สนามบาสเกตบอล เสียงผู้คนอึกทึกครึกโครม
มู่หุ่ยรู้สึกเหมือนถูกผลักด้วยแรงดันขั้นสูงสุดจากด้านหลัง เธอเซถลาล้มคว่ำหน้ากระแทกพื้นอย่างแรง! พอเงยหน้าขึ้นก็ต้องรีบหรี่ตาเพราะแสงเจิดจ้าที่พุ่งเข้าใส่ นานครู่ใหญ่กว่าดวงตาจะปรับได้ เธอจึงค่อยลุกขึ้นนั่งแล้วลืมตามอง
ที่นี่ที่ไหน? เธอมองรอบตัวอย่างมึนงง
เสียงรอบตัวสับสนวุ่นวายจนฟังไม่รู้เรื่อง ทั้งเสียงลูกบาสตกกระทบห่วง เสียงคนโห่ร้องดีใจ เสียงหัวเราะ ใบหน้าสดใสอ่อนเยาว์ในสนามเป็นใบหน้าที่เธอคุ้นเคยทั้งนั้น
แต่เป็นความคุ้นเคยที่นานมากแล้ว ทำไม....
ในสนามมีกลุ่มชายวัยรุ่นหลายคนในชุดบาสสีแดงเหมือนกัน มีคนหนึ่งที่ถูกล้อมอยู่ตรงกลาง ใบหน้าเขาเรียบเฉย แววตาเย็นชา เพื่อนที่ยืนอยู่ด้านข้างดันต้นแขนเขาก่อนจะเอ่ยเสียงยั่วเย้า
“เสิ่นเหยียน คุณหนูใหญ่มู่หกล้มแล้ว นายไม่เข้าไปช่วยพยุงหน่อยเหรอ”
เสิ่นเหยียนเพียงใช้สายตารังเกียจมองไปที่มู่หุ่ยครั้งหนึ่ง ก่อนถามเสียงหงุดหงิด “จะแข่งต่อไหม”
“แข่งสิ ทำไมจะไม่แข่งล่ะ”
เห็นเสิ่นเหยียนชักสีหน้า เพื่อนๆ ก็หยุดล้อ แต่พอมองไปทางมู่หุ่ยก็พูดเสียงลำบากใจ “แต่คุณหนูใหญ่มู่ยังอยู่ตรงนั้น ถ้าพวกเราแข่งกันต่อแล้วพลาดไปเหยียบเธอเข้าจะไม่มีปัญหาเหรอ”
คิ้วเข้มขมวดแน่น ริมฝีปากเม้มจนเป็นเส้นตรง สีหน้าบึ้งตึง เขาโยนลูกบาสให้เพื่อนแล้วเดินไปหามู่หุ่ย
“เสิ่น... เสิ่นเหยียน”
มู่หุ่ยเงยหน้ามองชายหนุ่มตรงหน้า เขาคือคนที่เธอเคยหลงใหลเมื่อนานมาแล้ว ทำไมเขาที่อยู่ตรงนี้จึงกลายเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบได้ ทั้งยังไม่มีท่าทีแข็งกระด้าง สีหน้าอ่านไม่ออกแบบนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ เขาดูเหมือนเด็กหนุ่มนิสัยเอาแต่ใจคนหนึ่งมากกว่า
“รีบไปจากตรงนี้ซะที พวกเราจะเริ่มการแข่งแล้ว” เสิ่นเหยียนยืนกอดอก สายตาเต็มไปด้วยความหงุดหงิด
“แข่ง?” มู่หุ่ยหันกลับไปมองในสนามบาสอีกครั้ง ครั้งนี้จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีนักบาสสองทีม ฝั่งหนึ่งสวมชุดสีแดงเป็นชุดประจำทีมบาสมหาวิทยาลัยหรงต้า อีกฝั่งเป็นชุดสีขาวของทีมมหาวิทยาลัยหนันต้า ยิ่งเห็นใบหน้าคุ้นเคยในวันวานยิ่งกำกระโปรงแน่น ความตื่นตระหนกฉายชัดในดวงตา เหมือนคลื่นทะเลที่ถาโถมซัดเข้าฝั่ง
เธอกำลังฝันใช่ไหม เวลานี้เธอควรจะนอนอยู่บนเตียงในสถานพักฟื้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์สิ ไม่ใช่ย้อนเวลากลับไปสิบหกปีที่แล้ว!
