เซี่ยชิงคาดไม่ถึงกับบทลงโทษที่ได้รับ
‘นี่มันอะไร?’
‘ฮ่องเต้หมาบ้านี่ไหวรึเปล่า?’
‘แค่กักบริเวณข้าสามวัน คิดว่าเล่นขายของหรือไง?’
“ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันมีความผิดสมควรรับโทษ ทรงลงโทษเช่นนี้ดูจะเบาเกินไป หากใครเอาไปพูดจะเสียพระเกียรติของฝ่าบาทได้นะเพคะ” เซี่ยชิงยังคงพยายามใส่ไฟ
‘พี่ชาย ท่านเป็นถึงฮ่องเต้ที่ชั่วขนาดทำให้เด็กน้อยหยุดร้องไห้ได้เลยนะ’
‘ลงโทษเบาเกินไปแล้ว จะเสียชื่อเสียงด้านความถ่อยสถุลหรือเปล่าพี่!’
‘ตีสิ ตีเลย’
เกาจิ้นลุกขึ้นกุมขมับ ในขณะที่เซี่ยชิงยังคงร้องขอโทษทัณฑ์ที่มากกว่านี้
“ฝ่าบาท กักบริเวณแค่สามวันเบาเกินไป ถ้าไม่อย่างนั้นก็กักบริเวณสักสามปี หนึ่งปี... ครึ่งปี... สามเดือนก็ยังดี!”
‘ยิ่งกักบริเวณนานเท่าไหร่ ข้าก็ไม่ต้องเห็นหน้าท่านนานเท่านั้น!’
เกาจิ้นพลันชะงักฝีเท้า เซี่ยชิงเหลือบตาขึ้นมอง เมื่อเห็นว่าตนเองเดินใกล้จะถึงตัวอีกฝ่ายแล้วก็ยังคงไม่ยอมหยุด นางใช้หน้าผากที่แข็งประดุจเหล็กกล้าของตนชนเข้ากับแผ่นหลังของเกาจิ้นอย่างแรง
แรงกระแทกทำให้เกาจิ้นถึงกับตัวเซ แผลที่หลังเจ็บปวดราวกับปริออกจากกัน
เขาหมุนตัวกลับมาด้วยความโกรธจัด เห็นเซี่ยซื่อยกมือกุมจมูกที่โด่งแหลมของตนเองเอาไว้พลางทำปากยื่นน้อยๆ ราวกับเจ็บเสียเต็มประดา
“เหตุใดจู่ๆ ถึงหยุดเดินล่ะเพคะ? เจ็บเหลือเกิน”
ถ้าเกาจิ้นไม่ได้ยินในใจของนางที่กำลังพูดว่า
‘ชนโดนแผลล่ะสิ’
‘สมน้ำหน้า!’
เขาคงจะถูกท่าทางน่าสงสารที่ดูบริสุทธิ์ไร้พิษภัยของนางหลอกเข้าอีกแล้ว
‘เจ็บใช่ไหมล่ะ?’
‘ถ้าเจ็บก็รีบๆ ไล่ข้าสิ!’
‘เร็วเข้า นี่ยังมีนิยายที่ยังไม่ได้อ่านอีกตั้งหลายเล่ม’
เกาจิ้นสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามระงับโทสะที่ใกล้ระเบิดเต็มที เขาหมุนตัวจะจากไป แต่มาคิดอีกที หากกลับไปตอนนี้ เวลานอนก็คงจะต้องได้ยินเสียงประหลาดตามหลอกหลอนจนนอนหลับ
ไม่สบายอีกเป็นแน่
ตอนนี้มีทางเลือกสองทาง คือถ้าไม่นอนหลับฟังเสียงประหลาดเหล่านั้นอยู่ในฝัน ก็ต้องฟังเสียงนินทาในใจของเซี่ยซื่อในยามตื่น
หลังจากบวกลบคูณหารถึงผลดีผลเสียครู่หนึ่ง เกาจิ้นก็เลือกอย่างหลัง
เขาไม่สนใจเสียงร่ำร้องภายในใจที่เต็มไปด้วยความหวังของเซี่ยซื่อ หันกลับไปเอ่ยกับเซี่ยซื่อที่ยืนมองอย่างคาดไม่ถึงว่า “เราจะไปตำหนักหนิงฮุย”
เซี่ยชิงคิดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะพลิกผันกลายเป็นเช่นนี้ ไหนว่าจะกักบริเวณนางสามวันไม่ใช่หรือ?
