ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ภารกิจปราบพยศ

ผู้แต่ง Mo Shu Bai
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีน
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม fictionlog

เมื่อโฮสต์จอมขบถจับคู่กับระบบสุดแสบ ในภารกิจปราบพยศ 'ตัวร้าย' ⚡เปิดโหมดโหด-สุดป่วน⚡ สุดท้ายใครปราบพยศใคร รอเดิมพันได้เลย!

บทนำ

ภารกิจของเย่เฉิน...
คือจัดการจอมวายร้ายทั้งหลาย เพื่อกอบกู้ความสงบสุขคืนมาสู่โลกในแต่ละกาแล็กซี
เพื่อให้ภารกิจสำเร็จลุล่วง
เธอเข้าไปตีซี้กับเหล่าวายร้าย เลี้ยงดูพวกเขา เป็นที่พึ่งให้พวกเขา 
แค่หวังให้ทุกคนกลับตัวเป็นคนดี ไม่มีจิตคิดอยากจะทำลายล้างโลกของตน
แต่เจ้า 'ซานปา' ระบบผู้ช่วยของเธอกลับประเมินผลว่า
“โฮสต์ อย่าไปโอบอุ้มนักเลย เกิดพวกเขาตกหลุมรักคุณเข้า งานนี้ลำบากแน่”
“โฮสต์ เจ้าหมอนั่นเริ่มหันมามองคุณแล้ว ระดับการเต้นของหัวใจรุนแรงทีเดียว”
“โฮสต์ แย่แล้ว หนีเร็ว!”
 
เย่เฉินได้แต่ยืนน้ำตาไหล... จะให้ทำไงได้ ก็ฉันเป็นโรคแพ้คนหล่อ!

สารบัญ

PROLOGUE & CHARACTERS โลกที่ 1

PROLOGUE

 

          เย่เฉินตายแล้ว

          ตอนมีชีวิตอยู่ เธอเป็นเพียงพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาๆ ทำงานตามหน้าที่ ไม่มีเป้าหมายในชีวิต ความฝันเดียวที่มีคือขอให้โลกใบนี้สงบสุข

          ความคิดของเธอเรียบง่าย ถ้าเธอเกิดในช่วงสงคราม ไอคิวเท่านี้คงเป็นได้เพียงทหารรับลูกกระสุน มีชีวิตรอดแค่ในระบอบสังคมนิยมที่เจริญแล้ว อย่างในตอนนี้เธอแค่ตื่นไปทำงานให้ทันเก้าโมงเช้าและเลิกงานห้าโมงเย็น เงินที่ได้ในแต่ละเดือนก็เอาไปซื้อลิปสติกกับกระเป๋าเท่านั้น

          ขอเพียงโลกใบนี้สงบสุข ชีวิตก็ยังมีหวัง...

          ก่อนตายมีผู้ชายมาสารภาพรักกับเธอ เป็นการสารภาพรักครั้งแรกในรอบยี่สิบสามปี          

          “แค่คุณเอ่ยปาก ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ผมก็จะทำมันให้ได้!” เขาให้คำมั่น

          “ฉันต้องการให้โลกใบนี้สงบสุข!” เธอตอบอย่างแน่วแน่

          พูดจบลำแสงสีขาวที่พาดผ่านท้องฟ้าก็ผ่าใส่เย่เฉินต่อหน้าชายที่แอบชอบ

          เธอตายแบบดำเกรียม!

 

            หลังเสียชีวิต เย่เฉินทะลุมิติโดยมีชื่อตามระบบว่า 3838438

          ระบบ AI ที่มีรูปโปรไฟล์เป็นสติกเกอร์ QQ หน้ายิ้มเท่าลูกมะนาว แจ้งเธอเกี่ยวกับภารกิจสร้างสันติสุขให้กับชาวโลก

          “คุณต้องเข้าไปในโลกของหนังสือ แต่ละเล่มจะมีภารกิจหลักที่แตกต่างกัน เช่น ภารกิจหลักของนิยายรักคือพระนางต้องลงเอยกันอย่างมีความสุข ภารกิจหลักของนิยายกำลังภายในคือการต่อสู้ฝ่าฟันของตัวเอกจนได้เป็นหนึ่งในใต้หล้า ส่วนภารกิจหลักของคุณคือการสร้างแนวคิดที่ถูกต้องให้กับตัวร้ายที่ต้องการทำลายล้างโลกและเผ่าพันธุ์มนุษย์ โดยยังคงรักษาภารกิจหลักของหนังสือเอาไว้”

          เขาหวังว่าเธอจะมีคำถามเกี่ยวกับภารกิจที่มากมายนี้ แต่เธอกลับถามเพียงประโยคเดียว

          “ตัวร้ายหล่อไหม?”

          ซานปาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบอย่างอดกลั้น “หล่อ!”

          “งั้นก็ตกลง”

          “เดี๋ยวก่อนสิคุณ!” ซานปาตกใจจนระบบแทบล่ม “ไม่มีคำถามอื่นแล้วเหรอ? คุณรู้ไหมว่าต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ตัวร้ายพวกนั้นห่วยแตกมากนะ บางคนชีวิตรักดิ่งเหว ต้องอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมเส็งเคร็งเลยล่ะ คุณจะไม่ลองพิจารณาอีกรอบเหรอครับ?”

          เย่เฉินส่ายหน้า “เพื่อสันติสุขของชาวโลก ฉันพร้อมพลีชีพอยู่แล้ว”

          เมื่อโฮสต์ให้ความร่วมมือขนาดนี้ ระบบย่อมไม่ปฏิเสธ

          “ขอบคุณโฮสต์ที่ให้ความร่วมมือ ผมจะส่งข้อมูลโลกใหม่ให้คุณทันที”

          “มีอีกเรื่องที่อยากจะขอ”

          “ยินดีอย่างยิ่ง” ซานปาตอบรับอย่างกระตือรือร้น

          เย่เฉินจ้องหน้ายิ้มสีเหลืองแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฉันไม่ชอบถูกเรียกว่าโฮสต์ ช่วยเรียกว่าเบบี๋ได้ไหม?”

          ซานปาสูดหายใจเข้าลึก “ไปไกลๆ เลยคุณ!”

          สิ้นเสียงของอีกฝ่าย เย่เฉินก็เริ่มเวียนหัว สมองตื้อ ร่างกายคล้ายถูกดูดเข้าไปในพายุหมุน

          “ช้าหน่อย ช้า... ช้าหน่อย...” เธอกระเด้งกระดอนไปมาในคลื่นวงกลม ก่อนจะถูกบางอย่างโถมเข้าใส่แล้วบีบรัดจนหัวแทบระเบิด “ฉันจะอ้วกอยู่แล้ว!”

          ระบบไม่สนคำอ้อนวอน ปล่อยให้เย่เฉินดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ

 

CHARACTERS

 

ผู้ทำภารกิจ     เย่เฉินในโลกใบนี้ สวมบทบาทเป็นเด็กสาวชื่อเดียวกับตน นามว่า ‘เย่เฉิน’ เหมือนกัน ฐานะดีแต่เกเร ชอบรังแกผู้อื่นโดยเฉพาะหนุ่มเนิร์ดเงียบๆ ที่ฐานะยากจนอย่างกู้เจียหนาน

ตัวร้าย          ‘กู้เจียหนาน’ เด็กหนุ่มที่เติบโตมาในเงามืด สังคมรอบด้านบีบคั้นจนมีปณิธานอยากทำลายล้างโลกใบนี้

นางเอก         ‘เย่หมิ่น’ น้องสาวแท้ๆ ที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลยกับเย่เฉิน ทั้งน่ารักนิสัยดี เจิดจรัสด้วยรัศมีนางเอก เป็น  คนที่คอยให้ความช่วยเหลือกู้เจียหนานอยู่ตลอดเพราะสงสาร

พระเอก         ‘โจวอวี้เฉิง’ เด็กหนุ่มที่เรียนดี กีฬาเก่ง ตามสไตล์ของพระเอกผู้เพียบพร้อมทุกประการ

            โลกที่เธอไปไม่ต่างจากปัจจุบันมากนัก

          เจ้าของร่างชื่อว่าเย่เฉินเหมือนกัน ฐานะทางบ้านค่อนข้างดี มีพ่อเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีแม่เป็นนักร้อง หลังจากที่พ่อกับแม่หย่าร้างเพราะเข้ากันไม่ได้ เย่เฉินก็ใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง ฝึกมวยตั้งแต่ยังเล็กจนกลายเป็นยัยตัวแสบที่ไม่มีใครกล้าสู้

          เป้าหมายของภารกิจคือชายหนุ่มร่วมชั้นเรียนชื่อ ‘กู้เจียหนาน’ เด็กที่เกิดจากแม่ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

          ‘กู้ฉือ’ เกลียดลูกชายของตัวเองมาก จึงด่าทอและทุบตีเขาอยู่บ่อยๆ ยิ่งผู้เป็นแม่แต่งงานใหม่ ชีวิตของกู้เจียหนานก็ยิ่งเลวร้ายลงกว่าเดิม ความชอบส่วนตัวบางอย่างของพ่อเลี้ยงทำให้กู้เจียหนานที่รันทดอยู่แล้วไร้ความสามารถในการสื่อสาร กลายเป็นเด็กที่พูดไม่ได้ ตัดขาดจากโลกภายนอก นิสัยประหลาดนี้ทำให้เขาถูกรังแกในโรงเรียนบ่อยครั้ง

          ซึ่งจอมเกเรอันดับหนึ่งก็คือเย่เฉิน!

          คนอย่างเย่เฉินเป็นได้แค่ตัวประกอบที่ออกไม่กี่ฉากก็ตาย ตรงข้ามกับ ‘เย่หมิ่น’ น้องสาวคนละแม่ที่เจิดจรัสไปด้วยรัศมีนางเอก

          ขณะที่ใครๆ พากันรังแกกู้เจียหนาน เย่หมิ่นคือคนเดียวที่ให้ความสงสารและห่วงใย

          เพราะไม่ค่อยได้รับความเห็นอกเห็นใจ กู้เจียหนานจึงตกหลุมรักเย่หมิ่นอย่างเงียบๆ แต่เธอกลับมีความสัมพันธ์แบบตัดไม่ขาดกับ ‘โจวอวี่’ บุตรชายผู้เพียบพร้อมของข้าราชการระดับสูงอยู่แล้วก่อนหน้า

           กู้เจียหนานรู้ตัวว่าไม่คู่ควรกับเย่หมิ่นจึงไม่คิดจะเข้าใกล้ เขาใช้ชีวิตอยู่ในมุมมืดมาตลอด กระทั่งหมดความอดทนจึงลงมือฆ่าพ่อกับแม่แล้วสร้างสถานการณ์ว่าถูกโจรขึ้นบ้าน จากนั้นก็ใช้ชีวิตด้วยทุนการศึกษาของโรงเรียน

          หลังหลุดพ้นจากเงามืดของครอบครัว เด็กหนุ่มวัยสิบหกแสดงความสามารถด้วยการก๊อบปี้สเต็มเซลล์เพื่อทำลายโรคร้ายอย่างมะเร็ง ได้ทุนเรียนแพทย์ในมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของโลก ได้ทำงานในสถาบันวิจัยทางการแพทย์ระดับแนวหน้า ได้รางวัลความคิดสร้างสรรค์มากมายจนกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังตอนอายุยี่สิบสาม

          ผู้คนต่างมองว่ากู้เจียหนานคือแสงสว่างแห่งวงการแพทย์ โดยไม่รู้ว่าเด็กที่เติบโตท่ามกลางชีวิตแสนรันทดหมดความสงสารเพื่อนมนุษย์มานานแล้ว ที่เรียนก็เพราะต้องการคำชมจากเย่หมิ่นเท่านั้น

          “นายเก่งชีววิทยาขนาดนี้ น่าจะเรียนหมอนะ”

          เมื่อฝากหัวใจไว้ที่คนอื่นย่อมเกิดปัญหาเป็นธรรมดา

          โดยเฉพาะกับเย่หมิ่นที่แสดงเก่งพอตัว เพราะขณะคบหาดูใจกับโจวอวี่ เธอก็มักส่งสายตาให้ ‘โจวอวี้เฉิง’ น้องชายของเขา

          ด้วยความโกรธ โจวอวี่จึงบุกไปฉุดเย่หมิ่นถึงบ้าน บีบคั้นพ่อของเธอจนตรอมใจตาย ให้ลูกน้องข่มขืน ‘จางฉิน’ ผู้เป็นแม่กับเย่เฉินผู้เป็นพี่สาวต่อหน้า

          เย่หมิ่นฆ่าตัวตายด้วยความเคียดแค้น โดยทิ้งคำพูดไว้ว่า “ฉันเกลียดโลกใบนี้!”

          คนเดียวที่กู้เจียหนานรักได้จากไปแล้ว ในเมื่อเธอเกลียดโลกใบนี้ เขาก็จะช่วยฝังมัน...

          ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เขาคิดค้นไวรัส T ซึ่งสามารถแพร่เชื้อได้ 360 องศาแบบไร้จุดบอด ทำให้เหยื่อเสียชีวิตอย่างรวดเร็วภายในเวลาสองเดือน

          หลังมนุษย์ตายไปกว่าครึ่ง นักวิจัยก็ค้นพบแหล่งที่มาของเชื้อโรค

          กู้เจียหนานถูกส่งตัวเข้าห้องพิจารณาคดี พอถูกผู้พิพากษาถามถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุ เขาก็ตอบเพียงสั้นๆ ว่า “คนที่ผมรักอยากให้ฝังโลกใบนี้…”

          สองเดือนหลังจากที่เขาฆ่าตัวตายในศาล มนุษย์ก็ตายเรียบ

          เย่เฉินเกิดความรู้สึกมากมายหลังอ่านข้อมูลของโลกใหม่ ในฐานะตัวประกอบหลัก เธอต้องใช้ชีวิตอย่างสิ้นหวัง เสพยาหลังถูกข่มขืน ไม่นานก็ถูกกู้เจียหนานจับไปเป็นหนูทดลองและตายอย่างทุกข์ทรมานร่วมกับคนอื่นๆ ที่เคยรังแกเขา

          ชีวิตแบบนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัว สีหน้าเรียบเฉยตอนมองดูผู้คนล้มตายของเธอไม่ต่างจากสายตาของกู้เจียหนานตอนมองดูศพ

          เมื่อทุกอย่างรอบตัวหยุดนิ่ง เธอก็หยุดยืนหน้าประตูตรงที่มีแสงลอดออกมา

          “ผมจะให้เวลาเตรียมตัวเนื่องจากเป็นภารกิจแรก หลังก้าวข้ามประตูให้ตรงไปที่ร่างเพื่อเรียนรู้การกระทำทั้งหมดช่วงครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า พร้อมไหม?”

          “เดี๋ยวก่อน!” เย่เฉินกอดอกด้วยสีหน้ากังวล “ฉันจะขอเปลี่ยนภารกิจได้ไหม เป้าหมายนี้วิตถารเกินไป! ไม่คิดว่าบทไม่เข้ากับฉันบ้างเลยเหรอ ทำไมนิยายแนวซิตี้ถึงกลายเป็นแนวฆ่าล้างโลกไปได้ล่ะ? ฉันจะบอกอะไรให้ฟังนะ...”

