ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ขอตามรักคุณทุกชาติไป Two Life Same Couple

ผู้แต่ง FENG ZHU YUE
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีน
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม

ใครๆ ก็รู้ว่ามู่หุยหลงรักเสิ่นเหยียนเพื่อนร่วมชั้นเรียนมานาน  เธออดทนต่อการล้อเลียนของผู้คนและคำปฏิเสธจากเขา กระทั่งวันหนึ่งเขาเย้ยหยันเธอด้วยการขว้างลูกบาสกระแทกใส่หัว เธอล้มลง ลุกขึ้นแล้วเดินจากไป หลังจากนั้นก็ไม่เคยหวนกลับไปตอแยผู้ชายเช่นเขาอีก   ใครจะรู้ว่า 'เธอ' ในวันนี้คือเธอในอีก 16 ปีข้างหน้า! ดวงวิญญาณของมู่หุย ตอนอายุสามสิบย้อนกลับมาเข้าร่างตัวเองเมื่อครั้งยังวัยรุ่น เธอ… ในชาติที่แล้วมีชีวิตที่ดี อนาคตสดใส ทั้งที่ในมือมีไพ่ดีแต่กลับถูกตัวเองถล่มเล่นจนเละเทะ  การตามตื๊อเสิ่นเหยียน ผู้ชายเห็นแก่ตัวที่มองความรักของเธอเป็นของไร้ค่าทำให้คนในตระกูลพากันรังเกียจ มู่หุยถูกโลกทั้งใบทิ้งขว้าง ต้องรักษาตัวอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ตามลำพังจนเสียชีวิตลงจากอาการป่วย สำหรับตัวเธอแล้ว ชาติที่ผ่านมาเธอไม่ติดค้างใครเลย นอกจากผู้ชายคนนั้น… เสิ่นเลี่ยน! เสิ่นเลี่ยน... เจ้าพ่อผู้เงียบขรึมแห่งแวดวงธุรกิจ คุณน้าของชายที่เธอเฝ้ารัก ชาติที่แล้วเขาเข้ามาโอบอุ้มเธอ มอบความเห็นใจ ปกป้องทุกการทำร้ายของคนรอบข้าง เธอยังไม่เคยขอบคุณเขาสักคำ ไม่เคยมองเห็น เพราะในสายตามีแต่เสิ่นเหยียน จนกระทั่งเขาคนนั้นเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ เธอก็ยังไม่เคยบอกรักแม้แต่คำเดียว เสิ่นเลี่ยน ชาตินี้ฉันกลับมาเพื่อคุณ ได้โปรดรอด้วย รอคำว่า 'รัก' ที่คุณอยากได้ยินด้วย!

บทนำ

ใครๆ ก็รู้ว่ามู่หุยหลงรักเสิ่นเหยียนเพื่อนร่วมชั้นเรียนมานาน 
เธออดทนต่อการล้อเลียนของผู้คนและคำปฏิเสธจากเขา
กระทั่งวันหนึ่งเขาเย้ยหยันเธอด้วยการขว้างลูกบาสกระแทกใส่หัว
เธอล้มลง ลุกขึ้นแล้วเดินจากไป หลังจากนั้นก็ไม่เคยหวนกลับไปตอแยผู้ชายเช่นเขาอีก  

ใครจะรู้ว่า 'เธอ' ในวันนี้คือเธอในอีก 16 ปีข้างหน้า!
ดวงวิญญาณของมู่หุย ตอนอายุสามสิบย้อนกลับมาเข้าร่างตัวเองเมื่อครั้งยังวัยรุ่น
เธอ… ในชาติที่แล้วมีชีวิตที่ดี อนาคตสดใส ทั้งที่ในมือมีไพ่ดีแต่กลับถูกตัวเองถล่มเล่นจนเละเทะ 
การตามตื๊อเสิ่นเหยียน ผู้ชายเห็นแก่ตัวที่มองความรักของเธอเป็นของไร้ค่าทำให้คนในตระกูลพากันรังเกียจ
มู่หุยถูกโลกทั้งใบทิ้งขว้าง ต้องรักษาตัวอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ตามลำพังจนเสียชีวิตลงจากอาการป่วย
สำหรับตัวเธอแล้ว ชาติที่ผ่านมาเธอไม่ติดค้างใครเลย นอกจากผู้ชายคนนั้น… เสิ่นเลี่ยน!

เสิ่นเลี่ยน... เจ้าพ่อผู้เงียบขรึมแห่งแวดวงธุรกิจ คุณน้าของชายที่เธอเฝ้ารัก
ชาติที่แล้วเขาเข้ามาโอบอุ้มเธอ มอบความเห็นใจ ปกป้องทุกการทำร้ายของคนรอบข้าง
เธอยังไม่เคยขอบคุณเขาสักคำ ไม่เคยมองเห็น เพราะในสายตามีแต่เสิ่นเหยียน
จนกระทั่งเขาคนนั้นเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ เธอก็ยังไม่เคยบอกรักแม้แต่คำเดียว

เสิ่นเลี่ยน
ชาตินี้ฉันกลับมาเพื่อคุณ ได้โปรดรอด้วย
รอคำว่า 'รัก' ที่คุณอยากได้ยินด้วย!

-------------

สารบัญ

ย้อนกลับมา

สนามบาสเกตบอล เสียงผู้คนอึกทึกครึกโครม

มู่หุ่ยรู้สึกเหมือนถูกผลักด้วยแรงดันขั้นสูงสุดจากด้านหลัง เธอเซถลาล้มคว่ำหน้ากระแทกพื้นอย่างแรง! พอเงยหน้าขึ้นก็ต้องรีบหรี่ตาเพราะแสงเจิดจ้าที่พุ่งเข้าใส่ นานครู่ใหญ่กว่าดวงตาจะปรับได้ เธอจึงค่อยลุกขึ้นนั่งแล้วลืมตามอง

ที่นี่ที่ไหน? เธอมองรอบตัวอย่างมึนงง

เสียงรอบตัวสับสนวุ่นวายจนฟังไม่รู้เรื่อง ทั้งเสียงลูกบาสตกกระทบห่วง เสียงคนโห่ร้องดีใจ เสียงหัวเราะ ใบหน้าสดใสอ่อนเยาว์ในสนามเป็นใบหน้าที่เธอคุ้นเคยทั้งนั้น

แต่เป็นความคุ้นเคยที่นานมากแล้ว ทำไม....

ในสนามมีกลุ่มชายวัยรุ่นหลายคนในชุดบาสสีแดงเหมือนกัน มีคนหนึ่งที่ถูกล้อมอยู่ตรงกลาง ใบหน้าเขาเรียบเฉย แววตาเย็นชา เพื่อนที่ยืนอยู่ด้านข้างดันต้นแขนเขาก่อนจะเอ่ยเสียงยั่วเย้า

“เสิ่นเหยียน คุณหนูใหญ่มู่หกล้มแล้ว นายไม่เข้าไปช่วยพยุงหน่อยเหรอ”

เสิ่นเหยียนเพียงใช้สายตารังเกียจมองไปที่มู่หุ่ยครั้งหนึ่ง ก่อนถามเสียงหงุดหงิด “จะแข่งต่อไหม”

“แข่งสิ ทำไมจะไม่แข่งล่ะ”

เห็นเสิ่นเหยียนชักสีหน้า เพื่อนๆ ก็หยุดล้อ แต่พอมองไปทางมู่หุ่ยก็พูดเสียงลำบากใจ “แต่คุณหนูใหญ่มู่ยังอยู่ตรงนั้น ถ้าพวกเราแข่งกันต่อแล้วพลาดไปเหยียบเธอเข้าจะไม่มีปัญหาเหรอ”

คิ้วเข้มขมวดแน่น ริมฝีปากเม้มจนเป็นเส้นตรง สีหน้าบึ้งตึง เขาโยนลูกบาสให้เพื่อนแล้วเดินไปหามู่หุ่ย

“เสิ่น... เสิ่นเหยียน”

มู่หุ่ยเงยหน้ามองชายหนุ่มตรงหน้า เขาคือคนที่เธอเคยหลงใหลเมื่อนานมาแล้ว ทำไมเขาที่อยู่ตรงนี้จึงกลายเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบได้ ทั้งยังไม่มีท่าทีแข็งกระด้าง สีหน้าอ่านไม่ออกแบบนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ เขาดูเหมือนเด็กหนุ่มนิสัยเอาแต่ใจคนหนึ่งมากกว่า

“รีบไปจากตรงนี้ซะที พวกเราจะเริ่มการแข่งแล้ว” เสิ่นเหยียนยืนกอดอก สายตาเต็มไปด้วยความหงุดหงิด

“แข่ง?” มู่หุ่ยหันกลับไปมองในสนามบาสอีกครั้ง ครั้งนี้จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีนักบาสสองทีม ฝั่งหนึ่งสวมชุดสีแดงเป็นชุดประจำทีมบาสมหาวิทยาลัยหรงต้า อีกฝั่งเป็นชุดสีขาวของทีมมหาวิทยาลัยหนันต้า ยิ่งเห็นใบหน้าคุ้นเคยในวันวานยิ่งกำกระโปรงแน่น ความตื่นตระหนกฉายชัดในดวงตา เหมือนคลื่นทะเลที่ถาโถมซัดเข้าฝั่ง

เธอกำลังฝันใช่ไหม เวลานี้เธอควรจะนอนอยู่บนเตียงในสถานพักฟื้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์สิ ไม่ใช่ย้อนเวลากลับไปสิบหกปีที่แล้ว!

ช่วงเวลาที่บุปผาเบ่งบานและโรยรา วัยสะพรั่งในช่วงอายุยี่สิบปี

ในแววตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจของเสิ่นเหยียนแฝงความประหลาดใจจางๆ กับท่าทางงุนงงของมู่หุ่ย ตั้งแต่สาวน้อยคนนี้พบเขาครั้งแรกในงานรับน้องใหม่ของมหาวิทยาลัย เธอก็เกาะติดเขาอย่างบ้าคลั่งไร้สติ สองปีนี้เธอตามติดเขาไปทุกที่ เหมือนเป็นเงาผีวิญญาณแค้น ทำเขาโมโหหงุดหงิดแทบบ้าแล้ว!

“เสิ่นเหยียน ปฏิบัติกับสาวสวยให้นุ่มนวลหน่อยสิ” หลินเทียนโย่วเดินยิ้มเข้ามาไกล่เกลี่ย

ชื่อเสียงของมู่หุ่ยเป็นดั่งอสนีบาตที่ดังกึกก้องไปทั่ว ตระกูลมู่ถือเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงตระกูลหนึ่งในเมืองหรงนี้ ภาพความหยิ่งจองหองโอหังของคุณหนูใหญ่มู่คือภาพจำในใจนักศึกษามหาวิทยาลัยหรงต้า จดจำได้ยิ่งกว่ารูปร่างหน้าตาที่สวยเด่นสะดุดตาของเธอเองเสียอีก

หลินเทียนโย่วเคยได้ยินชื่อเสียงมู่หุ่ย แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบเจอตัวจริงของเธอ ดูไม่เหมือนในข่าวลือที่เคยได้ยินเลย คุณหนูใหญ่มู่คนนี้ดูโง่ทึ่มซื่อบื้อจะตาย ไม่เห็นจะดูเย่อหยิ่งตรงไหนสักนิด

“...ขอบคุณ” มู่หุ่ยลุกขึ้นยืน เธอมองหลินเทียนโย่วอย่างสับสนลังเลครู่หนึ่งกว่าจะพูดขอบคุณออกมาได้ เขาเป็นคุณชายตระกูลหลิน สองตระกูลมีการทำธุรกิจร่วมกัน

“ไม่ต้องเกรงใจ ฉันปฏิบัติต่อสาวสวยอย่างสุภาพเสมอนั่นล่ะ” หลินเทียนโย่วพูดพลางปรายตามองเสิ่นเหยียนแวบหนึ่ง ประโยคนี้เขาตั้งใจเหน็บแนมความหยาบคายของอีกฝ่าย ต่อหน้าสาวสวยควรต้องยอมอ่อนข้อให้สามส่วนไม่ใช่หรือไง แต่เสิ่นเหยียนกลับทำหน้าโป๊กเกอร์เฟซ[1] อยู่ตลอด ทำเหมือนมีคนติดหนี้เขาสามสิบล้านแล้วไม่ใช้คืนซะทีแบบนั้น

“คุณหนูใหญ่มู่ ใครผลักคุณเหรอถึงได้หกล้มแรงขนาดนี้ เจ็บหรือเปล่า”

เทียบกับความเย็นชาใจดำของเสิ่นเหยียน ท่าทีของหลินเทียนโย่วดูมีความอดทนและกระตือรือร้นเกินจริงไปมาก

ขณะมู่หุ่ยมองสีหน้าท่าทางของหลินเทียนโย่วด้วยความไม่คุ้นชิน มือเล็กข้างหนึ่งสอดมาจากด้านหลังคล้องแขนเธอไว้อย่างสนิทสนมพร้อมเสียงสดใส

“เธอเป็นอะไรไปน่ะ ไม่ใช่บอกว่าจะเอาน้ำมาให้เสิ่นเหยียนหรอกเหรอ”

หญิงสาวที่คล้องแขนเธอเป็นสาวสวยหน้าตามีเสน่ห์ รอยยิ้มสดใส ผมสั้นสลวย นี่คือเพื่อนสนิทของเธอชื่อสวีลี่หัว

ตอนอายุยี่สิบเธอไม่เคยรู้ว่าสวีลี่หัวแอบชอบเสิ่นเหยียน ด้วยความไว้ใจและอ่อนเดียงสา เธอจึงเล่าความในใจให้สวีลี่หัวฟังทุกเรื่อง กว่าจะรู้ว่าตนเองโง่เขลา... วันที่หายโง่จึงเป็นวันที่เธอเข้าใจคำว่า

‘จิตใจคนเป็นสิ่งที่ยากจะหยั่งมากที่สุด’ ซึ้งถึงกระดูกเลยทีเดียว

เมื่อครู่สวีลี่หัวยืนอยู่ด้านหลังเธอ คงเป็นเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อคนนี้เองที่ผลักเธอให้ล้มคว่ำเข้าไปในสนามบาส อยากเห็นเธอขายหน้าสินะ มู่หุ่ยดึงมืออีกฝ่ายออก สายตามองสีหน้าไม่แยแสของเสิ่นเหยียนก่อนก้มมองขวดน้ำแร่เย็นที่อยู่ในมือ จากนั้นจึงยื่นให้หลินเทียนโย่วพร้อมรอยยิ้มขอบคุณ

“ดื่มน้ำไหมคะ”

“ขอบ...ขอบคุณ” หลินเทียนโย่วรับขวดน้ำมาด้วยสีหน้าตกตะลึงคาดไม่ถึง ไม่คิดว่าตนเองจะได้รับความสนใจจากสาวสวย เขาหันไปส่งสายตาเหนือกว่าให้เสิ่นเหยียน สุดยอดสาวงามของมหาวิทยาลัยอย่างคุณหนูใหญ่มู่ให้ความสนใจเขา ยังมีเรื่องไหนที่จะทำให้เขารู้สึกลำพองใจได้มากกว่านี้อีกเล่า ถึงปกติผู้ชายสดใสสไตล์แสงอาทิตย์อย่างเขาจะได้รับความนิยมจากสาวๆ มากกว่าก้อนน้ำแข็งพันปีอย่างเสิ่นเหยียนอยู่แล้วก็ตาม

“มู่หุ่ย เธอ...” สวีลี่หัวก็มีสีหน้าคาดไม่ถึงเช่นกัน เสิ่นเหยียนยืนอยู่ตรงนี้นะ! ผู้ชายที่มู่หุ่ยหลงใหลคลั่งไคล้ ทำไมจึงยื่นขวดน้ำให้คนอื่นล่ะ

‘กลยุทธ์ปล่อยเพื่อล่อจับ’ เสิ่นเหยียนแค่นเสียงหยัน ความรังเกียจในดวงตายิ่งชัดเจน เขาไม่มีทางถูกลูกไม้ตื้นๆ นี้หลอกปั่นหัวได้แน่

แสงไฟในสนามบาสทำให้มู่หุ่ยตาพร่าและวิงเวียนศีรษะ เธอจึงหันไปก้มศีรษะเล็กน้อยให้หลินเทียนโย่วก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินออกจากสนามบาสไป

เสิ่นเหยียนแสดงความรังเกียจเธออย่างเปิดเผยชัดเจน ไม่ใช่เพียงแววตา แต่ทั้งสีหน้าและท่าทาง นี่ไม่มีทางเกิดขึ้นกับเสิ่นเหยียนในวัยสามสิบกว่าแน่นอน เวลานั้นเขาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ไม่เคยแสดงสีหน้าให้ใครจับทางได้ เป็นบุรุษเย็นชาที่นำพากิจการของตระกูลเสิ่นให้ก้าวหน้าไม่หยุด

“มู่หุ่ยเป็นอะไรไปน่ะ”

“เมื่อกี้ใครผลักเธอออกไป ถ้ามู่หุ่ยรู้ไม่กลัวถูกเอาคืนเหรอไง”

“ใครผลักล่ะ ไม่ใช่เพราะคนเยอะจนถูกเบียดล้มหรอกเหรอ”

“ฉันเห็นสวีลี่หัวยืนอยู่ด้านหลังเธอนะ สองคนนั้นไม่ใช่เพื่อนสนิทกันเหรอ”

“ชู่ว์”

“เรื่องที่มู่หุ่ยชอบเสิ่นเหยียนไม่ใช่ความลับ ถ้าเป็นหล่อนที่ถลาพุ่งตัวเข้าไปเองล่ะ พวกเธอจะกล้าเปิดโปงหล่อนหรือไง”

            เสียงซุบซิบเหล่านี้สวีลี่หัวได้ยินชัดเจน เธอเหยียดยิ้ม แววตาสาสมใจ พวกเพื่อนนักศึกษาพอเห็นเธอเดินผ่านก็เงียบเสียง ทว่ากลับยิ่งทำให้แววตาสวีลี่หัวสะใจมากขึ้น มู่หุ่ยไม่เป็นที่ชื่นชอบของนักศึกษาคนอื่น ไม่มีใครคิดทวงถามความเป็นธรรมให้คุณหนูนิสัยร้ายกาจคนนั้นหรอก

เสิ่นเหยียนขมวดคิ้วมองตามหลังมู่หุ่ย เขารู้สึกว่าเธอไม่ใช่หญิงสาวที่เขารู้จัก จากไปง่ายๆ แบบนี้จริงหรือ ปกติไม่ใช่ว่าเธอจะเกาะติดเขาไม่ห่างหรอกหรือ ต่อให้เขาทำท่าทางรังเกียจเธอมากกว่านี้ มู่หุ่ยก็หน้าด้านหน้าทนไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้ทำไมเขาดูเธอไม่ออก

ยิ่งคิดนักศึกษาหนุ่มยิ่งเม้มปากแน่น ในดวงตาฉายชัดถึงความไม่พอใจ

“ทำไม คุณชายใหญ่เสิ่นเกิดรู้สึกเสียดายขึ้นมาแล้วเหรอ” หลินเทียนโย่วแค่นเสียงหัวเราะ “ฉันว่านายคงทำให้เธอตกใจกลัวแล้ว ภูเขาน้ำแข็งหน้าตายทั้งลูกแบบนายใครจะชอบได้” พูดจบก็ยักไหล่ มือถือขวดน้ำแร่แกว่งไปมาตรงหน้าเสิ่นเหยียนด้วยท่าทียียวน ก่อนเดินกลับไปหาทีมตนเอง

แม้มู่หุ่ยจะสวยหยาดเยิ้มแต่คนตระกูลมู่ไม่ใช่ใครจะเอื้อมคว้ามาได้ง่ายๆ ถึงหลินเทียนโย่วจะมั่นใจว่าตัวเองไม่เลว แต่เวลานี้เขายังไม่มีความคิดเหล่านั้น ตั้งใจแข่งบาสดีกว่า เอาชนะเสิ่นเหยียนจอมหยิ่งผยองให้ได้เป็นสิ่งน่าสนใจมากกว่า

 

มู่หุ่ยเดินออกจากสนามบาสด้วยความสับสน

แสงแดดตอนบ่ายยังคงทำให้ตาพร่า หญิงสาวเดินไปนั่งหายใจหอบบนเก้าอี้หินข้างทางตัวหนึ่ง สายตามองถนนทอดยาวตรงหน้า สองข้างทางปลูกต้นไม้เรียงรายให้ร่มเงา ในสนามบาสมีคนเยอะไปทำให้เธออึดอัดหายใจไม่ออก แต่ตอนที่เดินออกมามู่หุ่ยรู้สึกว่าเท้าข้างหนึ่งหนักอึ้ง อีกข้างกลับเบาหวิวราวกำลังเดินย่ำอยู่บนก้อนเมฆ

นี่เป็นความฝันหรือเปล่า? มู่หุ่ยหยิกเนื้อที่แขนตัวเองสุดแรง

เจ็บ! แสดงว่าไม่ใช่ความฝัน

หมายความว่าเธอตายแล้วย้อนกลับมาเกิดใหม่งั้นหรือ ทั้งยังย้อนกลับมาสิบหกปีด้วย ดวงตามู่หุ่ยเป็นประกายวูบไหว มีทั้งความยากจะเชื่อและตื่นเต้นดีใจ

ชาติที่แล้วเธอมีชีวิตที่ดีมาก ทั้งเกิดในตระกูลที่ดี รูปร่างหน้าตาสะสวยไม่เป็นรองใคร ชีวิตเหมือนมีไพ่ดีในมือมากมาย แต่ถูกเธอเล่นเสียเละเทะ ทำชีวิตตัวเองพลิกคว่ำพลิกหงาย คนในตระกูลมู่พากันรังเกียจเธอ ไม่มีใครเข้าใจเธอสักคน เธอต้องไปรักษาอาการป่วยหนักอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์เพียงลำพังนานเป็นปี ก่อนจะเสียชีวิตไปอย่างเดียวดาย ทั้งที่อายุแค่สามสิบหก