นางไม่รังเกียจว่าน้อยเกินไปแล้ว สามวันก็สามวัน!
อย่างน้อยก็ยังมีตั้งสามวัน!
เซี่ยชิงร่ำร้องอย่างสติใกล้จะแตกอยู่ในใจขณะมองตามร่างที่เดินห่างออกไปของเกาจิ้น
‘หมาน้อย ท่านไม่กล้าล่ะสิ!’
ข่าวฮ่องเต้เสด็จตำหนักหนิงฮุยสร้างความยินดีให้กับเจียงหมัวหมัวเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อได้รับการแจ้งจากคนในวัง นางก็รีบปัดกวาดเช็ดถู จุดกำยานรมห้องหับให้มีกลิ่นหอมพร้อมที่จะรับเสด็จ
ตอนที่เกาจิ้นลากเซี่ยชิงเดินผ่านตัวนางเข้าห้อง เจียงหมัวหมัวยังยกนิ้วหัวแม่มือให้กับเซี่ยชิงเป็นการชื่นชมโดยไม่มีความเห็นใจแม้แต่น้อย
เซี่ยชิงที่ได้รับคำชมจากเจียงหมัวหมัวผ่านทางสีหน้าเป็นทำนองว่า ‘กุ้ยเฟยทำได้สุดยอด’ มองไปยังประตูห้องนอนที่ถูกปิดจากด้านนอกด้วยแววตาสิ้นหวัง
“มานี่ มานอนเป็นเพื่อนเรา”
ขณะที่เซี่ยชิงยืนตะลึง เกาจิ้นก็เดินมาถึงข้างเตียง
‘กลางวันแสกๆ หมอนี่ดันมีอารมณ์ขึ้นมา?’
‘ทั้งหน้าทั้งตัวมีแต่แผลยังจะมีแก่ใจคิดถึงเรื่องพรรค์นี้อีก’
‘แหม แต่ข้าเพิ่งอาบน้ำ ถ้าเสร็จกิจแล้วก็ต้องไปอาบน้ำใหม่อีกรอบน่ะสิ’
‘โอ๊ยๆๆๆ ยุ่งยากจริงๆ หื่นไม่ดูเวล่ำเวลา’
ระหว่างที่เซี่ยชิงกำลังบ่นอยู่ในใจ เกาจิ้นก็ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกแล้วคลานขึ้นเตียง กลิ่นหอมรวยรินติดอยู่ที่ปลายจมูก นี่เป็นกลิ่นหอมที่เซี่ยซื่อใช้ประจำ จิตใจที่ว้าวุ่นของเกาจิ้นเริ่มสงบ เปลือกตาทั้งสองพลันหนักอึ้ง
เซี่ยชิงมองร่างที่นอนบนเตียงด้วยความสับสนวุ่นวายใจ
‘หน็อย อีตาบ้า คิดจะทำอะไรกลางวันแสกๆ ไม่พอ ยังไม่ยอมเป็นคนลงมือทำด้วย!’
‘เขานอนลงก่อนอย่างนี้หมายความว่ายังไง?’
‘สรุปจะให้ข้าขึ้นขย่มเหรอ?’
เซี่ยชิงคลานขึ้นเตียงอย่างไม่เต็มใจ มองร่างที่นอนหลับตารอให้ตนที่เปรียบเหมือนสมันน้อยเดินเข้าปากเสือ นางสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะยื่นมือไปดึงเชือกที่ผูกเสื้อชั้นในของเขา
แต่ทันทีที่มือของนางแตะเชือกก็พลันถูกเขาปัดทิ้ง เซี่ยชิงมองมือตัวเองอย่างประหลาดใจ
นางได้ยินเกาจิ้นพูดทั้งที่ยังหลับตา
“เราจะนอน เจ้าเฝ้าอยู่ข้างๆ ก็พอ ห้ามออกห่างจากเตียงเกินสิบก้าว”
ในหัวของเซี่ยชิงมีแต่คำถาม ฮ่องเต้บ้าจะนอนแต่บอกให้นางคอยเฝ้า แล้วยังไม่ให้ออกห่างจากเตียงมากกว่าสิบก้าวด้วย
‘คิดจะเล่นบ้าอะไรอีก?’