          “ไม่ต้องบอก คุณไม่มีเวลาแล้ว!” สติกเกอร์หน้ายิ้มทำเสียงไม่พอใจ

          ขณะพยายามพูดต่อ ลมกระโชกแรงสายหนึ่งก็กระแทกเข้าที่เอวของเธอ

          “ไม่ต้องกลัว สู้ตาย! ไปโลด!”

          เย่เฉินถูกระบบพัดเข้าไปในประตู ตามด้วยเสียงถูกตบหน้าของใครบางคน

          ‘เพียะ!’

          เธอผงะเล็กน้อย สายตาจับจ้องเด็กหนุ่มที่เพิ่งถูกตบ

          เขาสวมชุดนักเรียนสีฟ้าแถบขาวของโรงเรียนมัธยมอีจงในเมือง S ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยนิ้วมือทั้งห้าและรอยเท้าบนตัว มองปราดเดียวก็รู้ว่ากลุ่มนักเรียนกำลังยกพวกตีกัน สีหน้าของเด็กหนุ่มคนนั้นยังคงเรียบเฉย ไม่แสดงอาการหวาดกลัวหรือโมโหแม้จะถูกคนเป็นสิบยืนล้อม ความเฉยชากับใบหน้าหล่อเหลาดูคล้ายหนุ่มเย็นชาในความทรงจำสิบปีให้หลังของเย่เฉิน

          เธอมองอีกฝ่ายนิ่งค้าง กระทั่งเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านข้างเตะหนุ่มเย็นชาจนกระเด็นติดกำแพง

          “เย่เฉินถามนายอยู่ เป็นใบ้รึไง?”

          กู้เจียหนานที่ยืนพิงกำแพงไม่ตอบแม้แต่คำเดียว ต่างจากเย่เฉินที่ร้อนใจแทบบ้า–ทำไงดี ทำไงดี ฉันตบหน้า BOSS! โอ๊ยยย ฉันจะตายไหมเนี่ย!

          “โฮสต์เอ๊ย ตั้งสติหน่อย!” ซานปาร้องเตือน “อย่าลืมว่าคุณคือยัยตัวแสบ และเขาก็ยังไม่คิดจะฆ่าใครตอนนี้ พยายามหาทางเปลี่ยนทัศนคติเพื่อให้เขาไม่ทำลายล้างโลกนี้ แล้วอย่าลืมมอบความอบอุ่น...”

          “พวกเธอกำลังทำอะไร!?”

          เสียงแห่งความยุติธรรมดังขึ้นที่ด้านหลัง พอหันไปมองทุกคนก็พบกับเด็กสาวในเครื่องแบบนักเรียน มัดผมหางม้า น้ำเสียงดุดัน

          “รังแกคนอื่นอีกแล้วนะเย่เฉิน ปล่อยกู้เจียหนานเดี๋ยวนี้!”

          “ฉันทำไม่ได้!” เย่เฉินบอกซานปาเพราะจำได้ว่าคนตรงหน้าคือเย่หมิ่น น้องสาวคนละแม่ที่เป็นนางเอก “ฉันเป็นตัวประกอบโดยสมบูรณ์แล้วสินะ...” เธอพึมพำอย่างสิ้นหวัง

          “ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องร้อนใจ ผมไม่ทิ้งคุณหรอกน่า!”

          “แต่ฉันอยากทิ้งนายแล้วโว้ย!”

          “งั้นก็ถอนการติดตั้งไปเลย!” สติกเกอร์หน้ายิ้มลอยไปลอยมาตรงหน้าเย่เฉิน ก่อนจะฮัมเพลงขึ้นว่า “ช่วงเวลาที่ไม่มีผม คุณดูแลตัวเองให้ดีก็แล้วกัน”

          “...”

          สิ้นหวัง อยากร้องไห้ หากไม่มี AI คุ้มครอง เธอต้องถูกกู้เจียหนานจับไปเป็นหนูทดลองแน่

          แม่จ๋าช่วยด้วย ลูกไม่อยากแสดงแล้ว!

          สถานการณ์ในตอนนี้ทำเย่เฉินพะอืดพะอม

          ท่ามกลางความเงียบ ในสมองเธอปรากฏเสียงดัง ‘ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด’ ติดต่อกัน ตามด้วยเสียงเตือนของซานปา “ภารกิจมาแล้ว อ่านเร็ว!”

          ‘ภารกิจที่หนึ่ง: ทำให้ค่าความรู้สึกดีของกู้เจียหนานขึ้นไปที่ 100 ปัจจุบันคือ -30 คะแนน’

          ‘ภารกิจที่สอง: ยับยั้งความอยากทำลายล้างโลกของกู้เจียหนาน ค่าความก้าวหน้าในตอนนี้คือ 0 คะแนน’

          ‘ภารกิจที่สาม: ลดความใจดำของกู้เจียหนาน ค่าในตอนนี้คือ 70 คะแนน’

          ‘ภารกิจเร่งด่วน: ยับยั้งไม่ให้กู้เจียหนานฆ่าคน สามเดือนหลังจากนี้เขาจะฆ่าพ่อกับแม่ของตัวเอง คุณต้องยับยั้งไม่ให้เกิดเรื่องดังกล่าว’

          “อย่าคิดจะแกล้งเขาอีก!” เย่หมิ่นเดินเข้าไปยืนขวางกู้เจียหนาน “ไม่ต้องกลัวนะ ฉันจะปกป้องนายเอง!”

          กู้เจียหนานทำเหมือนไม่ได้ยิน ใบหน้าหล่อเหลายังคงเฉยชา

          คำพูดของเย่หมิ่นทำเย่เฉินที่ตกอยู่ในภวังค์ได้สติ มองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยความสับสน

          “เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?”

          วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่ เย่เฉินในวัยสิบหกปีที่ผลการเรียนไม่ดีควรอยู่ในโรงเรียนเอกชนราคาแพงมากกว่าโรงเรียนมัธยมชื่อดังที่มีแต่หัวกะทิเก่งๆ แต่เพราะหลงใหลโจวอวี้เฉิงที่เป็นเพื่อนนักเรียนสมัยประถมอย่างหนัก พอรู้ว่าเขาได้คะแนนอันดับหนึ่งของเมืองจนได้เรียนที่โรงเรียนมัธยมอีจง จึงออดอ้อนแกมข่มขู่ผู้เป็นพ่อให้หาวิธีส่งตนเข้าเรียน และต้องอยู่ห้องเดียวกับอีกฝ่ายด้วย

          โจวอวี้เฉิงเรียนดีเป็นอันดับหนึ่ง กู้เจียหนานเรียนดีเป็นอันดับสอง ในปีแรกโรงเรียนจะจัดที่นั่งตามคะแนนสอบ พวกเขาจึงกลายเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกัน

          เย่เฉินขอเปลี่ยนที่นั่งกับกู้เจียหนาน แต่เขาไม่พูดด้วย

          ตั้งแต่จบชั้นประถมสี่ กู้เจียหนานก็แทบไม่พูดกับใคร กินข้าวคนเดียว อ่านหนังสือคนเดียว ทำการบ้านคนเดียวจนเย่เฉินรู้สึกหมั่นไส้ ถึงขั้นไปตามพรรคพวกสิบกว่าคนมาเล่นงาน เพื่อนๆ ของเย่เฉินคือกลุ่มลูกคนรวยที่ชอบหาเรื่องต่อยตีอยู่แล้ว พอรวมตัวกันได้ก็ลากกู้เจียหนานไปรุมซ้อมที่สนามหลังโรงเรียน

          ทันทีที่เย่หมิ่นได้ยินชื่อพี่สาวก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังก่อเรื่องอยู่ แม้จะไม่รู้จักกู้เจียหนานแต่เธอก็รีบไปช่วย “พ่อเตือนกี่ครั้งแล้วว่าอย่าก่อเรื่อง! อุตส่าห์ได้เข้าเรียนก็ควรตั้งใจสิ แค่วันแรกก็ทำที่บ้านขายหน้าแล้ว!”

          “ทำไงดี ที่ยัยนั่นพูดก็มีเหตุผลนะ!” เย่เฉินกระซิบถามซานปาในใจ เพราะเห็นด้วยกับเย่หมิ่น

          “อย่า OOC* เด็ดขาด ห้ามโฮสต์ทุกคนเปลี่ยนนิสัยเดิมของตัวละคร ไม่งั้นจะถูกหักคะแนน!” ซานปาร้องเตือน

          “ใจเย็น ฉันกำลังตั้งใจทำงานอยู่!” เย่เฉินพยายามทำให้ระบบเชื่อใจ “เห็นหน้าแป้นๆ ของนายแล้วเซ็งชะมัด!” บ่นเสร็จก็หันไปบอกพรรคพวกที่มาด้วย “กลับ!”

          “ทำผิดต่อนิสัยเดิมของตัวละคร ติดลบ 1 คะแนน”

          เย่เฉินตัวแข็งทื่อแต่ยังคงมีสติ–ไหนๆ ก็ถูกหักคะแนนแล้วรีบหนีดีกว่า!

          เย่หมิ่นทำหน้าตกใจเพราะไม่คิดว่าจะจบง่ายแบบนี้ ทุกคนก็เช่นกัน โดยเฉพาะสุนัขรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของเย่เฉิน นามว่าจางเฮ่อ ก็คนที่เตะกู้เจียหนานจนติดกำแพงนั่นไง เขารีบวิ่งตามเย่เฉินด้วยสีหน้างุนงง “จะปล่อยมันไปง่ายๆ แบบนี้เหรอ?”

          “ปล่อยไปเถอะ เห็นหน้าแล้วหมดอารมณ์!”

          แม้การตัดสินใจของเย่เฉินจะประหลาด แต่ไม่มีใครกล้าขัดได้แต่แยกย้ายกันไปเงียบๆ

          พ่อไม่ชอบเธอและเธอก็ไม่ชอบครอบครัวของเย่หมิ่นเหมือนกัน ในเมื่อที่บ้านมีเงิน เย่เฉินจึงแยกตัวออกไปอยู่กับป้าแม่บ้านในคอนโดสุดหรูราคาแพง เธอมักจะชวนเพื่อนๆ มาปาร์ตี้ แต่เพราะมีป้าแม่บ้านบางครั้งเลยไม่สะดวก เย่เฉินจึงให้อีกฝ่ายทำอาหารทิ้งไว้ ปัดกวาดเล็กน้อยแล้วไล่กลับบ้าน

          ห้องของเธอใหญ่มาก เป็นเพนต์เฮาส์ชั้นบนสุดของตึก มีหน้าต่างบานใหญ่จากพื้นจรดเพดาน มองเห็นทั้งเมืองได้อย่างชัดเจน

          เย่เฉินกลับถึงห้องตอนอาหารเย็นเสร็จพอดี

          ป้าแม่บ้านรีบหลบเข้าห้อง กระทั่งอีกฝ่ายกินเสร็จจึงแอบออกมาล้างจาน

          “เหงาจัง” เย่เฉินทิ้งตัวลงบนเตียง “นี่สินะชีวิตคนรวย”

          ร่างของเย่เฉินไม่ขี้เหร่ เรียกได้ว่าสวยเลยล่ะ ดูดีกว่าเย่หมิ่นที่เป็นนางเอกด้วยซ้ำ ดวงตาของเธอสวยหวาน ขนตาเป็นแพงอนงาม ถ้าใบหน้าโดดเด่นนี้ได้รับการแต่งแต้มอย่างเหมาะสม จะสวยลึกจนถึงเนื้อใน แต่หากแต่งจนเกินงาม จะกลายเป็นเด็กสาวบ้านๆ ไปเลย

          ด้วยความที่เจ้าของร่างเดิมชอบแนวพังก์ แต่งหน้าจัด ทำผมฟูฟ่องสีม่วง ห้อยโซ่ตุ้งติ้งเต็มตัว เย่เฉินเลยปวดใจทุกครั้งที่ส่องกระจก

          “ฉันไม่แต่งตัวแบบนี้ได้ไหม?”

          “อย่า OOC เด็ดขาด! ห้ามโฮสต์ทุกคนเปลี่ยนแปลงนิสัยเดิมของตัวละคร ไม่งั้นจะถูกหักคะแนน” ซานปาทำเสียงรำคาญ “อย่าเพิ่งคิดเรื่องนี้ สนใจภารกิจที่ต้องทำก่อน”

          เย่เฉินทิ้งตัวลงบนเตียง “ต้องตีสนิทกู้เจียหนานแบบไม่ให้ถูกจับได้ ว่าแต่มีโหมดปิดกั้นความรู้สึกเจ็บปวดใช่ไหมเนี่ย?” ปัญหานี้สำคัญกับเธอมาก เพราะหลายเรื่องจำเป็นต้องใช้ระบบที่ว่าจึงจะสำเร็จ

          “แน่อยู่แล้ว ผมสมบูรณ์แบบและเพียบพร้อมที่สุด!” สติกเกอร์หน้ายิ้มสีเหลืองตอบอย่างมั่นใจ

          เย่เฉินหลับสบายทั้งคืน และตื่นไปโรงเรียนอย่างสดชื่น

          เธอวางแผนให้ตนตกที่นั่งลำบาก จะได้ให้โอกาสกู้เจียหนานทำตัวเป็นวีรบุรุษยื่นมือเข้าช่วยเหลือ หลังจากนั้นเธอค่อยตีสนิทเขา เป็นการเพิ่มค่าความรู้สึกดีๆ ให้เขาแบบไร้ข้อกังขา

          วันเปิดเรียน เด็กห้องคิงจะถูกจัดที่นั่งตามคะแนน ในฐานะที่ได้เข้าเรียนเพราะใช้เส้น เย่เฉินจึงถูกแยกให้ไปนั่งคนเดียวตรงริมหน้าต่างแถวหลังสุด นักเรียนทั้งชั้นต่างสงสัยว่าเธอเข้าเรียนที่นี่ได้อย่างไร มีเพียงน้องสาวอย่างเย่หมิ่น หนุ่มโลกส่วนตัวสูงอย่างกู้เจียหนาน และเพื่อนสมัยอนุบาลอย่างโจวอวี้เฉิงที่ไม่รู้สึกอะไร

          โจวอวี้เฉิงรู้จักเย่เฉินเป็นอย่างดี เธอตามติดเขามาตั้งแต่เด็กแต่ไม่ได้รับความสนใจเพราะเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เอาแต่ใจ แถมยังใช้เส้นสายเข้าเรียน เขาเลยพยายามหลบหน้าเพราะกลัวอีกฝ่ายจะเข้าใจผิดหรือคิดไปเอง

          น่าแปลกที่วันนี้เย่เฉินเอาแต่นั่งเงียบ นอกจากเล่นโทรศัพท์ทั้งคาบก็ไม่สนใจแม้แต่จะมองเขา กระทั่งเลิกเรียนก็ยังไม่หาข้ออ้างมายืมนั่นยืมนี่

          หลังส่งข้อความท้าดวลให้ศัตรูในความทรงจำ เย่เฉินก็ได้รับคำตอบ

          “แล้วเจอกัน!”

          เธอวางโทรศัพท์ ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ ตอนอยู่มัธยมต้นเย่เฉินไม่เคยตั้งใจเรียน พอมีโอกาสจึงคิดอยากแก้ตัว

          เห็นอีกฝ่ายตั้งใจเรียนทั้งวัน โจวอวี้เฉิงก็ลุกขึ้นมองด้วยความสงสัย แต่กลับถูกเย่เฉินประสานสายตาโดยไม่รู้ตัว

          ชอบ

          ชอบมาก

          ชอบพี่โจวมาก!