ช่วงเวลาที่บุปผาเบ่งบานและโรยรา วัยสะพรั่งในช่วงอายุยี่สิบปี
ในแววตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจของเสิ่นเหยียนแฝงความประหลาดใจจางๆ กับท่าทางงุนงงของมู่หุ่ย ตั้งแต่สาวน้อยคนนี้พบเขาครั้งแรกในงานรับน้องใหม่ของมหาวิทยาลัย เธอก็เกาะติดเขาอย่างบ้าคลั่งไร้สติ สองปีนี้เธอตามติดเขาไปทุกที่ เหมือนเป็นเงาผีวิญญาณแค้น ทำเขาโมโหหงุดหงิดแทบบ้าแล้ว!
“เสิ่นเหยียน ปฏิบัติกับสาวสวยให้นุ่มนวลหน่อยสิ” หลินเทียนโย่วเดินยิ้มเข้ามาไกล่เกลี่ย
ชื่อเสียงของมู่หุ่ยเป็นดั่งอสนีบาตที่ดังกึกก้องไปทั่ว ตระกูลมู่ถือเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงตระกูลหนึ่งในเมืองหรงนี้ ภาพความหยิ่งจองหองโอหังของคุณหนูใหญ่มู่คือภาพจำในใจนักศึกษามหาวิทยาลัยหรงต้า จดจำได้ยิ่งกว่ารูปร่างหน้าตาที่สวยเด่นสะดุดตาของเธอเองเสียอีก
หลินเทียนโย่วเคยได้ยินชื่อเสียงมู่หุ่ย แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบเจอตัวจริงของเธอ ดูไม่เหมือนในข่าวลือที่เคยได้ยินเลย คุณหนูใหญ่มู่คนนี้ดูโง่ทึ่มซื่อบื้อจะตาย ไม่เห็นจะดูเย่อหยิ่งตรงไหนสักนิด
“...ขอบคุณ” มู่หุ่ยลุกขึ้นยืน เธอมองหลินเทียนโย่วอย่างสับสนลังเลครู่หนึ่งกว่าจะพูดขอบคุณออกมาได้ เขาเป็นคุณชายตระกูลหลิน สองตระกูลมีการทำธุรกิจร่วมกัน
“ไม่ต้องเกรงใจ ฉันปฏิบัติต่อสาวสวยอย่างสุภาพเสมอนั่นล่ะ” หลินเทียนโย่วพูดพลางปรายตามองเสิ่นเหยียนแวบหนึ่ง ประโยคนี้เขาตั้งใจเหน็บแนมความหยาบคายของอีกฝ่าย ต่อหน้าสาวสวยควรต้องยอมอ่อนข้อให้สามส่วนไม่ใช่หรือไง แต่เสิ่นเหยียนกลับทำหน้าโป๊กเกอร์เฟซ[1] อยู่ตลอด ทำเหมือนมีคนติดหนี้เขาสามสิบล้านแล้วไม่ใช้คืนซะทีแบบนั้น
“คุณหนูใหญ่มู่ ใครผลักคุณเหรอถึงได้หกล้มแรงขนาดนี้ เจ็บหรือเปล่า”
เทียบกับความเย็นชาใจดำของเสิ่นเหยียน ท่าทีของหลินเทียนโย่วดูมีความอดทนและกระตือรือร้นเกินจริงไปมาก
ขณะมู่หุ่ยมองสีหน้าท่าทางของหลินเทียนโย่วด้วยความไม่คุ้นชิน มือเล็กข้างหนึ่งสอดมาจากด้านหลังคล้องแขนเธอไว้อย่างสนิทสนมพร้อมเสียงสดใส
“เธอเป็นอะไรไปน่ะ ไม่ใช่บอกว่าจะเอาน้ำมาให้เสิ่นเหยียนหรอกเหรอ”
หญิงสาวที่คล้องแขนเธอเป็นสาวสวยหน้าตามีเสน่ห์ รอยยิ้มสดใส ผมสั้นสลวย นี่คือเพื่อนสนิทของเธอชื่อสวีลี่หัว
ตอนอายุยี่สิบเธอไม่เคยรู้ว่าสวีลี่หัวแอบชอบเสิ่นเหยียน ด้วยความไว้ใจและอ่อนเดียงสา เธอจึงเล่าความในใจให้สวีลี่หัวฟังทุกเรื่อง กว่าจะรู้ว่าตนเองโง่เขลา... วันที่หายโง่จึงเป็นวันที่เธอเข้าใจคำว่า