ถึงเธอจะมีช่วงชีวิตสั้นๆ แต่ก็ได้พบเจอทั้งสุขและทุกข์ครบครัน ยังดีก่อนตายสามารถเข้าใจเรื่องราวทางโลกได้ ความเสียใจเดียวที่ติดค้างในใจคือเรื่องของเสิ่นเลี่ยน สามีที่จากไปด้วยอุบัติเหตุคนนั้น ผู้ชายที่เธอติดค้างเขาทั้งชีวิต

แสงอาทิตย์เจิดจ้าที่ลอดผ่านใบไม้ที่สลับทับซ้อนตกกระทบบนใบหน้าเธอ เกิดเป็นเงารูปร่างประหลาดบนใบหน้างดงาม มู่หุ่ยสูดลมหายใจลึกยาว

การมีชีวิตอยู่ช่างดีเหลือเกิน

บนถนนมีนักศึกษาเดินผ่านไปมา หลายคนหันมองมู่หุ่ยด้วยสีหน้าสายตาประหลาดใจ พอเธอมองกลับไป พวกเขาก็มีท่าทางประหนึ่งลูกกวางเจอเสือร้าย สะดุ้งตื่นตกใจแล้วรีบก้มหน้าสาวเท้าเดินจากไป

มู่หุ่ยยิ้มขื่น เกือบลืมไปแล้วว่าตอนนั้นตัวเองเป็นอย่างไรในรั้วมหาวิทยาลัยนี้ แน่นอนไม่ใช่ความทรงจำที่ดีนัก เพื่อนนักศึกษากลัวเกรงความร่ำรวยและอำนาจของตระกูลมู่ แต่มากกว่านั้นพวกเขารอชมสภาพอันน่าสังเวชของคุณหนูใหญ่มู่ เพื่อไล่ขอความรักจากผู้ชาย เธอยอมทิ้งหน้าตาศักดิ์ศรีและความหยิ่งผยองจนหมดสิ้น

มือเรียวสวยนวดขาที่ปวดเมื่อยเพราะนั่งเกร็งอยู่นาน ครู่หนึ่งจึงลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเดินไปตามถนนที่ทอดยาวตรงหน้า แสงแดดยามบ่ายในฤดูใบไม้ร่วงแสนอบอุ่น ไม่ร้อนระอุแผดเผาแบบแดดในฤดูร้อน ทั้งยังมีสายลมเย็นพัดโชย ใบสีเหลืองทองของต้นอู่ถงที่อยู่สองข้างทาง คล้ายจะเปล่งประกายสะท้อนแสงสีทองระยิบระยับภายใต้แสงตะวัน

เริ่มจากก้าวเดินช้าๆ หลายก้าวผ่านไปก็เร่งความเร็วขึ้นก่อนจะเปลี่ยนเป็นวิ่ง สายลมเย็นที่พัดปะทะทำให้ใบหน้าตึงจนรู้สึกชา แต่หัวใจมู่หุ่ยราวกับถูกแช่อยู่ในบ่อน้ำพุร้อนที่กำลังเดือดจัด เธออยากวิ่งให้สุดฝีเท้า อยากร้องตะโกนให้สุดเสียง ให้สมกับความสุขความดีใจที่อัดแน่นอยู่ในอกตอนนี้

หลายปีก่อนตายในชาติก่อน เธอมีสภาพเป็นผู้ป่วยติดเตียง ทุกวันใช้ชีวิตอยู่บนเตียงคนป่วย ถ้าบางวันโชคดีก็จะได้นั่งรถเข็นออกไปรับแสงแดดรับอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกบ้าง เวลานั้นเธอจึงเพิ่งได้รู้ว่าตนเองโหยหาอิสรภาพและร่างกายที่แข็งแรงมากแค่ไหน หวงแหนความมีชีวิตมากจนบรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะเธอโง่เขลา ไม่รู้จักรักตัวเอง สุดท้ายเธอจะป่วยหนักเพราะตรอมใจได้อย่างไร วันเวลาที่ควรมีชีวิตอย่างสวยงาม เธอกลับจมอยู่กับกล่าวโทษตัวเองทุกคืนวัน

ในเมื่อสวรรค์มอบโอกาสให้เธอได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง เธอจะไม่มีวันทำผิดซ้ำรอยเดิมอีก!

 

[1] โป๊กเกอร์เฟสหมายถึงใบหน้าเฉยชา ไร้ความรู้สึก

หาเรื่องผิดคน

เมื่อกลับถึงหอพัก เพื่อนร่วมหอเจี่ยงเหมยเหมยเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกติของมู่หุย

เจี่ยงเหมยเหมยเพียงมองเธอนิ่งแต่ไม่เอ่ยอะไร

มู่หุ่ยยิ้มพลางพยักหน้าให้เจี่ยงเหมยเหมย อีกฝ่ายเป็นหัวหน้าห้องพักเลขที่สามศูนย์หนึ่งห้องนี้ เป็นคนจิตใจดีคนหนึ่งและนิสัยอ่อนโยน ถึงตอนเป็นนักศึกษาเธอจะนิสัยเย่อหยิ่งเอาแต่ใจ แต่เจี่ยงเหมยเหมยไม่เคยแสดงสีหน้าท่าทางรังเกียจสักครั้ง ทว่าทั้งสองไม่สนิทกันจึงพูดคุยกันน้อยมาก

“หัวหน้า ไปกินข้าวที่โรงอาหารด้วยกันไหม”

มู่หุ่ยลูบผมยาวสลวยเป็นลอนของตัวเอง จู่ๆ ก็รู้สึกว่าปล่อยผมแบบนี้ไม่สะดวก เธอจึงใช้ยางรัดรวบเก็บมัดผม ทำให้ทั้งร่างเธอดูสดใสมีชีวิตชีวาขึ้นหลายส่วนทันใด ผมยาวนี้เธอไว้มาหลายปี ทั้งดำหนาและเป็นลอนตามธรรมชาติ ไม่เคยผ่านการทำผมใดๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าทำสีหรืออบไอร้อน เส้มผมที่หนานุ่มลื่นมือทำให้เธอชอบลูบบ่อยๆ โดยไม่รู้เลยว่าตอนที่ล้มป่วยหนักต้องไปรักษาตัวที่สวิตเซอร์แลนด์ ผมดกดำหนานี้กลับร่วงหมดไม่เหลือสักเส้น เธอต้องสวมหมวกไหมพรมสีเบจจนวันสุดท้ายของชีวิต

มู่หุ่ยยิ้มพลางส่ายหน้า เรื่องราวในชาติก่อนก็เหมือนเมื่อวานที่ผ่านไป อนาคตจะเป็นอย่างไรต้องดูสิ่งที่ทำในวันนี้ ดังนั้นเธอต้องมองไปข้างหน้า เลิกคิดถึงชีวิตที่ล้มเหลวในชาติก่อนได้แล้ว เธอต้องใช้โอกาสที่สวรรค์มอบให้อย่างดีที่สุด

“ไป...ไปสิ” ตอบออกไปแล้ว เจี่ยงเหมยเหมยก็ชะงักนิ่ง ไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้เธอพยักหน้าตอบตกลง พอไปถึงหน้าโรงอาหารก็ยิ่งรู้สึกอยากกัดลิ้นตัวเองนัก ทำไมถึงตอบรับมากินข้าวกับคุณหนูใหญ่มู่ได้ เมื่อก่อนเรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่

“มู่หุ่ย เธอไม่ใช่ไปดูการแข่งบาสกับสวีลี่หัวเหรอ ทำไมถึงแยกกลับมาคนเดียวล่ะ” ตอบรับก็ตอบรับไปแล้ว เดินก็เดินมาแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ก็ชวนคุยแล้วกัน

ห้องพักสามศูนย์หนึ่งมีสมาชิกสี่คน มู่หุ่ยกับสวีลี่หัวสนิทสนมกันมาก ตัวติดกันอยู่ตลอดเวลา อีกคนคือหวังอิ๋งที่กลับบ้านเป็นครั้งคราว

“แข่งบาสเหรอ จู่ๆ ก็ไม่อยากดูน่ะ” มู่หุ่ยยิ้มตอบ รอยยิ้มนี้ทำให้ทั่วร่างเธอเปล่งประกายอ่อนโยนนุ่มละมุนราวกับผ่านการชำระล้างจนบริสุทธิ์

เจี่ยงเหมยเหมยตกตะลึงจนปากอ้าตาค้าง ตั้งแต่เจอกันในห้องพักก็รู้สึกอยู่ว่าวันนี้มู่หุ่ยดูต่างไปจากทุกวัน เมื่อก่อนมู่หุ่ยเป็นสาวสวยจัดแต่ก็เหมือนขาดบางสิ่งไป เหมือนดอกกุหลาบแย้มบานที่มีหนามแหลมคม แต่ตอนนี้เธอเหมือนดอกลิลลี่ที่สวยงามอ่อนละมุน เป็นความสวยงามที่ให้ความรู้สึกสงบสบายใจ แต่ก็แฝงความลึกลับที่ดึงดูดให้ผู้คนอยากค้นหาด้วยเช่นกัน

หลังซื้ออาหารเสร็จ ทั้งสองก็ช่วยกันมองหาที่นั่งว่างเพื่อกินข้าว เห็นมีที่ว่างสองที่ก็ชี้ชวนกันไปนั่ง หากไม่นั่งคงไม่รู้ พอนั่งแล้วถึงเห็นคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามล้วนเป็นคนคุ้นเคย

มู่หุ่ยยกยิ้มมุมปาก ในใจนึกขำ โลกนี้ช่างแคบเสียจริง

“ลี่หัวก็มากินข้าวเหรอ เอ๊ะ นั่น!...” เจี่ยงเหมยเหมยมองสวีลี่หัวที่นั่งอยู่อีกด้านอย่างงุนงง ยิ่งงงเมื่อเห็นว่าคนที่นั่งอยู่ข้างเพื่อนร่วมห้องคือเสิ่นเหยียนและงงหนักขึ้นไปอีกเพราะอีกด้านของเสิ่นเหยียนคือ...

พระโพธิสัตว์ ทำไมต้องให้ทุกคนมานั่งร่วมโต๊ะกันแบบนี้! หากไม่ใช่มู่หุ่ยดึงไว้ เจี่ยงเหมยเหมยคงเผ่นหนีไปจากตรงนี้แล้ว วันนี้เธอไปจับโดนของอัปมงคลอะไรมาตอนไหนกัน ถึงได้มาอยู่ท่ามกลางคนเด่นดังเหล่านี้ จะหนีก็ไม่ได้ ช่างเถอะ ทำเป็นหูหนวกตาบอดแล้วกินข้าวไปดีกว่า

“พี่สาวก็มาด้วยเหรอ ไม่ผิดจากที่คาดไว้จริงๆ ถ้ามีเสิ่นเหยียนที่ไหนต้องมีเธอไล่ตามเขาไปทุกที่ ชอบสร้างความอับอายให้ตระกูลมู่ของพวกเราเสียจริง”

ข้างกายอีกด้านของเสิ่นเหยียนคือสาวน้อยหน้าตาสะสวยคนหนึ่ง ใบหน้ามีส่วนคล้ายกับมู่หุ่ยอยู่สองส่วน ความแตกต่างคือเครื่องหน้าทั้งห้าบนใบหน้ามู่หุ่ยคมชัดสวยจัดดึงดูดสายตา แต่เครื่องหน้าของมู่เซวียนดูพริ้มเพรากว่า คล้ายเป็นนวลหยกน้อยของตระกูล เสียดายคำพูดที่ออกจากปากจิ้มลิ้มไม่น่าฟังสักคำ

ไม่ผิดจากที่คาด หลังมู่เซวียนพูดจบ เสิ่นเหยียนก็ขมวดคิ้ว แววตารังเกียจที่มองมู่หุ่ยยิ่งชัดขึ้น

มู่หุ่ยยิ้มมองสามคนฝั่งตรงข้าม ไม่ตอบรับไม่ปฏิเสธและไม่สนใจใคร เธอก้มหน้ากินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย หากไม่ใช่เพราะในโรงอาหารเต็มไปด้วยนักศึกษาจนหาที่นั่งอื่นไม่ได้ เธอคงไม่นั่งอยู่ตรงนี้

มู่เซวียนเป็นน้องสาวร่วมบิดา อายุน้อยกว่าเธอแปดเดือน มารดาเป็นชู้รักของบิดา โดยที่แม่เธอไม่รู้อะไรเลย จนถึงวันที่เสียชีวิตจากไปก็ไม่เคยรู้เห็นหัวใจสกปรกต่ำช้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากแสนดีแสนอบอุ่นของสามี

สมแล้วที่เธอเกิดเป็นลูกแม่ โง่เขลาตามืดบอดเหมือนกันไม่ผิด!

มู่หุ่ยเงยหน้ามองมู่เซวียน เห็นอีกฝ่ายยิ้มเย้ยท้าทายก็เพียงยิ้มเย็น อารมณ์โกรธทำร้ายตับ เธอต้องดูแลรักษาร่างกายนี้ให้ดี ไม่ควรโมโหให้กับคนที่ไม่คู่ควร

มู่เซวียนประหลาดใจกับปฏิกิริยาของมู่หุ่ย ปกติพี่สาวต่างมารดาคนนี้เป็นเหมือนประทัดที่แค่มีไฟจ่อก็พร้อมจะระเบิดได้ทันที ยิ่งเป็นเรื่องของเสิ่นเหยียน มู่หุ่ยไม่มีทางนิ่งเฉยแบบนี้แน่

มือที่จับช้อนของเสิ่นเหยียนนิ่งค้าง เขามองมู่หุ่ยอย่างประหลาดใจ เธอก้มหน้ากินข้าวท่าทางเจริญอาหารจนน่าหงุดหงิด ไม่เหลือบแลมาทางเขาสักนิด ไม่รู้เพราะไม่สนใจจริงๆ หรือต้องการเล่นกลยุทธ์ปล่อยเพื่อจับให้แนบเนียนกันแน่ ถึงเขาจะไม่ชอบผู้หญิงสองคนที่นั่งอยู่ซ้ายขวาแต่ไม่รังเกียจเหมือนที่รู้สึกกับมู่หุ่ย ก่อนหน้านี้ที่เขาแสดงออกว่าใกล้ชิดกับมู่เซวียน เพราะอยากให้มู่หุ่ยยอมรามือ ไม่คิดว่าสุดท้ายกลับไร้ผล เธอยังคงตามเกาะติดเขาไม่ปล่อย

แต่วันนี้มู่หุ่ยกลับตอบโต้ด้วยความเงียบ

            เมื่อเสิ่นเหยียนตักข้าวกินโดยไม่พูดอะไร บรรยากาศบนโต๊ะก็เงียบงันจนอึดอัด สถานการณ์แบบนี้ทำให้สวีลี่หัวนั่งไม่ติด เธอชำเลืองมองสีหน้าเรียบเฉยของเสิ่นเหยียน ก่อนจะหันมองมู่หุ่ย เธอเอ่ยเสียงอ่อนเหมือนพยายามจะคลี่คลายความอึดอัดบนโต๊ะอาหารนี้

            “มู่หุ่ย เมื่อกี้เธอเดินออกมาเร็วมาก ฉันเดินตามไม่ทัน ก็เลย...ก็...”

มู่หุ่ยกินอิ่ม เก็บช้อนเก็บตะเกียบเรียบร้อยก็เงยหน้ามองสวีลี่หัว ดวงตากระจ่างใสเหมือนบ่อน้ำแร่บริสุทธิ์ที่สามารถส่องสะท้อนให้เห็นถึงความดำมืดภายใต้จิตใจมนุษย์ได้ สายตาสงบนิ่งนี้ทำสวีลี่หัวไม่กล้าสบสายตาด้วย ถึงกับเบือนหน้าไปอีกทางด้วยท่าทีประหม่าและหวาดหวั่น มู่หุ่ยอมยิ้มก่อนพูดกับมู่เซวียน

“น้องสาวอย่าเสียเวลากับฉันเลย ไม่สู้หันไปมองสวีลี่หัวจะดีกว่า ผู้หญิงคนนี้ต่างหากที่หลงรักผู้ชายคนเดียวกับเธอ” พูดจบก็หันไปยิ้มชวนเจี่ยงเหมยเหมย

“เธอกินอิ่มแล้วใช่ไหม ถ้างั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ”

“ไปสิ รีบไปเลย” เจี่ยงเหมยเหมยที่ทำตัวเป็นมนุษย์ล่องหนก้มหน้ากินข้าวอย่างไม่รู้รสรีบลุกวิ่งตามอีกฝ่ายไปทันที บรรยากาศบนโต๊ะนี้กดดันจริงๆ ถ้านั่งต่อนานกว่านี้เธอต้องเหน็บกินทั้งตัวแน่

“สวีลี่หัว!”

ใบหน้ามู่เซวียนถมึงทึง สวีลี่หัวได้ผลประโยชน์จากเธอไปไม่น้อย เคยช่วยเธอวางแผนเล่นงานมู่หุ่ยมาหลายครั้ง เธอจึงยอมหลับตาข้างลืมตาข้าง ปล่อยให้อีกฝ่ายกระโดดโลดเต้นอยู่รอบตัวเสิ่นเหยียน แต่พันไม่ควรหมื่นไม่ควรมีใจชื่นชอบเสิ่นเหยียน เขาคือผู้ชายของเธอ

“มู่...มู่เซวียน เธอใจเย็น...เธออย่าฟังคำพูดไร้สาระของมู่หุ่ย ฉันไม่ได้ชอบเขานะ” สวีลี่หัวปฏิเสธปากคอสั่น สีหน้าตื่นตระหนก สายตามองสีหน้าเสิ่นเหยียนด้วยใจระทึก เห็นคิ้วเข้มขมวดแน่น จู่ๆ เขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วก้าวยาวๆ ออกไปจากโรงอาหาร

“เสิ่นเหยียนอย่าเพิ่งไป” มู่เซวียนลุกขึ้นจะวิ่งตามไป แต่นึกได้ว่าต้องจัดการคนที่เป็นต้นเหตุให้เสิ่นเหยียนโมโหจนกินข้าวไม่เสร็จก็ลุกไปเสียก่อน ทั้งที่เมื่อครู่เขายังดีกับเธออยู่

“สวีลี่หัว เธออย่าเพ้อฝันไปหน่อยเลย เมื่อกี้เธอก็เห็นแล้วว่าสายตาของเสิ่นเหยียนสะอิดสะเอียนเธอมากแค่ไหน!” มู่เซวียนคว้าถ้วยน้ำซุปบนโต๊ะเทราดรดหัวสวีลี่หัวจนหมดถ้วย เธอไม่กล้าลงมือกับมู่หุ่ย อย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นพี่สาว พี่น้องตบตีฉีกหน้ากันเอง คนอื่นเห็นก็มีแต่จะหัวเราะเท่านั้น แต่สำหรับมดปลวกอย่างสวีลี่หัว เธอจะเหยียบย่ำอย่างไรก็ได้

“กรี๊ดดดดด!”

สวีลี่หัวหลบไม่ทันได้แค่กรีดร้องเสียงแหลม ในถ้วยซุปมีผักกับถั่วงอกด้วย บนผมจึงมีเศษผักติดอยู่หลายชิ้น สวีลี่หัวขลาดกลัวเกินกว่าจะพูดอะไรได้ เปรียบกันแล้ว มู่หุ่ยเป็นเพียงเสือกระดาษ แต่มู่เซวียนคือเสือร้ายที่จิตใจโหดเหี้ยมอย่างแท้จริง ครั้งหนึ่งเธอเคยช่วยวางแผนจัดการนักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่มู่เซวียนเห็นแล้วรู้สึกขวางหูขวางตา นักศึกษาหญิงคนนั้นถูกแกล้งจนไม่กล้าเดินไปไหนมาไหนในมหาวิทยาลัยคนเดียวอีกเลย

มู่เซวียนเหี้ยมโหดจริงๆ!

“จำไว้นะสวีลี่หัว รีบเก็บความคิดที่ไม่ควรมีพวกนั้นไปซะ! ผู้ชายอย่างเสิ่นเหยียนเป็นคนที่เธอกล้าเพ้อฝันถึงได้หรือไง พวกคางคกอยากกินเนื้อหงส์ ไม่เจียมตัว” ด่าเสร็จก็ปาถ้วยซุปใส่ตัวสวีลี่หัวอย่างแรงก่อนจะวิ่งตามเสิ่นเหยียนออกไป

ถูกมู่เซวียนเอาน้ำซุปราดหัวก็อายมากอยู่แล้ว ตอนนี้ยังตกเป็นเป้าสายตาของเพื่อนนักศึกษาทั้งโรงอาหารอีก สวีลี่หัวทนอายไม่ไหว สองมือปิดหน้าวิ่งร้องไห้ออกไป

วันนี้มู่เซวียนทำเธออับอายครั้งใหญ่ วันหน้าเธอต้องเอาคืนแน่ ยังมีมู่หุ่ยอีกคน นังเพื่อนทรยศ! กล้าเปิดเผยเรื่องในใจของเธอออกมาให้คนอื่นรู้ คิดไม่ผิด พวกพี่น้องตระกูลมู่หาดีไม่ได้สักคน!

กลับบ้าน

อาทิตย์ยามโพล้เพล้เคลื่อนคล้อย แสงตะวันอบอุ่นสาดกระทบลงบนพื้นหินราวกับเกล็ดทองระยิบระยับ

เสิ่นเหยียนหยุดยืนดูแสงแดดด้วยสีหน้าครุ่นคิด วันนี้มู่หุ่ยไม่มองมาทางเขาสักครั้ง มันไม่ควรเป็นอย่างนี้

            ปกติตาของมู่หุ่ยเหมือนมีเรดาร์ส่องหาตัวเขา ไม่ว่าเขาไปที่ไหนเธอก็สามารถโผล่หน้ามาให้เห็นได้ตลอด จากนั้นก็จะทำตัวติดเขาไม่ยอมห่าง ปากถามซ้ำๆ เหมือนกันทุกครั้งว่าเขาเป็นอย่างไร แต่วันนี้ตั้งแต่ในสนามบาสจนถึงโรงอาหาร มู่หุ่ยไม่เหลือบแลเขาสักนิด ชายหนุ่มถอนหายใจแรง มือเสยผมอย่างหงุดหงิด

เสิ่นเหยียนไม่รู้ว่าความร้อนรุ่มที่อัดแน่นในอกตอนนี้คืออะไร ที่ชัดเจนคือเขารู้สึกไม่พอใจมาก ทุกคนบอกว่าเขาคือนักศึกษาที่โดดเด่นที่สุดของมหาวิทยาลัยหรงต้า ตั้งแต่รุ่นน้องปีหนึ่งถึงรุ่นพี่ปีสี่ ผู้หญิงที่ชื่นชอบเขามีมากจนนับไม่ไหว ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยรวมจำนวนจดหมายรักที่เขาได้รับมากกว่าหนึ่งคันรถบรรทุกแน่นอน แต่ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนทำให้เขาสนใจได้

มู่หุ่ยยิ่งเป็นไปไม่ได้!

ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เขากำลังหงุดหงิดเรื่องอะไรกันแน่

เสิ่นเหยียนเดินไปที่ริมสระน้ำ สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง สายตามองไปยังดวงอาทิตย์ที่กำลังคล้อยต่ำ ดวงตะวันทรงกลมคล้ายไข่เป็ดเค็มฟองหนึ่ง ไร้ซึ่งแสงเจิดจรัสเหมือนยามเคลื่อนสูง แต่กลับเหมือนเตาเผาที่สามารถหยิบจับได้ง่าย

ไข่เค็มเป็ด...

จำได้ว่ามู่หุ่ยชอบพูดข้างหูเขาบ่อยๆ ว่าเธอชอบกิน

มู่หุ่ยสมควรตาย วันนี้เขาคิดถึงเธอบ่อยนักนะ!

เสิ่นเหยียนเตะก้อนหินลงน้ำอย่างโมโห เขาไม่ชอบความรู้สึกที่จิตใจไม่สงบแบบนี้เลย

 

เมื่อกลับถึงหอพัก มุ่หุ่ยก็จัดการเก็บของลงกระเป๋าเดินทาง

อันที่จริงไม่มีอะไรให้เก็บมาก เสื้อผ้าสามสี่ชุดกับหนังสือเล่มที่ชอบอีกสองสามเล่ม

เจี่ยงเหมยเหมยยืนมองอยู่ด้านข้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ วันนี้มู่หุ่ยแปลกไปจริงๆ เมื่อก่อนหากเจอกับมู่เซวียน สองพี่น้องจะต้องฟาดฟันกันจนกว่าจะรู้ผลแพ้ชนะ แต่วันนี้มู่หุ่ยกลับไม่ตอบโต้ ซ้ำยังใช้วิธีดึงคนอื่นมารับเคราะห์แทนอีก

แต่สวีลี่หัวชอบเสิ่นเหยียนจริงหรือ ทำไมเธอถึงมองไม่ออกล่ะ

“หัวหน้า ฉันจะกลับบ้านแล้ว” มู่หุ่ยเก็บของเสร็จก็หันมายิ้มบอก

“พรุ่งนี้มีคลาสของศาตราจารย์กัว เธอไม่มาเหรอ” เจี่ยงเหมยเหมยจับชายเสื้อตัวเองอย่างประหม่า เธอรู้ว่ามีบางประโยคไม่ควรพูดออกมา มู่หุ่ยเป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูลร่ำรวย จะเข้าหรือไม่เข้าเรียนก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร แม้จะสอบตกเธอก็สามารถหาวิธีให้ผ่านได้

“ไม่มาแล้ว ต่อไปก็จะไม่มาอีกแล้ว”

มู่หุ่ยยิ้มตอบ เธอยอมเข้าเรียนคณะบริหารธุรกิจตามความต้องการบิดา ทั้งที่ตัวเองไม่มีหัวด้านนี้สักนิด กว่าจะเรียนจบก็ยากลำบากเสียเหน็ดเหนื่อย ไม่สู้เอาเวลาไปทำสิ่งที่ถนัดดีกว่า

ตอนพักรักษาตัวอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ เธอบังเอิญได้พบกับจอห์สัน เขาเป็นนักธุรกิจค้าขายงานศิลปะ เขาทึ่งและชื่นชมพรสวรรค์ในการวาดรูปของเธอมาก ถึงกับออกปากว่าอยากจัดนิทรรศการภาพวาดให้เธอ หากไม่ใช่เพราะตอนนั้นเธอป่วยหนักคงได้ลองดูสักครั้ง แต่ตอนนี้เธอมีร่างกายและจิตวิญญาณที่แข็งแรง เธอมีโอกาสที่จะเลือกทางเดินชีวิตใหม่แล้ว

“ไม่มาอีกแล้วเหรอ หมายความว่ายังไง” เจี่ยงเหมยเหมยประหลาดใจกับคำตอบนี้ แต่อีกฝ่ายเพียงยิ้มไม่ตอบ จากนั้นก็ลากกระเป๋าออกจากห้องพักไป

ลงมาถึงบันไดทางขึ้นหอพักก็พบเข้ากับสวีลี่หัวกำลังเดินกลับมาด้วยสภาพน่าเวทนา เธอเดินก้มหน้าไม่กล้าสู้สายตาใคร ตลอดทางมีเพื่อนนักศึกษาพากันชี้ไม้ชี้มือเรียกกันให้หันมาดู ทำสวีลี่หัวยิ่งอายจนอยากจะมุดดินหนี แต่พอมาถึงบันไดทางขึ้นหอแล้วเห็นมู่หุ่ยยืนอยู่ สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นโกรธจัด ก้าวไปยืนตรงหน้า

“มู่หุ่ย ทำไมเธอใส่ร้ายฉัน!”

“เธอไม่ได้ชอบเสิ่นเหยียนจริงเหรอ” มู่หุ่ยปรายตามองสวีลี่หัวที่ยืนต่ำกว่า แววตาแฝงความสะใจ สารรูปแบบนี้คงถูกมู่เซวียนเล่นงานมาหนักทีเดียว น้องสาวนิสัยร้ายกาจของเธอไม่เคยเกรงใจไว้หน้าใครอยู่แล้ว ยิ่งคนที่ด้อยกว่าทุกด้านแบบสวีลี่หัว มู่เซวียนยิ่งบดขยี้เต็มที่

“ฉัน...ฉัน...” สวีลี่หัวพยายามจะปฏิเสธ แต่เมื่อสบเข้ากับแววตาดำขลับที่เป็นประกายยากจะหยั่งของมู่หุ่ย คำพูดทุกคำก็ล้วนไม่จำเป็นแล้ว ตอนนี้สวีลี่หัวกลับสงสัยมากกว่าว่าคนโง่อย่างมู่หุ่ยดูเธอออกได้อย่างไร เธอมั่นใจว่าตัวเองระวังท่าทีอย่างดีแล้วแท้ๆ

“ถอยไป” มู่หุ่ยยกกระเป๋าเดินผ่านหน้าสวีลี่หัวลงบันไดไป ราวกับทั้งสองเป็นเพียงคนแปลกหน้า เป็นเพียงนักศึกษาร่วมมหาวิทยาลัย ทั้งที่ก่อนหน้าทั้งคู่สนิทสนมใกล้ชิดไม่ต่างจากพี่น้อง

มู่หุ่ยยิ้มหยันให้ตัวเอง หากตอนนั้นไม่รู้ว่าตลอดสี่ปีในมหาวิทยาลัย สวีลี่หัวแทงข้างหลังเธอด้วยการสร้างข่าวลือใส่ร้ายเธอในอินเตอร์เน็ต เธอคงคิดว่าอีกฝ่ายเป็นพี่น้องไปตลอดชีวิตจริงๆ

น่าเสียดาย ชีวิตไม่มีคำว่าหาก

มู่หุ่ยเดินลากกระเป๋าตรงไปที่ประตูใหญ่ของมหาวิทยาลัย ทุกย่างก้าวมั่นใจ ร่างของเธอค่อยๆ เลือนหายไปในแสงอาทิตย์ยามเย็น โดยไม่รู้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งเฝ้ามองดูจนร่างเธอลับสายตาไป

 

คฤหาสน์ตระกูลมู่ตั้งอยู่บนเนินเขาในเขตชานเมืองทางเหนือ

รอบคฤหาสน์มีสวนป่าขนาดใหญ่กับสนามกอล์ฟกว้างใหญ่ เพื่อนบ้านใกล้เคียงล้วนเป็นตระกูลที่มั่งคั่งและมีชื่อเสียง รถที่ว่าจ้างมาหยุดจอดหน้าประตูใหญ่ของคฤหาสน์หลังหนึ่ง ยามค่ำคืน ดวงไฟส่องสว่างทำให้คฤหาสน์สไตล์ยุโรปหลังนี้มีความสวยงามไปอีกแบบ

หลังลงจากรถมู่หุ่ยกดกริ่งประตู ไม่นานประตูอัตโนมัติค่อยๆ เปิดออก

มู่หุ่ยเดินลากกระเป๋าไปหยุดยืนข้างสระน้ำพุ มองเสาน้ำพุพ่นละอองน้ำเป็นสาย ภายใต้แสงไฟจากตัวบ้านที่ส่องสะท้อน ละอองน้ำดูเหมือนเป็นเกล็ดอัญมณีที่กระจายอยู่ทั่วฟ้าก่อนร่วงลงสู่ผืนน้ำ สวนสวยขนาดหลายพันตารางเมตรล้อมรอบคฤหาสน์ทั้งสี่ทิศ ต้นไม้เล็กใหญ่หลากเฉดสีดุจป่าทึบผืนหนึ่ง ในความมืดและแสงไฟที่ส่องกระทบกลับดูเหมือนสัตว์ประหลาดที่กำลังแยกเขี้ยวกางกรงเล็บ

ในที่สุดเธอก็กลับมาที่แห่งนี้อีกครั้ง

หลังมารดาเสียชีวิต มู่เจิ้งเวยก็แต่งงานกับชู้รักที่แอบซ่อนไว้ทันที จากนั้นก็รับสวี่เหม่ยหงเข้าบ้านในฐานะแม่เลี้ยงของเธอพร้อมมู่เซวียนที่อายุเท่าเธอและ...

“มู่หุ่ย”

เสียงสดใสดีใจของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้น ดึงเธอจากภวังค์เรื่องเก่า เสียงเขาเหมือนดนตรีที่บรรเลงโดยเชลโล นุ่มนวลเต็มไปด้วยอารมณ์ ทุกครั้งที่เขาเรียกชื่อเธอ น้ำเสียงจะเต็มไปด้วยความยินดีเสมอ มู่หุ่ยคลี่ยิ้มก่อนจะหันไปตามเสียงเรียก

ชายหนุ่มร่างสูงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร มีรอยยิ้มสดใสร่าเริง เขาสวมชุดกีฬาสีขาวเทา ที่ไหล่มีแถบยาวสีแดง ผมสั้น หน้าตาหล่อเหลาสะดุดตา ดูแล้วเหมือนจะมีความเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุอยู่มากทีเดียว

“เสี่ยวเผิง ต้องเรียกพี่สาวสิ”

สายตามู่หุ่ยที่มองน้องชายมีเพียงความรักเอ็นดูและอบอุ่น ในคฤหาสน์ตระกูลมู่หลังใหญ่นี้มีแต่มู่เผิงที่ยังให้เธอรู้สึกถึงความเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่

“โตกว่าฉันแค่สองปี ให้ตายยังไงก็ไม่เรียก” มู่เผิงหัวเราะอย่างไม่รู้สึกผิด มือหนึ่งลากกระเป๋าเดินทาง อีกมือจูงมือมู่หุ่ยพาเดินเข้าบ้าน “ได้ยินจากแม่นมหลิวบอกเธอกลับมาแล้ว เปิดประตูให้ตั้งนานทำไมไม่เข้ามาสักที ต้องให้ฉันออกมารับเองหรือไง”

            คำพูดคล้ายตำหนิแต่ไร้รอยขุ่นเคืองในน้ำเสียง มู่หุ่ยปล่อยให้อีกฝ่ายจับจูงตามใจ มองเขาลากกระเป๋าของเธอเหมือนเป็นสิ่งของไร้น้ำหนัก ทั้งที่เธอต้องออกแรงลากไม่น้อย ครั้นพอมองแผ่นหลังบ่ากว้างของร่างสูง จู่ๆ น้ำตาก็เอ่อคลอ

เธอยังจำวันแรกที่มู่เผิงมาบ้านตระกูลมู่ได้ เวลานั้นเขาเพิ่งสิบขวบ อยู่ในช่วงกำลังดื้อพยศเต็มที่ แต่เขากลับเชื่อฟังเธออย่างว่าง่าย มู่หุ่ยไม่ชอบเล่นกับพวกเขาสองพี่น้อง น่าแปลกที่มู่เผิงกลับตามติดเธอตลอด เขามักโผล่หน้ามาให้เห็น ทั้งยังปฏิบัติกับเธอดีกว่ามู่เซวียนที่เป็นพี่สาวแท้ๆ เสียอีก

หลังไล่ตามจีบตามเอาใจเสิ่นเหยียนอยู่หลายปี ที่สุดเธอก็ยอมแพ้และตอบตกลงแต่งงานกับเสิ่นเลี่ยน ซึ่งเป็นน้าของเสิ่นเหยียน จำได้ว่าตอนนั้นมู่เผิงมาหาเธอ ขอร้องให้เธออย่าแต่งงาน แต่ด้วยนิสัยหัวรั้นเอาแต่ใจ มู่หุ่ยไม่ยอมฟังคำทัดทานของใครทั้งนั้น

ไม่รู้ตอนนั้นน้องชายคนนี้จะเสียใจผิดหวังมากแค่ไหน

วันนั้นเธอยืนเหยียดหลังตรงอย่างดื้อดึง มองแผ่นหลังกว้างที่จากไปอย่างทุกข์ตรม ตอกย้ำกับตัวเองว่าอย่าใจอ่อน อย่าฟังใคร อย่าหันหลังกลับ

หากวันนั้นเธอหันหลังกลับ ชีวิตอาจจะไม่ลงเอยแบบนั้นก็ได้

ส่วนมู่เผิง...เขารู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าตัวเองไม่มีสายเลือดตระกูลมู่ ไม่ใช่ลูกหลานตระกูลมู่

ผลาญเงินให้เต็มที่

“คุณหนูใหญ่กลับมาแล้ว”

ไฟตรงประตูทางเข้าบ้านสว่างไสว แม่นมหลิวยืนมองมู่หุ่ยด้วยรอยยิ้มอยู่ตรงนั้น แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนรักใคร่ เธอเดินเข้าไปรับกระเป๋าเดินทางจากมือมู่เผิง แม่นมหลิวอาศัยอยู่ในตระกูลมู่มานานตั้งแต่รุ่นคุณตาของเธอ เดิมเป็นคนปรนนิบัติรับใช้มารดาของเธอ หลังมารดาเสียชีวิตก็ยังคงอาศัยอยู่ที่นี่มาโดยตลอด เฝ้ามองเธอเติบใหญ่

“แม่นมหลิว...”

ชาติที่แล้วหลังเธอแต่งเข้าสู่ตระกูลเสิ่นก็ได้ยินว่าแม่นมหลิวลาออกจากตระกูลมู่กลับไปยังบ้านเกิด กระทั่งเธอจากโลกนี้ไปก็ไม่เคยได้พบหน้าอีก ถึงแม่นมหลิวจะเป็นคนรับใช้ในบ้าน แต่สำหรับมู่หุ่ยแล้วอีกฝ่ายเป็นเหมือนญาติอาวุโสคนหนึ่งมากกว่า

“พรุ่งนี้ไม่ต้องไปเข้าเรียนเหรอคะ ทำไมวันนี้ถึงกลับมาได้” แม่นมหลิวเดินเข้าไปด้านในพลางหันกลับมาพูดคุยกับมู่หุ่ย “นายท่านกับคุณผู้หญิงไปร่วมงานเลี้ยงการกุศลคงจะกลับดึกค่ะ”

“อืม”

มู่เจิ้งเวยยุ่งอยู่กับการขยายธุรกิจและสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง โดยมีสวี่เหม่ยหงคอยช่วยเหลืออยู่ข้างๆ เป็นสามีร้องภรรยารับ ในสายตาคนนอกสามีภรรยาคู่นี้รักใคร่กันอย่างสุดซึ้ง หากไม่ใช่เพราะมีอู๋กังปรากฏตัวเป็นแขกไม่ได้รับเชิญในงานแต่ง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่คงไม่มีรอยร้าวเกิดขึ้น

เมื่อคิดถึงอันธพาลอู๋กัง สายตาของมู่หุ่ยที่มองน้องชายก็ปรากฏร่องรอยเห็นใจสงสาร เมื่อคิดถึงชะตากรรมที่มู่เผิงกับอู๋กังต้องพัวพันกันในวันหน้า

“เธอนั่งรอตรงนี้ก่อน ฉันจะไปปอกแอปเปิ้ลมาให้” มู่เผิงพูดจบก็กดตัวพี่สาวให้นั่งบนโซฟาในห้องรับแขก ส่วนตัวเองก้าวยาวๆ เดินไปห้องครัว ไม่นานก็กลับมาพร้อมจานใส่แอปเปิ้ลที่ถูกหั่นเป็นชิ้นเท่ากัน มีส้อมจิ้มผลไม้สีเงินสวยงามสองคันปักอยู่

มู่หุ่ยจิ้มแอปเปิ้ลเข้าปากก่อนจะหันถามน้องชาย “ช่วงนี้เรียนไม่หนักเหรอ”

ตอนนี้มู่เผิงกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีสาม เป็นช่วงเวลาสำคัญของการเรียน ชาติก่อนเธอไม่เคยต้องถามคำถามแบบนี้ มู่เผิงกับมู่เซวียนต่างมีผลการเรียนที่ไม่เลว

ไม่ผิดจากที่คาด หลังมู่หุ่ยถามออกไป มู่เผิงก็เบิกตากว้างด้วยท่าทางเกินจริง หนุ่มน้อยยิ้มกว้างดีใจ ขยับเข้ามานั่งเบียดชิด

“เธอห่วงฉันเหรอ”

“ฉันเป็นพี่สาว การห่วงใยเธอไม่ใช่เรื่องปกติหรือไง” มู่หุ่ยหลุบตาลง ไม่อยากมองประกายระยิบระยับในดวงตาหนุ่มน้อย ประกายตาแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นระหว่างสองพี่น้อง

มู่เผิงแลบลิ้น ยักไหล่ท่าทียียวน “คะแนนของฉันอยู่ในสามลำดับแรกของระดับชั้น ต่อให้หลับตาทำข้อสอบก็ยังสามารถสอบเข้าได้ มู่หุ่ย เธอกังวลแต่เรื่องตัวเองเถอะ”

“เจ้าเด็กคนนี้ ปากเสียเพราะขาดคนสั่งสอนแล้วใช่ไหม!”

            มู่หุ่ยหยิบหมอนอิงบนโซฟาฟาดหนุ่มน้อยอย่างโมโห มีใครในบ้านนี้ไม่รู้บ้างว่าเธอเข้ามหาวิทยาลัยหรงต้าได้อย่างไร คะแนนของเธอต่อให้ยัดเงินยังเข้าได้ยาก ที่ยอมลำบากเรียนก็เพื่อให้ได้ใบปริญญามาประดับหน้าตาเท่านั้น จำได้ว่าบิดาบอกให้เธอไปเรียนต่างประเทศ แต่เธอไม่ยอมไป เหตุผลเพราะมู่เซวียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรงต้าได้ มู่หุ่ยจึงรู้สึกไม่อยากยอมแพ้ขึ้นมา

ตอนนั้นเธอไม่สังหรณ์สักนิดว่าการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหรงต้าจะทำให้ชีวิตเธอล้มคว่ำไม่เป็นท่า

แม่นมหลิวยิ้มมองสองพี่น้องหยอกกันก่อนจะส่งเสียงบอกว่าอุ่นมื้อดึกให้เสร็จเรียบร้อย สองพี่น้องจึงเลิกตีกันแล้วเดินไปที่โต๊ะอาหาร มู่หุ่ยดื่มสาลี่ตุ๋นน้ำตาลพลางมองมู่เผิง มองหลายครั้งจนหนุ่มน้อยขนลุกชันไปทั้งตัว

“มีอะไรก็พูดมา สายตาเธอทำให้ฉันกลัวจนจะสำลักแล้ว ไม่ใช่เกิดความคิดชั่วร้ายกับชายหนุ่มไร้เดียงสาอย่างฉันหรอกนะ” มู่เผิงสองมือกอดอก เอนตัวออกห่าง สีหน้าสะพรึงกลัว

ในใจมู่หุ่ยนึกอยากพ่นน้ำหวานในปากใส่หน้าน้องชายนัก “นายนี่ถนัดเรื่องยกยอตัวเองจริงนะ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนอย่างนายถึงเป็นเด็กเรียนดีได้”

สวรรค์ไม่ยุติธรรม มู่หุ่ยไม่อยากยอมรับว่าตนโง่กว่ามู่เซวียนกับมู่เผิง ทั้งสามมีพ่อคนเดียวกันแค่มีแม่คนละคน สติปัญญาต้องแตกต่างกันขนาดนี้เลยหรือ

ไม่สิ เพราะพรสวรรค์ของเธอไม่ใช่เรื่องการเรียนตามตำราต่างหาก

“ไม่ยอมแพ้ก็มาสู้กัน คืนนี้ฉันจะพาเธอกินไก่[1] ให้ได้” มู่เผิงขยิบตาให้อย่างท้าทาย ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังแล้วเอ่ยถาม

“พูดความจริงมา วันนี้เธอกลับมาทำไม”

ปกติในหนึ่งเดือนน้อยครั้งนักที่มู่หุ่ยจะกลับบ้าน เหตุผลเพราะคอยเฝ้าตามติดเจ้าเสิ่นเหยียน ทันทีที่มู่เผิงคิดถึงผู้ชายคนนั้นก็อารมณ์ขึ้นทันใด แค่ไอ้หน้าขาวคนหนึ่งมีค่าคู่ควรให้มู่หุ่ยต้องชื่นชอบคลั่งไคล้ขนาดนี้เลยหรือ ไม่ใช่แค่มู่หุ่ย กระทั่งมู่เซวียนที่แสนเย่อหยิ่งก็ยังหลงใหลไอ้หน้าขาวนั่น พี่น้องชอบผู้ชายคนเดียวกัน น่าทุเรศจริงๆ!