          ความทรงจำของเธอบอกว่าเขาคือโจวอวี้เฉิง ลูกชายคนเล็กของตระกูลโจว ผู้ชายที่เย่เฉินแอบชอบมานาน หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อยากเข้าเรียนที่อีจง 

          ซานปารีบให้ข้อมูล “เขาคือน้องชายของโจวอวี่ คนที่เย่หมิ่นแอบชอบ”

          “อ้อ... พ่อคนดังนี่เอง”

          เป็นคนดังที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับภารกิจ เย่เฉินจึงไม่อยากเสียเวลาด้วย

          เธอต้องปรับทัศนคติของ BOSS ให้เร็วที่สุด จึงแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นโจวอวี้เฉิงแล้วรีบสะพายกระเป๋าเดินออกจากห้องไป

          ยัยตัวแสบที่ชอบทะเลาะตบตี ไม่มีเวลามานั่งทำซึ้งกับพวกไร้ประโยชน์หรอก!

          ปฏิกิริยาของอีกฝ่ายทำโจวอวี้เฉิงตกใจเล็กน้อย แม้จะไม่เคยเห็นเย่เฉินอยู่ในสายตา แต่ก็ไม่ชอบถูกเมินเหมือนกัน จึงเก็บกระเป๋าหนังสือแล้วรีบเดินตามออกไป พอเห็นเย่เฉินเดินเข้าไปในตรอกข้างโรงเรียนอย่างรีบร้อน โจวอวี้เฉิงจึงบอกบอดี้การ์ดและคนขับรถว่า “เดี๋ยวฉันกลับเอง”

          “นายท่านไม่ให้คุณชายเถลไถลนะครับ” บอดี้การ์ดไม่เห็นด้วย

          “งั้นก็ตามมา!” เขาตอบอย่างเสียไม่ได้

          วันนี้กู้เจียหนานเป็นเวรทำความสะอาด เมื่อถึงเวลากลับบ้านก็จะเห็นเย่เฉินมีเรื่องและเข้าไปช่วยได้ทันเวลา ถึงตอนนั้นเธอค่อยตีสนิท แล้วอ้างคำว่าหนี้บุญคุณขอตามติดเขา

          เย่เฉินฮัมเพลงด้วยความตื่นเต้น แต่เมื่อเงยหน้าก็พบกับเด็กสาวที่ยืนถือกระบองเป็นโขยง

          “มาคนเดียวเหรอ?” หัวหน้าแก๊งแสยะยิ้ม “ดูถูกพวกเราเกินไปแล้ว!”

          เย่เฉินยกยิ้มมุมปากอย่างเย่อหยิ่ง “สำหรับพวกแก ฉันคนเดียวก็พอ” จากนั้นก็กระซิบบอกซานปา “เปิดโหมดปิดกั้นความรู้สึกเจ็บปวดเร็วเข้า!”

          “ขออภัย... คะแนนของคุณต่ำไป ไม่พอจะเปิดโหมดปิดกั้นความรู้สึกเจ็บปวด”

          เย่เฉินนิ่งค้าง แววตาตื่นตะลึง

          เธอถูกเด็กผู้หญิงสิบกว่าคนรุมฟาดด้วยกระบอง ทั้งกระชากผมทั้งผลักไปกระแทกกำแพงจนมึน

          “เฮงซวย!” เย่เฉินใช้เฮือกสุดท้ายด่าในใจ “นายหลอกฉัน...”

          “ไม่ได้หลอก” ซานปาตอบเสียงอ่อย “ผมมีโหมดปิดกั้นความรู้สึกเจ็บปวด แต่ระดับของคุณไม่ถึง”

          เย่เฉินหมดคำจะด่า สุดท้ายก็เป็นลมล้มพับไป

          โจวอวี้เฉิงไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพดุเดือดขนาดนี้

          เย่เฉินล้มลงกับพื้นแล้วถูกรุมทึ้ง ฝนที่ตกโปรยปรายทำให้เธอคลุกไปกับโคลน ผมสีม่วงทรงพังก์เปียกจนแนบติดข้างแก้ม

          เลือดแดงฉานไหลปะปนไปกับน้ำฝน ร่างบอบบางขดงอท่ามกลางดงตีน ช่างน่าสงสารเหลือเกิน

          ถึงจะไม่ชอบความเย่อหยิ่งอวดดีของเย่เฉิน แต่พอเห็นอีกฝ่ายถูกรังแกโจวอวี้เฉิงกลับรู้สึกไม่สบายใจ ไหนจะความสัมพันธ์อันดีระหว่างตระกูลเย่กับตระกูลโจวอีก เขาตัดสินใจยกมือส่งสัญญาณให้บอดี้การ์ด

          “ทำอะไรกันน่ะ!?” บอดี้การ์ดตะโกนตามคำสั่ง

          เด็กสาวหันมองหน้ากันแล้วรีบวิ่งหนี

          โจวอวี้เฉิงได้แต่ยืนมองเย่เฉินที่ถูกซ้อมจนเป็นลม หากเขายื่นมือเข้าช่วยก็จะถูกยกเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างในการตามติด แต่หากไม่ช่วยครอบครัวของพวกเขาคงผิดใจกันแน่

          ขณะครุ่นคิด สายตาของเขาเหลือบไปเห็นกู้เจียหนานยืนสะพายกระเป๋าอยู่ที่ปากตรอก กางร่มที่ได้ฟรีมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต ทำหน้าบึ้งตึงไม่พูดไม่จา ความที่เป็นคนผอมยิ่งขับเน้นโครงหน้าหล่อเหลาของกู้เจียหนานจนดุดัน ตัดกับผิวขาวซีดเย็นชาดูไม่น่าคบ

          “ห้ามเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเด็ดขาด!” โจวอวี้เฉิงออกคำสั่งทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนโลกส่วนตัวสูง ไม่มีทางปากพล่อย

          เสียงร่ำร้องของระบบปลุกเย่เฉินจนตื่น

          น้ำฝนชโลมใบหน้าและร่างกายที่ปวดระบม หูของเธอแว่วเสียงของโจวอวี้เฉิง

          “BOSS มาแล้ว! BOSS มาแล้ว! BOSS จะช่วยคุณไหม?” ซานปาตื่นเต้นดีใจ

          เย่เฉินพูดไม่ออก รู้สึกเหมือนทั้งร่างแหลกสลาย แค่หายใจก็เจ็บแทบแย่–ช่วยด้วย... ช่วยด้วย

          กู้เจียหนานเดินผ่านอย่างไม่ลังเล ไม่มีแม้แต่แววตาสงสาร

          “แย่จัง” ซานปาทำเสียงเศร้า “BOSS ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย สงสัยจะโกรธที่ถูกคุณแกล้งเมื่อวันก่อน”

          “ไม่เป็นไร” เย่เฉินลูบหน้าตัวเอง “พอลืมตา ฉันจะยืนกรานว่าเขาเป็นคนที่ช่วยชีวิตฉัน!” เธอเสนอไอเดียอย่างภาคภูมิใจ

          “ผมเคยคิดว่าคุณปัญญาอ่อน แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว” ซานปานิ่งไปครู่หนึ่ง “คุณไม่ได้ปัญญาอ่อน แต่คุณชอบทำให้ทุกคนคิดว่าคุณเป็น”

          “...”

          “ลืมตาได้แล้ว คุณ...” ซานปาตื่นเต้นจนพูดไม่ออกเมื่อเห็นกู้เจียหนานเดินวกกลับมา

          เย่เฉินดีใจ “อา... เขาผ่านการทดสอบของฉันแล้ว! ตราบใดที่ยังไม่เป็น BOSS ก็จะยังคงมีความเห็นอกเห็นใจ อย่างตอนนี้ที่เห็นฉันเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ไร้ทางสู้ ต้องการคนปกป้องดูแล”

          “ช่างเป็นคนที่มองการณ์ไกลจริงๆ” ซานปาตอบแบบเสียไม่ได้

          ทันทีที่กู้เจียหนานย่อตัว เย่เฉินก็ค่อยๆ ลืมตาแล้วทำเป็นตกใจ ตามแผนคือเขาต้องแบกเธอขึ้นหลังเพื่อพาไปโรงพยาบาล ระหว่างทางเย่เฉินก็จะให้คำมั่นสัญญาว่า “จากนี้ฉันจะปกป้องนายเอง”

          เย่เฉินอยากจะกดไลก์ให้กับความคิดแสนเพอร์เฟกต์นี้ แต่เมื่อลืมตากลับพบว่าตนถูกกู้เจียหนานใช้มีดปอกผลไม้จ่อหน้า!

          “เขากลับมาแทงคุณนี่เอง!” ซานปาทำเสียงตกใจ

          เย่เฉินไม่มีอารมณ์จะตอบโต้ ได้แต่จ้องมีดเล่มนั้นด้วยใจที่สับสน

          ค่าความใจดำ 70 คือเรื่องจริง เขาถูกเธอตบแค่ครั้งเดียวก็โกรธจนอยากจะฆ่าแล้ว

          กู้เจียหนานผงะเพราะไม่คิดว่าเย่เฉินจะฟื้น หลังมองตากันครู่หนึ่ง เธอก็พูดด้วยเสียงอ่อนระทวย

          “นาย... ช่วยฉันไว้เหรอ?”

          กู้เจียหนานไม่ตอบ ในเมื่อเย่เฉินเข้าใจผิด เขาก็ไม่จำเป็นต้องแก้ตัวว่าไม่ได้ตั้งใจมาช่วยแต่ตั้งใจมาแทงซ้ำให้ตายต่างหาก

          “ขอบคุณมากนะ” เย่เฉินแกล้งทำเป็นเขิน

          เห็นอีกฝ่ายได้สติ กู้เจียหนานก็รีบเก็บมีดแล้วลุกเดินจากไป

          เย่เฉินพยุงตัวลุกขึ้น เลือดจากแผลบนศีรษะเริ่มแห้ง แม้จะระบมไปทั้งตัวแต่เธอก็ค่อยๆ เกาะกำแพงแล้วกะเผลกตามกู้เจียหนาน “ช่วยส่งฉันไปโรงพยาบาลหน่อยได้ไหม?”

          กู้เจียหนานทำเป็นไม่ได้ยิน เย่เฉินจึงเดินตามอย่างไม่ลดละฉันจะไม่ยอมถูกซ้อมฟรีเด็ดขาด!

          “ทำไมถึงไม่พูดอะไรเลย ฉันขอโทษถ้าเคยทำตัวไม่ดี ช่วยยกโทษให้ได้ไหม?”

          กู้เจียหนานยังคงนิ่งเงียบ ใบหน้าเฉยชา

          หากไม่เกรงใจครอบครัวที่มีชื่อเสียงของเธอ เขาคงหันไปต่อยปากจนพูดไม่ได้ตลอดชีวิตแล้ว

          “พูดอะไรบ้างสิ” เย่เฉินยังคงตามตื๊อ “ฉันไม่ใช่พวกลืมบุญคุณคน นายช่วยฉันก็เท่ากับเป็นพวกเดียวกันแล้ว จากนี้ฉันจะปกป้องนายเอง!”

          อีกฝ่ายยังคงไม่หันกลับมามอง หลังเดินออกจากตรอกเขาก็ตรงกลับบ้านทันที

          เย่เฉินเจ็บหนักจนอยากไปโรงพยาบาล เพราะฝืนเดินตามก็คงไม่มีประโยชน์

          “เจอกันพรุ่งนี้นะ!” เธอโบกมือให้กู้เจียหนานในแววตาเปี่ยมสุข ก่อนจะเรียกแท็กซี่ไปโรงพยาบาล

          “เจ็บจะตายอยู่แล้ว” เย่เฉินคร่ำครวญในใจ

          ระบบหน้ายิ้มสีเหลืองเด้งไปเด้งมา “สุดยอดไปเลยโฮสต์!”

          เย่เฉินไม่อินกับคำชม เพราะกว่าจะได้เข้าใกล้ BOSS ต้องแลกด้วยการถูกซ้อมปางตาย

          หมอสั่งให้เธอพักฟื้นที่โรงพยาบาลหนึ่งสัปดาห์ เพื่อนๆ พากันมาเยี่ยมไม่ขาดสาย ยกเว้นคนในครอบครัวที่ไม่แม้แต่จะโทรถามอาการ

          ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ เย่เฉินลิงโลดออกจากโรงพยาบาล พอถึงโรงเรียนก็รีบเข้าไปทักทายกู้เจียหนานด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

          “กระเป๋าของนายดูหนักจัง ให้ฉันช่วยไหม?”

          กู้เจียหนานทำเป็นไม่ได้ยิน ใบหน้าในวันนี้ของเขาดูซีดขาวกว่าปกติ บนหน้าผากมีรอยฟกช้ำ

          “นี่มันอะไร?”

          “ถูกซ้อมน่ะ” ซานปาตอบกลับเธอในห้วงจิต “ช่วงนี้ธุรกิจของพ่อเลี้ยงไม่ดี เลยระบายอารมณ์ใส่เขา”

          เย่เฉินขมวดคิ้วแน่น หางตาเหลือบไปเห็นรอยช้ำแดงบนข้อมือที่ถูกปิดด้วยแขนเสื้อ เธอไม่กล้าถามเพราะกลัวอีกฝ่ายจะเสียหน้า จึงได้แต่เดินตามเงียบๆ

          “หาโจ๊กให้เขากินสิ ดูเหมือนจะไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว เมื่อคืนอุตส่าห์ขโมยของกินจากในครัว แต่กลับถูกซ้อมปางตาย” ซานปาออกความเห็นเพราะรับรู้ถึงความเห็นใจของเย่เฉิน

          เธอพยักหน้าแล้วปีนกำแพงออกนอกโรงเรียน เดินหาร้านขายโจ๊กและซื้อกล่องปฐมพยาบาลกลับมาด้วย

          เย่เฉินกลับเข้าห้องเรียนช่วงออกกำลังกายระหว่างคาบ หลังเอากล่องยายัดใส่ใต้โต๊ะ วางถุงโจ๊กไว้บนโต๊ะ เธอก็เขียนโน้ตให้กู้เจียหนาน

          [ค่อยๆ กินนะ อย่ากินทีเดียวเยอะๆ เดี๋ยวกระเพาะจะรับไม่ไหว กล่องปฐมพยาบาลอยู่ในลิ้นชักใต้โต๊ะ ไม่ต้องขอบคุณ]

          เย่เฉินไม่ระบุชื่อเพราะกลัวอีกฝ่ายจะโยนทิ้ง เขียนเสร็จก็กลับไปนั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะ

          พวกที่ออกกำลังกายเสร็จก่อนทยอยกลับเข้าห้อง เย่เฉินไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร จู่ๆ ก็รู้สึกเขินไม่ต่างจากตอนเขียนจดหมายสารภาพรัก เธอยกหนังสือขึ้นปิดหน้าแล้วแอบมองกู้เจียหนานเป็นระยะๆ ในที่สุดเขาก็เดินเข้ามา พอเห็นโจ๊กบนโต๊ะจึงชะงักไปเล็กน้อย

          โจวอวี้เฉิงที่เห็นข้อความก็ตะลึงไม่แพ้กัน เพราะเย่เฉินเคยเขียนจดหมายประเภทนี้ให้เขาบ่อย แต่ทำไมลายมือของเธอถึงอยู่บนโน้ตของเพื่อนร่วมโต๊ะไปได้?