‘จิตใจคนเป็นสิ่งที่ยากจะหยั่งมากที่สุด’ ซึ้งถึงกระดูกเลยทีเดียว
เมื่อครู่สวีลี่หัวยืนอยู่ด้านหลังเธอ คงเป็นเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อคนนี้เองที่ผลักเธอให้ล้มคว่ำเข้าไปในสนามบาส อยากเห็นเธอขายหน้าสินะ มู่หุ่ยดึงมืออีกฝ่ายออก สายตามองสีหน้าไม่แยแสของเสิ่นเหยียนก่อนก้มมองขวดน้ำแร่เย็นที่อยู่ในมือ จากนั้นจึงยื่นให้หลินเทียนโย่วพร้อมรอยยิ้มขอบคุณ
“ดื่มน้ำไหมคะ”
“ขอบ...ขอบคุณ” หลินเทียนโย่วรับขวดน้ำมาด้วยสีหน้าตกตะลึงคาดไม่ถึง ไม่คิดว่าตนเองจะได้รับความสนใจจากสาวสวย เขาหันไปส่งสายตาเหนือกว่าให้เสิ่นเหยียน สุดยอดสาวงามของมหาวิทยาลัยอย่างคุณหนูใหญ่มู่ให้ความสนใจเขา ยังมีเรื่องไหนที่จะทำให้เขารู้สึกลำพองใจได้มากกว่านี้อีกเล่า ถึงปกติผู้ชายสดใสสไตล์แสงอาทิตย์อย่างเขาจะได้รับความนิยมจากสาวๆ มากกว่าก้อนน้ำแข็งพันปีอย่างเสิ่นเหยียนอยู่แล้วก็ตาม
“มู่หุ่ย เธอ...” สวีลี่หัวก็มีสีหน้าคาดไม่ถึงเช่นกัน เสิ่นเหยียนยืนอยู่ตรงนี้นะ! ผู้ชายที่มู่หุ่ยหลงใหลคลั่งไคล้ ทำไมจึงยื่นขวดน้ำให้คนอื่นล่ะ
‘กลยุทธ์ปล่อยเพื่อล่อจับ’ เสิ่นเหยียนแค่นเสียงหยัน ความรังเกียจในดวงตายิ่งชัดเจน เขาไม่มีทางถูกลูกไม้ตื้นๆ นี้หลอกปั่นหัวได้แน่
แสงไฟในสนามบาสทำให้มู่หุ่ยตาพร่าและวิงเวียนศีรษะ เธอจึงหันไปก้มศีรษะเล็กน้อยให้หลินเทียนโย่วก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินออกจากสนามบาสไป
เสิ่นเหยียนแสดงความรังเกียจเธออย่างเปิดเผยชัดเจน ไม่ใช่เพียงแววตา แต่ทั้งสีหน้าและท่าทาง นี่ไม่มีทางเกิดขึ้นกับเสิ่นเหยียนในวัยสามสิบกว่าแน่นอน เวลานั้นเขาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ไม่เคยแสดงสีหน้าให้ใครจับทางได้ เป็นบุรุษเย็นชาที่นำพากิจการของตระกูลเสิ่นให้ก้าวหน้าไม่หยุด
“มู่หุ่ยเป็นอะไรไปน่ะ”
“เมื่อกี้ใครผลักเธอออกไป ถ้ามู่หุ่ยรู้ไม่กลัวถูกเอาคืนเหรอไง”
“ใครผลักล่ะ ไม่ใช่เพราะคนเยอะจนถูกเบียดล้มหรอกเหรอ”
“ฉันเห็นสวีลี่หัวยืนอยู่ด้านหลังเธอนะ สองคนนั้นไม่ใช่เพื่อนสนิทกันเหรอ”
“ชู่ว์”
“เรื่องที่มู่หุ่ยชอบเสิ่นเหยียนไม่ใช่ความลับ ถ้าเป็นหล่อนที่ถลาพุ่งตัวเข้าไปเองล่ะ พวกเธอจะกล้าเปิดโปงหล่อนหรือไง”
