หลังกินโจ๊กเสร็จ กู้เจียหนานก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เย่เฉินสะกดรอยตามกู้เจียหนานหลังเลิกเรียน พอเห็นเขาเลี้ยวเข้าไปในตรอกก็รีบตามไปติดๆ แต่มีอันต้องชะงักเพราะถูกอีกฝ่ายยืนดักตรงปากทาง
“มาถึงนี่ยังอุตส่าห์เจอกันอีก บังเอิญจังเลย!” เธอพูดแก้เก้อ
เป็นครั้งแรกที่กู้เจียหนานเจอผู้หญิงแปลกๆ จึงทำเพียงหมุนตัวแล้วเดินนำหน้า ราวกับอนุญาตให้เย่เฉินเดินตามได้
“นายกำลังจะกลับบ้านเหรอ ให้ฉันไปส่งไหม ช่วยสะพายกระเป๋าก็ได้นะ หรือจะให้ฉันเลี้ยงข้าวดี?” เธอพล่ามไม่หยุด
กู้เจียหนานยังคงไม่สนใจ เย่เฉินจึงเดินตามไปถึงหน้าประตูบ้าน
บ้านของเขาอยู่ในเขตเมืองเก่า ภายในซอยที่ทั้งเล็กและแคบนี้มีตึกเรียงรายจนแทบไม่มีช่องว่าง เต็มไปด้วยเสื้อผ้าแขวนระโยงระยาง
ในที่สุดกู้เจียหนานก็หยุดเดิน หันมองเย่เฉินด้วยแววตาเรียบเฉยเหมือนกับจะบอกว่า ‘ไปได้แล้ว’
“ถ้างั้น... ฉันกลับก่อนนะ พรุ่งนี้จะเอาอาหารเช้ามาให้อีก อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม?”
กู้เจียหนานเดินเข้าบ้านโดยไม่พูดอะไร
เย่เฉินกระโดดซ่อนตัวหลังกำแพง ลอบมองบ้านเก่าชั้นเดียวแสนทรุดโทรมตรงหน้า เมื่อจดจำประตูไม้ที่มีตัวหนังสือคำว่า ‘โชคลาภ’ ได้แล้ว เธอก็หลบออกจากซอย
“โฮสต์เหมือนพวกโรคจิตเลย”
เธอไม่สนใจที่ซานปาพูดแต่กลับตรงไปที่ร้านอาหารเพื่อสั่งกับข้าวสองสามอย่างใส่กล่องแล้วย้อนกลับไปอีกครั้ง
ที่หน้าประตูไม้บานเก่า เธอได้ยินเสียงผู้ชายก่นด่ารุนแรง ตามด้วยเสียงฟาดแส้
ยืนอึ้งไปได้สักพัก เย่เฉินก็เงยหน้ามองคำว่าโชคลาภ–มาถูกแล้วนี่?
เสียงด่าทอยังคงดำเนินต่อไป ทว่าไร้เสียงตอบโต้จากคนที่ถูกด่า
“หยุดตีได้แล้ว!” ผู้หญิงคนหนึ่งทำเสียงรำคาญ “แพ้พนันเยอะขนาดนั้น ตีไปก็ไม่มีประโยชน์ รีบมากินข้าวเถอะ!”
ชายคนนั้นหยุดตีแต่ยังคงกินไปด่าไป เย่เฉินไม่รู้จะทำอย่างไรกับกล่องอาหารในมือ พอคิดได้ก็เดินอ้อมไปหลังบ้านเพื่อหาหน้าต่าง
บ้านหลังนี้เล็กมาก ข้าวของเครื่องใช้กองระเกะระกะ ตั้งแต่โซฟา หลังทีวี พื้นปูน ขนาดกำแพงยังถูกแปะด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ เต็มไปหมด
คนสองคนที่กำลังกินข้าวถูกผนังบังจนมองไม่เห็น เห็นเพียงกู้เจียหนานที่นอนขดตัวเลือดอาบอยู่บนพื้น ไม่ขยับเขยื้อน
“ยังไม่ลุกขึ้นอีก!” ชายคนเดิมตวาดลั่น “แกล้งทำเป็นตาย เดี๋ยวก็ได้ตายจริงๆ หรอก!”