‘หรือจะแกล้งให้เหยื่อตายใจก่อน?’
‘ทำเป็นปฏิเสธ แต่ความจริงระริกระรี้?’
‘คิดจะ...’
“หุบปาก! แล้วนอน! ห้ามขยับตัว!...” เกาจิ้นออกคำสั่งทั้งที่ยังหลับตา เสียงของเขาแผ่วเบาลงทุกขณะ ไม่นานก็ผล็อยหลับไป
เซี่ยชิงได้ยินเสียงหายใจเป็นจังหวะของเขาก็ทำใจกล้าชะโงกหน้าไปดู เมื่อแน่ใจว่าเขาหลับไปแล้ว จึงได้ผ่อนลมหายใจ
นางขยับลงจากเตียงอย่างแผ่วเบา แต่ขณะที่กำลังจะเดินออกไปก็ได้ยินเสียงเกาจิ้นเอ่ยขัดว่า
“สิบก้าว”
เซี่ยชิงสะดุ้งโหยง ทั้งร่างพลันแข็งทื่อ นางลอบด่าในใจ ที่แท้เขาก็แกล้งทำเป็นหลับ ก่อนจะเดินกลับขึ้นเตียงอย่างไม่เต็มใจ
นางนอนกอดอกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองเกาจิ้นที่นอนหลับสนิทด้วยความหมั่นไส้ พลันเกิดความคิดที่จะทำให้เขาไม่ได้หลับอย่างที่หวัง
‘กลางวันแสกๆ พาสาวเข้าห้อง บังคับขึ้นเตียง แต่ตัวเองกลับนอนหลับหน้าตาเฉย’
‘ไม่มีทาง!’
‘ถ้าวันนี้ข้าป่วนให้ท่านหงุดหงิดไม่ได้ ข้าจะยอมใช้แซ่เดียวกับท่านเลย!’
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เซี่ยชิงก็ลงมือทันที
เริ่มแรก นางกระเถิบตัวไปชิดแผ่นหลังของเกาจิ้น ใช้มือลูบตั้งแต่ช่วงเอวลงไป นางกลั้นหายใจ ครั้นใกล้จะถึงเป้าหมาย จู่ๆเกาจิ้นที่นอนตะแคงหลับสนิทก็พลิกตัวกลับมา
การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วเด็ดขาด จัดการรวบมือทั้งสองของเซี่ยชิงไว้แล้วจับตัวนางพลิกกลับไปอีกทาง ทำให้แผ่นหลังบอบบางแนบกับแผ่นอกของเขาแทน จากนั้นก็จับแขนเรียวสองข้างไขว้กันที่หน้าอก แค่นั้นยังไม่พอ เกาจิ้นยังยกขาข้างหนึ่งขึ้นพาดตัวนางทำราวกับนางเป็นหมอนข้าง
แค่เวลาชั่วพริบตาเดียว เหตุการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างเหนือความคาดหมาย เซี่ยชิงถูกจับตัวเอาไว้จนดิ้นหนีไม่ได้ อีกทั้งยังต้องกลายเป็นหมอนข้างให้เกาจิ้นกอดอย่างไม่มีทางเลือก
เซี่ยชิงเป็นหญิงที่มีรูปร่างสูงเพรียว แต่เมื่อถูกเกาจิ้นที่มีร่างกายสูงใหญ่กำยำกอดเช่นนี้ก็ทำให้รู้สึกเหมือนตัวนางเล็กลงไปถนัดใจ
เซี่ยชิงที่ถูกกอดเป็นหมอนข้างได้แต่กลอกตามองเพดาน มองการตกแต่งภายในห้องนอนด้วยแววตาเลื่อนลอย
ขโมยไก่ไม่สำเร็จยังจะเสียข้าวเปลือกไปอีก อยู่ดีไม่ว่าดี ถ้ารู้แต่แรก นางคงไม่ยุ่งกับเขา จะได้ไม่ต้องมาถูกกอดเป็นหมอนข้างแบบนี้!
