึงจะเข้าพิธีปักปิ่น เรื่องหาคู่ครองยังไม่ต้องรีบร้อน รอให้ท่านพี่กลับมาพร้อมกับความสำเร็จ ตอนนั้นยังจะกลุ้มใจว่าจะหาคู่ครองที่ดีให้กับเหม่ยอวี๋ไม่ได้อีกหรือ”
นางพูดแทนใจของวั่นซื่อได้พอดิบพอดี ชีวิตของวั่นซื่อมีลูกชายลูกสาวอย่างละคน หลังจากลูกชายออกรบแล้ว ลูกสาวก็เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ นางต้องการให้ลูกสาวหาคู่ครองที่ดี แต่จากสภาพของสกุลจี้ตอนนี้ ครอบครัวที่มีฐานะคงไม่ถูกใจลูกนางสักเท่าไร แต่ไม่นานสภาพการณ์เช่นนี้จะต้องเปลี่ยน!
วั่นซื่อลูบจดหมายที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ สายตาที่มองฟู่จื่อเสวียนนั้นมีแววค้นหา
สะใภ้คนนี้... วันนี้ไม่รู้เป็นอะไรถึงได้เอ่ยเรื่องนี้ขึ้น หรือว่าไปรู้อะไรมา?
วั่นซื่อลังเลไปเล็กน้อยก่อนจะล้วงจดหมายที่อยู่ในแขนเสื้อส่งให้ฟู่จื่อเสวียนอย่างยิ้มแย้ม “เจ้าคิดได้รอบคอบ พวกเรารอให้เหวินหมิงกลับมาแล้วค่อยหาคู่ครองให้เหม่ยอวี๋ นี่เป็นจดหมายที่เพิ่งส่งมาถึง ข้าคิดจะเอาไปให้เจ้าเพื่อบอกข่าวอยู่พอดี ใครจะคิดว่าเจ้าจะมาเยี่ยมยายแก่อย่างข้าเสียก่อน”
ฟู่จื่อเสวียนเผยอริมฝีปากเล็กน้อยอย่างคาดไม่ถึง นางฟังความหมายของวั่นซื่อออก ใบหน้าจึงเปื้อนยิ้มขึ้นมาทันที “ท่านแม่ หรือว่าจะเป็นจดหมายของท่านพี่ เขา... จะกลับมาแล้วหรือ มิน่าเมื่อคืนข้าถึงฝันเห็น เขายังบอกให้ข้ารอด้วย”
หรือพระโพธิสัตว์จะศักดิ์สิทธิ์จริง ไม่เช่นนั้นสะใภ้คนนี้จะฝันถึงเหวินหมิงได้อย่างไร แววตาของวั่นซื่อดูไม่เป็นธรรมชาติแวบหนึ่ง นางจับมือฟู่จื่อเสวียนขึ้นมากุมพลางถามอย่างร้อนใจว่า “อาเสวียน เจ้าเล่าให้แม่ฟังสิว่าฝันถึงอะไร”
ฟู่จื่อเสวียนหลุบตาต่ำ มีสีแดงระเรื่อผุดขึ้นที่ใบหน้า เสียงของนางดังราวกับเสียงยุงบิน “เมื่อคืนลูกฝันว่าหิมะตกหนัก ท่านพี่สวมชุดเกราะสีเงินขี่ม้าสีแดงพุทราตัวใหญ่กลับเข้าเมืองหลวงพร้อมกับชัยชนะที่งดงามเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้...”
ฟู่จื่อเสวียนจงใจเล่าภาพการแต่งกายของจี้เหวินหมิงตอนที่กลับเข้าเมืองหลวงให้วั่นซื่อ นางต้องการทิ้งเมล็ดพันธุ์บางอย่างไว้ในใจของหญิงชรา วันที่จี้เหวินหมิงกลับมาถึงจะเป็นวันที่เมล็ดพันธุ์เมล็ดนี้แทงยอด นางต้องการดูสิว่าระหว่างลูกชายสุดที่รักกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคารพที่สุดนั้น วั่นซื่อจะเลือกสิ่งใด
วั่นซื่อได้ยินนางเล่ารายละเอียดราวกับตาเห็น อีกทั้งวันเวลาก็ยังแจกแจงออกมาอย่างถูกต้อง ก็อดตะลึงงันไม่ได้ ถึงขนาดเริ่มสงสัยว่านี่จะเป็นเสียงเตือนจากพระโพธิสัตว์จริงๆ นางชี้นิ้วทื่อๆ ไปยังจดหมายที่ยังไม่ได้เปิดอ่านในมือฟู่จื่อเสวียน รอยยิ้มบนใบหน้าเพิ่มระดับความเมตตา “อาเสวียนเป็นคนมีบุญจริงๆ สงครามระหว่างเรากับแคว้นเหลียงยุติลงแล้ว อีกสามเดือนหลังจากนี้ เหวินหมิงจะติดตามแม่ทัพใหญ่เจิงหย่วนกลับเมืองหลวงเพื่อรายงานการศึก”
“อา...” มีความยินดีปรีดาบนใบหน้าของฟู่จื่อเสวียน “จริงหรือ ท่านพี่จะกลับมาแล้ว ดีเหลือเกิน” นางแกะจดหมายด้วยมือสั่นเทา หยิบจดหมายออกอ่านอย่างรวดเร็ว อ่านไปอ่านมาน้ำตาก็ไหลอาบสองแก้มอย่างเงียบๆ
วั่นซื่อเห็นแล้วก็ตบหลังมือฟู่จื่อเสวียนเบาๆ เป็นการปลอบใจ “เด็กดี หลายปีมานี้ลำบากเจ้าแล้ว ยังดีที่เหวินหมิงกลับมา เจ้าจะได้หมดโศกเสียที...”