กู้เจียหนานเอามือกุมท้องแล้วพยุงตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก สายตาเหลือบไปเห็นเย่เฉินยืนตรงหน้าต่างพอดี
เธอมองเขาด้วยแววตาสับสน ไม่ออกอาการซุกซนเหมือนก่อนหน้า ราวกับกำลังตัดสินใจบางอย่าง
เบื้องหลังคือแสงอาทิตย์ยามเย็น ส่องสว่างจนเย่เฉินดูอบอุ่นไปทั้งร่าง ไม่ต่างจากโจ๊กที่ซื้อเมื่อเช้าและอาหารในกล่องที่กำลังถืออยู่
กู้เจียหนานหลุบตาลงแล้วเดินไปทางอื่น เย่เฉินจึงทำเสียงแมวร้อง พออีกฝ่ายหันมองก็รีบกวักมือ
เขาขยับเท้าเดินไปหาเธออย่างเชื่องช้า ยื่นมือออกไปแตะกล่องอาหารที่ยังอุ่นพลางส่ายหน้า เพราะรู้ดีว่าในบ้านไม่สามารถซุกซ่อนอะไรได้
เย่เฉินเข้าใจดี จึงวางกล่องอาหารแล้วเปิดกระเป๋าหยิบกระดาษปากกาออกมาเขียนข้อความ...
‘พอพวกเขาเข้านอนให้รีบมาเปิดประตู เดี๋ยวพาหนีเอง!’
หลังฉีกกระดาษส่งให้อีกฝ่าย เธอก็เดินจากไปพร้อมกล่องอาหาร
เขาอยากทิ้งกระดาษแผ่นนั้น แต่เมื่อนึกถึงโจ๊กร้อนๆ ความหิวกระหายและการถูกซ้อมทุกวันก็ทำให้อดทนต่อไปไม่ไหว
กระดาษใบนี้เป็นเหมือนน้ำชโลมจิตใจ กู้เจียหนานนั่งลงบนพื้น มองลายมือหงิกๆ งอๆ แล้วทาบมันกับอก เขายอมทำทุกอย่าง เพื่อให้หลุดพ้นจากชีวิตแบบนี้...
เย่เฉินเดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม เฝ้าสังเกตการณ์ผ่านหน้าต่างบ้านและกินอาหารในกล่องไปด้วย
“โฮสต์จะพา BOSS ไปไหน?” ซานปาเริ่มจะกังวล “คุณยังไม่บรรลุนิติภาวะนะ”
“ขอดูสถานการณ์ก่อน” เย่เฉินยังคิดไม่ออก “ถึงยังไงเขาก็ไม่ควรอยู่ที่นี่” เธอพูดไปกินไป ใจก็นึกถึงหนุ่มเย็นชาที่แข็งแกร่งจนสามารถทำลายล้างโลก ทั้งที่เคยอยู่ในสภาพน่าเวทนามาก่อน
เย่เฉินเอาแต่ถอนหายใจจนกินข้าวไม่ลง กระทั่งไฟในบ้านดับลงตอนสี่ทุ่ม
เห็นอีกฝ่ายนั่งอยู่ที่เดิมตลอด กู้เจียหนานก็อุ่นใจขึ้นมาก
หลังขดตัวที่ข้างหน้าต่าง นิ่งฟังเสียงเข็มนาฬิกาจนได้ยินเสียงกรนของพ่อเลี้ยง กู้เจียหนานก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
เย่เฉินสังเกตทุกอากัปกิริยา พออีกฝ่ายลุกขึ้นเธอก็รีบลุกตาม
“ฉันพร้อมแล้วค่ะ BOSS!”
ความจริงจังของเธอทำกู้เจียหนานจริงจังไปด้วย หลังผงกหัวให้สัญญาณ เย่เฉินก็สาวเท้าไปที่ประตูบ้านด้วยใจมุ่งมั่น ราวกับนักรบที่แม่ทัพตั้งความหวัง เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
ประตูเปิดออกพอดีตอนเธอไปถึง ดวงจันทร์กระจ่าง ดาวพร่างฟ้ากะพริบระยิบระยับ ใบหน้าของเด็กหนุ่มค่อยๆ โผล่ออกจากความมืด แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าหล่อเหลาเย็นชา เผยให้เห็นความงดงามชวนตะลึง
หัวใจของเย่เฉินเต้นระรัว ยิ่งได้ยินเสียงหายใจของคนตรงหน้าก็ยิ่งตื่นเต้นราวกับเป็นโจรย่องเบา
กู้เจียหนานตัวสั่นไม่แพ้กัน หลังตัวล็อกที่ประตูส่งเสียงดังคลิก เย่เฉินก็คว้ามืออีกฝ่ายแล้วเผ่นออกนอกซอย