          เห็นอีกฝ่ายทำท่าลับๆ ล่อๆ โจวอวี้เฉิงก็จ้องหนักกว่าเดิม

          เมื่อถูกจับได้คาหนังคาเขา เย่เฉินจึงยิ้มเจื่อนแล้วเอาหนังสือปิดหน้า

          กู้เจียหนานมองถุงโจ๊กอย่างเงียบๆ ความหิวทำเขาปวดกระเพาะ แต่ต้องอดทนเพราะไม่มีเงิน กระทั่งเหลือบตามองกระดานก็รู้ทันทีว่าเป็นฝีมือของใคร คนที่บอกว่าจะตอบแทนบุญคุณเขากับคนที่เขียนหนังสือลายมือห่วยแตกที่สุดในห้องเป็นคนเดียวกัน

          สำหรับกู้เจียหนาน โจวอวี้เฉิงคือฮีโร่ตัวจริง ส่วนเขาเป็นแค่คนที่อยากแก้แค้นเพียงแต่อีกฝ่ายไม่รู้ เมื่อไม่อาจต้านทานความเย้ายวนของอาหาร เขาจึงยอมทำเรื่องน่าอายด้วยการเทโจ๊กแล้วก้มหน้าก้มตากิน

          ท่ามกลางความเงียบ ในสมองเธอปรากฏเสียงดัง ‘ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด’ ติดต่อกัน

          จากนั้นซานปาก็พูดขึ้นว่า...

          “ค่าความรู้สึกดีของเป้าหมายเพิ่ม 30 ปัจจุบันคือ 0”

          “ค่าความก้าวหน้าของบทละคร 2 ปัจจุบันคือ 2”

          “ค่าความใจดำ -2 ปัจจุบันคือ 68”

          “ยินดีกับโฮสต์สำหรับก้าวแรกที่งดงาม ผมขอสมทบให้อีก 50 คะแนน สู้ๆ!”

          หลังกินโจ๊กเสร็จ กู้เจียหนานก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

          เย่เฉินสะกดรอยตามกู้เจียหนานหลังเลิกเรียน พอเห็นเขาเลี้ยวเข้าไปในตรอกก็รีบตามไปติดๆ แต่มีอันต้องชะงักเพราะถูกอีกฝ่ายยืนดักตรงปากทาง

          “มาถึงนี่ยังอุตส่าห์เจอกันอีก บังเอิญจังเลย!” เธอพูดแก้เก้อ

          เป็นครั้งแรกที่กู้เจียหนานเจอผู้หญิงแปลกๆ จึงทำเพียงหมุนตัวแล้วเดินนำหน้า ราวกับอนุญาตให้เย่เฉินเดินตามได้

          “นายกำลังจะกลับบ้านเหรอ ให้ฉันไปส่งไหม ช่วยสะพายกระเป๋าก็ได้นะ หรือจะให้ฉันเลี้ยงข้าวดี?” เธอพล่ามไม่หยุด

          กู้เจียหนานยังคงไม่สนใจ เย่เฉินจึงเดินตามไปถึงหน้าประตูบ้าน

          บ้านของเขาอยู่ในเขตเมืองเก่า ภายในซอยที่ทั้งเล็กและแคบนี้มีตึกเรียงรายจนแทบไม่มีช่องว่าง เต็มไปด้วยเสื้อผ้าแขวนระโยงระยาง

          ในที่สุดกู้เจียหนานก็หยุดเดิน หันมองเย่เฉินด้วยแววตาเรียบเฉยเหมือนกับจะบอกว่า ‘ไปได้แล้ว’

          “ถ้างั้น... ฉันกลับก่อนนะ พรุ่งนี้จะเอาอาหารเช้ามาให้อีก อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม?”

          กู้เจียหนานเดินเข้าบ้านโดยไม่พูดอะไร

          เย่เฉินกระโดดซ่อนตัวหลังกำแพง ลอบมองบ้านเก่าชั้นเดียวแสนทรุดโทรมตรงหน้า เมื่อจดจำประตูไม้ที่มีตัวหนังสือคำว่า ‘โชคลาภ’ ได้แล้ว เธอก็หลบออกจากซอย

          “โฮสต์เหมือนพวกโรคจิตเลย”

          เธอไม่สนใจที่ซานปาพูดแต่กลับตรงไปที่ร้านอาหารเพื่อสั่งกับข้าวสองสามอย่างใส่กล่องแล้วย้อนกลับไปอีกครั้ง

          ที่หน้าประตูไม้บานเก่า เธอได้ยินเสียงผู้ชายก่นด่ารุนแรง ตามด้วยเสียงฟาดแส้

          ยืนอึ้งไปได้สักพัก เย่เฉินก็เงยหน้ามองคำว่าโชคลาภ–มาถูกแล้วนี่?

          เสียงด่าทอยังคงดำเนินต่อไป ทว่าไร้เสียงตอบโต้จากคนที่ถูกด่า

          “หยุดตีได้แล้ว!” ผู้หญิงคนหนึ่งทำเสียงรำคาญ “แพ้พนันเยอะขนาดนั้น ตีไปก็ไม่มีประโยชน์ รีบมากินข้าวเถอะ!”

          ชายคนนั้นหยุดตีแต่ยังคงกินไปด่าไป เย่เฉินไม่รู้จะทำอย่างไรกับกล่องอาหารในมือ พอคิดได้ก็เดินอ้อมไปหลังบ้านเพื่อหาหน้าต่าง

          บ้านหลังนี้เล็กมาก ข้าวของเครื่องใช้กองระเกะระกะ ตั้งแต่โซฟา หลังทีวี พื้นปูน ขนาดกำแพงยังถูกแปะด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ เต็มไปหมด

          คนสองคนที่กำลังกินข้าวถูกผนังบังจนมองไม่เห็น เห็นเพียงกู้เจียหนานที่นอนขดตัวเลือดอาบอยู่บนพื้น ไม่ขยับเขยื้อน

          “ยังไม่ลุกขึ้นอีก!” ชายคนเดิมตวาดลั่น “แกล้งทำเป็นตาย เดี๋ยวก็ได้ตายจริงๆ หรอก!”

          กู้เจียหนานเอามือกุมท้องแล้วพยุงตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก สายตาเหลือบไปเห็นเย่เฉินยืนตรงหน้าต่างพอดี

          เธอมองเขาด้วยแววตาสับสน ไม่ออกอาการซุกซนเหมือนก่อนหน้า ราวกับกำลังตัดสินใจบางอย่าง

          เบื้องหลังคือแสงอาทิตย์ยามเย็น ส่องสว่างจนเย่เฉินดูอบอุ่นไปทั้งร่าง ไม่ต่างจากโจ๊กที่ซื้อเมื่อเช้าและอาหารในกล่องที่กำลังถืออยู่

          กู้เจียหนานหลุบตาลงแล้วเดินไปทางอื่น เย่เฉินจึงทำเสียงแมวร้อง พออีกฝ่ายหันมองก็รีบกวักมือ

          เขาขยับเท้าเดินไปหาเธออย่างเชื่องช้า ยื่นมือออกไปแตะกล่องอาหารที่ยังอุ่นพลางส่ายหน้า เพราะรู้ดีว่าในบ้านไม่สามารถซุกซ่อนอะไรได้

          เย่เฉินเข้าใจดี จึงวางกล่องอาหารแล้วเปิดกระเป๋าหยิบกระดาษปากกาออกมาเขียนข้อความ...

          ‘พอพวกเขาเข้านอนให้รีบมาเปิดประตู เดี๋ยวพาหนีเอง!’

          หลังฉีกกระดาษส่งให้อีกฝ่าย เธอก็เดินจากไปพร้อมกล่องอาหาร

          เขาอยากทิ้งกระดาษแผ่นนั้น แต่เมื่อนึกถึงโจ๊กร้อนๆ ความหิวกระหายและการถูกซ้อมทุกวันก็ทำให้อดทนต่อไปไม่ไหว

          กระดาษใบนี้เป็นเหมือนน้ำชโลมจิตใจ กู้เจียหนานนั่งลงบนพื้น มองลายมือหงิกๆ งอๆ แล้วทาบมันกับอก เขายอมทำทุกอย่าง เพื่อให้หลุดพ้นจากชีวิตแบบนี้...

          เย่เฉินเดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม เฝ้าสังเกตการณ์ผ่านหน้าต่างบ้านและกินอาหารในกล่องไปด้วย

          “โฮสต์จะพา BOSS ไปไหน?” ซานปาเริ่มจะกังวล “คุณยังไม่บรรลุนิติภาวะนะ”

          “ขอดูสถานการณ์ก่อน” เย่เฉินยังคิดไม่ออก “ถึงยังไงเขาก็ไม่ควรอยู่ที่นี่” เธอพูดไปกินไป ใจก็นึกถึงหนุ่มเย็นชาที่แข็งแกร่งจนสามารถทำลายล้างโลก ทั้งที่เคยอยู่ในสภาพน่าเวทนามาก่อน

          เย่เฉินเอาแต่ถอนหายใจจนกินข้าวไม่ลง กระทั่งไฟในบ้านดับลงตอนสี่ทุ่ม

          เห็นอีกฝ่ายนั่งอยู่ที่เดิมตลอด กู้เจียหนานก็อุ่นใจขึ้นมาก

          หลังขดตัวที่ข้างหน้าต่าง นิ่งฟังเสียงเข็มนาฬิกาจนได้ยินเสียงกรนของพ่อเลี้ยง กู้เจียหนานก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

          เย่เฉินสังเกตทุกอากัปกิริยา พออีกฝ่ายลุกขึ้นเธอก็รีบลุกตาม

          “ฉันพร้อมแล้วค่ะ BOSS!”

          ความจริงจังของเธอทำกู้เจียหนานจริงจังไปด้วย หลังผงกหัวให้สัญญาณ เย่เฉินก็สาวเท้าไปที่ประตูบ้านด้วยใจมุ่งมั่น ราวกับนักรบที่แม่ทัพตั้งความหวัง เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง

          ประตูเปิดออกพอดีตอนเธอไปถึง ดวงจันทร์กระจ่าง ดาวพร่างฟ้ากะพริบระยิบระยับ ใบหน้าของเด็กหนุ่มค่อยๆ โผล่ออกจากความมืด แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าหล่อเหลาเย็นชา เผยให้เห็นความงดงามชวนตะลึง

          หัวใจของเย่เฉินเต้นระรัว ยิ่งได้ยินเสียงหายใจของคนตรงหน้าก็ยิ่งตื่นเต้นราวกับเป็นโจรย่องเบา

          กู้เจียหนานตัวสั่นไม่แพ้กัน หลังตัวล็อกที่ประตูส่งเสียงดังคลิก เย่เฉินก็คว้ามืออีกฝ่ายแล้วเผ่นออกนอกซอย

          แม้จะตกใจแต่กู้เจียหนานก็ไม่ขัดขืนทั้งที่ร่างกายยังปวดระบม โดยเฉพาะตอนถูกกระเป๋าหนังสือกระแทกใส่หลังก็ยังกัดฟันวิ่งตามเย่เฉินไปเรื่อยๆ

          มือของเธอทั้งนุ่มและอบอุ่น

          กู้เจียหนานลอบมองสีหน้ากระวนกระวายอย่างเงียบๆ ใจก็แอบชื่นชมสาวผมม่วงไปด้วย

          เธอเป็นพังก์ร็อกสาวที่ความสวยสวนทางกับคนอื่นตลอด ผมหยิกฟูสีม่วง แต่งหน้าจัดจนลืมเค้าเดิม ทว่ากลับมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เธอคล้ายเด็กสาวที่แผ่เสน่ห์แบบยัยตัวแสบออกมาเพื่อให้เหมือนกับคนอื่นๆ ในกลุ่มที่มีความชอบในทางเดียวกัน

          เมื่อก่อนเขาไม่เคยสนใจสาวผมม่วงหัวฟูไร้เสน่ห์คนนี้ แต่พอสังเกตให้ดีกลับรู้สึกถึงความสวยที่ทำกู้เจียหนานหน้าแดงด้วยความขัดเขิน

          ทั้งสองตรงไปที่ถนนใหญ่ หลังหยุดวิ่งเย่เฉินก็หอบหายใจตัวโยน “หวังว่าพวกเขาจะไม่ตามมานะ” เธอยันสองมือกับหัวเข่า เหงื่อเม็ดโตบนหน้าผากไหลอาบหน้า “พวกเขาไม่น่าตามมาแล้วล่ะ ฉันคงตื่นเต้นเกินไป” เธอรู้อยู่แล้วว่ากู้เจียหนานจะไม่ตอบ จึงพูดเองเออเองเพราะนิสัยแบบนี้แก้ไม่ได้ในวันสองวันอยู่แล้ว

          แต่จู่ๆ เขาก็ตอบกลับในลำคอ “อืม”

          เย่เฉินที่ยังคงกุมหัวเข่าเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยแววตาประหลาดใจ ทำเอากู้เจียหนานคิดถึงแมวน้อยที่เคยเลี้ยงตอนเด็กๆ

           “หิว” เนื่องจากไม่ได้เปล่งเสียงพูดมานาน เขาจึงไม่สามารถพูดประโยคยาวๆ ได้

          “ไปกินเนื้อย่างกัน!” พอตั้งสติได้เย่เฉินก็เปลี่ยนคำพูด “ไม่เอาๆ กินโจ๊กก่อนดีกว่า กระเพาะนายไม่ได้ย่อยมานาน ถ้ากินของหนักอาจมีปัญหาได้”

          กู้เจียหนานพยักหน้า เย่เฉินจึงถามต่อ “ยังเจ็บแผลอยู่ไหม?”

          แม้เขาจะส่ายหน้า แต่เธอก็ยื่นมือออกไปรับกระเป๋าสะพายมาแบกไว้เอง

          แทนที่จะพากันไปร้านโจ๊ก เย่เฉินกลับพากู้เจียหนานไปร้านปิ้งย่าง

          “อยากกินอะไรสั่งได้เลย” เธอตบไหล่เขาเบาๆ

          กู้เจียหนานพยักหน้าแล้วไล่นิ้วไปบนเมนู เย่เฉินจึงมองตามแล้วช่วยพูดชื่ออาหารให้ เขาลองออกเสียงตาม เสียงของเขาเพราะมาก แม้สำเนียงจะเพี้ยนเล็กน้อย แต่เธอก็พูดคุยกับเขาตามปกติ

          หลังกินของย่างเสร็จ เย่เฉินก็สั่งโจ๊กไข่เยี่ยวม้าใส่หมูอีกชามหนึ่ง ร้านปิ้งย่างแห่งนี้ขายโจ๊กและบะหมี่ด้วย พออาหารมาเสิร์ฟเย่เฉินก็ดันถ้วยไปตรงหน้ากู้เจียหนาน

          “กินอีกหน่อยนะ” พูดจบก็โบกไม้ที่มีหมูย่างเสียบอยู่ “ส่วนฉันจะกินเจ้านี่”

          กู้เจียหนานไม่ตอบ ได้แต่จ้องอีกฝ่ายนิ่งค้าง

          “คือว่า... กระเพาะของนาย...”

