ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

กุ้ยเฟยขี้นินทา

ผู้แต่ง HUA RI FEI
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม

เธอคนนี้ ‘กุ้ยเฟย’ ลือกันว่าใต้หล้านี้ จะหาหญิงใดมั่นคงในรักเทียบเท่ากุ้ยเฟยเป็นไม่มี ความรักของนางแว่วหวานดุจเสียงลม มั่นคงยิ่งภูผา อุ่นละมุนกว่าแสงแดดในยามเช้า ยืนหยัดเคียงข้างฮ่องเต้ที่ประชาราษฎร์ล้วนสาปแช่ง แต่นางหาได้ใส่ใจ เพราะนางคือรักเดียว รักแท้ ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างเขาตลอดไป เขาคนโน้น ‘เกาจิ้น’ เพื่อขึ้นครองบัลลังก์ ฮ่องเต้เกาจิ้นหักหลังบิดา สังหารพี่น้อง แม้แต่ฟ้าดินได้ยินชื่อเขายังปวดใจ ถึงกับส่งสายฟ้าฟาดลงกลางม้าศึกที่เขาควบฝ่าสายฝน แต่คนเลว แม้แต่นรกยังไม่ต้องการ เขา—ไม่ตาย แล้วมันทำไม? กองทหารม้าคุ้มกันฮ่องเต้ที่บาดเจ็บสาหัสเข้าสู่วังหลวง พวกรู้ดีรีบส่งข่าวไปตำหนักของกุ้ยเฟย นางถลามาเฝ้าดูพระอาการราวกับนกน้อยปีกหัก ร่ำไห้ใจจะขาด เกาจิ้นเห็นดังนั้นพลันรู้สึกหวั่นไหว ยื่นมือลูบแก้มเนียนนุ่มของนาง “เราไม่เป็นไร เจ้าไม่ต้องห่วง” แต่หูกลับได้ยินเสียงแว่วตอบกลับ ‘ไอ้ลูกหมา ใครห่วงกัน’ เกาจิ้นตะลึงค้าง มองกุ้ยเฟยที่กำลังช่วยประคองอยู่ด้านข้าง ริมฝีปากนางปิดสนิท มิได้พูดสิ่งใด แล้วเมื่อครู่... ใครพูด?

บทนำ

เธอคนนี้ ‘กุ้ยเฟย’
ลือกันว่าใต้หล้านี้ จะหาหญิงใดมั่นคงในรักเทียบเท่ากุ้ยเฟยเป็นไม่มี
ความรักของนางแว่วหวานดุจเสียงลม มั่นคงยิ่งภูผา อุ่นละมุนกว่าแสงแดดในยามเช้า 
ยืนหยัดเคียงข้างฮ่องเต้ที่ประชาราษฎร์ล้วนสาปแช่ง 
แต่นางหาได้ใส่ใจ เพราะนางคือรักเดียว รักแท้ ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างเขาตลอดไป   

เขาคนโน้น ‘เกาจิ้น’
เพื่อขึ้นครองบัลลังก์ ฮ่องเต้เกาจิ้นหักหลังบิดา สังหารพี่น้อง 
แม้แต่ฟ้าดินได้ยินชื่อเขายังปวดใจ ถึงกับส่งสายฟ้าฟาดลงกลางม้าศึกที่เขาควบฝ่าสายฝน 
แต่คนเลว แม้แต่นรกยังไม่ต้องการ  เขา—ไม่ตาย  
 
แล้วมันทำไม? 
กองทหารม้าคุ้มกันฮ่องเต้ที่บาดเจ็บสาหัสเข้าสู่วังหลวง พวกรู้ดีรีบส่งข่าวไปตำหนักของกุ้ยเฟย 
นางถลามาเฝ้าดูพระอาการราวกับนกน้อยปีกหัก ร่ำไห้ใจจะขาด 
เกาจิ้นเห็นดังนั้นพลันรู้สึกหวั่นไหว ยื่นมือลูบแก้มเนียนนุ่มของนาง “เราไม่เป็นไร เจ้าไม่ต้องห่วง” 
แต่หูกลับได้ยินเสียงแว่วตอบกลับ ‘ไอ้ลูกหมา ใครห่วงกัน’ 
เกาจิ้นตะลึงค้าง มองกุ้ยเฟยที่กำลังช่วยประคองอยู่ด้านข้าง ริมฝีปากนางปิดสนิท มิได้พูดสิ่งใด 
แล้วเมื่อครู่... ใครพูด?

สารบัญ

1.ฮ่องเต้...ถูกฟ้าผ่า?

          อากาศในฤดูร้อนนั้นไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง

          ดวงอาทิตย์ร้อนแรงแขวนอยู่กลางท้องฟ้า จู่ๆ พลันถูกเมฆดำหนาทึบลอยเคลื่อนมาบดบัง จากนั้นมีเสียงฟ้าร้องดังครืนๆ

          เมื่อถึงเวลา ทหารยามที่เฝ้าหน้าประตูเมืองปิดประตูเข้าหากัน ดาลประตูสามสิบหกเส้นเพิ่งขัดไปได้เพียงครึ่งเดียว ทหารที่อยู่บนหอสังเกตการณ์ก็มองเห็นสัญญาณธงที่ถูกส่งมาจากขบวนม้าที่ห้อตะบึงจากในเมืองมาแต่ไกล ธงสีเหลืองอร่ามมีรูปกรงเล็บมังกรห้าเล็บแสดงถึงตัวตนของคนผู้นั้นได้เป็นอย่างดี

          ฮ่องเต้จะเสด็จออกนอกเมือง รีบเปิดประตู!