“เสี่ยวเผิง ฉันจะไปเรียนต่อต่างประเทศ” มู่หุ่ยหันตอบด้วยแววตาจริงจังแรงกล้า

มู่เผิงอ้าปากค้าง สีหน้าคาดไม่ถึง เขาพยายามมองหาเศษเสี้ยวการล้อเล่นบนใบหน้างดงามแต่ไม่พบ แววตามู่หุ่ยเป็นประกายจริงจังอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน มันมีเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่นลุกโชนด้วย

“เธอเต็มใจไปจากหรงต้าจริงเหรอ เต็มใจ...” หนุ่มน้อยไม่กล้าถามต่อว่าอีกฝ่ายเต็มใจไปจากเสิ่นเหยียนจริงหรือ

“ที่หรงต้ามีอะไรให้น่าอาวรณ์กัน ฉันอยู่ที่นั่นก็แค่อยู่ไปเล่นๆ แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าตัวเองอยากทำอะไรก็ไม่อยากเสียเวลาอีก ฉันจะไปเรียนที่สถาบันศิลปะฟลอเรนซ์ที่อิตาลี”

สถาบันสอนศิลปะฟลอเรนซ์เป็นสถาบันสอนศิลปะขั้นสูงระดับโลก เป็นสวรรค์ที่เธอใฝ่ฝันมาโดยตลอด

            “มู่หุ่ย สมองเธอยังปกติดีใช่ไหม” มู่เผิงถามพลางอังมือกับหน้าผากเนียนสวย สีหน้าเคร่งขรึม อันที่จริงเขารู้ว่าเธอไม่ได้ล้อเล่น เป็นเขาต่างหากที่กำลังสับสนมึนงงอย่างหนัก ด้านหนึ่งหนุ่มน้อยดีใจที่มู่หุ่ยตัดใจจากไอ้หน้าขาวเสิ่นเหยียนได้เสียที ดีใจที่เธอค้นพบว่าตัวเองชื่นชอบอะไร อยากทำอะไร แต่อีกด้านก็ไม่อยากให้เธอไปอยู่ไกลถึงอีกฟากฝั่งของมหาสมุทร หากเธอไปแล้ว อีกนานเท่าไหร่กว่าเขาจะได้อยู่กับเธออีก

“แล้วแต่เธอจะคิด ยังไงฉันก็ตัดสินใจแล้ว” มู่หุ่ยเดินขึ้นห้องที่ชั้นสอง มู่เผิงเดินตามโดยไม่พูดอะไร ไม่คัดค้านไม่สนับสนุน กระทั่งถึงหน้าประตูห้อง มู่หุ่ยจึงหันมายิ้มขำหนุ่มน้อยแล้วผลักไหล่เขา

“กลับห้องนายไปได้แล้ว อย่ามาตามหลอกหลอนฉันเหมือนผีแบบนี้”

หนุ่มน้อยยืนนิ่งไม่ขยับ มู่หุ่ยขมวดคิ้วแล้วออกแรงผลักเขาอีกครั้งแต่ไม่อาจทำให้มู่เผิงถอยหลังได้แม้แต่นิดเดียว เธอจึงเพิ่งรู้ว่าน้องชายที่เคยเตี้ยกว่าตนหนึ่งช่วงศีรษะ วันนี้เขาเติบโตเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ หมายความว่าเวลาที่หยอกล้อเล่นกันเขาอ่อนข้อให้เธอใช่ไหม เมื่อนึกทบทวนก็จดจำได้ว่ามู่เผิงเป็นเหมือนพี่ชายที่คอยดูแลเธอมากกว่า พลันมู่หุ่ยก็รู้สึกร้อนตาแสบจมูก ชาติก่อนเธอนิสัยร้ายกาจเอาแต่ใจ ต้องสร้างความลำบากให้หนุ่มน้อยคนนี้ขนาดไหนกัน

แสงไฟจากเพดานตกกระทบแผ่นหลังกว้าง ใบหน้าอ่อนเยาว์หล่อเหลาซ่อนอยู่ในเงามืด แต่ดวงตาดำขลับวาววับกลับจับจ้องมู่หุ่ยไม่ละสายตา

“เธออยากเรียนวาดรูปก็ไปเถอะ อยากใช้เงินมากแค่ไหนก็ใช้ให้เต็มที่ ครอบครัวพวกเรามีเงิน...” หนุ่มน้อยนิ่งไปครู่ก่อนจะเอ่ยคำสัญญาหนักแน่น

“ต่อให้วันหน้าไม่มีเงินก็ไม่เป็นไร ฉันจะทำงานหาเลี้ยงเธอให้สุขสบายเอง”

มือเล็กของมู่หุ่ยกำหมัดแน่นก่อนคลายออก เธอหัวเราะแล้วดีดหน้าผากน้องชาย

“เด็กโง่ พี่สาวอย่างฉันต้องให้เธอลำบากเลี้ยงหรือไง” พูดจบก็เปิดปิดประตูห้องรวดเร็ว ยืนพิงแผ่นหลังกับประตู นานครู่ใหญ่กว่าจะได้ยินเสียงฝีเท้าเดินจากไป พร้อมน้ำตาที่ไหลรินอย่างไร้เสียง

 

            ห้าวันต่อมา

หลังเสร็จจากงานเลี้ยงการกุศล สองสามีภรรยาก็ไปทำงานต่อที่ต่างเมืองทันที กว่าธุระจะเสร็จต้องใช้เวลาถึงห้าวัน ซึ่งมู่หุ่ยไม่รีบร้อน ระหว่างที่ทั้งสองยังไม่กลับมา เธอก็ยุ่งกับการจัดการเรื่องราวทางนี้ให้เข้าที่เข้าทางเช่นกัน กว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อยเธอก็ยุ่งไม่ได้พักเลย

วันนี้เมื่อเห็นมู่หุ่ยลงมาร่วมโต๊ะอาหารเช้า มู่เจิ้งเว่ยถึงกับเลิกคิ้วสูงประหลาดใจ “เสี่ยวหุ่ยกลับมาได้ยังไง”

ตรงข้ามกับสวี่เหม่ยหงที่ไม่มีท่าทางประหลาดใจ เธอเลื่อนจานใส่ออมเล็ตกับแก้วนมไปตรงหน้าลูกเลี้ยง “เธอกินชุดนี้ก่อน เดี๋ยวฉันให้แม่นมหลิวทำเพิ่มอีกชุดเอง”

“ขอบคุณ” มู่หุ่ยก้มศีรษะให้เล็กน้อย ท่าทีนี้ทำสวี่เหม่ยหงประหลาดใจนัก เธอส่งสายตาเตือนสามีให้ระวัง จากนั้นจึงลุกเดินไปห้องครัว

เวลานี้มู่เผิงไปโรงเรียนแล้ว มู่หุ่ยไม่มีสิ่งใดต้องรีบเร่งจึงนั่งกินมื้อเช้าไปเรื่อยๆ

“วันนี้เราปฏิบัติกับน้าหงดีผิดปกติ พูดมาเถอะ มีเรื่องอะไรจะขอพ่อใช่ไหม” มู่เจิ้งเวยถามตามตรง

มู่หุ่ยในอดีตเป็นเหมือนประทัดที่เพียงจุดไฟก็พร้อมระเบิด สองพ่อลูกพูดจาดีๆ กันได้ไม่กี่ประโยค แต่วันนี้บุตรสาวกลับสงบนิ่งอย่างที่ยากจะเห็น คนเป็นพ่อจึงไม่คิดถือสาเรื่องที่อีกฝ่ายโดดเรียน เพราะยากมากที่ลูกสาวจะยอมกลับบ้าน การที่เห็นเธอมานั่งร่วมโต๊ะแสดงว่าต้องมีเรื่องสำคัญแน่

 

[1] กินไก่ หมายถึงชนะเกม

แจ้งให้ทราบไม่ใช่ขออนุญาต

“หนูอยากไปเรียนต่อที่อิตาลี” พูดพลางรวบช้อนไว้ข้างหนึ่งของจานและใช้ผ้าเช็ดปาก

“ทำไมถึงนึกอยากไปเรียนต่างประเทศขึ้นมาล่ะ” มู่เจิ้งเวยเลิกกินมื้อเช้า เขาเลื่อนจานไปด้านข้าง สองมือประสานวางบนโต๊ะ สีหน้ายามมองบุตรสาวดูผ่อนคลายลงมาก เขาอายุยังไม่ถึงห้าสิบ ใบหน้าผิวพรรณได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีจึงไร้ร่องรอยเหี่ยวย่น สวมแว่นทรงคลาสสิกกรอบดำ ส่งให้เขามีลักษณะของความเคร่งขรึมจริงจังแต่ก็มีความสง่างามอยู่ในตัวด้วย

มู่เจิ้งเวยไม่คาดหวังผลการเรียนดีเลิศจากมู่หุ่ย อันที่จริงตอนประถมนับว่าเป็นเด็กเรียนดี แต่หลังสูญเสียมารดา ทั้งผลการเรียนและนิสัยใจคอก็เปลี่ยนเป็นเลวร้าย ที่ ‘ยัด’ เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยหรงต้าได้ เขาต้องใช้ทั้งเส้นสายและเงินทองไปจำนวนมากทีเดียว

สองปีก่อนมู่เจิ้งเวยเคยพยายามเกลี้ยกล่อมให้บุตรสาวไปเรียนต่อต่างประเทศ ที่จริงคือส่งไปชุบตัว เป็นนักเรียนนอกกลับมาจะช่วยให้มีหน้ามีตามากขึ้น แต่มู่หุ่ยดื้อรั้นหัวแข็งเหลือเกิน เป็นตายยังไงก็ไม่ยอมไป สุดท้ายเขาจึงต้องทุ่มเงินก้อนโตส่งเธอเข้าไปเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยหรงต้า

“หนูอยากไปเรียนวาดรูปที่สถาบันศิลปะ”

มู่หุ่ยบอกความจริงไม่คิดปิดบัง ชาติที่แล้วโง่เขลาหลงคำหลอกล่อของมู่เจิ้งเวยจึงยอมเรียนด้านบริหารธุรกิจ เพื่อที่จบแล้วจะได้มาดูแลหุ้นตระกูลมู่ในส่วนของตนเอง แต่ชาตินี้เธอจะไม่เดินซ้ำรอยเดิม สมบัติเงินทองที่เธอมีใช้ไม่ขาดมือเป็นมรดกที่คุณตากับคุณแม่ทิ้งไว้ให้ ถึงจะดูแลเองไม่ได้แต่เธอสามารถใช้เงินแก้ปัญหาได้ จ้างผู้เชี่ยวชาญมาดูแลทรัพย์สินของเธอให้งอกงาม ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่มีทางให้มู่เจิ้งเว่ยยื่นมือเข้ามาวุ่นวายอีกแน่

“ไปเรียนวาดรูป?” มู่เจิ้งเวยขมวดคิ้ว สีหน้าบึ้งตึง เขาไม่สนว่ามู่หุ่ยจะไปเรียนต่อที่ประเทศไหน แต่การเรียนวาดรูปมีประโยชน์ยังไง ทั้งไม่สำคัญและไร้คุณค่า ต่อให้ตระกูลมู่จะไม่ถือสาที่ต้องเลี้ยงดูมู่หุ่ยอย่างเสียเปล่า แต่น้อยที่สุดเธอก็ควรเลือกเรียนสิ่งที่มีประโยชน์กว่านี้สิ ไม่ใช่ให้ตัวเองเป็นได้แค่หมอนปักลายดอกไม้[1]

สวี่เหม่ยหงแอบฟังพ่อลูกคุยกันอยู่ในห้องครัว เธอรู้จากแม่นมหลิวก่อนแล้วว่ามู่หุ่ยกลับมาบ้าน ทว่าตอนนั้นเธอไม่ใส่ใจ ไม่คิดว่าจู่ๆ มู่หุ่ยจะนึกอยากไปเรียนต่างประเทศขึ้นมาได้

“เสี่ยวหุ่ยอยากไปเรียนต่างประเทศเป็นเรื่องดีออกค่ะ ฉันเห็นด้วย” สวี่เหม่ยหงเดินยิ้มออกมาจากห้องครัวพร้อมกาแฟแก้วหนึ่งวางลงตรงหน้ามู่เจิ้งเวย เป็นแก้วกาแฟเซรามิกสีขาวสะอาด ลวดลายละเอียดประณีต บอกให้รู้ว่าเป็นแก้วราคาแพงลิบ

ตั้งแต่มู่หุ่ยเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่ค่อยกลับมาบ้านนี้ ปิดเทอมฤดูร้อนและฤดูหนาวก็ชวนเพื่อนไปเที่ยวเล่นค้างคืนตามที่ต่างๆ จนสวี่เหม่ยหงเกือบลืมไปแล้วว่ายังมีลูกเลี้ยงคนนี้อยู่ มู่หุ่ยขอไปเรียนต่างประเทศเป็นเรื่องดีมากสำหรับเธอ การเป็นแม่เลี้ยงไม่ใช่เรื่องง่าย อยู่ด้วยกันมาหลายปี จนถึงตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับมู่หุ่ยยังคงไม่ดีนัก

“คุณดูสิว่าเธอคิดจะเรียนอะไร ประโยชน์สักนิดก็ไม่มี!” มู่เจิ้งเวยสูดลมหายใจเข้าลึก บอกตัวเองให้ใจเย็นๆ เอ่ยเสียงอ่อนลง

“เสี่ยวหุ่ย ลูกอยากไปเรียนต่างประเทศไม่มีปัญหา พ่อจะเลือกมหาวิทยาลัยดีๆ ให้ คณะธุรกิจที่วอร์ตันก็ไม่เลวเลย ลูกไปเรียนด้านการเงินหรือบริหารก็ได้ กลับมาจะได้เข้าทำงานที่บริษัทได้เลย”

“ลูกเขามีสิ่งที่ตัวเองอยากทำเป็นเรื่องดี คุณพี่จะห้ามเธอทำไมคะ” สวี่เหม่ยหงยิ้มบอกสามีเสียงอ่อนโยน แท้จริงเธอไม่สนสักนิดว่ามู่หุ่ยจะไปเรียนต่อที่ไหน เรียนอะไร ยิ่งไม่อยู่ในประเทศยิ่งดี เพราะพวกเขาจะได้ใช้เวลาช่วงนี้จัดการกับหุ้นมหาศาลในมือมู่หุ่ย บอกให้อีกฝ่ายนำหุ้นออกมาให้ตระกูลมู่ดูแลบริหารจัดการ อ้างเหตุผลว่าทำเพื่อผลประโยชน์ของเธอ อย่างไรมู่หุ่ยก็เป็นแค่เด็กสาวโง่ๆ ไม่มีทาง ‘รู้ทัน’ เรื่องที่ทั้งคู่จะทำแน่นอน

“เสี่ยวหุ่ย น้าหงสนับสนุนเธอเต็มที่” สวี่เหม่ยหงหันมองมู่หุ่ย นัยน์ตาฉายประกายรักใคร่

มู่หุ่ยปรายตามองสวี่เหม่ยหง ตอบกลับด้วยแววตาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ในท้องของสวี่เหม่ยหงบรรจุความคิดอะไรไว้มู่หุ่ยตระหนักดี เพียงแต่ความหวังนี้จะไม่มีวันเป็นจริง

“พ่อคะ หนูบรรลุนิติภาวะแล้ว” แม้จะถูกบิดาเสียงดังใส่ ทั้งยังแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย แต่มู่หุ่ยไม่หงุดหงิดอารมณ์เสียสักนิด วันนี้เธอมีสิ่งที่ตั้งใจทำ การทะเลาะกับบิดาไม่ใช่เรื่องที่จะทำ เธอมองเขาแล้วเอ่ยเสียงสงบนิ่ง

“ดังนั้นสิ่งที่หนูอยากทำหนูก็จะทำ โดยไม่ต้องผ่านความยินยอมจากพ่ออีกต่อไป วันนี้หนูมาเพื่อบอกการตัดสินใจของหนูให้พ่อรับรู้ค่ะ ไม่ใช่มาขออนุญาต” พูดจบก็ลุกขึ้นเดินกลับห้อง

“นังลูกอกตัญญู! แกพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง ต่อจากนี้ฉันจะจัดการแกไม่ได้แล้วงั้นรึ” มู่เจิ้งเวยลุกขึ้นยืน เกรี้ยวกราดใส่บุตรสาวอย่างเดือดจัด!

“ต่อให้แกจะโตหรือบรรลุนิติภาวะงี่เง่าอะไรก็ตาม แกก็ยังเป็นลูกของฉัน เป็นลูกของมู่เจิ้งเวยคนนี้! คนเป็นพ่อมีหน้าที่จัดการชีวิตของลูกสาว นี่เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แกอย่าบังอาจมาจองหองใส่ฉัน!”

“ถ้าอย่างนั้นวันนี้หนูคงทำให้พ่อต้องผิดหวังแล้วล่ะค่ะ” มู่หุ่ยกระตุกยิ้มไม่ใส่ใจ ความรักความผูกพันที่เคยมีให้บิดายิ่งนานยิ่งจืดจาง ทุกครั้งที่มู่เจิ้งเวยเข้าข้างสวี่เหม่ยหงกับลูกสองคนแล้วดุด่าเธออย่างเย็นชา ความสัมพันธ์พ่อลูกยิ่งห่างเหิน

            “หยุดอยู่ตรงนั้นนะ! วันนี้ฉันจะต้องสั่งสอนแกให้รู้จักสำนึกให้ได้”

            “คุณพี่คะใจเย็นๆ ก่อน”

            มู่หุ่ยไม่สนใจสามีภรรยาที่กำลังยื้อยุดกันวุ่นวาย มู่เจิ้งเวยจะพุ่งมาจัดการเธอแต่ถูกสวี่เหม่ยหงรั้งไว้ เธอมองกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ข้างประตูนอกห้องกินข้าว ด้านในมีเสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว พาสปอร์ต บัตรเครดิตกับกรอบใส่รูปถ่ายของเธอกับคุณแม่ นี่คือทั้งหมดที่เธอนำออกจากคฤหาสน์ตระกูลมู่ สิ่งอื่นไม่มีอะไรให้เธออาลัยอาวรณ์แล้ว มู่หุ่ยหันกลับไปมองบิดากับแม่เลี้ยง ยกยิ้มมุมปาก พูดเสียงอ่อนหวานเมื่อบอกเรื่องสำคัญ

            “หนูลืมบอกพวกคุณอีกเรื่องค่ะ หนูมอบหมายให้ทนายกับคนที่ไว้ใจได้เข้ามาดูแลหุ้นและทรัพย์สินทั้งหมดของหนูแล้ว ต่อจากนี้ทรัพย์สินของหนูทั้งหมดจะถูกตรวจสอบบัญชีอย่างละเอียด อย่างที่บอกค่ะ เมื่อหนูบรรลุนิติภาวะแล้ว อะไรที่เป็นของหนูก็ควรกลับคืนมาเป็นของหนูได้แล้ว”

 

“เพล้ง!”

แก้วกาแฟแสนแพงถูกมู่เจิ้งเวยหยิบเขวี้ยงมาสุดแรง มู่หุ่ยเบี่ยงตัวหลบง่ายดาย แก้วกาแฟจึงกระทบกับผนังลวดลายดอกไม้วิจิตรหรูหราแทน แก้วแตกกระจาย น้ำกาแฟกระเซ็นทิ้งคราบเป็นรอยด่างบนผนัง มู่หุ่ยปรายตามองด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะหันหลังเดินออกไป โดยไม่สนใจเสียงตะโกนด่าทอของมู่เจิ้งเวย

“นังลูกเนรคุณ! ถ้าแกก้าวออกจากบ้านนี้ไปก็ไม่ต้องกลับมาอีก!”