          “อืม” เขาก้มหน้าลงช้าๆ “ฉันรู้”

          โจ๊กช่วยให้กระเพาะของกู้เจียหนานอุ่นขึ้น รู้สึกถึงความสุขสงบเป็นครั้งแรกในชีวิต หากต้องตายก็ไม่มีอะไรให้เสียดายแล้ว

          แต่สำหรับเย่เฉิน มันคือการพาเด็กคนหนึ่งมากินอาหาร กินไปคุยไปโดยที่อีกฝ่ายไม่ตอบแม้แต่คำเดียว

          ซานปาไม่ได้โผล่มาทำลายบรรยากาศแสนอบอุ่นนี้ หุบปากสนิทตลอดมื้ออาหาร

          หลังจ่ายเงิน เย่เฉินพากู้เจียหนานไปซื้อเสื้อผ้ากับของใช้ส่วนตัว ก่อนจะพาขึ้นรถประจำทางกลับคอนโด

          สีหน้าของกู้เจียหนานยังคงเรียบเฉย ไม่ถามสักคำว่ามาทำอะไร กระทั่งเย่เฉินวางรองเท้าสลิปเปอร์ตรงหน้า ท่าทีเขาจึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย

          “ถุงเท้าของเขาเป็นรูใหญ่มาก!” ซานปาแอบกระซิบขัดจังหวะอยู่ในห้วงจิต “เขาคงอาย”

          เย่เฉินแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น “นั่งรอตรงนี้ก่อนนะ ฉันจะไปปอกผลไม้ เสร็จแล้วจะพาไปอาบน้ำ”

          พออีกฝ่ายคล้อยหลังไปกู้เจียหนานก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบถอดรองเท้าถุงเท้า ใช้กระดาษห่อแล้วโยนใส่ถังขยะ

          เย่เฉินวางจานแตงโมที่หั่นเป็นชิ้นๆ ลงบนโต๊ะแล้วบอกกับกู้เจียหนานว่า “ฉันจะพาไปดูห้องนอน” พอเดินไปถึงเธอก็ชี้นิ้วเข้าไป “นี่คือห้องนอนของนาย หลังเลิกเรียนพรุ่งนี้ฉันจะพาไปซื้อโต๊ะหนังสือและของใช้ที่จำเป็น” พูดจบก็เดินไปที่ห้องน้ำ

          เนื่องจากคอนโดของเธอใหญ่มาก ห้องนอนทั้งสามห้องจึงมีห้องน้ำในตัว เย่เฉินสอนการใช้ฝักบัวและอ่างอาบน้ำอย่างละเอียด “ผ้าเช็ดตัวอยู่ตรงนี้ นายเข้าไปอาบน้ำก่อน ฉันจะไปเอาชุดนอนมาวางบนเตียงให้”

          กู้เจียหนานพยักหน้าแล้วปิดประตูห้องน้ำ แช่ตัวในอ่างน้ำร้อน เปิดเพลงคลอเบาๆ ตามที่เย่เฉินแนะนำ

          ในที่สุดเขาก็มีห้องเป็นของตัวเอง กู้เจียหนานกอดตัวเองแล้วส่งเสียงร้องไห้ออกมา

          เขาออกมาได้แล้ว!

          เขาหนีได้แล้ว!

          ในที่สุดก็มีคนพาเขาออกมา!

          ความดีใจผสานกับความโศกเศร้าที่เก็บมาทั้งชีวิต ทำให้ไม่กล้าแม้แต่จะหวนนึกถึง ในเมื่อไม่ต้องกลับไปเผชิญกับมันอีก เขาจึงระบายด้วยการเปล่งเสียงร้องไห้ดังลั่น

          ตอนเอาเสื้อผ้าเข้ามาให้ เย่เฉินได้ยินเสียงน้ำ เสียงดนตรี และเสียงสะอื้นแว่วออกมา ก่อนหน้าเธอรู้สึกเวทนาเขาจับใจ แต่เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้กลับรู้สึกเจ็บปวดอย่างประหลาด

          ต่อให้ไม่มีภารกิจ เธอก็จะช่วยเด็กคนนี้เท่าที่จะทำได้

 

          ผ่านไปนานกว่ากู้เจียหนานจะเดินออกจากห้องน้ำ พอได้เห็นใบหน้ารูปไข่ไร้เครื่องสำอางของเย่เฉิน ดวงตาสวยหวานราวกับพูดได้ เขาก็เลิกคิ้วด้วยความตะลึง

          ผู้ชายมักโตช้ากว่าผู้หญิง เย่เฉินเริ่มแอบชอบโจวอวี้เฉิงแล้ว แต่กู้เจียหนานกลับไม่มีความคิดเป็นอย่างอื่น แค่รู้สึกว่าเธอสวยกว่าปกติเท่านั้น

          “มานี่” เย่เฉินกวักมือเรียก กู้เจียหนานนั่งลงอย่างเชื่อฟัง เย่เฉินจึงเป่าผมให้แล้วถือโอกาสถาม “นายหนีมาแบบนี้ กลัวพ่อกับแม่ไปตามหาที่โรงเรียนไหม?”

          “ไม่หรอก” กู้เจียหนานถูกลมร้อนเป่าจนจักจี้ “ฉันไม่สำคัญขนาดนั้น”

          ที่บ้านของเขายังมีน้องสาวกับน้องชายอยู่อีก สองคนนั้นไม่ค่อยกลับบ้านเพราะเรียนโรงเรียนเอกชนในเมือง ทั้งครอบครัวจึงต้องประหยัดเพื่อส่งพวกเขาเรียน

          พ่อกับแม่ไม่อยากเลี้ยงกู้เจียหนานอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะหนีออกจากบ้านแล้วต้องหยุดเรียน เขาคงหนีไปนานแล้ว การที่เขาได้เรียนต่อถือเป็นบุญคุณอันใหญ่หลวง เพราะทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากชีวิตแบบนี้ก็คือการเรียนหนังสือ แต่หากความอดทนหมดลง หญิงชายคู่นี้อาจต้องลงนรกไปด้วย

          กู้เจียหนานคอยเตือนตัวเองไม่ให้ทำแบบนั้น เพราะชีวิตยังอีกยาวไกล อย่าอยู่อย่างไร้ประโยชน์เหมือนพ่อกับแม่เด็ดขาด

          พอได้ยินที่อีกฝ่ายตอบ เธอก็กระซิบถามระบบในใจ “เขาไม่ได้โกหกใช่ไหม?”

          “ใช่” ซานปาเตือน “ซ่อนเขาให้ดี จะได้ไม่มีปัญหา”

          “แล้วถ้าพวกนั้นไปตามหาที่โรงเรียนล่ะ นายจะทำยังไง?” เย่เฉินถามกู้เจียหนานอย่างกังวล

          กู้เจียหนานนิ่งเงียบไม่ตอบ

          ลมร้อนพัดผ่านซอกคอของเขา มือนุ่มนิ่มและอบอุ่นซอกแซกอยู่ตามไรผม

          เขาได้กินอิ่ม ได้อาบน้ำอย่างสงบ ได้ใส่เสื้อผ้าสะอาด ได้นอนบนเตียงแสนสบาย ก็เพราะเย่เฉินเข้าใจผิดคิดว่าเขาคือคนที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้ กู้เจียหนานจึงไม่อาจปล่อยผ่าน

          “ฉันฉลาด” เขาเงยหน้ามองเย่เฉินแล้วพูดทีละคำ “ฉันเก่ง ฉันเรียนรู้เร็ว ต่อไปถ้ามีเงิน ฉันจะตอบแทนเธอเอง”

          แววตาสำนึกผิดปนตื่นกลัวของอีกฝ่ายทำเย่เฉินตะลึง

          “อย่าปล่อยฉัน... กลับไปนะ”

          เธอเข้าใจที่เขาต้องการจะสื่อ ต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนก็เป็นเพียงหนุ่มน้อยอายุสิบหกเท่านั้น

          “ได้” เธอปิดไดร์เป่าผม “ฉันจะไม่ยอมให้นายกลับ ฉันจะปกป้องนายเอง!” เธอจ้องตาอีกฝ่ายอย่างจริงจัง “ฉันจะทำให้นายรู้ว่าโลกใบนี้สวยงามแค่ไหน”

          คำสัญญาของเย่เฉินทำกู้เจียหนานสบายใจขึ้นมาก หลังเป่าผมเสร็จเธอก็ทำแผลให้เขาต่อ

          เป็นคืนแรกในชีวิตที่เขาได้นอนหลับสบาย

          ต่างจากเย่เฉินที่ลนลานหาวิธีซ่อนอีกฝ่ายไม่ให้ป้าแม่บ้านเห็น

          ป้าแม่บ้านเป็นคนขี้เกียจ ชอบผัดวันประกันพรุ่ง ที่ยอมมาอยู่คอนโดก็เพราะอยากอู้งาน เธอจึงส่งข้อความสั้นๆ ไปบอกว่า “พรุ่งนี้ไม่ต้องมาแล้ว เงินเดือนยังให้ตามปกติ”

          ป้าแม่บ้านเข้าใจทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังจะก่อเรื่อง จึงตอบกลับอย่างว่าง่าย “ได้ค่ะ ขอบคุณคุณหนูมากนะคะ”

          จัดการกับคนรับใช้เสร็จ เย่เฉินก็วางแผนเรื่องกู้เจียหนานต่อ

          เช้าวันที่สอง พวกเขาออกจากบ้านพร้อมกัน พอถึงโรงเรียนก็แยกย้ายตามแผน

          หลังหมดคาบแรกก็นัดเจอกันที่มุมระเบียงทางเดิน พอได้อาหารเช้าจากเย่เฉิน กู้เจียหนานก็รีบกลับไปอ่านหนังสือ

          การที่โจวอวี้เฉิงได้คะแนนดีก็เพราะพ่อกับแม่ทุ่มเงิน ต่างจากกู้เจียหนานที่อาศัยฝีมือล้วนๆ

          เย่เฉินแอบมองอีกฝ่ายจากในห้องเรียน เขาผอมมาก ชุดนักเรียนก็เก่ามากเช่นกัน ผมเผ้าแหว่งเพราะตัดเอง พอนั่งข้างโจวอวี้เฉิงซึ่งหน้าตาดีอยู่แล้วก็ยิ่งดูตลก ความจริงกู้เจียหนานหน้าตาดีมาก ไม่ใช่แค่หล่อผ่านๆ แต่น่ามองจนไม่อยากละสายตา ใบหน้าด้านข้างตอนก้มอ่านหนังสือก็ดูราวกับภาพวาด

          โรคบ้าผู้ชายของเย่เฉินกำเริบทันที–ต้องแต่งตัวให้ซะแล้ว!

          “แต่งให้ตัวเองก่อนเถอะ!” ซานปาพูดขัดจังหวะ “ผมของคุณดูแย่กว่าเขาเยอะ”

          เย่เฉินทำหน้าเซ็ง “ไหนว่าห้ามเปลี่ยนนิสัยเดิมของตัวละครเพราะจะ OOC ไง? คิดจะหลอกให้ฉันโดนหักคะแนนสินะ!”

          “หลอกที่ไหนกัน!”

          “นายหลอกฉันหลายครั้งแล้วนะ!”

          “แล้วจะทำไม จะตบผมเหรอ?”

          เย่เฉินขี้เกียจต่อปากต่อคำกับระบบที่ชอบกวนประสาท จึงหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเงียบๆ

          พอเย่หมิ่นเดินเข้ามาเห็นพี่สาวนั่งอ่านหนังสือ ก็ตกใจจนโทรศัพท์เกือบหล่น

          “เป็นอะไรรึเปล่า กลับตัวกลับใจเหรอ แล้วอ่านเข้าใจไหมเนี่ย?”

          แค่ความรู้ชั้นมัธยมสี่ ทำไมจะไม่เข้าใจ ดูถูกกันเกินไปแล้ว!

          เย่เฉินยักคิ้วใส่อีกฝ่ายแล้วก้มหน้าอ่านหนังสือที่ดูเหมือน... จะไม่เข้าใจจริงๆ นั่นแหละ!

          เมื่อทำอะไรไม่ได้ เย่หมิ่นก็เดินหน้างอจากไป

          หลังเลิกเรียน เย่เฉินนัดเจอกู้เจียหนานเพื่อเอาของกินไปให้

          “กินช้าๆ นะ” เธอกำชับ

          กู้เจียหนานอยู่ในวัยกำลังโต ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ รูปร่างจะได้สมส่วน แม้ในอนาคตจะสูงโปร่งและหุ่นดีอยู่แล้วก็ตาม

          กู้เจียหนานหยิบสมุดบันทึกออกมายื่นให้เย่เฉิน “ถ้าไม่เข้าใจถามได้”

          เห็นอีกฝ่ายหน้าแดง เธอก็ยิ้มตอบแล้วรับสมุดด้วยสีหน้ายินดี “ขอบใจมาก”

          น้อยครั้งที่ BOSS จะทำตัวดี แบบนี้ต้องให้กำลังใจกันหน่อย!

          เย่เฉินถือสมุดบันทึกของกู้เจียหนานกลับห้องเรียน เธอเดินสวนกับโจวอวี้เฉิงที่หน้าประตูพอดี เขาปรายตามองสมุดบันทึกคุณภาพแย่ราคาถูกในมือเธอ ทั้งห้องมีแต่กู้เจียหนานเท่านั้นที่ใช้สมุดแบบนี้

          หรือเย่เฉินจะเอาอาหารเช้ามาให้กู้เจียหนาน แล้วกู้เจียหนานก็เอาสมุดบันทึกให้เย่เฉิน?

          โจวอวี้เฉิงรู้สึกสับสนอย่างบอกไม่ถูกจึงเฝ้าสังเกตพวกเขาอย่างใกล้ชิด ปรากฏว่าทั้งสองต่างคนต่างเรียน ไม่มีทีท่าจะข้องเกี่ยวกันแม้แต่น้อย

          ปกติเย่เฉินไม่ค่อยเข้าเรียน ถึงมาก็หลับคาโต๊ะหรือไม่ก็เล่นโทรศัพท์มือถือแต่วันนี้กลับเปลี่ยนไป เธอดูกระฉับกระเฉงและมีชีวิตชีวา บางครั้งอ่านหนังสือคณิตศาสตร์ก็ทำหน้าเศร้าราวกับอ่านนิยายแต่ก็ยังลงมือขีดเขียนบนกระดาษอย่างใจจดใจจ่อ

          ความจริงเย่เฉินพยายามเพ่งสมาธิ พยายามเอาความรู้เก่ามาประยุกต์ใช้ด้วยสีหน้าไม่กระโตกกระตาก

          ช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้เริ่มกลายเป็นสีเหลือง

          เด็กสาวนั่งทำโจทย์คณิตศาสตร์อย่างสงบท่ามกลางแสงแดดอบอุ่นที่กระทบลงบนต้นไม้ใหญ่นอกหน้าต่าง บรรยากาศสอดคล้องกลมกลืนกันอย่างประหลาด เป็นครั้งแรกที่โจวอวี้เฉิงรู้สึกถึงความงดงามของอีกฝ่าย เย่หมิ่นสวยหวานตามแบบฉบับสาวเจียงหนาน มาตรฐานผู้หญิงในอุดมคติ ทว่ารูปลักษณ์ของเย่เฉินกลับโฉบเฉี่ยวท้าทาย หางตาเชิด จมูกโด่ง ใบหน้าคมเข้มได้รูป ริมฝีปากอวบอิ่ม

          หากแต่งให้ดีจะสวยมาก แต่ถ้าแต่งไม่ดีจะขี้เหร่ไปเลย

          โจวอวี้เฉิงไม่เหมือนกู้เจียหนานที่เป็นแค่เด็กหนุ่มจนๆ ยังไม่ประสา พอเห็นเย่เฉินในแบบที่แตกต่างก็อดตะลึงไม่ได้

          ไม่ทันได้เก็บสายตากู้เจียหนานก็บังเอิญเห็นก่อน แต่ยังคงนิ่งเงียบไม่พูดอะไร ทั้งที่ในใจเกิดความรู้สึกไม่มั่นคง

          หลังเลิกเรียน เย่เฉินพากู้เจียหนานไปซื้อเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ในบ้าน ของใช้ส่วนตัว เสื้อผ้า รองเท้า อุปกรณ์การเรียน รวมถึงซื้อของกลับมาทำอาหารเย็นด้วย

          พอกลับถึงคอนโด เย่เฉินก็เตรียมตัวเข้าครัวแต่ถูกกู้เจียหนานขวางไว้ “ฉันทำเอง”

          เขาหยิบผ้ากันเปื้อน เดินพับแขนเสื้อเข้าครัวแล้วปิดประตู

          เมื่อไม่ต้องทำครัว เย่เฉินจึงโทรศัพท์เรียกช่างมาติดตั้งโต๊ะหนังสือให้กู้เจียหนาน แล้วลงมือเก็บกวาดห้องจนเรียบร้อย

          ที่โต๊ะอาหาร เย่เฉินตาลุกวาวเมื่อเห็นซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานแสนน่ากิน

          “อร่อยที่สุดในชีวิตเลย!” เธอพูดไปเคี้ยวไปอย่างมีความสุข “ทำอาหารอร่อยขนาดนี้ ฉันอยากแต่งงานกับนายแล้ว!”