แม้จะตกใจแต่กู้เจียหนานก็ไม่ขัดขืนทั้งที่ร่างกายยังปวดระบม โดยเฉพาะตอนถูกกระเป๋าหนังสือกระแทกใส่หลังก็ยังกัดฟันวิ่งตามเย่เฉินไปเรื่อยๆ
มือของเธอทั้งนุ่มและอบอุ่น
กู้เจียหนานลอบมองสีหน้ากระวนกระวายอย่างเงียบๆ ใจก็แอบชื่นชมสาวผมม่วงไปด้วย
เธอเป็นพังก์ร็อกสาวที่ความสวยสวนทางกับคนอื่นตลอด ผมหยิกฟูสีม่วง แต่งหน้าจัดจนลืมเค้าเดิม ทว่ากลับมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เธอคล้ายเด็กสาวที่แผ่เสน่ห์แบบยัยตัวแสบออกมาเพื่อให้เหมือนกับคนอื่นๆ ในกลุ่มที่มีความชอบในทางเดียวกัน
เมื่อก่อนเขาไม่เคยสนใจสาวผมม่วงหัวฟูไร้เสน่ห์คนนี้ แต่พอสังเกตให้ดีกลับรู้สึกถึงความสวยที่ทำกู้เจียหนานหน้าแดงด้วยความขัดเขิน
ทั้งสองตรงไปที่ถนนใหญ่ หลังหยุดวิ่งเย่เฉินก็หอบหายใจตัวโยน “หวังว่าพวกเขาจะไม่ตามมานะ” เธอยันสองมือกับหัวเข่า เหงื่อเม็ดโตบนหน้าผากไหลอาบหน้า “พวกเขาไม่น่าตามมาแล้วล่ะ ฉันคงตื่นเต้นเกินไป” เธอรู้อยู่แล้วว่ากู้เจียหนานจะไม่ตอบ จึงพูดเองเออเองเพราะนิสัยแบบนี้แก้ไม่ได้ในวันสองวันอยู่แล้ว
แต่จู่ๆ เขาก็ตอบกลับในลำคอ “อืม”
เย่เฉินที่ยังคงกุมหัวเข่าเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยแววตาประหลาดใจ ทำเอากู้เจียหนานคิดถึงแมวน้อยที่เคยเลี้ยงตอนเด็กๆ
“หิว” เนื่องจากไม่ได้เปล่งเสียงพูดมานาน เขาจึงไม่สามารถพูดประโยคยาวๆ ได้
“ไปกินเนื้อย่างกัน!” พอตั้งสติได้เย่เฉินก็เปลี่ยนคำพูด “ไม่เอาๆ กินโจ๊กก่อนดีกว่า กระเพาะนายไม่ได้ย่อยมานาน ถ้ากินของหนักอาจมีปัญหาได้”
กู้เจียหนานพยักหน้า เย่เฉินจึงถามต่อ “ยังเจ็บแผลอยู่ไหม?”
แม้เขาจะส่ายหน้า แต่เธอก็ยื่นมือออกไปรับกระเป๋าสะพายมาแบกไว้เอง
แทนที่จะพากันไปร้านโจ๊ก เย่เฉินกลับพากู้เจียหนานไปร้านปิ้งย่าง
“อยากกินอะไรสั่งได้เลย” เธอตบไหล่เขาเบาๆ
กู้เจียหนานพยักหน้าแล้วไล่นิ้วไปบนเมนู เย่เฉินจึงมองตามแล้วช่วยพูดชื่ออาหารให้ เขาลองออกเสียงตาม เสียงของเขาเพราะมาก แม้สำเนียงจะเพี้ยนเล็กน้อย แต่เธอก็พูดคุยกับเขาตามปกติ
หลังกินของย่างเสร็จ เย่เฉินก็สั่งโจ๊กไข่เยี่ยวม้าใส่หมูอีกชามหนึ่ง ร้านปิ้งย่างแห่งนี้ขายโจ๊กและบะหมี่ด้วย พออาหารมาเสิร์ฟเย่เฉินก็ดันถ้วยไปตรงหน้ากู้เจียหนาน
“กินอีกหน่อยนะ” พูดจบก็โบกไม้ที่มีหมูย่างเสียบอยู่ “ส่วนฉันจะกินเจ้านี่”
กู้เจียหนานไม่ตอบ ได้แต่จ้องอีกฝ่ายนิ่งค้าง
“คือว่า... กระเพาะของนาย...”
“อืม” เขาก้มหน้าลงช้าๆ “ฉันรู้”
โจ๊กช่วยให้กระเพาะของกู้เจียหนานอุ่นขึ้น รู้สึกถึงความสุขสงบเป็นครั้งแรกในชีวิต หากต้องตายก็ไม่มีอะไรให้เสียดายแล้ว
แต่สำหรับเย่เฉิน มันคือการพาเด็กคนหนึ่งมากินอาหาร กินไปคุยไปโดยที่อีกฝ่ายไม่ตอบแม้แต่คำเดียว
ซานปาไม่ได้โผล่มาทำลายบรรยากาศแสนอบอุ่นนี้ หุบปากสนิทตลอดมื้ออาหาร