“คุณพี่ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ” ปากพูดให้สามีใจเย็นแต่ในใจเธอกำลังเกิดคลื่นลมรุนแรง มู่หุ่ยเป็นมนุษย์ไร้สมองมาตลอดไม่ใช่หรือ นิสัยเอาแต่ใจหยิบหย่ง จู่ๆ มาคิดทำเรื่องละเอียดซับซ้อนนี้ได้อย่างไร หรือมีใครยุแยงเป่าหูให้นังเด็กโง่มาคิดต่อต้านพวกเธอ

“ไม่ได้ยินที่มันพูดหรือไง! น่าโมโหจริงๆ”

มู่เจิ้งเวยโกรธจนหน้าเขียวหน้าดำ มือตบโต๊ะอย่างแรงเสียงดัง ทำถ้วยจานบนโต๊ะสั่นสะเทือนไปหมด ไม่ใช่เขากับบุตรสาวไม่เคยทะเลาะกัน แต่ที่ผ่านมาเป็นการเถียงกันเรื่องเล็กน้อยไร้สาระ มู่หุ่ยไม่เคยมีท่าทีจองหองแบบนี้และไม่เคยทะเลาะกันด้วยเรื่องทรัพย์สินเงินทองสักครั้ง

“คุณพี่ เธอไม่ได้ทำอย่างที่พูดจริงๆ ใช่ไหม” สีหน้าสวี่เหม่ยหงกังวลมาก หากมู่หุ่ยให้คนเข้ามาตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินจริง ทั้งสองจะต้องเดือดร้อนครั้งใหญ่แน่ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของมู่หุ่ยเหมือนกำลังแบ่งธุรกิจตระกูลมู่เป็นสองส่วน ที่แย่คือเธอกับสามีเป็นส่วนที่เล็กกว่ามาก วันหน้าการทำธุรกิจจะต้องติดขัดไม่ราบรื่นเหมือนตอนนี้ อาจถึงขั้นที่ต้องคอยดูสีหน้ามู่หุ่ยอยู่ตลอดก็เป็นได้

ผลลัพธ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่สวี่เหม่ยหงไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึง

            “คุณอย่าเพิ่งร้อนใจไป นังลูกโง่ไม่มีทางคิดเรื่องนี้ได้เอง ฉันจะไปสืบให้ชัดเจนก่อนแล้วพวกเราค่อยหารือกัน” พอไม่เห็นหน้าบุตรสาว มู่เจิ้งเวยก็ค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลงได้ อย่างไรเขาก็โชกโชนในสนามธุรกิจมาหลายปี ไม่มีทางถูกเด็กโง่คนหนึ่งขัดขาให้ล้มได้

 

มู่หุ่ยออกมายืนรอรถรับจ้างที่เรียกไว้หน้าประตูใหญ่ของคฤหาสน์

“คุณหนูใหญ่กำลังจะไปไหนเหรอคะ” แม่นมหลิวเดินตามมาอย่างเป็นห่วง คิดว่ามู่หุ่ยคงจะไม่กลับมาที่นี่อีกแน่ ไม่เช่นนั้นคงไม่ทะเลาะกับคุณพ่อรุนแรงขนาดนี้

“หนูจะกลับไปที่หรงต้าก่อน รอจัดการเอกสารเรียบร้อยก็จะไปอิตาลีค่ะ”

ระยะเวลาห้าวันที่อยู่บ้าน นอกจากจัดการเรื่องหุ้นและทรัพย์สินของตน มู่หุ่ยทำเรื่องยื่นขอวีซ่าไปอิตาลีไว้เรียบร้อย ทั้งยังไปหาคุณน้าที่เปิดสำนักงานกฎหมาย ลงนามในหนังสือมอบอำนาจทางกฎหมายไว้ให้เขาเป็นตัวแทนทำเรื่องต่างๆ แทนเธอ ตอนนี้ที่ต้องไปมหาวิทยาลัยเพื่อจัดการเอกสารการย้ายที่เรียนของนักศึกษา หลังได้วีซ่าเธอก็จะบินไปอิตาลีทันที

 

[1] หมอนปักลายดอกไม้ หมายถึงภรรยาที่เป็นเพียงคู่นอนเท่านั้น

ยังเป็นเพื่อนกันได้อีกเหรอ

“คุณจะไปเรียนต่อต่างประเทศก็ไป แต่ทำไมต้องทะเลาะกับคุณท่านเสียใหญ่โตแบบนี้ด้วย ยังไงที่นี่ก็เป็นบ้านของคุณหนูนะคะ” แม่นมหลิวเอ่ยเสียงอ่อน ตั้งใจจะเกลี้ยกล่อมให้คุณหนูของตนใจอ่อน อย่างไรก็พ่อลูกกัน ต่อให้มู่เจิ้งเวยจะลำเอียงให้สวี่เหม่ยหงกับลูกมากกว่า แต่เขาก็คือบิดาแท้ๆ พ่อลูกไม่ควรเป็นศัตรูกัน

คุณผู้หญิงคนก่อนกับคุณท่านใหญ่ล้วนจากไปแล้ว บัดนี้เหลือมู่หุ่ยคนเดียว แม่นมหลิวไม่อยากเห็นเด็กผู้หญิงคนนี้ตัดขาดกับครอบครัวจนเหลือเพียงตัวเองเท่านั้น

“แม่นมหลิว หนูไม่มีบ้านแล้ว” แววตามู่หุ่ยโดดเดี่ยว น้ำเสียงอ้างว้าง หลังคุณแม่เสียชีวิตจากไป ไม่นานคุณตาก็เสียชีวิตตามไปอีกคน ตั้งแต่นั้นเธอก็ไม่เคยสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของคำว่าครอบครัวในบ้านหรูหราหลังนี้อีกเลย เธอเห็นแต่ภาพพวกเขาสี่คนใช้ชีวิตเป็นครอบครัวเดียวกัน บรรยากาศมีแต่ความสุขความอบอุ่นใกล้ชิด ส่วนเธอกลายเป็นคนนอกเป็นส่วนเกิน เธอจึงเรียนรู้และคุ้นชินที่จะอยู่คนเดียว

“แม่นมหลิว หากป้าไม่อยากทำงานที่นี่ก็กลับไปอยู่บ้านเดิมก่อน รอหนูเรียนจบกลับมา ถ้าตอนนั้นป้ายังอยากดูแลหนู หนูจะไปรับป้ามาอยู่ด้วยกัน” มู่หุ่ยพูดจบก็กอดแม่นมหลิวแน่น

“คุณหนูใหญ่ หากคุณชายน้อยรู้ว่าคุณจากไปอย่างนี้ เขาคงจะเสียใจมากนะคะ” แม่นมหลิวใช้ไม้ตายสุดท้าย ในบ้านหลังนี้มีเพียงมู่เผิงเท่านั้นที่หวังดีและจริงใจกับมู่หุ่ยจริงๆ

“หากเสี่ยวเผิงคิดถึงหนู ป้าบอกเขาให้ไปหาหนูที่หรงต้านะ สองสามวันนี้หนูน่าจะยังอยู่ที่นั่น” มู่หุ่ยยิ้มตอบ

แม่นมหลิวยืนส่งมู่หุ่ยขึ้นรถรับจ้าง เธอยืนมองจนรถลับสายตาแล้วก็ทอดถอนใจ คำพูดก่อนลาของคุณหนูใหญ่ทำให้เธอต้องคิดทบทวนสถานการณ์ตนเองอย่างจริงจัง ที่เธอยังอยู่ที่นี่เพราะอยากตอบแทนบุญคุณคุณท่านใหญ่กับคุณผู้หญิงคนก่อนด้วยการดูแลมู่หุ่ย วันนี้มู่หุ่ยเติบโตเป็นผู้ใหญ่และรู้จักเลือกทางเดินชีวิตตนเองแล้ว บางทีคฤหาสน์ใหญ่โตนี้คงไม่ต้องการเธออีกต่อไป

ขณะแม่นมหลิวเดินกลับเข้าตัวบ้านก็เห็นมู่เจิ้งเวยกับสวี่เหม่ยหงวิ่งออกมา ทั้งสองดูโกรธจัด พอเห็นเธอ มู่เจิ้งเวยก็ตะโกนถาม

“เสี่ยวหุ่ยอยู่ไหน”

สวี่เหม่ยหงทั้งโกรธทั้งร้อนใจ หลังมู่เจิ้งเวยตรวจสอบก็พบว่านังเด็กโง่ให้มีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินจริง! เวลานี้มีเจ้าหน้าที่จากบริษัทตรวจสอบบัญชีไปถึงบริษัทของพวกเธอแล้ว มู่หุ่ยเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุดย่อมต้องมีอำนาจมากที่สุด เมื่อเธอสั่งให้มีการตรวจสอบบัญชี ไม่ว่าใครในบริษัทก็ขัดขวางไม่ได้

“คุณหนูใหญ่ไปแล้วค่ะ” แม่นมหลิวหลบเข้าข้างทาง เดิมคิดว่ามู่เจิ้งเวยเป็นห่วงบุตรสาว แต่ประโยคต่อมาทำให้แม่นมหลิวตัวเย็น สองมือบีบกันแน่น

“นังลูกชั่ว! ฉันจะไม่ให้แกเอาเงินของตระกูลมู่ไปได้แม้แต่หยวนเดียว คอยดู! นังลูกเนรคุณ”

“คุณพี่ใจเย็นก่อนค่ะ ตอนนี้พวกเราต้องรีบไปบริษัทก่อน ฉันติดต่อทนายหลี่แล้ว เดี๋ยวพวกเราไปคุยกันในรถ” สวี่เหม่ยหงพยายามตั้งสติ นังเด็กโง่แอบลงมือโดยไม่ให้ทั้งคู่ตั้งตัวติด แต่ใช่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายจนแก้ไขไม่ได้ เห็นสามียังอาละวาดไม่ยอมสงบ สวี่เหม่ยหงจึงส่งสายเตือนให้รู้ว่าแม่นมหลิวยังยืนอยู่ตรงนี้

มู่เจิ้งเวยสูดหายใจลึกยาว ครู่หนึ่งก็สงบสติอารมณ์ได้แล้วเดินนำสวี่เหม่ยหงไปขึ้นรถ ในใจนึกโมโหตัวเองที่ก่อนหน้าใจอ่อนกับมู่หุ่ยเกินไป นึกว่าลูกสาวเป็นเด็กผู้หญิงโง่งมคนหนึ่ง หากรู้ว่าจะมีวันนี้เขาควรกำราบเธอให้อยู่ในกำมือเสียตั้งแต่ต้น

แม่นมหลิวยืนมองสองสามีภรรยาที่รีบร้อนจากไปแล้วส่ายหน้า คิดว่าตนควรทำตามคำแนะนำของคุณหนูใหญ่ กลับไปอยู่บ้านเดิมรอคุณหนูใหญ่เรียนจบกลับมา บ้านหลังนี้ไม่มีความอบอุ่นแม้เพียงเศษเสี้ยว นี่คือโลกของผู้ใหญ่ที่เห็นแก่ตัว เด็กเหล่านี้ช่างน่าสงสารเหลือเกิน

 

หลังถึงมหาวิทยาลัยหรงต้าไม่นาน มู่หุ่ยก็ได้รับโทรศัพท์จากสำนักงานทนายความ

“น้าอัน หนูคิดไว้แล้วว่าพวกเขาไม่มีทางยอมให้เข้าตรวจสอบง่ายๆ แน่ ถ้าแบบนี้คุณอาไปตรวจสอบบัญชีของบริษัทฉีเยว่ที่เป็นบริษัทย่อยก่อน ถึงตอนนั้นพ่อจะยอมถอยไปเองค่ะ เรื่องต่อจากนี้หนูต้องรบกวนคุณน้าแล้ว”

ฉีเยว่เป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจตระกูลมู่ เป็นบริษัทที่เอาไว้จัดการทรัพย์สินของมู่เจิ้งเวยกับสวี่เหม่ยหงที่แท้จริง เป็นบริษัทที่ทั้งสองเอาไว้ใช้ยักยอกถ่ายโอนทรัพย์สินจากบริษัทแม่ของตระกูลมู่ ที่นั่นมีเรื่องสกปรกมากมายที่ไม่อาจให้คนอื่นล่วงรู้ได้ ชาติที่แล้วธุรกิจตระกูลมู่ถูกบริษัทฉีเยว่เทคโอเวอร์ไป กลุ่มธุรกิจใหม่มีมู่เจิ้งเวยเป็นประธาน เขาถือหุ้นใหญ่มากกว่าหกสิบเปอร์เซ็นต์โดยที่เธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเลย

เมื่อมู่เจิ้งเวยกับสวี่เหม่ยหงต้องการความมั่งคั่ง ฐานะหน้าตาและชื่อเสียง พวกเขาก็ควรดูแลธุรกิจตระกูลมู่ให้ดี ไม่ใช่เอาแต่ฉกฉวยทรัพย์สมบัติที่คุณตากับคุณแม่มอบให้เธอไป ที่เธอทำแบบนี้ก็เพียงเพื่อต้องการรักษาทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณตากับคุณแม่มอบไว้ให้เธอเท่านั้น

ตอนมู่หุ่ยเปิดประตูเข้าห้องพักสามศูนย์หนึ่ง คนด้านในต่างหันมองด้วยสีหน้าประหลาดใจ มีเพียงสวีลี่หัวที่เหยียดยิ้มแล้วหยิบกระติกน้ำเดินเชิดหน้าออกไป ส่วนเจี่ยงเหมยเหมยกับหวังอิ๋งหันสบสายตากันอย่างงุนงง เป็นเจี่ยงเหมยเหมยที่เอ่ยถาม

“มู่หุ่ย เธอไม่ได้มาเรียนตั้งหลายวัน ที่บ้านเกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ”

“ไม่มีอะไร” มู่หุ่ยยิ้มตอบ ท่าทีสบายใจ “ฉันกำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศ ที่กลับมาหรงต้าก็เพื่อจัดการเรื่องเอกสารน่ะ”

“เธอจะไปเรียนต่อต่างประเทศจริงเหรอ จะไปที่ไหนอ่ะ แล้วไปเรียนอะไรเหรอ” หวังอิ๋งถามเป็นชุด สีหน้ากึ่งไม่เชื่อกึ่งดูแคลน เพราะที่ผ่านมามู่หุ่ยเรียนที่หรงต้าด้วยอาการสามวันตกปลาสองวันตากแห[1] สอบผ่านเป็นเรื่องเหลือเชื่อ สอบตกเป็นเรื่องปกติ ด้วยคะแนนต่ำต้อยน่ารังเกียจแบบนี้สามารถไปเรียนต่อต่างประเทศได้จริงหรือ ภาษาอังกฤษของมู่หุ่ยยังไม่ผ่านระดับสี่ด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงทักษะการพูดและฟัง

“อิตาลี ฉันจะไปเรียนที่สถาบันศิลปะฟลอเรนซ์” มู่หุ่ยตอบพลางเปิดกระเป๋าเดินทางหยิบเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวออกมาจัด “ฉันส่งใบสมัครเรียนไปทางอีเมล์และได้รับการอนุมัติแล้ว ตอนนี้ก็เหลือเพียงจัดการเอกสารทางนี้ให้เรียบร้อย เสร็จเมื่อไหร่ก็เดินทางได้เลย”

“เธอจะไปอิตาลี ไปเรียนวาดรูปงั้นเหรอ” หวังอิ๋งหันสบสายตากับเจี่ยงเหมยเหมย สีหน้าสายตาทั้งคู่มีแต่ความงุนงงและยากจะเชื่อ คนทั่วไปหากคิดเรียนต่อก็มักเลือกอเมริกา อังกฤษหรือไม่ก็ออสเตรเลีย แต่มู่หุ่ยกลับเลือกไปเรียนวาดรูปที่อิตาลี นี่เป็นรสนิยมของคนมีเงินใช่ไหม

“ใช่ มีปัญหาอะไรเหรอ?” มู่หุ่ยวางเสื้อผ้าของตัวเองลงในตู้ จากนั้นก็เอื้อมมือหยิบสมุดวาดรูปเล่มหนึ่งมาวางบนหัวเตียง

“ไม่ๆ ไม่มีปัญหา” หวังอิ๋งรีบส่ายหน้าโบกมือวุ่นวาย “จริงสิมู่หุ่ย ระหว่างเธอกับลี่หัวมีปัญหาอะไรกันเหรอ ฉันเห็นพวกเธอไม่คุยกันแล้ว” หากเป็นเมื่อก่อนหวังอิ๋งไม่กล้าถามเรื่องนี้แน่ แต่พอเห็นมู่หุ่ยไม่มีท่าทางเย่อหยิ่งแบบคนรวยแล้ว ไฟแห่งความอยากรู้อยากเห็นก็ลุกโชนจนกล้าถามออกมา

            “ฉันได้ยินพวกนักศึกษาคุยกันว่าหลายวันก่อนในโรงอาหาร น้องสาวเธอราดน้ำแกงรดหัวสวีลี่หัว เรื่องนี้จริงไหม” เมื่อก่อนทุกคนในหรงต้าคิดว่ามู่หุ่ยเป็นคนหยิ่งยโสไม่เห็นหัวใคร แต่วันนั้นที่โรงอาหารทุกคนจึงได้รู้ได้เห็นว่ามู่เซวียนก็ใช่ย่อย ภาพลักษณ์สาวน้อยสดใส นิสัยอ่อนโยนที่แท้ล้วนเป็นเปลือกจอมปลอมทั้งนั้น ดีไม่ดีจะร้ายกาจยิ่งกว่ามู่หุ่ยเสียอีก

“อิ๋งอิ๋งอย่าเสียมารยาท” เจี่ยงเหมยเหมยดึงแขนเสื้อเพื่อนเตือนสติ

“หากนิสัยไปกันได้ก็คบหากัน หากไม่ได้ก็แยกย้าย โลกนี้ไม่มีงานเลี้ยงไหนไม่เลิกรา” มู่หุ่ยยิ้มตอบ

คำตอบนี้ทำหวังอิ๋งตาเป็นประกายอยากรู้อีก “ฉันยังได้ยินมาอีกว่าสวีลี่หัวแอบชอบเสิ่นเหยียนด้วย ช่างเป็นผู้หญิงที่ไม่รู้จักประมาณตนเอาเสียเลย กล้าแย่งหนุ่มหล่อคนดังประจำหรงต้ากับเธอ”

ผู้ชายอย่างเสิ่นเหยียนใครบ้างจะไม่ชอบ เสื้อขาวพลิ้วสะบัด ใบหน้าขาวผ่องดุจหิมะ นิสัยเย็นชาเย่อหยิ่ง ปกติเขาไม่พูดคุยหรือยิ้มหัวเราะกับผู้หญิงคนไหน ทั้งยังไม่เคยได้ยินว่าเขาชอบผู้หญิงคนไหนมาก่อน หญ้า[2] ดังไร้เจ้าของ ใครบ้างจะไม่แอบเพ้อฝัน

“ต่อไปอย่าพูดถึงเขาอีก เรื่องอดีตทั้งนั้น” มู่หุ่ยเก็บของเสร็จก็หยิบกระบอกน้ำออกไปเติมน้ำข้างนอก

หวังอิ๋งเดินตามไปชะโงกมองที่ประตู “หัวหน้า เธอว่ามู่หุ่ยไม่ชอบเสิ่นเหยียนแล้วจริงเหรอ เธอไล่ตามจีบเขามาตั้งสองปีเชียวนะ”

“ฉันจะรู้ได้ยังไงล่ะ” เจี่ยงเหมยเหมยเดินไปดึงเพื่อนเข้าห้องแล้วเตือน “ฉันว่านะอิ๋งอิ๋ง ต่อไปเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับพวกเราเธอก็ฟังให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะ ทำไมเมื่อก่อนฉันถึงไม่รู้ว่าเธอขี้เม้าท์ขนาดนี้เนี่ย”

“หัวหน้า นั่นคือมู่หุ่ยกับเสิ่นเหยียนนะ พวกเขาคือคนดังของหรงต้าเลยนะ” หวังอิ๋งยังไม่ยอมจบ ท่าทีของมู่หุ่ยทำให้เธอเชื่อว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรมากกว่าที่เห็นแน่ หรือมีผู้ชายที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าเสิ่นเหยียนอยู่ในหรงต้า เขาต้องโดดเด่นดีเลิศมากขนาดไหนถึงช่วงชิงสายตาของมู่หุ่ยไปได้

นี่ถือเป็นข่าวใหญ่ของมหาวิทยาลัยหรงต้าเลยทีเดียว!

ระหว่างทางไปกรอกน้ำ มู่หุ่ยสวนกับสวีลี่หัวที่ถือกระติกน้ำร้อนกลับมา มู่หุ่ยไม่สนใจอีกฝ่าย ไม่แม้แต่จะปรายตามอง เธอเดินผ่านหน้าสวีลี่หัวไปราวกับคนแปลกหน้า เป็นสวีลี่หัวที่ทนไม่ได้หันกลับมาถาม

“มู่หุ่ย เธอจะตัดขาดกับฉันจริงๆ งั้นเหรอ” หลายวันที่ผ่านมาสวีลี่หัวคิดทบทวนจนหัวแทบแตกก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองพลาดตรงจุดไหน มู่หุ่ยถึงรู้ความในใจของเธอได้

“เธอคิดว่าไงล่ะ” มู่หุ่ยหันมามอง ดวงตาคู่สวยเป็นประกายล้ำลึก “ถ้าฉันรู้มาก่อนว่าเธอชอบเสิ่นเหยียน เธอคิดว่าพวกเราจะเป็นเพื่อนกันได้งั้นเหรอ”

สิ่งที่มู่หุ่ยทนไม่ได้เลยคือการถูกทรยศและการหลอกลวง เธอเคยคิดว่าสวีลี่หัวเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด แต่แท้จริงเป็นคนที่แอบแทงเธอข้างหลังมากกว่าใคร เป็นเธอที่โง่เขลาดูคนไม่ออก ไม่รู้ถึงจิตใจดำมืด แต่เมื่อสวรรค์ให้โอกาสเธอได้เกิดใหม่อีกครั้ง เธอจะไม่โง่ซ้ำซากอีกแน่นอน!