          กู้เจียหนานที่กำลังคีบซี่โครงหมูถึงกับสะดุ้งจนกระดูกหล่นลงชามข้าว

          เย่เฉินจ้องอีกฝ่ายด้วยดวงตาที่เขียนจนเข้ม ปากยังคงเคี้ยวไม่หยุด “ไม่ต้องกลัว ฉันแค่อยากชมว่านายทำอาหารเก่ง”

          “อ้อ”

          กู้เจียหนานสบายใจขึ้นมาก แม้จะรู้สึกดีหน่อยๆ ก็ตาม

 

          อาหารมื้อเดียวของกู้เจียหนานทำเย่เฉินศิโรราบ

          เห็นอีกฝ่ายกินอย่างตะกละตะกลาม เขาก็ค้นพบคุณค่าของตัวเองทันที ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยเข้ามาแทนที่ความโศกเศร้า

          หากเขาทำตัวมีประโยชน์ก็จะไม่ถูกเธอทอดทิ้ง!

          ทั้งสองนั่งทำการบ้านด้วยกันต่อ กู้เจียหนานเรียนเก่งมาก ได้คะแนนเต็มเกือบทุกวิชา เย่เฉินที่มีดวงจิตของผู้ใหญ่ยังต้องขอให้เขาช่วยสอน เวลาตอบโจทย์เขาก็ตอบได้ละเอียดจนน่าทึ่ง เห็นกู้เจียหนานพยายามอธิบาย เธอก็พยายามถามให้บ่อยขึ้นเพื่ออีกฝ่ายจะได้ฝึกพูด

          พวกเขาเรียนด้วยกัน ทำอาหารกินร่วมกัน และทำการบ้านพร้อมกันทุกวัน

          เย่เฉินไม่กล้าเปลี่ยนกู้เจียหนานมากเพราะกลัวจะถูกจับได้ จึงให้ใส่เสื้อผ้าสวยๆ แค่ตอนอยู่บ้าน การได้เห็นอีกฝ่ายใส่เสื้อผ้าดีๆ ยืนโชว์ฝีมือทำอาหารในห้องครัว เธอก็มีความสุขมากแล้ว

          “โฮสต์” ซานปารีบเตือนสติ “ลืมไปแล้วเหรอว่ามาที่นี่เพื่ออะไร?”

          “ตอนนี้จำได้แค่ว่าอยากนั่งกินข้าวและมองหน้ากู้เจียหนานไปตลอดชีวิต!”

          โฮสต์ที่เลื่อนลอยแบบนี้ ระบบเพิ่งเคยเจอครั้งแรก

          ผ่านไปหนึ่งเดือน ผิวพรรณของกู้เจียหนานก็เริ่มดีขึ้น ใบหน้าอิ่มเอิบ ไม่ผอมแห้งไร้ราศีเหมือนแต่ก่อน

          การแข่งขันบาสเกตบอลประจำปีของโรงเรียนกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เย่เฉินชอบมองหนุ่มๆ ยืนสะบัดเหงื่ออยู่แล้วจึงเกณฑ์เพื่อนๆ ไปเป็นกองเชียร์ข้างสนาม

          โจวอวี้เฉิงคือหัวหน้าทีมบาสเกตบอลประจำโรงเรียน ด้วยความที่หน้าตาดี พอได้เล่นบาสก็ยิ่งมีเสน่ห์มากขึ้นไปอีก

          กู้เจียหนานก็หล่อไม่แพ้กัน ต่างคนต่างหล่อกันคนละแบบ

          เย่เฉินกรี๊ดกร๊าดร่วมกับพวกผู้หญิงในชั้น แต่จะดังเป็นพิเศษตอนที่โจวอวี้เฉิงยิงลูกบาสลงห่วง

           เย่เฉินอาศัยความสามารถในการเชียร์จนสนิทสนมกับเด็กสาวร่วมชั้น โดยเฉพาะ ‘ฟังเสี่ยว’ ที่บ้าคนหล่อพอๆ กัน

          ฟังเสี่ยวชื่นชอบคนหน้าตาดีเป็นชีวิตจิตใจ แค่มองผิวเผินก็เห็นตัวตนที่แท้จริงของกู้เจียหนานแล้ว

          “เธอว่าโจวอวี้เฉิงหล่อไหม?”

          เย่เฉินพยักหน้า

          “แล้วกู้เจียหนานล่ะ?”

          เย่เฉินรีบพยักหน้า

          จู่ๆ โจวอวี้เฉิงก็ยิงลูกบาสลงห่วง ฟังเสี่ยวกับเย่เฉินกรีดร้องด้วยความดีใจ

          “หล่อ หล่อมาก หล่อมากๆ!”

          เกณฑ์วัดความหล่อของพวกเธออยู่ในระดับเดียวกัน จึงกลายเป็น ‘เพื่อนเข้าห้องน้ำ’ ด้วยกันอย่างรวดเร็ว

          เพื่อนเข้าห้องน้ำคือการจูงมือไปเข้าห้องน้ำพร้อมกันของสาวๆ แถมพวกเธอยังนัดกันไปดูโจวอวี้เฉิงเล่นบาสทุกวัน กู้เจียหนานที่ทำอะไรไม่ได้จึงกลับคอนโดไปทำกับข้าวรอ

          พอกลับถึงบ้าน เย่เฉินก็เอาแต่พร่ำเพ้อถึงความหล่อของเทพบุตรโจวแบบไม่เกรงใจอีกฝ่าย

          กู้เจียหนานรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยแบบเดียวกับตอนที่พ่อแม่ชมเด็กบ้านอื่นให้ฟัง ใจของเขาเหมือนถูกไฟสุม แต่ไม่รู้จะระบายอย่างไร จึงแอบไปเล่นบาสในสนามคนเดียว

          เรื่องราวมากมายต้องอาศัยพรสวรรค์ ทว่ากู้เจียหนานเรียนรู้ได้เร็วกว่าคนทั่วไป ไม่นานก็เล่นเก่งกว่าหลายคนที่เริ่มพร้อมกัน

          ก่อนที่การแข่งขันบาสเกตบอลจะเริ่มขึ้น โจวอวี้เฉิงพาเพื่อนผู้ชายในชั้นเรียนไปคัดตัวเข้าทีม

          ทันทีที่กู้เจียหนานปรากฏตัว ทั้งสนามก็ตกอยู่ในความตะลึง

          ที่ผ่านมาเขาคือคนโลกส่วนตัวสูงที่ไม่ยุ่งกับใคร แต่กลับเดินไปหาโจวอวี้เฉิงแล้วพูดว่า “ฉันอยากเรียนรู้การเล่นบาส”

          นี่คือประโยคแรกของเขา หลังจากไม่พูดมานานจนเพื่อนๆ คิดว่าเป็นใบ้

          เพราะได้พูดคุยกับเย่เฉินนานกว่าหนึ่งเดือน ความสามารถในการพูดของเขาจึงกลับมา

          โจวอวี้เฉิงตะลึงอยู่นานกว่าสติจะกลับคืน “ได้... ได้สิ!”

          ตอนพาพวกผู้ชายไปซ้อมบาส เขาคิดว่ากู้เจียหนานจะเล่นไม่เป็น แต่อีกฝ่ายกลับรับส่งลูก หลอกล่อ ปิดช่อง แย่งลูก และยิงลูกด้วยท่วงท่าที่สวยงามระดับมือโปร

          กู้เจียหนานไม่เหมือนโจวอวี้เฉิง ฝ่ายนั้นเป็นผู้ชายอบอุ่นที่มีรอยยิ้มกรุ้มกริ่มตลอดเวลา ส่วนเขาคือผู้ชายเย็นชาเคร่งขรึม แม้ตอนเล่นบาสจะหล่อเหมือนคาเอเดะ รุคาว่า หรือทำให้ทั้งสนามกรี๊ดได้แค่ไหนก็ตาม

          เดิมโจวอวี้เฉิงดึงดูดสาวๆ ให้มาดูการแข่งขันได้อยู่แล้ว พอมีกู้เจียหนานมาเสริม สนามก็แน่นขึ้นไปอีก

          ตอนแรกกู้เจียหนานตามโจวอวี้เฉิงไม่ทัน แต่หลังจากฝึกซ้อมด้วยกันหลายครั้ง พวกเขาก็เป็นตัวหลักของห้องหนึ่งโดยปริยาย

          โรงเรียนมัธยมอีจงมีทั้งมัธยมต้นและมัธยมปลาย ทุกระดับชั้นจะต้องเข้าร่วมการแข่งขัน แต่น้อยครั้งที่ทีมจากมัธยมต้นจะได้เข้ารอบชิงชนะเลิศ ส่วนชั้นมัธยมสี่ห้องหนึ่งเพราะมีโจวอวี้เฉิงกับกู้เจียหนาน นำทีม ห้องของพวกเขาจึงได้เข้ารอบตัดสิน

          การแข่งขันบาสเกตบอลในครั้งนี้ช่วยให้นักเรียนทั้งชั้นสมัครสมานสามัคคี กู้เจียหนานกลายเป็นจุดเด่นของห้องอย่างรวดเร็ว ส่วนเย่เฉินก็กลายเป็นหัวหน้าทีมเชียร์

          การแข่งขันรอบสุดท้ายถูกจัดขึ้นที่สนามบาสเกตบอลโรงเรียน ชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลายจะนั่งแยกกันคนละฝั่ง โดยเชียร์ลีดเดอร์จะต้องออกมาเต้นปลุกใจทีมของตัวเอง ในฐานะหัวหน้ากองเชียร์เย่เฉินต้องประสานงานกับโจวอวี้เฉิงตลอด โดยมีกู้เจียหนานยืนฟังอย่างตั้งใจ

          แม้จะถูกฟังเสี่ยวพูดกรอกหูตลอด ทว่าโจวอวี้เฉิงกลับเอาแต่จ้องผมดำสลวยที่งอกออกมาใหม่ของเย่เฉิน

          “ผมใหม่งอกแล้ว อย่าย้อมอีกนะ”

          “พวกเราต้องชนะแน่นอน... หืม?” เย่เฉินชะงักเล็กน้อย

          โจวอวี้เฉิงหัวเราะแล้วขยี้ศีรษะอีกฝ่าย “หน้าตาก็ดี ทำไมชอบแต่งตัวแบบนี้?”

          พอเห็นโจวอวี้เฉิงขยี้ศีรษะเย่เฉินอย่างสนิทสนม ไฟที่สุมในอกของกู้เจียหนานก็โหมแรง

          เขาคว้ามือเธอแล้วกระชากมาทางตนแบบไร้เหตุผลจนทุกคนตกใจ เย่เฉินเห็นกู้เจียหนานหน้าแดงก่ำจึงคิดไปว่าเขาต้องการกำลังใจ

          “ไม่ต้องตื่นเต้น เล่นให้เต็มที่ พวกเราต้องชนะแน่!” เธอตบไหล่ให้กำลังใจ

          หลังได้รับความอบอุ่นจากฝ่ามือของเย่เฉิน กู้เจียหนานก็พยักหน้า “พวกเราต้องชนะ”

          “ฉันเชื่อใจนาย!”

         เสียงนกหวีดดังขึ้น กลุ่มของเย่เฉินถูกไล่ออกจากสนาม เธอจึงไปยืนข้างอัฒจันทร์แล้วชูสองนิ้วให้กู้เจียหนาน

          โจวอวี้เฉิงมองด้วยความรู้สึกขัดหูขัดตา เย่เฉินที่รู้สึกตัวจึงชูสองนิ้วให้เขาด้วย

          สีหน้ากู้เจียหนานสลดลงทันที ต่างจากโจวอวี้เฉิงที่เป่านกหวีดด้วยท่าทางฮึกเหิม ตอนลงสนามพวกเขาจึงแข่งกันยิงลูก ไม่สนใจคู่ต่อสู้อย่างที่ควร

          พอโจวอวี้เฉิงชู้ตลงหนึ่งลูก กู้เจียหนานก็ชู้ตลูกสองคะแนนลงไปบ้าง พอโจวอวี้เฉิงชู้ตลูกสองคะแนนได้ กู้เจียหนานก็ชู้ตลูกสามคะแนนลงไปอีก

          โจวอวี้เฉิงสัมผัสได้ถึงบรรยากาศท้าทาย แต่พยายามเก็บสีหน้าเอาไว้

          เวลาผ่านไปเรื่อยๆ เสียงกรี๊ดข้างสนามดังไม่หยุด โอกาสทำคะแนนสุดท้ายตกอยู่ในมือของกู้เจียหนาน

          เขาเลี้ยงลูกวิ่งไปข้างหน้า พยายามทำลูกสามคะแนนภายใต้การป้องกันที่แน่นหนา แต่ก็ยังสามารถย่อตัวแล้วกระโดดชู้ต

          ทั้งสนามเงียบกริบ ลูกบาสถูกยิงลงห่วง–เสียงเป่านกหวีดจบการแข่งขันดังขึ้น

          เสียงเฮลั่นไปทั่วสนาม จังหวะเดียวกับที่กู้เจียหนานล้มลงบนพื้นเพราะกระโดดไม่ถูกท่า

          เย่เฉินรีบวิ่งเข้าไปหา แต่เขาถูกแพทย์สนามพยุงให้ลุกขึ้นแล้ว

          หลังเลิกเรียน เธอเข็นจักรยานไปยืนรอกู้เจียหนานที่ขาแพลง

          “ขึ้นมาสิ” เย่เฉินตบเบาะหลัง

          กู้เจียหนานสะพายกระเป๋าแล้วเดินกะเผลกไปซ้อนท้าย

          “ยังไงก็ชนะอยู่แล้ว ทำไมต้องฝืนยิงลูกสุดท้ายด้วย” เธอพล่ามไม่หยุด “นายไม่เคยเล่นบาสมาก่อน ทำไมถึงเล่นเป็นล่ะ?”