เสียงซุบซิบเหล่านี้สวีลี่หัวได้ยินชัดเจน เธอเหยียดยิ้ม แววตาสาสมใจ พวกเพื่อนนักศึกษาพอเห็นเธอเดินผ่านก็เงียบเสียง ทว่ากลับยิ่งทำให้แววตาสวีลี่หัวสะใจมากขึ้น มู่หุ่ยไม่เป็นที่ชื่นชอบของนักศึกษาคนอื่น ไม่มีใครคิดทวงถามความเป็นธรรมให้คุณหนูนิสัยร้ายกาจคนนั้นหรอก
เสิ่นเหยียนขมวดคิ้วมองตามหลังมู่หุ่ย เขารู้สึกว่าเธอไม่ใช่หญิงสาวที่เขารู้จัก จากไปง่ายๆ แบบนี้จริงหรือ ปกติไม่ใช่ว่าเธอจะเกาะติดเขาไม่ห่างหรอกหรือ ต่อให้เขาทำท่าทางรังเกียจเธอมากกว่านี้ มู่หุ่ยก็หน้าด้านหน้าทนไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้ทำไมเขาดูเธอไม่ออก
ยิ่งคิดนักศึกษาหนุ่มยิ่งเม้มปากแน่น ในดวงตาฉายชัดถึงความไม่พอใจ
“ทำไม คุณชายใหญ่เสิ่นเกิดรู้สึกเสียดายขึ้นมาแล้วเหรอ” หลินเทียนโย่วแค่นเสียงหัวเราะ “ฉันว่านายคงทำให้เธอตกใจกลัวแล้ว ภูเขาน้ำแข็งหน้าตายทั้งลูกแบบนายใครจะชอบได้” พูดจบก็ยักไหล่ มือถือขวดน้ำแร่แกว่งไปมาตรงหน้าเสิ่นเหยียนด้วยท่าทียียวน ก่อนเดินกลับไปหาทีมตนเอง
แม้มู่หุ่ยจะสวยหยาดเยิ้มแต่คนตระกูลมู่ไม่ใช่ใครจะเอื้อมคว้ามาได้ง่ายๆ ถึงหลินเทียนโย่วจะมั่นใจว่าตัวเองไม่เลว แต่เวลานี้เขายังไม่มีความคิดเหล่านั้น ตั้งใจแข่งบาสดีกว่า เอาชนะเสิ่นเหยียนจอมหยิ่งผยองให้ได้เป็นสิ่งน่าสนใจมากกว่า
มู่หุ่ยเดินออกจากสนามบาสด้วยความสับสน
แสงแดดตอนบ่ายยังคงทำให้ตาพร่า หญิงสาวเดินไปนั่งหายใจหอบบนเก้าอี้หินข้างทางตัวหนึ่ง สายตามองถนนทอดยาวตรงหน้า สองข้างทางปลูกต้นไม้เรียงรายให้ร่มเงา ในสนามบาสมีคนเยอะไปทำให้เธออึดอัดหายใจไม่ออก แต่ตอนที่เดินออกมามู่หุ่ยรู้สึกว่าเท้าข้างหนึ่งหนักอึ้ง อีกข้างกลับเบาหวิวราวกำลังเดินย่ำอยู่บนก้อนเมฆ
นี่เป็นความฝันหรือเปล่า? มู่หุ่ยหยิกเนื้อที่แขนตัวเองสุดแรง
เจ็บ! แสดงว่าไม่ใช่ความฝัน
หมายความว่าเธอตายแล้วย้อนกลับมาเกิดใหม่งั้นหรือ ทั้งยังย้อนกลับมาสิบหกปีด้วย ดวงตามู่หุ่ยเป็นประกายวูบไหว มีทั้งความยากจะเชื่อและตื่นเต้นดีใจ
ชาติที่แล้วเธอมีชีวิตที่ดีมาก ทั้งเกิดในตระกูลที่ดี รูปร่างหน้าตาสะสวยไม่เป็นรองใคร ชีวิตเหมือนมีไพ่ดีในมือมากมาย แต่ถูกเธอเล่นเสียเละเทะ ทำชีวิตตัวเองพลิกคว่ำพลิกหงาย คนในตระกูลมู่พากันรังเกียจเธอ ไม่มีใครเข้าใจเธอสักคน เธอต้องไปรักษาอาการป่วยหนักอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์เพียงลำพังนานเป็นปี ก่อนจะเสียชีวิตไปอย่างเดียวดาย ทั้งที่อายุแค่สามสิบหก