“อืม” ฟู่จื่อเสวียนพยักหน้ารับ แต่ความเคียดแค้นในใจเพิ่มระดับมากขึ้น
ชาติก่อน นางไม่เคยเห็นจดหมายฉบับนี้เลยตั้งแต่ต้นจนจบ
แสดงว่ายายแก่นี่จะต้องรู้ว่าจี้เหวินหมิงจะกลับมาตั้งแต่ต้น ถึงขนาดจงใจปิดบังไม่ให้นางรู้ เห็นตอนท้ายของจดหมายถูกฉีกออกไปชิ้นเล็กๆ ฟู่จื่อเสวียนก็เริ่มเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
ที่แท้ ยายแก่ผู้นี้รู้แต่แรกว่าจี้เหวินหมิงมีภรรยาใหม่
โศกนาฏกรรมของนางในชาติก่อนเริ่มต้นขึ้นในตอนนี้เอง!
ฟู่จื่อเสวียนเพิ่งก้าวเท้าออกจากห้องของวั่นซื่อ พลันได้ยินเจ้าของห้องเรียกสาวใช้เตรียมธูปเทียนเพื่อไหว้พระอีกแล้ว
นางหันกลับไปมองห้องที่อบอวลไปด้วยควันธูปแวบหนึ่งแล้วยิ้มเยาะ สวรรค์มีตา จะลงนรกหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนธูปที่ปักในกระถาง
ไม่เช่นนั้นจะอธิบายถึงการกลับมาของนางได้อย่างไร
“อาซ้อ อาซ้อ ทางนี้...”
ฟู่จื่อเสวียนหันกลับไปอีกทาง ใบหน้าเผยรอยยิ้มอ่อนโยนจนเกิดลักยิ้มสองข้างแก้ม
จี้เหม่ยอวี๋ยืนกวักมือเรียกนางอยู่ที่ระเบียงทางเดิน
“เจ้าเหนื่อยแล้วไม่ใช่หรือ ยังจะยืนอยู่ตรงนี้อีกทำไม” ฟู่จื่อเสวียนเดินไปหาพร้อมกับส่งยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน ทว่าเป็นรอยยิ้มที่มิได้ลงลึกถึงดวงตา
จี้เหม่ยอวี๋ไม่ทันสังเกต นางเบ้ปาก กอดแขนฟู่จื่อเสวียนเขย่าไปมา “ถ้าข้าไม่พูดเช่นนั้น ท่านแม่จะต้องลากข้าเข้าไปไหว้พระด้วยแน่ๆ เฮ้อ... ไม่รู้ว่าท่านแม่เป็นอะไร หลายวันมานี้ชอบลากข้าไปไหว้พระอยู่เรื่อย ไหว้ทีก็นานตั้งสองชั่วยาม ถ้าให้คุกเข่าอีกคราวนี้ขาข้าต้องหักแน่”
ฟู่จื่อเสวียนตำหนิยิ้มๆ “พูดอะไรของเจ้า อย่างท่านแม่เขาเรียกว่าศรัทธา”
จี้เหม่ยอวี๋เบ้ปาก ชะโงกหน้ามากระซิบข้างหูฟู่จื่อเสวียน “ข้าว่าธาตุไฟเข้าแทรกมากกว่า ดึกดื่นค่อนคืน ท่านแม่ยังจะลุกขึ้นมาไหว้พระสวดมนต์”
ฟู่จื่อเสวียนสะดุดใจ กำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นอย่างไม่รู้สึกตัว แต่นางยังใช้น้ำเสียงราบเรียบ ถามจี้เหม่ยอวี๋ราวกับไม่ตั้งใจว่า “ตั้งแต่เมื่อไรหรือ ทำไมข้าถึงไม่เห็นรู้เรื่อง”
จี้เหม่ยอวี๋เป็นคนจิตใจไม่ซับซ้อน นางกะพริบตาแล้วตอบว่า “รู้สึกจะเริ่มตั้งแต่วันที่อาซ้อตกน้ำ ตอนแรกข้าอยากจะไปเยี่ยมอาซ้อ แต่ท่านแม่บอกว่ากลัวจะรบกวนการพักผ่อน ไม่ให้เข้าไป...”
ต่อมาจี้เหม่ยอวี๋พูดอะไร ฟู่จื่อเสวียนก็ไม่ได้ยินแล้ว ตอนนี้ในหัวของนางมีแต่คำว่า... วันที่อาซ้อตกน้ำ
นางจำได้ว่าชาติก่อนตนตกน้ำต้นฤดูสารทหนหนึ่ง ถึงกับเป็นไข้นอนซมอยู่ครึ่งเดือน ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าวั่นซื่อมีท่าทีที่ผิดปกติไปอย่างไรบ้าง เมื่อนางรู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีก็จำเรื่องราวช่วงที่ตกน้ำแทบไม่ได้
ชาติที่แล้วนางไม่ได้สงสัยอะไรเพราะหญิงทั้งสามใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมานานเจ็ดปี นางไม่เคยคิดว่าคนเหล่านั้นจะมีจิตคิดร้ายต่อตน แต่มาตอนนี้ นางได้รับบทเรียนที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณ ทำให้ไม่กล้าประมาทสองแม่ลูกที่ดูไร้พิษสงคู่นี้อีก
____________________
* พิธีปักปิ่น สำหรับสตรีจะทำตอนอายุสิบห้าปี เท่ากับเป็นการบอกว่า พร้อมที่จะมีครอบครัว