          “กว่าเธอจะกลับบ้าน กับข้าวของฉันเย็นชืดหมด” เขาตอบอย่างช้าๆ

          “หืม?” เย่เฉินไม่เข้าใจ

          “เธอชอบดูคนเล่นบาส ฉันก็เลยเล่นให้ดูไง”

          ซานปารีบพูดแทรก “หัวใจโฮสต์เต้น 110 ครั้งต่อนาที ต้องการยาลดอาการตื่นเต้นไหมครับ?”

          เย่เฉินหน้าแดงก่ำ ตะคอกกลับในใจว่า “ไปให้พ้น!”

          “โฮสต์...” ซานปาพูดอย่างรู้ทัน “คุณกำลังอาย”

          “เหลวไหล!” เย่เฉินตะโกนด่าในใจ “ฉันรู้ว่าเขากลัวจะถูกทิ้ง เลยพยายามทำตัวดีๆ” เธอปิดหน้าด้วยความเขิน “เกือบคิดว่าถูกจีบแล้ว อายจังเลย ทำไงดี!”

          “ดูไม่ออกเลยว่าอาย”

          “ฉันเอามือปิดหน้าอยู่นี่ไง”

          “ยิ่งดูไม่ออกไปกันใหญ่”

          ได้เถียงกับซานปา จิตใจว้าวุ่นของเธอจึงสงบลง

          “ไม่ชอบให้ฉันกลับบ้านดึกก็บอกตรงๆ สิ ไม่เห็นต้องอ้อมค้อมขนาดนี้เลย”

          “อืม”

          ตบหัวเสร็จเย่เฉินก็ลูบหลังต่อ “นายเล่นบาสได้เท่มาก!”

          กู้เจียหนานยกยิ้มมุมปาก “อืม”

          เนื่องจากบาดเจ็บที่ขา เย่เฉินจึงต้องปั่นจักรยานรับส่งกู้เจียหนานทุกวัน

          “ฉันว่าจะซื้อจักรยานไฟฟ้าสักคัน” เธอพูดอย่างสิ้นหวัง

          กู้เจียหนานขมวดคิ้ว “ทำไมถึงอยากเปลี่ยน?”

          “ฉันปั่นจนเหนื่อยแล้วไง”

          “ฉันให้เธอซ้อนก็ได้”

          “ดีเลย!”

          การได้ซ้อนท้ายหนุ่มหล่ออย่างกู้เจียหนานทำให้ชีวิตวัยเรียนที่ไม่สมบูรณ์ของเย่เฉินถูกเติมเต็ม

          พออาการดีขึ้น กู้เจียหนานก็เอาจักรยานมาจอดรอหน้าคอนโดตามสัญญา

          เขาใส่เสื้อยืดคอกลมสีขาว ทับด้วยชุดวอร์มสีฟ้าแถบขาวของโรงเรียนมัธยมอีจง รูดซิปถึงหน้าอก ดึงแขนเสื้อขึ้นจนเห็นกล้ามเนื้อและแขนขาวๆ ห้อยหูฟังที่เย่เฉินซื้อให้หัดฟังภาษาอังกฤษ ผมที่ถูกซอยจนเข้ารูปปรกใบหน้าด้านข้าง พอได้ยินเสียงเดินของอีกฝ่ายก็รีบเงยหน้ามอง

          “ขึ้นมาสิ ฉันปั่นให้เอง”

          เย่เฉินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนเดินไปซ้อนท้าย “ได้หนุ่มหล่อปั่นจักรยานไปส่งที่โรงเรียน ต่อให้ต้องตายฉันก็ไม่เสียดาย ขอบคุณระบบที่ให้โอกาสฉัน...”

          “ลืมไปแล้วเหรอว่ามาที่นี่ทำไม?”

          “ช่วยโลกให้สงบสุขไงล่ะ!” เย่เฉินขึ้นซ้อนท้าย

          “ถ้านั่งไม่ถนัด เกาะไหล่ฉันได้นะ”

          “อ้อ”

          เย่เฉินทำเป็นเกรงใจ แต่ข้างในแอบกรีดร้อง

          “โฮสต์ สงบสติอารมณ์หน่อย....”

          “ฉันสงบไม่ไหว ฉันดีใจ ฉันมีความสุข ได้หนุ่มหล่อขนาดนี้มาเทกแคร์ ความฝันอันสูงสุดของฉันถูกเติมเต็มแล้ว!”

          “ถ้ายังไม่สงบสติอารมณ์ ผมจะฉีดยาระงับประสาทนะ!” ซานปาถอนหายใจ “คุณนี่ชอบโวยวายจริงๆ”

          เย่เฉินถามกู้เจียหนาน “ฉันเสียงดังมากไหม?”

          กู้เจียหนานตอบโดยไม่หันกลับมามอง “ไม่หรอก”

          หลังสแกนคำตอบของกู้เจียหนาน ซานปาก็คำรามออกมา “ผมเองแหละ ผมมันพูดมาก!”

          พวกเขาทำตัวเหมือนคู่รัก ไปเรียนและกลับบ้านด้วยกัน แต่แกล้งทำเป็นไม่สนิทกัน

          คืนก่อนสอบปลายภาค กู้เจียหนานกับเย่เฉินนั่งอ่านหนังสือด้วยกัน

          กู้เจียหนานจำเนื้อหาได้นานแล้ว พอเห็นเย่เฉินตั้งใจทบทวนบทเรียนก็อดพูดไม่ได้

          “ถ้าฉันสอบได้คะแนนดี ขออะไรอย่างได้ไหม”

          เย่เฉินละสายตาจากหนังสือ “นายอยากได้อะไร?”

          “ถ้าฉันได้ที่หนึ่งของโรงเรียน” กู้เจียหนานเม้มริมฝีปาก “เราไปดูหนังกันไหม?”

          “ฉันไม่เคยไปโรงหนัง...” เย่เฉินตอบเสียงเบา “แต่ก็อยากลองเหมือนกัน”

          พอได้ยินคำตอบ กู้เจียหนานก็สบายใจขึ้นมาก

          หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น อาจารย์ก็ส่งคะแนนสอบให้ทุกคนผ่านข้อความ

          โจวอวี้เฉิงได้ที่หนึ่ง กู้เจียหนานได้ที่สอง

          เมื่อผลเป็นเช่นนี้ เขาจึงไม่พูดเรื่องดูหนังกับเย่เฉินอีก แต่เธอซื้อตั๋วหนังการ์ตูนญี่ปุ่นไว้แล้ว

          ตอนไปซูเปอร์มาร์เก็ตด้วยกัน เย่เฉินแกล้งพูดลอยๆ ขึ้นว่า “ครั้งนี้นายสอบได้คะแนนไม่ดีนะ”

          กู้เจียหนานลนลานตอบ “ครั้งหน้า...”

          “ฉันไม่แคร์หรอก!” เย่เฉินหัวเราะคิกคักพลางหยิบตั๋วหนังสองใบออกจากกระเป๋า “พรุ่งนี้ไปดูหนังกัน”

          “แต่ฉัน... สอบได้ไม่ดี...” กู้เจียหนานทำหน้ากังวล

          “สอบได้คะแนนดีหรือไม่ดีเกี่ยวอะไรด้วย?” เย่เฉินโยนผักใส่รถเข็น “ฉันก็แค่อยากทำดีกับนาย”

          “เพราะอะไร?”

          “เพราะนายเคยช่วยฉัน”

          กู้เจียหนานพูดไม่ออกได้แต่กำตั๋วในมือแน่น เขาไม่ใช่คนที่ช่วยเธอ โจวอวี้เฉิงต่างหากที่เป็นคนช่วยเธอ

          เขามันก็แค่หัวขโมย ขโมยคนที่ควรทำดีกับโจวอวี้เฉิง

          พอคิดจะอ้าปากบอกความจริง เขากลับพูดไม่ออก

          แค่ไม่กี่เดือน เขาก็ทำใจสูญเสียเธอไปไม่ได้ซะแล้ว

 

 

          กู้เจียหนานเก็บตั๋วแล้วเดินซื้อกับข้าวต่อ

          ขณะที่พวกเขาเดินไปเอาจักรยาน พ่อเลี้ยงของกู้เจียหนานกำลังยืนสูบบุหรี่หน้าไปรษณีย์หันมาเห็นพอดี

          ตอนไม่ใส่ชุดนักเรียน กู้เจียหนานจะสวมเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนสะอาดๆ ดูแลตัวเองดีจนเริ่มมีเนื้อมีหนัง ไม่ผอมแห้งเหมือนแต่ก่อน

          จางซานขยี้ตา สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินตามทั้งคู่ไป

          พอเห็นพวกเขาเลี้ยวเข้าคอนโดหรู จางซานก็มั่นใจว่าคนตรงหน้าคือกู้เจียหนาน แม้จะอ้วนขึ้น เปลี่ยนทรงผมและเสื้อผ้า แต่ท่าทางการเดินนั้นเปลี่ยนไม่ได้

          กู้เจียหนานเคยเป็นเด็กพูดเก่ง แต่หลังจากถูกซ้อมเพราะพูดไม่เข้าหู เขาก็ไม่พูดอีกเลย พอได้เห็นลูกเลี้ยงพูดคุยอย่างสนุกสนาน จางซานก็ยิ่งสงสัย จึงดักรอหน้าคอนโดทั้งคืน

          หลังสอบปลายภาคเสร็จ โรงเรียนก็ปิดเทอม

          เย่เฉินในชุดนอนเดินออกมาหากู้เจียหนานที่กำลังทำอาหารอยู่ในครัว

          “ฉันอยากกินน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ ไม่อยากกินไข่ดาว”

          กู้เจียหนานตั้งใจจะทำไข่ดาวให้กิน แต่พออีกฝ่ายร้องขอ เขาก็รีบออกไปซื้อให้

          เย่เฉินแบ่งเงินค่าขนมให้กู้เจียหนานทุกเดือน ด้วยความที่พ่อของเธอรวยมาก เขาจึงได้ส่วนแบ่งไปหลายพันหยวน

          กู้เจียหนานเก็บเงินส่วนใหญ่เอาไว้และใช้แค่เดือนละไม่กี่ร้อยหยวน ทำตัวเหมือนนักเรียนมัธยมทั่วไป เขาเดินออกจากคอนโดได้ไม่กี่ก้าว เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นที่ด้านหลัง

          “กู้เจียหนาน!”

          กู้เจียหนานตัวแข็งทื่อ ความกลัวปกคลุมไปทั่วทั้งร่าง หลังจากตั้งสติได้ก็รีบเดินกลับเข้าคอนโด ทว่าถูกอีกฝ่ายคว้าแขนอย่างแรง

          “จะทำอะไร!?” เขาตะคอกจางซานเสียงดังลั่น

          “อย่ามาเสแสร้ง!” จางซานกดเสียงลง “ไปกับฉัน ไม่งั้นจะเอาเรื่องที่แกอยู่กินกับเด็กผู้หญิงคนนั้นไปป่าวประกาศ!”

          กู้เจียหนานหน้าถอดสี

          พวกเขายังเป็นนักเรียนทั้งคู่ แม้จะแยกห้องกันอยู่ แต่เย่เฉินต้องถูกครหาแน่นอน

          “ไปคุยที่อื่น!” พูดจบก็เดินนำจางซานเข้าไปในซอยที่ไม่มีกล้องวงจรปิด

          จางซานกวาดตามองรอบด้าน ก่อนจะลงมือถีบลูกเลี้ยง “แกนี่มันใช้ได้เลยนะ! เป็นเด็กเป็นเล็กรู้จักประจบผู้หญิงรวยๆ คงได้เงินเยอะเลยสิ? มีเท่าไหร่เอาออกมาให้หมด!”

          กู้เจียหนานที่นอนอยู่บนพื้นไม่ตอบ สมองคิดแผนการมากมายนับไม่ถ้วน

          “พูดสิ!” จางซานเตะท้อง “ไม่พูดงั้นเหรอ? ฉันจะไปแฉเรื่องของพวกแกที่โรงเรียน นังเด็กนั่น...”

          “ต้องการเท่าไหร่บอกมา ตอนเย็นจะเอามาให้แต่ต้องรับปากว่าจะไม่มาข้องเกี่ยวกันอีก!”

          จางซานแสยะยิ้ม “ห้าหมื่นหยวน แล้วต่างคนต่างอยู่!”

          “ได้” กู้เจียหนานตอบ “ทำข้าวเย็นเสร็จ ผมจะเอามาให้”

          จางซานหัวเราะเยาะกู้เจียหนานในใจ–ฉันไม่มีวันปล่อยบ่อเงินบ่อทองอย่างแกไปหรอก!

          “ผมต้องไปแล้ว เดี๋ยวเธอจะสงสัย”

          “อืม”

          กู้เจียหนานพยุงตัวลุกขึ้นแล้วเดินออกจากซอยไปที่ร้านขายน้ำเต้าหู้

          เด็กหนุ่มที่รูปร่างพอๆ กับเขากำลังกินปาท่องโก๋อยู่ มองแวบเดียวกู้เจียหนานก็คิดบางอย่างออก

          “อยากมีรายได้พิเศษไหมเพื่อน?”

          เด็กหนุ่มคนนั้นชะงักเล็กน้อย กู้เจียหนานจึงนั่งลงข้างๆ แล้วพูดเสียงเบา “ฉันให้สามร้อยหยวน แค่พาผู้หญิงไปดูหนังแล้วส่งกลับบ้าน”

          พอได้ยินเนื้องาน เด็กหนุ่มก็พยักหน้าทันที “ได้เลย!”

          กู้เจียหนานวางน้ำเต้าหูกับปาท่องโก๋บนโต๊ะในครัวแล้วเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า

          “ไม่กินด้วยกันเหรอ?” เย่เฉินตะโกนเรียก

          กู้เจียหนานแตะรอยฟกช้ำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาไม่มีวันปล่อยให้คนแบบนี้มาทำลายชีวิต ไม่มีทางเด็ดขาด!

          “โฮสต์ระวังตัวด้วย!” ซานปาส่งสัญญาณเตือน “ค่าความใจดำของกู้เจียหนานจู่ๆ ก็สูงลิ่ว”

          ที่ผ่านมาระบบจะสรุปความก้าวหน้าหลังจบภารกิจ ทว่าตัวเลขที่เปลี่ยนจนน่าตกใจ ทำให้ต้องรีบเตือน

          “ค่าความใจดำของกู้เจียหนานเพิ่มเป็น 85 แล้ว”

          “เกิดอะไรขึ้น?”

          เย่เฉินวางตะเกียบแล้วเดินไปผลักประตูห้องนอนของกู้เจียหนาน รอยฟกช้ำที่ท้องของอีกฝ่ายทำเธอพูดไม่ออก “ฝีมือพ่อเลี้ยงนายใช่ไหม?”

          “เปล่า” เขารีบปฏิเสธ

          “ฉันจะไปหาพวกมันที่บ้าน!” เธอไม่ลืมที่จะบอกซานปา “เปิดโหมดยกระดับการต่อสู้ให้ฉันด้วย”

          “ได้เลย!”

          “จางซาน แกตายแน่!”

          กู้เจียหนานพุ่งตัวมาคว้ามือเย่เฉิน “ไม่ต้องหรอก เขาไปแล้ว”

          “อย่ามาห้าม ฉันจะไปฆ่ามัน!”

          พอถูกสะบัดมือ กู้เจียหนานก็คว้าอีกฝ่ายเข้ามากอด “หยุดได้แล้ว!”