ถึงเธอจะมีช่วงชีวิตสั้นๆ แต่ก็ได้พบเจอทั้งสุขและทุกข์ครบครัน ยังดีก่อนตายสามารถเข้าใจเรื่องราวทางโลกได้ ความเสียใจเดียวที่ติดค้างในใจคือเรื่องของเสิ่นเลี่ยน สามีที่จากไปด้วยอุบัติเหตุคนนั้น ผู้ชายที่เธอติดค้างเขาทั้งชีวิต
แสงอาทิตย์เจิดจ้าที่ลอดผ่านใบไม้ที่สลับทับซ้อนตกกระทบบนใบหน้าเธอ เกิดเป็นเงารูปร่างประหลาดบนใบหน้างดงาม มู่หุ่ยสูดลมหายใจลึกยาว
การมีชีวิตอยู่ช่างดีเหลือเกิน
บนถนนมีนักศึกษาเดินผ่านไปมา หลายคนหันมองมู่หุ่ยด้วยสีหน้าสายตาประหลาดใจ พอเธอมองกลับไป พวกเขาก็มีท่าทางประหนึ่งลูกกวางเจอเสือร้าย สะดุ้งตื่นตกใจแล้วรีบก้มหน้าสาวเท้าเดินจากไป
มู่หุ่ยยิ้มขื่น เกือบลืมไปแล้วว่าตอนนั้นตัวเองเป็นอย่างไรในรั้วมหาวิทยาลัยนี้ แน่นอนไม่ใช่ความทรงจำที่ดีนัก เพื่อนนักศึกษากลัวเกรงความร่ำรวยและอำนาจของตระกูลมู่ แต่มากกว่านั้นพวกเขารอชมสภาพอันน่าสังเวชของคุณหนูใหญ่มู่ เพื่อไล่ขอความรักจากผู้ชาย เธอยอมทิ้งหน้าตาศักดิ์ศรีและความหยิ่งผยองจนหมดสิ้น
มือเรียวสวยนวดขาที่ปวดเมื่อยเพราะนั่งเกร็งอยู่นาน ครู่หนึ่งจึงลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเดินไปตามถนนที่ทอดยาวตรงหน้า แสงแดดยามบ่ายในฤดูใบไม้ร่วงแสนอบอุ่น ไม่ร้อนระอุแผดเผาแบบแดดในฤดูร้อน ทั้งยังมีสายลมเย็นพัดโชย ใบสีเหลืองทองของต้นอู่ถงที่อยู่สองข้างทาง คล้ายจะเปล่งประกายสะท้อนแสงสีทองระยิบระยับภายใต้แสงตะวัน
เริ่มจากก้าวเดินช้าๆ หลายก้าวผ่านไปก็เร่งความเร็วขึ้นก่อนจะเปลี่ยนเป็นวิ่ง สายลมเย็นที่พัดปะทะทำให้ใบหน้าตึงจนรู้สึกชา แต่หัวใจมู่หุ่ยราวกับถูกแช่อยู่ในบ่อน้ำพุร้อนที่กำลังเดือดจัด เธออยากวิ่งให้สุดฝีเท้า อยากร้องตะโกนให้สุดเสียง ให้สมกับความสุขความดีใจที่อัดแน่นอยู่ในอกตอนนี้
หลายปีก่อนตายในชาติก่อน เธอมีสภาพเป็นผู้ป่วยติดเตียง ทุกวันใช้ชีวิตอยู่บนเตียงคนป่วย ถ้าบางวันโชคดีก็จะได้นั่งรถเข็นออกไปรับแสงแดดรับอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกบ้าง เวลานั้นเธอจึงเพิ่งได้รู้ว่าตนเองโหยหาอิสรภาพและร่างกายที่แข็งแรงมากแค่ไหน หวงแหนความมีชีวิตมากจนบรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะเธอโง่เขลา ไม่รู้จักรักตัวเอง สุดท้ายเธอจะป่วยหนักเพราะตรอมใจได้อย่างไร วันเวลาที่ควรมีชีวิตอย่างสวยงาม เธอกลับจมอยู่กับกล่าวโทษตัวเองทุกคืนวัน
ในเมื่อสวรรค์มอบโอกาสให้เธอได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง เธอจะไม่มีวันทำผิดซ้ำรอยเดิมอีก!
[1] โป๊กเกอร์เฟสหมายถึงใบหน้าเฉยชา ไร้ความรู้สึก