เกาจิ้นฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก เขาไม่เพียงเป็นผู้มีฝีมือยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งในสกุลเกา แม้แต่เหล่าแม่ทัพในราชสำนักก็ยังยกย่องว่าเขาเป็นผู้มีวรยุทธ์ในระดับแนวหน้า คนที่ถูกเขาใช้ทั้งมือทั้งขาหนีบไว้เช่นนี้ย่อมไม่มีทางที่จะดิ้นหลุดได้ง่ายๆ
เซี่ยชิงถูกหนีบเอาไว้เป็นการบังคับให้นางต้องนอนไปด้วย นางนอนตั้งแต่กลางวันไปจนถึงตอนเย็น รู้สึกปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัว
หลังจากเกาจิ้นได้นอนหลับสนิท สีหน้าก็อิ่มเอิบสดใส เมื่อเขาสวมเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยก็หันกลับมามองเซี่ยชิงที่นั่งนวดมือนวดเท้าคลายความเมื่อยขบอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าแววตาตัดพ้อ
เขาได้ยินเสียงก่นด่าต่อว่าในใจนางสารพัด หากสิ่งที่เกาจิ้นทำมีเพียงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยขณะเดินออกจากห้อง
หลังจากเกาจิ้นกลับไปแล้ว เจียงหมัวหมัวก็รีบเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว พอเห็นเซี่ยชิงนั่งหน้าตาหดหู่อยู่บนเตียงก็ยิ้มแย้มอารมณ์ดี ราวกับเพิ่งส่งแขกกระเป๋าหนักที่มาใช้บริการสาวๆ ในสังกัดของนางออกจากหอคณิกาอย่างไรอย่างนั้น นางประคองเซี่ยชิงลงจากเตียงด้วยรอยยิ้มที่แฝงความนัยพร้อมกับซักถามตามมารยาท
“กุ้ยเฟยเหนื่อยหรือไม่เพคะ?”
“กุ้ยเฟยต้องการอาบน้ำหรือไม่?”
“กุ้ยเฟยระวังด้วย”
เซี่ยชิงได้แต่กลอกตา ก่นด่าไปถึงบรรพบุรุษของเกาจิ้นในใจไปรอบหนึ่ง
เกาจิ้นมีคำสั่งให้ขับหูเหม่ยเหรินออกจากวังด้วยความผิดฐานทำคุณไสย
หูเหม่ยเหรินสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบ ปล่อยเส้นผมสยายอยู่ด้านหลัง ว่ากันตามระเบียบแล้ว นางไม่อาจพกพาสิ่งของใดๆ ออกจากวังได้แม้แต่ชิ้นเดียว
หูเหม่ยเหรินไม่ใช่ชาวจงหยวน ถึงจะออกจากวังได้ก็ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน สตรีที่ออกจากวังโดยไม่มีเงินติดตัวแม้แต่อีแปะเดียวนั้น อย่าว่าแต่จะกลับบ้านเกิดของตัวเอง แม้แต่จะเอาชีวิตรอดอยู่ในเมืองก็ยังทำไม่ได้
แต่สำหรับหูเหม่ยเหริน ขอเพียงออกจากกรงขังแห่งนี้ได้ แม้จะต้องตาย ขอแค่ได้สูดอากาศแห่งอิสระภายนอก นางก็พอใจแล้ว
นางกำนัลและขันทีที่เฝ้าดูหูเหม่ยเหรินพานางมาส่งที่หน้าประตูวัง หูเหม่ยเหรินถูกค้นตัวอีกครั้งก่อนจะได้รับอนุญาตให้ออกจากวังหลวง
นางยืนอยู่นอกประตูวัง มองโลกที่ไม่คุ้นเคยตรงหน้าด้วยความกระวนกระวายและหวาดกลัว
“หูเหม่ยเหริน ช้าก่อน”