          เวลาโมโห BOSS ดูน่าเกรงขามมาก เย่เฉินตกใจจนหยุดดิ้น ยืนนิ่งให้เขากอดแบบนั้น

          พอรู้สึกตัว กู้เจียหนานก็รีบปล่อยมือ “ฉันให้เขากลับไปแล้ว คงไม่มีอะไรแล้วล่ะ”

          เย่เฉินนิ่งเงียบ ครุ่นคิดถึงวิธีจัดการจางซานเพื่อไม่ให้รังควานกู้เจียหนานอีก

          ผัวเมียคู่นั้นเห็นแก่เงินและขี้ขลาด ต้องหาคนที่ทำให้พวกเขากลัวให้ได้ ว่าแต่เป็นใครดีล่ะ?

          เพื่อนๆ ที่เย่เฉินรู้จักล้วนเป็นเพื่อนกินเพื่อนเที่ยว พวกสำมะเลเทเมา ส่วนพ่อของเธอก็ให้แต่เงินและไม่เคยสนใจอะไรอีก

          จู่ๆ หน้าของโจวอวี้เฉิงก็ลอยมา

          ลูกคนรวยที่มีบอดี้การ์ดเดินตามเหมาะจะเอามาสยบพวกคนเลวมาก อย่างน้อยก็ขอให้เขาพาบอดี้การ์ดไปนั่งเล่นที่บ้านกู้เจียหนานสักหน่อย!

          โจวอวี้เฉิงน่าจะรู้ถึงความสัมพันธ์พิเศษระหว่างเธอกับกู้เจียหนานแล้ว เธอตัดสินโทรหาแต่อีกฝ่ายไม่รับสาย เขาน่าจะบล็อกเบอร์เจ้าของร่างนี้ไปแล้ว เธอจึงหันไปยืมโทรศัพท์ของกู้เจียหนาน

          “โจวอวี้เฉิง”

          “เย่เฉิน?” โจวอวี้เฉิงตกใจที่เย่เฉินใช้โทรศัพท์ของกู้เจียหนานโทรมา

          ในฐานะที่เป็นหัวหน้าทีม เขาจึงต้องเมมเบอร์ของกู้เจียหนานเอาไว้

          “หัวหน้าห้องมีหน้าที่ดูแลเพื่อนร่วมชั้นใช่ไหม?” เย่เฉินถามไปกินองุ่นแห้งไป

          โจวอวี้เฉิงหัวเราะเบาๆ รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายมีเรื่องให้ช่วย “ฉันคงดูแลทั้งชั้นไม่ไหว ขอดูแลแค่เธอแล้วกัน”

          “แค่กๆๆ” เย่เฉินสำลักองุ่นในปาก

          “มีอะไรก็ว่ามา ไม่ต้องอ้อมค้อม”

          เย่เฉินสูดหายใจเข้าลึก “ฉันมีเรื่องอยากจะขอร้อง”

          “ว่ามา”

          โจวอวี้เฉิงขมวดคิ้วฟัง เขาไม่คิดว่าเธอจะเปลี่ยนไปขนาดนี้ หากเป็นเมื่อก่อน คนอย่างเย่เฉินไม่มีวันสนใจคนอย่างกู้เจียหนานแน่

          “อยากช่วยเขาเพราะอะไร?”

          เย่เฉินสะอึก พยายามหาเหตุผลที่เหมาะสมมาตอบ “เพราะเขาหล่อ!”

          โจวอวี้เฉิงตกใจเล็กน้อย พอตั้งสติได้ก็ตอบตกลง

          “ว่าแต่... ทำไมฉันต้องช่วยด้วยล่ะ?”

          “เอาน่า” เย่เฉินโบกมือ “วันนี้นายช่วยฉันวันหน้าฉันช่วยนาย อย่าลืมสิว่าฉันเป็นคุณหนูตระกูลเย่นะ”

          “ก็ได้” เรื่องนี้เล็กน้อยมากสำหรับโจวอวี้เฉิง “ส่งข้อมูลของเขามาให้ฉัน อาของฉันไม่มีลูกกำลังอยากอุปการะเด็กอยู่พอดี เพียงแต่กู้เจียหนานอายุมากไปหน่อย แต่ฉันจะลองช่วยพูดให้”

          “อาของนายเป็นใคร?”

          “เขาชื่อเหยียนเหลียง เป็นผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์”

          ได้ยินชื่อนี้เย่เฉินก็ตาลุกวาว

          เหยียนเหลียงคือเศรษฐีที่มีอำนาจพอๆ กับตระกูลโจว

          ตอนยังหนุ่มเขามุ่งมั่นอยู่กับงานวิชาการจนไม่เคยคิดจะแต่งงาน แต่หลังแต่งงานแล้วก็ยังไม่มีลูก จึงอยากอุปการะบุตรบุญธรรมเพื่อดูแลกันยามแก่เฒ่าโดยไม่มีข้อแม้ แค่มีใจรักในงานด้านวิทยาศาสตร์ จะได้สืบทอดเจตนารมณ์ของเขาได้

          เย่เฉินรวบรวมข้อมูลลงไฟล์ชื่อกู้เจียหนาน ก่อนจะสแกนบทความที่เขาเป็นคนเขียนให้โจวอวี้เฉิง

          “จบเรื่องนี้เตรียมรับซองแดงจากฉันได้เลย”

          “ไม่ต้อง” โจวอวี้เฉิงตอบไร้เยื่อใย “รับปากฉันสามเรื่องพอ”

          “จัดไป!”

          “เรื่องที่หนึ่งห้ามแต่งหน้าไปเรียน ย้อมผมเป็นสีไวน์แดงแล้วดัดลอนใหญ่”

          เย่เฉินเลิกคิ้ว “รสนิยมไม่เลวเลยนี่”

          “เรื่องที่สอง...” โจวอวี้เฉิงลากเสียงยาว “นึกออกค่อยว่ากัน ตกลงตามนี้นะ?”

          เย่เฉินตกปากรับคำ “ขอแค่ไม่ผิดศีลธรรม ฉันทำหมดแหละ”

          โจวอวี้เฉิงหัวเราะ จังหวะเดียวกับที่กู้เจียหนานเคาะประตูเรียกเย่เฉิน

          “พวกเธอคุยกันอยู่เหรอ?”

          เย่เฉินรีบเปลี่ยนเรื่องคุย “ขอบใจที่ช่วย ฉันไปก่อนนะ บาย”

          เห็นกู้เจียหนานเหล่มองโทรศัพท์มือถือ เธอจึงรีบส่งคืน

          “หนังตอนบ่ายเปลี่ยนเป็น 3D นะ ฉันอยากดู”

          “ฮะ!” เย่เฉินขมวดคิ้วสงสัย “ได้... ได้สิ”

          กู้เจียหนานหมุนตัวเดินกลับห้องแล้วเปิดดูประวัติการโทรออก

          “โทรหาโจวอวี้เฉิงยี่สิบนาที?”

          หัวใจของเขาเหมือนถูกแทงด้วยเข็ม เจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก ได้แต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง

          เย่เฉินรู้ว่าอีกฝ่ายชอบวิชาวิทยาศาสตร์ จึงยกห้องที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ทดลองให้ เวลาที่ได้อยู่กับวัสดุอุปกรณ์เหล่านี้ กู้เจียหนานจะรู้สึกปลอดภัยเป็นพิเศษ เขาก้มหน้าก้มตาทำการทดลอง เมื่อถึงเวลาดูหนังก็ลุกขึ้นสวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนและใส่แว่นตาดำ

          หนังเริ่มฉายได้ไม่นาน กู้เจียหนานก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ

          เย่เฉินไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ กระทั่งอีกฝ่ายกลับมาพร้อมแว่นตา 3D

          “หนังเรื่องนี้...” เธอหรี่ตามอง

          แม้คนตรงหน้าจะใส่เสื้อผ้าของกู้เจียหนาน รูปร่างพอๆ กัน แต่ก็พอดูออกว่าไม่ใช่

          “เขาอยู่ไหน?” เย่เฉินถามเสียงเรียบ

          “เขาให้ผมมาดูหนังเป็นเพื่อนคุณ ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ดูให้จบแล้วกลับบ้านตามเวลาก็พอ”

          เย่เฉินสูดหายใจเข้าลึก กู้เจียหนานเลือกดูหนังที่นี่เพราะห่างจากบ้านของเขาแค่ห้านาที

          นั่นก็หมายความว่า...

          เย่เฉินลุกพรวดแล้ววิ่งแบบไม่คิดชีวิต

          เธอจะไม่ยอมให้เขาทำลายอนาคตของตัวเอง ไม่ยอมให้เขาเดินทางผิด โดยเฉพาะเส้นทางที่สิ้นหวัง

 

          กู้เจียหนานนัดเจอเด็กหนุ่มคนนั้นที่หน้าห้องน้ำ

          พอสวมเสื้อแจ็กเก็ตแบบมีฮู้ด สวมถุงมือและใส่ที่รัดขาเสร็จ เขาก็หิ้วถุงผลไม้ไปบ้านตระกูลกู้

          จางซานกับกู้ฉือผู้เป็นแม่รีบออกมาเปิดประตูให้ “เข้ามา!”

          กู้เจียหนานยิ้มแห้ง ก่อนจะเดินถือถุงผลไม้เข้าไป

          “เงินล่ะ?” กู้ฉือกวาดตามอง

          “กินข้าวเสร็จผมจะพาไปกดเงิน”

          กู้ฉือกับจางซานซุบซิบนินทาเย่เฉินในห้องรับแขก กู้เจียหนานที่ทำอาหารอยู่ในครัวได้แต่สงบสติอารมณ์

          “แกนี่ร้ายไม่เบา!” จางซานพูดบนโต๊ะอาหาร “พวกฉันคงต้องพึ่งแกแล้ว”

          กู้เจียหนานไม่ตอบ ตักผัดหมูใส่เมล็ดอัลมอนด์ให้จางซาน

          ขณะที่จางซานกำลังจะคีบหมูเข้าปาก ประตูบ้านก็ถูกเปิดออกอย่างแรง

          เย่เฉินหอบหายใจตัวโยน จ้องกู้เจียหนานไม่วางตา

          ช่วงที่ทุกคนกำลังตกใจ เธอก็พุ่งเข้าไปพลิกโต๊ะอาหารแล้วดึงแขนกู้เจียหนาน “กลับ!”

          จางซานที่ได้สติตะคอกเสียงดังลั่น “ห้ามกลับ!”

          “เธอเป็นใคร?” กู้ฉือโกรธหน้าดำหน้าแดง “กล้าดียังไงมาพังโต๊ะกินข้าวของฉัน! ชดใช้มาเดี๋ยวนี้!”

          “จำได้แล้ว” จางซานมองเย่เฉินแล้วหัวเราะในลำคอ “เธอคือผู้หญิงที่อยู่กับเจ้านี่สินะ? เจียหนานกลับบ้านแวบเดียวก็ทนไม่ไหวแล้ว อายุน้อยแต่แร...” พูดยังไม่ทันจบ จางซานก็ถูกกู้เจียหนานกระโจนใส่จนล้มลงกับพื้น

          “กลับไป!” เขาตะโกนบอกเย่เฉิน

          ด้วยความที่อายุยังน้อย กู้เจียหนานถูกจางซานสะบัดจนกระเด็นไปอีกทาง

          “เด็กชั่ว ปีกกล้าขาแข็งแล้วสินะ ฉันจะตีแกให้ตายเลย!”

          เห็นลูกชายถูกถีบต่อหน้าต่อตา กู้ฉือกลับไม่สะทกสะท้าน “ตีให้หนักๆ กับพ่อมันก็ยังกล้าลงมือ เนรคุณจริงๆ!”

          กู้เจียหนานรีบยกมือกุมศีรษะ แล้วขดตัวกับพื้นเหมือนที่ผ่านมา

          เย่เฉินโทรแจ้งความไว้แล้ว ไม่นานเสียงไซเรนก็ดังขึ้น คนมากมายบุกเข้ามาในบ้าน จางซานถูกควบคุมตัว ส่วนกู้ฉือก็กรีดร้องและตบตีกับตำรวจ

          ท่ามกลางความวุ่นวาย เย่เฉินวิ่งน้ำตาคลอไปหากู้เจียหนาน

          ศีรษะของเขาเต็มไปด้วยเลือด ใบหน้าซีดขาว แม้จะลืมตาลำบากแต่ก็พยายามยกมือเย็นเยียบขึ้นแตะใบหน้าของเธอ

          “ร้องไห้ทำไม?” กู้เจียหนานฝืนหัวเราะ

          เย่เฉินไม่กล้าแตะตัวอีกฝ่าย ไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อนเอ่ยคำใด

          “ไม่เห็นต้องมาเลย”

          “ทุกอย่างจบแล้ว” เธอสูดจมูก

          “พวกเขาไม่มีวันปล่อยฉันหรอก” เสียงของกู้เจียหนานแหบพร่า “เธอจะทิ้งฉันไปไหม?”

          เด็กหนุ่มผู้ตกอยู่ในบ่อโคลน กำลังไขว่คว้าเพื่อไม่ให้ร่างกายดำดิ่ง

          กู้เจียหนานคิดจะจบทุกอย่างแต่ถูกเย่เฉินขวางไว้ เมื่อทำไม่สำเร็จจึงต้องดิ้นรนอยู่ในทะเลแห่งความทุกข์ เขากับโจวอวี้เฉิงเหมือนดินโคลนในความมืดกับแสงสว่างบนท้องฟ้า คนหนึ่งส่องนำทางไปข้างหน้า ส่วนอีกคนจมอยู่กับชีวิตที่ย่อยยับ

          เธอยังต้องการเขาอีกไหม ยังอยากอยู่กับเขาอีกหรือเปล่า?

          ตอนที่เย่เฉินยื่นกระดาษให้ทางหน้าต่างหรือตอนถูกดึงมือวิ่งออกจากซอย เป็นช่วงเวลาที่กู้เจียหนานมีความสุขมาก

          เพราะไม่เคยได้รับ จึงกลัวที่จะสูญเสีย...

          กู้เจียหนานรู้ดีว่าไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเมื่อก่อนได้อีกแล้ว ต่อให้อยากไขว่คว้าฟางเส้นนี้ไว้แค่ไหนก็ตาม

          ถึงเย่เฉินจะไม่รู้ความสำคัญของตัวเอง แต่เธอรู้ว่าเขาต้องการเธอ

          เย่เฉินก้มลงประคองอีกฝ่ายให้ลุกขึ้น “ฉันจะไม่ทอดทิ้งนาย” เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ฉันมาโลกใบนี้ก็เพื่อเจอกับนาย”

          กู้เจียหนานพิงไหล่เย่เฉิน น้ำตาไหลอย่างเงียบๆ

          “ค่าความใจดำลดลงอย่างรวดเร็ว!”

          ซานปาทำเสียงตื่นเต้น

          “80 70 60 20 10 9... 3 2 1 เยี่ยมมาก!”

          “เชิญรับภารกิจต่อไป”

          “ภารกิจที่หนึ่ง: ปกป้องโลกทัศน์ของตัวร้าย ทำให้ตัวร้ายเติบโตอย่างที่ควรจะเป็น ลดค่าความใจดำเป็น 0”

          “ภารกิจที่สอง: ป้องกันไม่ให้ตัวร้ายหลงรักเย่หมิ่น ป้องกันไม่ให้เย่หมิ่นหลงรักโจวอวี้เฉิง”

          “เชิญรับภารกิจ”