สวีลี่หัวยืนมองแผ่นหลังมู่หุ่ยที่ค่อยๆ จากไปด้วยความรู้สึกสับสน ชัดเจนว่ามิตรภาพระหว่างสองคนขาดสะบั้นลงแล้ว ที่ผ่านมาเธอไม่เคยคิดว่ามู่หุ่ยเป็นเพื่อน ทำไมเธอต้องรู้สึกแสบร้อนไปทั้งใจแบบนี้ด้วย เพราะอาลัยอาวรณ์ความใส่ใจความจริงใจที่มู่หุ่ยเคยมีให้งั้นหรือ

 

[1] สามวันตกปลาสองวันตากแห เป็นสำนวนหมายถึงทำอะไรเล่นๆ ไม่จริงจัง

[2] หญ้าใช้เปรียบเทียบหมายถึงผู้ชาย ถ้าเป็นผู้หญิงจะแทนด้วยดอกไม้

ได้พูดคุยกันดีๆ ครั้งแรก

ยังเดินไม่ถึงห้องก็ได้ยินเสียงออดสัญญาณดังก้อง นักศึกษาพากันวิ่งไปที่ห้องเรียน ส่วนมู่หุ่ยเดินไม่รีบร้อน เธอยิ้มมองความมีชีวิตชีวาของเหล่านักศึกษา

เบื้องหน้าบนถนนสายเล็กที่เธอต้องเดินผ่านมีร่างคุ้นตายืนขวางอยู่ เขายืนหันหลังให้แสง สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง ผมปรกหน้าผากยาวบดบังดวงตาเย็นชาคู่นั้นเอาไว้แต่ไม่อาจปิดบังไอเย็นที่แผ่อยู่รอบตัวเขาได้

เสิ่นเหยียน... เวลานี้เขาไม่มีเรียนหรือไง

บางทีเขาอาจจะบังเอิญเดินมาที่นี่ ไม่ใช่ตั้งใจมารอเธอ

มู่หุ่ยยืนมองร่างสูงที่ขวางทางนิ่ง นี่เป็นทางเดินสายตรงที่จะกลับสู่หอพัก ถ้าถอยหลังเปลี่ยนไปเป็นอีกทางจะต้องเดินอ้อมไกลมาก พลันมู่หุ่ยก็ก้าวเดินตรงไปข้างหน้า ไม่มีเหตุผลที่เธอต้องยอมเป็นฝ่ายลำบาก หัวใจของเสิ่นเหยียนตีจากเหล็กกล้า ความทุ่มเทมากมายของเธอเมื่อชาติที่แล้วไม่เคยทำให้เขาซาบซึ้งใจสักนิด เธอยังจะโง่เพ้อฝันคิดว่าชาตินี้เขาจะเปลี่ยนใจงั้นหรือ

            จังหวะที่ทั้งสองกำลังจะเดินสวนกัน จู่ๆ เสิ่นเหยียนก็ขยับมาขวางทางเดิน

            มู่หุ่ยเลิกคิ้วสูง เงยหน้าขึ้นมอง แสงแดดอ่อนตอนเช้าตกกระทบด้านข้างของใบหน้าหล่อเหลา เกิดเป็นเงามืดกับใบหน้าอีกด้าน ผมปรกหน้าผากบดบังประกายในดวงตาเขา มู่หุ่ยไม่พูดอะไร เธอขยับเบี่ยงไปทางซ้าย เขาขยับตาม พอเธอไปทางขวา เขาก็ก้าวมาขวางอีก

“นายคิดจะทำอะไร” มู่หุ่ยถามเสียงหงุดหงิด ความรักความหลงใหลที่มีให้เขาในชาติที่แล้วถูกเผาผลาญจนหมดสิ้น การมองเสิ่นเหยียนวันนี้เหมือนมองคนแปลกหน้าคนหนึ่ง ถึงจะเป็นใบหน้าหล่อเหลาแต่ก็ไร้แรงดึงดูด ไม่อาจทำให้เธอใจเต้นเพราะเขาได้อีก

เสิ่นเหยียนเม้มริมฝีปากจนกลายเป็นเส้นตรง แววตาดำมืด ความรำคาญของมู่หุ่ยเขาเห็นชัดเจน เสิ่นเหยียนไม่เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่

เขารู้มาตลอดว่าเธอเป็นคนสวย ก่อนหน้านี้เพราะรำคาญที่เธอตามตื๊อจึงไม่เคยใส่ใจมอง แต่วันนี้พอได้มองอย่างละเอียดถึงเพิ่งรู้ว่ามู่หุ่ยไม่ใช่คนสวยจัดแบบดอกกุหลาบที่มีหนามแหลมคมรอบตัว แต่ความงดงามของเธอมีเสน่ห์เปี่ยมด้วยอิสระ ดึงดูดใจและสายตานัก พอได้เห็นก็จดจำไม่ลืม

สวีลี่หัวที่เคยตามติดเป็นเงาหายหน้าไปไม่เห็นมาหลายวัน เป็นเช่นนี้ก็ดี เทียบกันแล้วเสิ่นเหยียนคิดว่ามู่หุ่ยมีจิตใจใสสะอาดกว่าสวีลี่หัวมาก ดวงตาคู่นั้นของสวีลี่หัวมีประกายความคิดชั่วร้ายที่ปิดไม่มิดให้เห็นอยู่เสมอ

เห็นมู่หุ่ยมองจ้องมาตรงๆ เสิ่นเหยียนก็ทำตัวไม่ถูกจนต้องกระแอมไอหลายครั้ง รู้สึกเหมือนสิ่งที่ซ่อนลึกอยู่ในใจตนกำลังจะเปิดเผยต่อหน้าเธอ พลันชายหนุ่มก็หูร้อนหน้าร้อนอย่างไม่อาจควบคุม

“เธอ...ฉันได้ยินมาว่าเธอไม่ได้เข้าเรียนหลายวัน...ไม่สบายเหรอ” เสิ่นเหยียนถามแล้วทำเป็นหันมองรอบตัวเหมือนไม่ตั้งใจถาม แต่ความจริงเขากำลังกลั้นหายใจเฝ้ารอคำตอบของมู่หุ่ยด้วยความประหม่าตื่นเต้น

“นายเป็นห่วงฉันเหรอ” มู่หุ่ยตอบพลางยิ้มขำตัวเองที่เธอมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกของคนที่ลำดับศักดิ์และอายุมากกว่า เพราะชาติที่แล้วเธอมีศักดิ์เป็นน้าสะใภ้ของเขา

เสิ่นเหยียนตกใจจนสำลักไอเสียใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำ เพิ่งหายใจเป็นปกติได้ก็พบว่ามู่หุ่ยก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว หน้าผากเนียนสวยอยู่ที่ปลายคางเขา ใกล้ถึงขนาดได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากผมดำขลับเงางามของเธอ เป็นกลิ่นดอกไม้ ยังไม่ทันที่เสิ่นเหยียนจะคิดออกว่าเป็นกลิ่นดอกอะไร มู่หุ่ยก็เอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะขึ้นก่อน

“ฉันไม่ได้ป่วย สบายดี แค่หยุดไปจัดการธุระนิดหน่อย” เธอชะงักครู่หนึ่งก่อนยิ้มเอ่ย “เจอนายก็ดี ฉันจะไปเรียนต่อต่างประเทศแล้ว ถือโอกาสบอกลานายตรงนี้เลยแล้วกัน”

มู่หุ่ยมองเสิ่นเหยียนด้วยสายตาจริงจัง ชายหนุ่มตรงหน้าผอมเพรียวสูงดุจต้นสน เครื่องหน้าทั้งห้าเด่นชัด เผยให้เห็นความโอหังถือดีดุจหิมะ เธอบอกลาเขา ส่วนหนึ่งเป็นการกล่าวลาความรักที่ไม่อาจครอบครอง เขียนจุดจบที่สมบูรณ์ของคนสองคน ทั้งในชาติก่อนและชาตินี้

“เธอจะไปต่างประเทศจริงเหรอ” สีหน้าเสิ่นเหยียนตื่นตะลึงคาดไม่ถึง สองมือในกระเป๋ากางเกงกำหมัดแน่น “จะไปที่ไหน”

“อิตาลี รอได้วีซ่าก็จะไปเลย” มู่หุ่ยยิ้มพลางเงยหน้าขึ้นสบสายตาเขา “ขอโทษด้วย ก่อนหน้านี้ฉันสร้างความเดือดร้อนให้นายไว้มาก พอฉันไป นายก็คงสบายใจได้เสียที”

คำว่า ‘ไม่’ มาถึงปลายลิ้นแต่เสิ่นเหยียนไม่ได้เอ่ยออกมา ตอนที่เธอตามตื๊อเขารู้สึกรังเกียจ รำคาญที่เธอเสนอหน้าไปทุกที่ที่เขาอยู่ โกรธที่เธอแสดงความรักต่อเขาอย่างเอิกเกริก หงุดหงิดที่ไม่ว่าเขาไปที่ไหนก็กลายเป็นจุดสนใจของเพื่อนนักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัย

ทว่าเมื่อคิดย้อนอย่างละเอียดกลับพบว่าสิ่งที่เธอทำให้ไม่มีสิ่งใดที่ไม่ดีเลย พออากาศหนาวก็ส่งเสื้อผ้ามาให้ เขาเล่นบาสก็ดูแลเตรียมน้ำดื่มเย็นๆ ไว้ให้ เขาเคยบล็อกเธอทุกช่องทางนับครั้งไม่ถ้วน แต่มู่หุ่ยก็เปลี่ยนเบอร์มือถือใหม่ได้ทุกครั้ง ทั้งตัวเธอเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นดุจเปลวไฟที่ลุกโชนไม่มีวันมอดดับ ปัดเป่าหมอกควันเยียบเย็นดำมืดที่อยู่รอบตัวเขาให้สลายสิ้นไป

หลายวันที่ไม่เห็นเธอในมหาวิทยาลัย เขาได้ยินพวกเพื่อนนักศึกษาคุยกันว่าเธอขอลาหยุดแต่ไม่มีใครรู้รายละเอียด ลาไปธุระหรือลาป่วยไม่มีใครตอบได้ วันเวลาที่ไม่มีมู่หุ่ยวนเวียนรอบตัวทำให้เสิ่นเหยียนรู้สึกเย็นยะเยือก เดิมเคยคิดว่าตัวเองจะมีความสุขที่ได้อยู่อย่างสงบแต่กลับไม่ใช่ ลึกๆ ในใจเขารู้สึกว่างเปล่าและหนาวเหน็บ จิตใจกระวนกระวายไม่สงบเอาเสียเลย ที่สุดก็ต้องยอมรับว่าเพราะขาดมู่หุ่ยไป ขาดคนที่เปี่ยมไปด้วยพลัง พุ่งไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญและไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใด

“จะ...ไปนานแค่ไหน” เสิ่นเหยียนถามเสียงแหบพร่า

“ยังไม่รู้เลย ไปเรียนก่อนค่อยว่ากัน ถ้าเรียนสำเร็จด้วยดีฉันอาจกลับมาเร็วเพื่อเปิดนิทรรศการของตัวเองสักครั้ง”

เห็นสายตาไม่เข้าใจของอีกฝ่าย มู่หุ่ยพลันหัวเราะ “นายกำลังคิดว่าฉันไม่มีหัวคิด เลือกเรียนวิชาไร้สาระ ผลาญเงินอย่างเปล่าประโยชน์ใช่ไหม”

“....ไม่ใช่” เสิ่นเหยียนส่ายหน้าเบาๆ สีหน้ามู่หุ่ยตอนนี้เปล่งประกายเฉิดฉาย ดวงตาคู่สวยแวววาว ใบหน้างดงามยิ่งมีชีวิตชีวา นี่คือเปลวไฟแห่งชีวิตที่กำลังลุกโชนเมื่อได้วิ่งไล่ตามจุดหมาย คือเปลวไฟแห่งความฝัน เสิ่นเหยียนรู้จักดีเพราะเขาเองก็มี

ได้พูดคุยกับเสิ่นเหยียนในฐานะเพื่อนแบบนี้เป็นสิ่งที่มู่หุ่ยไม่เคยคาดคิดมาก่อน ทว่าความรู้สึกนี้ถือว่าไม่เลว อย่างน้อยก็ไม่ต้องเห็นเขาแสดงความรังเกียจต่อเธออีก มู่หุ่ยไม่ยอมรับไม่ได้ว่าชาติที่แล้วความรังเกียจของเสิ่นเหยียนทำให้เธอเจ็บปวดใจเสียแทบบ้า เธอยอมรับความพ่ายแพ้ไม่ได้ถึงไล่ตื๊อเขาอย่างบ้าคลั่ง

ทั้งที่เธอเป็นสาวสวย ฐานะชาติตระกูลก็ดี ทำไมเสิ่นเหยียนไม่ชอบเธอ ชาติที่แล้วเธอเฝ้าแต่ถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมา ทว่าชาตินี้เธอไม่ต้องการรู้อีกแล้ว

“ดังนั้นลาก่อนเสิ่นเหยียน” ครั้งนี้เสิ่นเหยียนไม่ขวางทางเดินเธออีก

สีหน้าชายหนุ่มขาวซีด ประกายแสงในดวงตาสั่นไหว ขณะที่มู่หุ่ยเบี่ยงตัวก้าวเท้าจากไปเขาได้แต่ยืนเม้มริมฝีปากแน่น มองหญิงสาวเดินผ่านตัวเขาไป สุดท้ายทนไม่ไหวต้องหันไปมองแผ่นหลังบอบบางที่ห่างออกไปเรื่อย

ทุกย่างก้าวของมู่หุ่ยเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย ผมยาวดำขลับสยายพลิ้วไหวตามจังหวะการเดิน ทั่วทั้งร่างเปล่งประกายแห่งความสุข นับจากนี้ นภาสูงเพียงใดขึ้นกับวิหคโบยบิน มหาสมุทรกว้างเพียงใดขึ้นกับมัจฉาโผกระโจนแล้วใช่ไหม

เสิ่นเหยียนหลุบสายตา ปิดบังความผิดหวังล้ำลึก

 

เอกสารย้ายการเรียนของมู่หุ่ยดำเนินการเสร็จเรียบร้อย

สำนักวิชาการและคณบดีลงนามประทับตรารวดเร็ว การที่หญิงสาวตัวปัญหาสามารถออกจากมหาวิทยาลัยไปได้ถือเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง วันที่มู่หุ่ยไปรับเอกสาร คณบดีรีบชิงออกปากก่อนว่าหนังสือหมื่นเล่มที่ตระกูลเคยบริจาคมาเพื่อให้รับมู่หุ่ยเข้าเรียนนั้นไม่สามารถมอบคืนให้ได้ มู่หุ่ยหัวเราะตอบ

“ท่านวางใจเถอะค่ะ ฉันไม่เคยคิดทวงคืนเลย นอกจากนี้ฉันยังจะมอบทุนการศึกษาอีกจำนวนหนึ่งให้กับคณะศิลปะด้วยค่ะ”

“คณะศิลปะ?” ท่านคณบดีงุนงง คณะศิลปะนับเป็นคณะที่น่าเวทนามาก อีกทั้งมหาวิทยาลัยก็ไม่มีแผนจะทุ่มเงินให้กับคณะนี้ เมื่อมีคนยินดีมอบทุนการศึกษาให้ ถือว่าคณะศิลปะโชคดีแล้ว

หลังได้เอกสารการเรียนเรียบร้อยมู่หุ่ยก็เบิกบานมาก ระหว่างรอเดินทางก็พักนอนเล่นอยู่ที่หออย่างสบายใจ หลังนั่งดูสมุดภาพจนเบื่อก็ลงมือวาดรูปของตัวเองบ้าง มู่หุ่ยกำลังรื้อฟื้นประสาทสัมผัสของมือที่ใช้วาดรูปในชาติก่อน ยิ่งคิดถึงภาพที่ตนเคยวาดก็ยิ่งยิ้มหวานราวกับกำลังล่องลอยอยู่ในความฝัน ความอารมณ์ดีของมู่หุ่ยมีมากถึงกับทำให้บรรยากาศในห้องพักดูสนุกสนานผ่อนคลายขึ้นหลายส่วน หวังอิ๋งจึงกล้าพูดจาล้อเล่นด้วย

“พอมู่หุ่ยไปเรียนที่อิตาลี พวกเรายังต้องการคนรับฝากซื้อของอีกเหรอ เริ่มเขียนรายการของที่อยากได้ให้มู่หุ่ยกันเถอะ”

“มู่หุ่ยไปเรียนต่อนะ จะมีเวลามาคอยซื้อของให้เธอได้ยังไง อย่าไปรบกวนเวลาวาดรูปของมู่หุ่ยเลย” เจี่ยงเหมยเหมยส่ายหน้า เอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ

คนโกหก!

“ก็แค่วาดรูปไม่ใช่เหรอ” หวังอิ๋งลากเสียงยาว ก่อนจะยื่นหน้าไปดูภาพบนกระดานวาดรูปของมู่หุ่ย

มู่หุ่ยนั่งวาดรูปอยู่ข้างหน้าต่าง เธอวาดภาพบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัย เป็นมุมมองจากหน้าต่างห้องพัก แสงอาทิตย์สีส้มสวยลงตัวกับใบไม้ที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ชายหญิงคู่หนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ใบไม้ร่วงหล่นอยู่บนศีรษะหญิงสาว ชายหนุ่มกำลังใช้มือปัดออกให้อย่างอ่อนโยน แววตาทอประกายรักใคร่ หญิงสาวตอบแทนชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มหวานสดใส ระหว่างทั้งสองเต็มไปด้วยสายธารรักแสนอบอุ่น

“สวรรค์! มู่หุ่ยเธอวาดได้เจ๋งไปเลย!”

หวังอิ๋งตาโตด้วยความตื่นเต้น เธอไม่คิดว่ามู่หุ่ยจะมีฝีมือมากขนาดนี้ ทั้งลายเส้นและสีที่เลือกใช้เยี่ยมยอดไร้ที่ติ ใบไม้ลงรายละเอียดสีมีทั้งเหลือบเข้มและเจืออ่อน แสงอาทิตย์ พุ่มมอสตรงมุมถนน แต่ยอดเยี่ยมที่สุดคือสีหน้าของชายหญิงใต้ต้นไม้

มู่หุ่ยช่างมีฝีมือวาดภาพเหลือเชื่อจริงๆ!

สายตาของหวังอิ๋งที่มองมู่หุ่ยซับซ้อนนัก โลกนี้มีคนที่ได้รับความรักล้นหลามจากสวรรค์เบื้องบนอยู่จริงๆ รูปร่างหน้าตาดี เกิดในตระกูลที่ดี ทั้งยังมีพรสวรรค์ชั้นเลิศ ไม่แปลกใจเลยที่มู่หุ่ยจะเลือกไปเรียนต่อที่อิตาลี เมืองแห่งศิลปะโลกเหมาะสมกับคนอย่างเธอแล้ว

“มู่หุ่ย เธอเจ๋งมาก!” เจี่ยงเหมยเหมยได้ยินเสียงชื่นชมของหวังอิ๋งก็ลุกมาดูบ้าง พอได้เห็นภาพก็ต้องตาโตตื่นเต้นเหมือนกัน

“ฉันแค่วาดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น” มู่หุ่ยคลี่ยิ้มบาง การลงเส้นและสีของเธอยังถือว่าไม่เลว แต่ประสาทสัมผัสทางมือยังไม่คล่อง เธอรื้อฟื้นความรู้สึกในการวาดภาพกลับมาได้บางส่วน แต่ถ้าจะให้ถึงจุดดีที่สุดที่เคยทำได้ยังต้องใช้เวลาฝึกฝนอีกมาก เธอจึงต้องไปเรียนที่สถาบันศิลปะเพื่อเรียนรู้วิธีการและแนวทางที่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นผลงานของเธอจะมีความงามเพียงเปลือกนอก จอห์นสันเคยบอกว่าผลงานของเธอยังขาดจิตวิญญาณ

“หัวหน้า ภาพนี้ฉันยกให้เธอ” หลังลากเส้นสุดท้าย มู่หุ่ยก็หันมายิ้มบอก นิสัยของเจี่ยงเหมยเหมยอ่อนโยนรักความสงบ ไม่ชอบแก่งแย่งชิงดี มีความยุติธรรมและไม่พูดจาใส่ร้ายผู้อื่นลับหลัง

“จริงเหรอ...ให้ฉันเหรอ” แววตาเจี่ยงเหมยเหมยเปล่งประกายดีใจ ระยะนี้มู่หุ่ยเปลี่ยนแปลงไปมาก ก่อนนี้ไม่เคยสนใจเพื่อนร่วมห้อง ถึงตอนนี้จะยังไม่อาจพูดได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทแต่ความสนิทสนมใกล้ชิดก็มีมากขึ้น ความสัมพันธ์ของคนเราช่างประหลาดเหลือเกิน

“แน่นอน” มู่หุ่ยพยักหน้ายืนยัน “แต่ฉันจะเอาไปใส่กรอบให้ก่อน ไม่อย่างนั้นเธอจะเก็บลำบาก”

“ดีๆ” เจี่ยงเหมยเหมยยิ้มกว้าง “หลังใส่กรอบแล้วฉันจะแขวนไว้ในหอพักของพวกเรา ให้ทุกคนได้ดูผลงานอันยิ่งใหญ่ของเธอ”

เห็นสีหน้าแววตาชื่นชมจริงใจของเจี่ยงเหมยเหมยทำมู่หุ่ยยิ้มเจื่อน ภาพนี้สำหรับเธอนับเป็นเพียงภาพฝึกมือเท่านั้น แต่เธอมั่นใจว่าวันหน้าตนเองจะต้องมีผลงานยิ่งใหญ่อย่างที่เจี่ยงเหมยเหมยบอกแน่

“มู่หุ่ย เธอให้เจี่ยงเหมยเหมยแล้ววาดให้ฉันสักรูปด้วยสิ” หวังอิ๋งเขย่าแขนมู่หุ่ยไปมาอย่างออดอ้อน “ตกลงนะ วาดให้ฉันด้วย เผื่อวันหน้าเธอเป็นศิลปินใหญ่ขึ้นมา ภาพพวกนี้ก็จะมีมูลค่ามหาศาล ถึงตอนนั้นฉันจะขายภาพเธอให้รวยไปเลย ฮ่าๆๆๆ”

ท่าทางของหวังอิ๋งทำมู่หุ่ยหัวเราะ เดิมคิดจะปฏิเสธแต่พอเห็นเพื่อนกะพริบตาปริบๆ อย่างออดอ้อนก็ยอมพยักหน้าตกลง

สวีลี่หัวเปิดประตูเข้ามาเห็นเจี่ยงเหมยเหมยกับหวังอิ๋งประกบติดมู่หุ่ยก็แค่นเสียงหยัน “พวกขี้ประจบ”

“เธอพูดอะไร!” หวังอิ๋งหันขวับ ดวงตาวาววับเอาเรื่อง แต่พอเห็นสายตาอิจฉาของสวีลี่หัวก็เปลี่ยนเป็นหัวเราะหยัน “ที่แท้ก็พวกขี้อิจฉานี่เอง มู่หุ่ยไม่นับเธอเป็นเพื่อนเพราะตาสว่างได้เห็นธาตุแท้ของเธอแล้วไงล่ะ เธอมันพวกดอกไม้ประดิษฐ์ ไม่มีความจริงใจ ไม่ใช่แค่พูดใส่ร้ายมู่หุ่ยลับหลังยังแอบชอบเสิ่นเหยียนอีก คนหน้าไม่อาย!”

“หวังอิ๋ง! เธอกล้าพูดยังงี้กับฉันเหรอ! คิดว่าตัวเองเป็นใคร แน่จริงก็พูดอีกทีสิ ฉันจะตีเธอให้ตายเลย” สวีลี่หัวทั้งอายทั้งโกรธ พุ่งเข้าไปทึ้งหัวหวังอิ๋งทันที

สองคนเสียงดังใส่กัน มือจิกดึงทึ้งผมอีกฝ่ายอย่างแรง เจี่ยงเหมยเหมยพยายามจะแยกทั้งคู่แต่สู้แรงไม่ไหว มู่หุ่ยยืนระวังภาพวาดตัวเอง มือเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์โทรไปหาป้าผู้แลหอพัก

 

ป้าผู้ดูแลเรี่ยวแรงมหาศาลสามารถแยกคู่กรณีออกจากกันได้อย่างง่ายดาย

หลังแยกสองคนให้ยืนคนละมุมห้อง ป้าผู้ดูแลก็เตือนเสียงดุ บอกหากมีการทะเลาะกันอีกครั้งเธอจะรายงานอาจารย์ให้คาดโทษคนที่ทะเลาะกัน คำขู่นี้ทำหวังอิ๋งกับสวีลี่หัวยอมสงบแต่ยังถลึงตาใส่กันอย่างดุเดือด ดูท่าว่าเรื่องวันนี้คงถูกจดไว้ในบัญชีแค้นกันแล้ว

“พวกเธอสองคนนี่นะ” เจี่ยงเหมยเหมยบ่นเสียงหอบ ปลายนิ้วชี้เพื่อนสองคน “มีอะไรทำไมไม่พูดกันดีๆ ล่ะ” ดูแลเพื่อนร่วมห้องไม่ได้ถือเป็นความผิดหัวหน้าห้องด้วยส่วนหนึ่ง

“เป็นใครที่ไม่พูดดีๆ ก่อน หวังอิ๋งต่างหากที่ทำเกินไป!” สวีลี่หัวหน้าเบ้เจ็บไปทั้งหัว มือลูบจัดผม พอเห็นผมติดนิ้วมากระจุกหนึ่งก็โมโหเดือดขึ้นมาอีก ตาถลึงมองหวังอิ๋ง ถ้าเจี่ยงเหมยเหมยไม่ขยับมาขวางกลาง เธอคงพุ่งเข้าไปจัดการหวังอิ๋งอีกรอบแน่

“แล้วเธอไม่เกินไปหรือไง ลงมือหนักขนาดนี้!” สภาพหวังอิ๋งก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ผมยุ่งกระเซิง หน้าที่เคยขาวดุจหิมะบริสุทธิ์มีรอยแดงหลายจุด โชคดีที่สวีลี่หัวไม่ไว้เล็บ ไม่อย่างนั้นใบหน้าหวังอิ๋งคงมีแผลลึกยาวหลายแผลทีเดียว

“พอๆ พอกันได้แล้วนะ ยังไงก็เพื่อนร่วมห้องกันทั้งนั้น” เจี่ยงเหมยเหมยปักหลักยืนตรงกลาง แขนสองข้างกางออก สีหน้าจริงจัง เตือนย้ำว่าเป็นนักศึกษามีประวัติโดนคาดโทษไม่ใช่เรื่องดีแน่ สองฝ่ายจึงยอมยุติเรื่องไว้เท่านี้

มู่หุ่ยพยักหน้าพอใจวิธีจัดการของเจี่ยงเหมยเหมย อีกไม่กี่วันเธอก็จะไปจากที่นี่แล้ว ถึงตอนนั้นความสัมพันธ์ของเพื่อนร่วมห้องคงจะดีขึ้น

พอเห็นมู่หุ่ยกำลังจะเดินออกจากห้องไป สวีลี่หัวก็ตะคอกถามอย่างโมโห “พวกเราทะเลาะกันเพราะเธอ แต่เธอกลับทำเป็นไม่รู้เรื่องซะอย่างนั้น”

“น่าขัน สาเหตุเพราะฉันหรือเพราะตัวเธอเองกันแน่ ในใจเธอไม่รู้คำตอบจริงเหรอ” มู่หุ่ยหันกลับมามองสวีลี่หัวด้วยสายตาเย็นชา ทำสวีลี่หัวตัวสั่นสะท้าน ในใจรู้สึกหวาดกลัวมู่หุ่ยขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยกลัว คำพูดของมู่หุ่ยเหมือนคมมีดที่ทิ่มแทงเข้ากลางใจจนสวีลี่หัวไม่อาจพูดคำใดได้อีก

“มู่หุ่ยพูดถูกต้อง ตัวตรงไม่กลัวเงาเอียง ถ้าในใจเธอไม่รู้สึกผิดจะทำร้ายคนทำไม โอ๊ย!” หวังอิ๋งพูดไม่ระวังบาดแผลที่มุมปาก เจ็บจนสูดปาก อดที่จะถลึงตาใส่สวีลี่หัวอย่างดุดันอีกครั้งไม่ได้ ยัยบ้านี่ลงมือหนักจริงๆ เกือบจะฉีกปากเธอแล้ว

มู่หุ่ยหันมองหวังอิ๋งอย่างเห็นใจที่ต้องเจ็บตัวเพราะเธอ “ฉันจะลงไปที่โรงอาหารหาไข่ไก่มาให้ ประคบสักหน่อยจะช่วยลดอาการเจ็บได้”

“ขอบใจนะ มู่หุ่ยนี่ดีจริงๆ” หวังอิ๋งฉีกยิ้มกว้างให้มู่หุ่ยอย่างลืมตัว หลังหายเจ็บปากก็หันมาส่งสายตาเย้ยหยันให้สวีลี่หัว ความเย่อหยิ่งของสวีลี่หัวเมื่อก่อนล้วนมาจากสุนัขจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ แต่สุนัขจิ้งจอกก็คือสุนัขจิ้งจอก ถูกมู่หุ่ยเฉดหัวทิ้งแบบนี้ยังจะเชิดหน้าใส่ใครได้อีก

            สวีลี่หัวไม่ต่อปากต่อคำกับหวังอิ๋งอีก เดินไปนั่งที่เตียงตน มู่หุ่ยกำลังจะไปเรียนที่ต่างประเทศ ด้วยฐานะของครอบครัวที่แตกต่างกัน ต่อไปเธอคงไม่มีโอกาสได้พบมู่หุ่ยโดยง่ายอีกแล้ว แต่ที่สวีลี่หัวไม่เข้าใจคือมู่หุ่ยตัดใจจากเสิ่นเหยียนได้จริงหรือ สองปีที่เธอเห็นมู่หุ่ยตามตื๊อเสิ่นเหยียนเหมือนคนโง่งม บอกตัดขาดก็ตัดขาดได้จริงหรือ

            ไปอยู่ประเทศที่ไม่มีเสิ่นเหยียน มู่หุ่ยจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้จริงหรือ

 

            โรงอาหาร

มู่หุ่ยซื้อไข่ต้มได้ก็เดินกลับหอพัก กลางคืนในโรงอาหารมีนักศึกษาอยู่ประปราย บ้างกินอาหาร บ้างพูดคุย ไฟบริเวณทางเดินเป็นสีเหลืองนวล มีเงาเธอทอดยาวสลับกับเงาต้นไม้ข้างทาง เดินได้ไม่กี่ก้าวก็หยุดเดินแล้วหันกลับไปมองด้านหลัง ร่างสูงร่างหนึ่งก้าวออกมาจากหลังเสาไฟ

“เสี่ยวเผิง” มู่หุ่ยประหลาดใจพลางรีบสาวเท้าไปหา “ทำไมถึงมาที่นี่ล่ะ แล้วทำไมไม่ใส่เสื้อกันหนาวมาด้วย หนาวไหม”

ถึงเป็นฤดูใบไม้ผลิแต่ตอนกลางคืนอากาศก็มีความหนาวเย็นอยู่มาก มู่เผิงสวมเสื้อยืดสีขาวบางตัวเดียวกับกางเกงยีนส์มีรอยขาดสองรอย มู่หุ่ยมองแล้วยังรู้สึกหนาวแทน เธอจะจูงมือเขาเดินเข้าตึกแต่เด็กหนุ่มกลับเบี่ยงตัวหลบ มู่หุ่ยชะงักไปครู่ก่อนเอ่ย

“พรุ่งนี้เธอมีเรียนไม่ใช่เหรอ รีบกลับบ้านเถอะ”

ดวงตากระจ่างใสของเด็กหนุ่มจับจ้องเธอ ในนั้นเต็มไปด้วยคำตำหนิและคำต่อว่าที่ไร้เสียง มู่หุ่ยไม่กล้าสบสายตาด้วย เธอหลุบสายตาแล้วบอกเสียงเบา

“พี่...อีกสองวันพี่จะกลับบ้านไปเยี่ยมนาย...”

“คนโกหก!” มู่เผิงเหยียดยิ้มหยัน “ไม่รู้เหรอว่าเวลาโกหกเธอไม่เคยกล้าสบตาฉัน เธอตั้งใจจะไปอิตาลีและไม่กลับมาแล้วใช่ไหม!”

“เสี่ยวเผิงคือ...” มู่หุ่ยเงยหน้ามองเด็กหนุ่มร่างสูง เห็นดวงตาแดงก่ำ ใบหน้าหล่อเหลาฉายชัดถึงความเจ็บปวด หัวใจมู่หุ่ยพลันอ่อนยวบ เธอก้าวเข้าไปดึงมือมู่เผิง ครั้งนี้เด็กหนุ่มไม่ขัดขืน ทว่าใบหน้ายังเต็มไปด้วยความโกรธเคือง

“เธอวางแผนจะจากไปโดยไม่บอกลาฉันใช่ไหม!”

แตกหักกับครอบครัว

มู่หุ่ยนิ่งเงียบ รู้ว่าหลังพูดเรื่องทรัพย์สินกับมู่เจิ้งเวยและสวี่เหม่ยหง แน่นอนว่าความสัมพันธ์ของสองฝ่ายต้องแตกหัก แต่ครอบครัวนั้นเป็นเหมือนแอ่งน้ำตายสำหรับเธอมานานแล้ว ที่ยังตัดไม่ขาดมีเพียงแม่นมหลิวกับมู่เผิง

“วันนั้นฉันนึกว่าเธอพูดเล่น ไม่คิดว่าจะ...ช่างเถอะ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว สองสามวันนี้ที่บ้านวุ่นวายไปหมด พ่อกับแม่...” เห็นสีหน้าเฉยชาของมู่หุ่ยก็รู้ว่าเธอไม่อยากฟัง เด็กหนุ่มจึงไม่พูดอีก การแก่งแย่งอำนาจและผลประโยชน์พวกนั้นมู่เผิงก็ไม่ต้องการรับรู้เช่นกัน รู้เพียงตนเองไม่อยากให้มู่หุ่ยจากไปไกล คุณหนูใหญ่ที่สุขสบายมาทั้งชีวิต มีคนรับใช้ดูแลทำให้ทุกสิ่งอย่าง ไปเรียนต่อคนเดียวที่ต่างประเทศ มู่หุ่ยจะอยู่ได้หรือ ยิ่งคิดเด็กหนุ่มยิ่งเป็นห่วง

“ไม่ไปไม่ได้เหรอ” มู่เผิงเปลี่ยนเป็นฝ่ายกุมมือเธอแน่น มือนี้นุ่มบอบบางดุจเต้าหู้ หากจับแรงไปสักนิดก็อาจจะแตกสลายหายไปต่อหน้าได้ เด็กหนุ่มเพียงบีบเบาๆ เขาไม่อยากให้เธอจากไป ไม่อยากให้เธอไปอยู่ไกลในที่ที่เขาตามไปดูแลไม่ได้ ไม่อยากให้เธอต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก

“ฉันตัดสินใจแล้วเสี่ยวเผิง” แม้แววตามู่หุ่ยจะสงบนิ่งแต่ความมุ่งมั่นชัดเจน

 

มู่เผิงรู้สึกพ่ายแพ้ นัยน์ตาเศร้าสลด

เด็กหนุ่มรู้ว่ามู่หุ่ยนิสัยดื้อรั้นหัวแข็งมาก เมื่อตัดสินใจแล้วจะไม่เหลือที่ว่างให้กลับใจ เหมือนที่เธอชอบเสิ่นเหยียน ไม่ว่าเขาจะพยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอเปลี่ยนใจอย่างไร มู่หุ่ยก็ไม่เคยฟัง ขณะที่เขาคิดจะโน้มน้าวเธออีกสักครั้ง ไม่คิดว่ามู่หุ่ยจะโอบกอดร่างสูงของเขา มู่เผิงตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับ กลิ่นหอมประจำตัวของเธอทำเขาหน้าร้อนวูบ สองมือไม่รู้ควรวางไว้ตรงไหน

ทำไมมู่หุ่ยถึงกอดเขา...

“เสี่ยวเผิง ช่วงที่พี่สาวไม่อยู่ต้องดูแลตัวเองดีๆ รอพี่กลับมานะ”

ในใจมู่เผิงกำลังต่อสู้กันอย่างหนัก ใจหนึ่งบอกให้รีบดันมู่หุ่ยออก ใจหนึ่งอยากโอบกอดเธอให้แน่น เสียงหวานพลิ้วที่ดังอยู่ข้างหูทำให้เด็กหนุ่มแยกไม่ออกว่านี่คือความฝันหรือความจริง

“ช่างเป็นพี่น้องที่ผูกพันลึกซึ้งกันจริงๆ พวกเธอแสดงความรักกันพอหรือยัง”

เสียงของมู่เซวียนทำดวงตามู่หุ่ยวาววับ! เธอคลายอ้อมกอดจากหนุ่มน้อยด้วยท่าทีปกติไม่มีลนลาน เธอกอดเขาด้วยความบริสุทธิ์ใจ กอดอย่างพี่สาวกอดน้องชาย แต่เมื่อมองรอบด้านกลับพบว่ามีนักศึกษาจำนวนไม่น้อยกำลังมองมาทางนี้ หลายคนปิดปากหัวเราะเสียงน่าเกลียด บางคนใจกล้าก็ชี้นิ้วมาที่พวกเธอแล้วป้องปากกระซิบกระซาบ สีหน้าท่าทางชัดเจนว่าสิ่งที่พูดไม่ใช่เรื่องดีแน่

สำหรับพวกนักศึกษา อย่างไรมู่หุ่ยก็คือคนดังของมหาวิทยาลัยหรงต้า เมื่อก่อนเธอวนเวียนตามติดเสิ่นเหยียนไม่ห่าง แต่วันนี้ทำไมถึงมายืนกอดหนุ่มน้อยอีกคนในเงามืดล่ะ อีกทั้งหนุ่มน้อยผู้นี้ก็มีรูปร่างสูงโดดเด่น ใบหน้าหล่อเหลาอย่างบุรุษ หากวันหน้าได้เข้าเรียนที่นี่ รับรองได้ว่าจะต้องเป็นดาวเด่นคนดังแน่นอน

มู่หุ่ยไม่ปรายตามองมู่เซวียนแม้แต่น้อย เธอตบไหล่หนุ่มน้อยเบาๆ “รีบกลับบ้านก่อนเถอะ มีเวลาแล้วพี่จะวีแชทไปคุยกับเธอ”

มู่เซวียนเดินมาหาทั้งคู่ สีหน้าบึ้งตึง ปรายตามองน้องชายอย่างโมโห “ไม่มีธุระอะไรแล้วมาที่หรงต้าทำไม นายไม่มีเรียนเหรอไง!” จู่ๆ มู่เซวียนก็ชะงักนิ่ง เมื่อเปิดปากพูดอีกครั้งเสียงเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนราวกับคนละคน “เสี่ยวเผิงนายเรียน ม.ปลายปีสุดท้ายแล้วนะ ตารางเรียนแน่นขนาดนั้น เรื่องของผู้ใหญ่ก็ยุ่งให้น้อยๆ หน่อยเถอะ”

ที่บ้านกับบริษัทเกิดเรื่องอะไรขึ้น มู่เซวียนรู้จากสวี่เหม่ยหงหมดแล้ว มารดายังสั่งให้เธอเฝ้าจับตาดูการเคลื่อนไหวของมู่หุ่ย แต่นอกจากทำเอกสารย้ายที่เรียน มู่หุ่ยก็ไม่ได้ทำอะไรอีก มู่เซวียนเบื่อจึงเลิกตาม เธอก็มีเรื่องของตัวเองที่ต้องทำเหมือนกันนะ

“มู่หุ่ย เรื่องที่บริษัทเธอเป็นคนออกคำสั่งจริงเหรอ เธอคิดอะไรกัน พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ทำไมต้องแบ่งแยกให้ชัดเจนด้วย” มู่เซวียนหันมองมู่หุ่ย

“พวกเธอเป็นครอบครัวเดียวกันแต่ไม่รวมฉัน” มู่หุ่ยยิ้มหยัน พอมีผลประโยชน์ก็นับเป็นครอบครัวเดียวกัน เมื่อก่อนไม่เคยพูดดีไม่เคยทำตัวสนิทสนมด้วย ที่เห็นมีเพียงความจอมปลอมของสวี่เหม่ยหงกับความเป็นศัตรูของมู่เซวียน พวกเขาสี่คนมีเพียงมู่เผิงที่เห็นเธอเป็นคนในครอบครัว

“เธอจะตัดขาดกับครอบครัวแบบนี้จริงเหรอ!” มู่เซวียนร้อนใจ แน่นอนเธอรู้ว่ามู่หุ่ยเป็นคนถือหุ้นตระกูลมู่ไว้มากที่สุด นี่เป็นสิ่งที่เธออิจฉาอีกฝ่ายมาตลอด

“น้องสาวนี่เป็นสังคมที่ว่าด้วยกฎหมาย ที่ฉันทำทั้งหมดอยู่ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด ทำตามสิทธิ์ของฉันในฐานะผู้ถือหุ้น” มู่หุ่ยตอบเสียงเรียบ

“พูดได้ดีกว่าร้อง[1] พ่อแม่ดีกับเธอขนาดนั้น คาดไม่ถึงว่าเธอจะเป็นพวกจิ้งจอกตาขาวที่เลี้ยงไม่รู้จักอิ่ม[2]!” มู่เซวียนกัดฟันกรอด ยิ่งนึกถึงสิ่งที่แม่โทรมาบอก ในดวงตาก็เหมือนมีกองไฟลุกโชน ยื่นมือออกไปตั้งใจจะผลักมู่หุ่ยให้ล้ม แต่มือเพิ่งยื่นออกไปก็ถูกจับไว้แน่น

“พอได้แล้ว!”

มู่เผิงไม่เพียงจับมือมู่เซวียนแต่ยังเหวี่ยงเธอไปข้างหลังอย่างแรงด้วย! ทำมู่เซวียนเซเกือบล้มกระแทกพื้น “เสี่ยวเผิง นายเป็นบ้าไปแล้วเหรอ! ฉันต่างหากที่เป็นพี่สาวนายไม่ใช่มัน”

“เธอกลับไปก่อน” มู่เผิงหันบอกมู่หุ่ยอย่างอ่อนโยน

มู่หุ่ยพยักหน้าให้เด็กหนุ่มเบาๆ แล้วเดินจากไปโดยไม่สนใจมู่เซวียนสักนิด หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงไม่ยอมเดินจากไปง่ายๆ อย่างน้อยต้องปะทะกันสักยก แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าการทำเช่นนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ

เดินจากมาไกลก็ยังได้เสียงโวยวายของมู่เซวียนที่บอกให้น้องชายปล่อยมือ แต่มู่เผิงกลับดึงลากพี่สาวไม่ไว้หน้า มู่เซวียนสู้แรงไม่ได้จึงได้ยินแต่เสียงกรีดร้องของเธอ มู่หุ่ยฟังแล้วก็ทอดถอนใจ โดยนิสัยเธอไม่ชอบทะเลาะกับใคร ทางเดินใหญ่เท่าผืนฟ้า ต่างคนต่างไปไม่ดีกว่าหรือ

การที่เธอปกป้องผลประโยชน์ของตนเองคงทำให้พวกเขานั่งไม่เป็นสุขแล้ว มู่หุ่ยขมวดคิ้ว สีหน้าเป็นกังวลว่าตนเองจะไปจากเมืองหรงได้อย่างราบรื่นไหม เพราะจมอยู่ในภวังค์ความคิด มู่หุ่ยจึงไม่รู้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งมองตามหลังจนเธอเดินเข้าหอพักไป

 

“เสิ่นเหยียน ไปได้แล้ว”

เสียงตะโกนเรียกทำให้ร่างสูงยอมละสายตาจากแผ่นหลังมู่หุ่ย ก้มเก็บลูกบาสแล้วเดินกลับไปหากลุ่มเพื่อน

“ผู้หญิงคนนั้นคือมู่หุ่ยใช่ไหม” หลิวจัวเยว่เดินเข้ามาถาม สำหรับนักศึกษาชายทั้งมหาวิทยาลัยหรงต้าต่างมองว่ามู่หุ่ยคือดาวประจำมหาวิทยาลัย เธอเป็นสาวสวย ทั้งรูปร่างและหน้าตาสวยโดดเด่น ไม่มีใครไม่ชอบเธอ มีแค่คนตาบอดใจแข็งอย่างเสิ่นเหยียนเท่านั้นที่ไม่สนใจ มีสาวสวยตามจีบตามเอาใจนานสองปียังไม่ทำให้เขาหวั่นไหวได้

“เมื่อกี้ฉันเห็นมู่หุ่ยกอดกับผู้ชาย ช่างเป็นผู้หญิงที่ใจกล้าจริงๆ ว่าแต่เธอไม่ชอบนายแล้วเหรอ” หลิวจัวเยว่อยากรู้มาก เพราะระยะนี้ไม่เห็นมู่หุ่ยเป็นเงาติดตามตัวเสิ่นเหยียน ทั้งยังได้ยินพวกนักศึกษาคุยกันด้วยว่าเธอจะไปเรียนต่อต่างประเทศ หากขาดสาวสวยคนนี้ไป ที่หรงต้าคงขาดสีสันไปเยอะเลย

“นั่นน้องชายเธอ” เสิ่นเหยียนปรายตามองหลิวจัวเยว่ น้ำเสียงเยียบเย็น

เขาเคยเจอหนุ่มน้อยคนนี้มาครั้ง หลังมู่หุ่ยประกาศความรักยิ่งใหญ่ของเธอต่อเขา เธอก็ไล่ตามตื๊อเขาอย่างบ้าคลั่ง เวลานั้นเขารำคาญมากแต่ไม่รู้ว่าควรจัดการอย่างไร ทำได้เพียงวางท่าเย็นชาใส่ วันหนึ่งระหว่างทางกลับบ้านหนุ่มน้อยคนนี้มาขวางหน้า บอกให้เขาอยู่ห่างจากมู่หุ่ย จำได้ว่าวันนั้นเขาหัวเราะใส่หน้าหนุ่มน้อย เพราะเขาคือคนที่อยากให้มู่หุ่ยไปห่างมากที่สุด

ทว่าวันนี้หลังรู้ว่ามู่หุ่ยจะไปไกลจริงๆ เขากลับคิดถึงช่วงเวลาสองปีที่มีเธอตามตื๊อ หากเธอเปลี่ยนใจเรียนที่หรงต้าต่อ เขาจะไม่ปฏิบัติแย่ๆ กับเธอแบบนั้นอีก

 

ปลายเดือนสิบ สภาพอากาศเริ่มเย็นลง

มู่หุ่ยลากกระเป๋าเดินทางตรงไปที่ประตูใหญ่ของมหาวิทยาลัย ก้าวเดินไม่เร็วไม่ช้า สายตากวาดมองสองข้างทาง แววตามีความอาวรณ์บางเบา ชาติก่อนช่วงชีวิตสดใสในวัยหนุ่มสาวถูกเธอเผาผลาญไปอย่างโง่เขลา ถึงตอนนี้เธอจะได้กลับมามีอายุยี่สิบอีกครั้งแต่หัวใจเธอร่วงโรยไปนานแล้ว รักที่ไม่สมหวัง ชีวิตคู่ที่พังยับ ความทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วยจนตาย

ชีวิตมนุษย์ยากจะบอกได้ว่าสั้นหรือยาว สำคัญที่สุดคือคุณใช้ชีวิตอย่างไร

ดังนั้นชาตินี้เธอจะไม่ใช้เวลาโดยเปล่าประโยชน์อีก

“มู่หุ่ย!” เสียงตะโกนเรียกร้อนรนของผู้ชายดังจากด้านหลัง มู่หุ่ยหันกลับไปมอง พอเห็นว่าเป็นใครก็ขมวดคิ้วประหลาดใจ เป็นเสิ่นเหยียนในชุดกีฬาสีเทา แววตาที่มักเย็นชาอยู่เสมอตอนนี้กลับเป็นประกายร้อนใจ

การกระทำของเสิ่นเหยียนในระยะนี้ประหลาดมาก ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งที่มู่หุ่ยพบเจอเสิ่นเหยียนระหว่างทางเดิน แต่เขากลับทำเหมือนไม่เห็นเธอ เป็นแบบนี้อยู่หลายครั้งจนมู่หุ่ยไม่แน่ใจว่าใช่เหตุบังเอิญจริงไหม

ไม่นานเสิ่นเหยียนก็วิ่งมาหยุดตรงหน้า เขาหอบหายใจแรง เห็นแววตาสงสัยของมู่หุ่ยก็รีบบอกเสียงหอบ “เธอรอตรงนี้ก่อนอย่าเพิ่งไป” พูดจบก็หยิบมือถือออกมากดโทรออก ท่าทางรีบร้อน

ถึงจะงุนงงแต่มู่หุ่ยก็ยอมยืนรอ เธอรู้ว่าเสิ่นเหยียนไม่ใช่คนชอบล้อเล่น อีกทั้งเขายังมีท่าทีร้อนใจ แสดงว่าต้องมีเหตุผลที่เรียกเธอไว้

“น้าครับ”

น้า!

คำเรียกคนปลายสายของเสิ่นเหยียนทำมู่หุ่ยตัวแข็งทื่อ สีหน้าแข็งค้างตื่นตะลึง ความทรงจำของชาติก่อนถาโถมราวคลื่นน้ำที่ไหลทะลักจากเขื่อนที่พังทลาย

เสิ่นเลี่ยน!

น้าชายคนเดียวของเสิ่นเหยียน สามีของเธอในชาติที่แล้ว

 

[1] พูดได้ดีกว่าร้องเป็นสำนวนหมายถึงพูดดีแต่ทำไม่ได้

[2] จิ้งจอกตาขาวที่เลี้ยงไม่รู้จักอิ่มเป็นสำนวนหมายถึงไม่รู้คุณคน เลี้ยงไม่เชื่อง

ชายชื่อเถิงอี้

สายตามู่หุ่ยมองจ้องไปที่ใบหน้าเสิ่นเหยียนแต่คนที่เธอเห็นไม่ใช่เขา น้าหลานคู่นี้มีใบหน้าคล้ายกันมาก ต่างกันที่คนหนึ่งเย็นชาดุจหิมะ อีกคนอบอุ่นดั่งสายลม แต่คนใกล้ชิดจะรู้ดีว่าทั้งสองมีนิสัยจิตใจตรงข้ามกับรูปลักษณ์ภายนอก

ภายนอกเสิ่นเหยียนดูเย็นชาแต่ถ้าคุณเป็นคนในใจเขา เขาจะปฏิบัติกับคุณอย่างอ่อนโยน เดิมมู่หุ่ยเข้าใจว่าเสิ่นเหยียนเป็นก้อนหินที่กุมอย่างไรก็ไม่ร้อน ภายหลังได้เห็นเขารักใคร่ห่วงใยซ่งหลินหลางจึงได้กระจ่างแก่ใจว่าความอ่อนโยนของเขามีไว้สำหรับคนที่เขารักเท่านั้น

ส่วนเสิ่นเลี่ยนที่มีท่าทางอบอุ่นดั่งสายลมแสนอ่อนโยน แต่จิตใจกลับดำมืดเย็นชาน่ากลัว ตอนนั้นเธอเข้าใจว่าความสุภาพที่เห็นเป็นสามีเคารพและให้เกียรติภรรยา กว่าจะรู้ว่านั่นคือความรู้สึกหมดใจ ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาก็เกิดรอยร้าวที่ไม่อาจแก้ไขได้แล้ว

เมื่อนึกถึงความห่างเหินเยียบเย็นของสามีในชาติที่แล้ว มู่หุ่ยก็หนาวสะท้านไปทั้งตัวจนต้องยกสองแขนขึ้นโอบกอดตัวเองแน่น

“เข้าใจแล้วครับ พวกเราจะรออยู่ที่นี่ครับ” เสิ่นเหยียนจบการสนทนาอย่างรวดเร็ว หันมาเห็นมู่หุ่ยสีหน้าเหม่อลอยก็เอ่ยถามอย่างเป็นห่วง “เธอเป็นอะไรน่ะ หรือรู้แล้วว่า...”

มู่หุ่ยสูดหายใจลึกก่อนจะส่ายหน้า พยายามสลัดภาพเงาเสิ่นเลี่ยนออกจากหัว เสิ่นเหยียนในวัยยี่สิบคิ้วคางยังไม่แข็งกร้าว แม้ชอบทำสีหน้าเย็นชาแต่ยังแฝงความอบอุ่นอยู่หลายส่วน เธอจึงเห็นภาพเงาของเสิ่นเลี่ยนขึ้นมาได้

“เมื่อกี้นายพูดว่าฉันรู้อะไรเหรอ”

เสิ่นเหยียนมองรอบตัวครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ดึงมือมู่หุ่ยหลบไปคุยด้านข้าง ในใจนึกกลัวเธอจะสะบัดมือหนี พอเห็นมู่หุ่ยยอมตามมาดีๆ ก็โล่งใจ

“มีอะไรเหรอ” มู่หุ่ยเริ่มสงสัยท่าทีแปลกประหลาดของอีกฝ่าย

“ฉันได้ยินมู่เซวียนคุยโทรศัพท์ เหมือนว่า...” เสิ่นเหยียนอึกอัก “เหมือนมู่เซวียนจะไม่ต้องการให้เธอไปจากเมืองหรง” เพราะมู่หุ่ยวางตัวหนีห่างจึงกระตุ้นให้เขานึกสนใจเธอขึ้นมา พอมู่เซวียนมาพัวพันเขาจึงไม่ปฏิเสธเพราะอยากสืบเรื่องมู่หุ่ย ทำให้ได้ยินมู่เซวียนคุยโทรศัพท์โดยบังเอิญ

แววตามู่เซวียนตอนพูดว่าไม่ต้องการให้มู่หุ่ยไปจากเมืองหรงดูดุดันจนเขากังวล แม้จะเป็นพี่น้องต่างแม่แต่ก็นับว่าเป็นพี่น้องไม่ใช่หรือ ทำไมสองคนนี้ถึงทำเหมือนเป็นศัตรูกันมาช้านาน

“ไม่ให้ฉันไปแล้วเธอจะทำอะไร” มู่หุ่ยไม่แปลกใจ มีเพียงมู่เผิงที่มาหาเธอครั้งหนึ่ง ส่วนมู่เจิ้งเวยกับสวี่เหม่ยหงไม่ได้ติดต่อกันเพราะเธอเปลี่ยนมือถือ ปิดวีแชท ปิดทุกช่องทางการสื่อสาร

“บางทีพวกเขาอาจจะต้องการลักพาตัวเธอ” สายตาเสิ่นเหยียนจริงจังแฝงความกังวลไม่น้อย เขาไม่เข้าใจความคิดของมู่เซวียนเลย หรือภายในตระกูลมู่จะมีเรื่องขัดแย้งที่คนนอกไม่รู้ซ่อนอยู่

“ลักพาตัวฉัน” มู่หุ่ยยิ้มหยัน สามีภรรยาคู่นั้นรู้ซึ้งถึงนิสัยดื้อรั้นของเธอและรู้ว่าไม่มีทางเกลี้ยกล่อมให้เธอเปลี่ยนใจได้ ที่พวกเขาไม่เคลื่อนไหวเพราะวางแผนจะลงมือขั้นเด็ดขาดกับเธอนี่เอง

“ที่นายคุยโทรศัพท์เมื่อครู่...คือขอให้น้ามาช่วยงั้นเหรอ” มู่หุ่ยถามด้วยใจสั่นไหว

            “ใช่” เสิ่นเหยียนพยักหน้า “หากเธอยืนยันว่าจะออกไปจากที่นี่ ฉันจะให้น้าส่งคนมาปกป้องเธอ รับรองว่าเธอจะได้ไปขึ้นเครื่องอย่างปลอดภัยแน่นอน” ส่วนลึกในใจเสิ่นเหยียนไม่อยากพูดประโยคนี้ออกมา เขาไม่เข้าใจความรู้สึกสับสนนี้ แต่ที่ชัดเจนคือเขาไม่อยากให้เธอเป็นอันตราย

“นายดูเชื่อมั่นในตัวน้ามากทีเดียว” มู่หุ่ยหลุบสายตา

“แน่นอน น้าฉันเป็น...” ตั้งแต่เด็กเขาเห็นเสิ่นเลี่ยนเป็นเหมือนเทพเจ้าที่ไม่ใครเทียบได้ เป็นคนที่เขาเคารพนับถือที่สุด เป็นเป้าหมายที่เขาพยายามฝ่าฟันไปให้ถึง เป็นต้นแบบชีวิต แต่เสิ่นเหยียนรู้สึกว่าการพูดถึงคนในครอบครัวต่อหน้ามู่หุ่ยคงจะไม่เหมาะนัก อย่างไรทั้งสองก็ไม่ได้สนิทกัน หลายวันก่อนเขายังรังเกียจเธอเข้าไส้อยู่เลย

เห็นเสิ่นเหยียนไม่พูดต่อมู่หุ่ยก็ไม่ถามอีก เธอมองไปที่ประตูใหญ่มหาวิทยาลัย จากตรงนี้เหลือระยะทางไม่ไกล ด้านนอกเห็นรถยนต์สีเทาคันหนึ่งจอดอยู่ ลักษณะรถไม่สะดุดตาแต่การลดกระจกลงหนึ่งในสามทำให้มู่หุ่ยต้องเพ่งมอง คนขับสวมแว่นกันแดดอันใหญ่ทำให้เห็นใบหน้าไม่ชัด เหมือนคนขับจะรู้ว่าถูกมองเห็น กระจกรถถูกเลื่อนขึ้นรวดเร็วก่อนรถจะเคลื่อนตัวจากไป

มู่หุ่ยขมวดคิ้ว ดูเหมือนเรื่องที่เสิ่นเหยียนบอกจะเป็นความจริง เธอหยิบมือถือมากดดูเวลา จากนั้นก็เงยหน้าถามเสิ่นเหยียน

“คนของน้านายจะมาถึงเมื่อไหร่”

การขอความช่วยเหลือจากตำรวจไม่ใช่วิธีที่ดีในเวลานี้ อาศัยเพียงคำพูดของเสิ่นเหยียนคงไม่มีใครเชื่อ เพราะตำรวจต้องการหลักฐานที่หนักแน่นเชื่อถือได้ ส่วนเธอมีกำหนดเวลาต้องไปสนามบินให้ทันขึ้นเครื่อง การขอความช่วยเหลือจากเสิ่นเลี่ยนคือวิธีที่ถูกต้อง

“น่าจะอีกประมาณครึ่งชั่วโมง” ดวงตาเสิ่นเหยียนที่มองมู่หุ่ยเป็นประกายแวววาวดีใจ “เธอเชื่อคำพูดฉันเหรอ”

ท่าทีเชื่อใจอย่างไร้ข้อกังขาของมู่หุ่ยทำให้เสิ่นเหยียนตัวพองใหญ่ รู้สึกเหมือนตนเองมีภารกิจที่ต้องปกป้องเธอให้ปลอดภัย มีเพียงเขาคนเดียวที่รู้ว่ามู่เซวียนกำลังคิดร้ายกับมู่หุ่ย มีเพียงเขาที่สามารถหยุดยั้งเรื่องนี้ได้

“ทำไมจะไม่เชื่อล่ะ นายไม่มีเหตุผลต้องหลอกฉัน อันที่จริงฉันต้องขอบใจนายมากกว่า ยังมี...น้าของนายด้วย ขอบคุณที่ช่วยเหลือฉัน วันหลังฉันต้องตอบแทนนายกับน้าแน่นอน” ชาตินี้มู่หุ่ยตั้งใจว่าจะหลีกหนีให้ไกลจากบุรุษตระกูลเสิ่น จึงต้องแบ่งแยกบุญคุณความแค้นให้ชัดเจน หากมีบุญคุณครั้งหนึ่งก็ควรตอบแทนกลับ เช่นนี้จะได้ไม่มีสิ่งใดติดค้างต่อกัน

“...แค่กแค่ก” ความมีมารยาทของมู่หุ่ยทำเขาสำลักไอหลายครั้ง “เธอพูดจาซีเรียสเกินไปแล้ว เป็นเพื่อนกันมาพูดเรื่องตอบแทนไม่ตอบแทนบุญคุณอะไรกัน”

ที่สำคัญทั้งหมดนี้เขาเต็มใจทำ

เสิ่นเหยียนถามหัวใจตัวเอง หากเปลี่ยนเป็นอีกคนที่ไม่เกี่ยวข้อง เขาคงไม่กระตือรือร้นเช่นนี้ เมื่อครู่น้าชายยังถามว่าคนที่ขอให้ช่วยเป็นใคร ตอนนั้นเขาเหลือบมองมู่หุ่ยครั้งหนึ่ง เห็นเธอกำลังก้มหน้า เขาจึงรีบตอบน้าชายไปว่าเป็นเพื่อนนักศึกษา น้าชายฟังแล้วก็หัวเราะตอบกลับมา แต่เสียงหัวเราะรู้ทันของอีกฝ่ายทำเขาหน้าร้อนหูร้อนไปหมด เสียดายที่มู่หุ่ยไม่สังเกตเห็น ไม่เช่นนั้นเธอคงกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจจนบ้าไปแล้วแน่

“จริงสิ นายไม่ต้องไปเข้าเรียนเหรอ” มู่หุ่ยจำได้ว่านักศึกษาดีเด่นอย่างเสิ่นเหยียนไม่เคยโดดเรียนสักครั้ง

“ไม่ต้อง คลาสเรียนวันนี้ฉันรู้เรื่องหมดแล้ว” เสิ่นเหยียนลูบจมูกคล้ายแก้เก้อ

ทั้งสองคนยืนหลบอยู่ข้างทาง โชคดีที่เวลานี้มีนักศึกษาผ่านไปมาไม่มาก ไม่เช่นนั้นทั้งคู่คงตกเป็นเป้าสายตาและคำนินทาอีก แต่มีคนหนึ่งที่เดินผ่านมาเห็นแล้วหันมามองอย่างประหลาดใจ นั่นคือป้าผู้ดูแลหอพักชายที่จำมู่หุ่ยได้แม่น เพราะมู่หุ่ยคือนักศึกษาสาวใจกล้าที่เป็นต้นแบบให้นักศึกษาสาวหลายคนเลียนแบบการสารภาพรักกับนักศึกษาชายที่ตนชื่นชอบ ทำให้ในรั้วมหาวิทยาลัยหรงต้านี้มีคู่รักนักศึกษาใหม่เกิดขึ้นจนนับไม่ไหว ป้าผู้ดูแลหอพักถึงจดจำมู่หุ่ยได้

มู่หุ่ยหันมองเสิ่นเหยียนอย่างครุ่นคิด ครู่หนึ่งก็ยิ้มขำในใจ คาดไม่ถึงว่าหลังใช้ชีวิตผ่านไปรอบ วันนี้เธอกับเสิ่นเหยียนสามารถพูดคุยกันได้อย่างสงบ ยิ่งไม่คิดว่าเขาจะเสนอความช่วยเหลือให้เธอแบบนี้

 

เวลาครึ่งชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เสียงเบรกรถดังสนั่นดึงดูดทุกสายตาให้หันมอง ที่หน้าประตูใหญ่มหาวิทยาลัยปรากฏรถเฟอร์รารี่สีเงินสวยงามคันหนึ่งกำลังขับเข้ามาจอด

“มาแล้ว พวกเราไปกันเถอะ” ทันทีที่เห็นรถหรู แววตาเสิ่นเหยียนเปล่งประกายดีใจ เขาคว้าลากกระเป๋าเดินทางของมู่หุ่ยแล้วรีบเดินนำไป

แววตามู่หุ่ยวูบไหวไปครั้งก่อนจะรีบเดินตาม

ประตูรถเปิดกางขึ้นด้านบนเหมือนผีเสื้อสีเงินสยายปีก สง่างามหรูหรา บุรุษในชุดเสื้อหนังกางเกงหนังกระชับตัวกับรองเท้าบูทหุ้มข้อก้าวลงจากรถ โครงหน้าคมเข้มดุจสลักด้วยคมขวาน ขับเน้นให้ใบหน้านี้ดูแข็งกร้าวนัก นัยน์ตาดำขลับคมกริบ ยามกวาดมองผู้คนเหมือนเรดาร์จ้องจับผิด

เสิ่นเหยียนพูดทักทายกับชายผู้นั้นไม่กี่ประโยคก็หันมากวักมือเรียก “มู่หุ่ยนี่พี่เถิง พี่เขาเป็นเพื่อนกับน้าของฉัน” พูดจบก็หันไปพูดกับชายผู้นั้น “พี่เถิง เพื่อนผมครับ ชื่อมู่หุ่ย”

มู่หุ่ยสูดลมหายใจลึกก่อนจะคลี่ยิ้มทักทาย ‘คนคุ้นเคย’ พลางโบกมือทักทาย “พี่เถิง”

เถิงอี้เป็นเพื่อนรักและคนสนิทที่เสิ่นเลี่ยนไว้ใจมากที่สุด เขาเปิดบริษัทรักษาความปลอดภัยหลายแห่งทั่วประเทศ แต่สำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองหรง บริษัทของเขาทำธุรกิจมากมายหลายแขนง ไม่ว่าจะเพราะเถิงอี้มีมนุษยสัมพันธ์ดีหรือเพราะมีเส้นสายกว้างขวาง ธุรกิจทั้งขาวและดำล้วนต้องไว้หน้าเถิงอี้ทั้งนั้น

เหตุจากความสัมพันธ์สามีภรรยาระหว่างเธอกับเสิ่นเลี่ยนไม่ดี ดังนั้นเถิงอี้จึงไม่ชอบหน้าเธอ ทุกครั้งที่พบกันเขาจะวางตัวเย็นชาเสมอ แต่สิ่งที่มู่หุ่ยกลัวคือความเด็ดขาดเหี้ยมโหดที่แผ่กระจายจากแกนกระดูกของชายผู้นี้ต่างหาก

เถิงอี้กวาดตามองทั่วตัวมู่หุ่ยรวดเร็ว นัยน์ตาดุดันเป็นประกายประหลาดใจ สายตาที่หันมองเสิ่นเหยียนเป็นแววหยอกเย้า

“เสี่ยวเหยียนไม่เลวนี่ ไม่นึกว่าจะแอบมีแฟนลับหลังน้าของนาย”

“ไม่ใช่ครับ พี่เถิง...เธอ...เธอเป็นแค่เพื่อนนักศึกษาเท่านั้น” เสิ่นเหยียนหน้าแดงก่ำ อธิบายด้วยน้ำเสียงร้อนรน อยู่ในมหาวิทยาลัยเขาสามารถปั้นหน้าเย็นชาได้แต่ไม่ใช่ต่อหน้าเถิงอี้ ทั้งรัศมีความแข็งกร้าว ทั้งอาวุโส เขายากจะปกปิดความในใจ

“สาวน้อยไม่ต้องกลัว ฉันแค่หน้าตาน่ากลัวไปนิดแต่อันที่จริงจิตใจฉันดีมาก” เถิงอี้ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวทั้งปาก พยายามแสดงท่าทีให้ดูเป็นมิตรมากที่สุด รอยยิ้มกระด้างของมู่หุ่ยที่ฝืนยิ้มออกมาไม่อาจเล็ดลอดสายตาไปได้ เถิงอี้เข้าใจว่าเป็นท่าทีของสาวน้อยที่หวาดกลัวเขา