          หลังจากนายกองหยวนรับรู้ถึงตัวตนของขบวนที่มุ่งหน้ามาก็หยุดการลงดาลทันที ประตูบานใหญ่หนาหนักถูกผลักให้เปิดออกอีกครั้ง

          ประตูเมืองเปิดกว้างต้อนรับขบวนม้าที่ควบทะยานมาราวกับพายุ ทหารที่ยืนเฝ้าอยู่ถวายความเคารพต้อนรับขบวนเสด็จทั้งสองข้างทาง แม้จะมีเศษดินโคลนกระเซ็นถูกร่างก็ไม่มีใครกล้าขยับตัวแต่อย่างใด เพราะทหารทุกนายต่างรู้ดีว่าผู้ที่เพิ่งขี่ม้าผ่านไปก็คือฮ่องเต้แห่งราชวงศ์หลี่องค์ปัจจุบัน

          กล่าวถึงฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน พระองค์แซ่เกา นามว่าจิ้น เป็นฮ่องเต้องค์ที่หกของราชวงศ์หลี่ ก่อนหน้าฮ่องเต้องค์นี้จะขึ้นครองราชย์ ราชวงศ์หลี่ใช้ ‘หลักพิธีการ’ ปกครองทั้งในและนอกแคว้น ใช้ความเมตตาในการปกครองประชาราษฎร์ ทว่าเกาจิ้น--ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันนั้นแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง นอกจากจะไร้พิธีการ ไร้เมตตาธรรมแล้ว พระองค์ยังเหี้ยมโหดอำมหิตอย่างที่สุด

          ฮ่องเต้องค์นี้ได้บัลลังก์มาอย่างไม่ถูกต้อง!

          เกาจิ้นเป็นโอรสองค์ที่สี่ของอดีตฮ่องเต้ ตอนอายุสิบสี่ได้รับการแต่งตั้งเป็นอ๋องที่มีเขตปกครองของตนเอง จำต้องออกจากเมืองหลวงไป รัชทายาทในตอนนั้นเป็นพี่ชายแท้ๆ ของเขา แต่เพราะเกาจิ้นเป็นผู้มีใจทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง จึงซ่องสุมกำลังพลอยู่ในเขตปกครองของตนเองอย่างลับๆ เมื่ออายุได้สิบเก้าก็ใช้โอกาสงานพิธีฉลองครบรอบหกสิบพรรษาของอดีตฮ่องเต้เดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อถวายพระพรแล้วก่อการยึดอำนาจ

          มีข่าวลือว่าอดีตฮ่องเต้และรัชทายาทต่างก็สิ้นพระชนม์ด้วยน้ำมือของเกาจิ้น หลังจากปิดข่าวไปได้ระยะหนึ่งก็มีพระราชเสาวนีย์จากไทเฮาให้เกาจิ้นขึ้นครองบัลลังก์ ว่ากันว่าเป็นเพราะไทเฮาถูก
บีบบังคับจนต้องมีพระราชเสาวนีย์ฉบับนี้

          หลังจากเกาจิ้นขึ้นครองราชย์ เขาก็มิได้ปกครองแผ่นดินด้วยความเมตตาอย่างที่เคยเป็นมา เขาจัดการกับผู้ที่ขัดขืน ไม่ยอมเข้าสวามิภักดิ์กับตน ไม่ว่าจะด้วยการริบทรัพย์ ประหารชีวิต หรือเนรเทศไปชายแดนที่ห่างไกลนับพันลี้

          เกาจิ้นเป็นคนอำมหิตโหดร้าย อารมณ์ไม่อยู่กับร่องกับรอย สังหารคนตาไม่กะพริบ เป็นฮ่องเต้ผู้เหี้ยมโหดที่ใครๆ ต่างก็หวาดกลัว

          นายกองประจำประตูเมืองใช้กล้องส่องทางไกลมองตามขบวนเสด็จที่พุ่งทะยานออกนอกเมืองจากบนหอสังเกตการณ์ สายฝนเทกระหน่ำลงมาราวกับน้ำตก ฝนเม็ดหนาเป็นเสมือนผ้าม่านบางๆ
กางกั้นจนมองอะไรได้ไม่ชัดนัก ความมืดมิดดูคล้ายกับสัตว์ร้ายที่อ้าปากกลืนกินขบวนเสด็จของฮ่องเต้ซึ่งกำลังเคลื่อนไปตามถนนที่ดูขมุกขมัว

          ทันใดนั้น ท้องฟ้าทางทิศที่ขบวนเสด็จของฮ่องเต้ลับหายไปก็เกิดแสงสีม่วงเข้มแหวกอากาศฟาดลงมาอย่างรุนแรงพร้อมกับเสียงฟ้าร้องที่ดังกึกก้องจนไม่ว่าใครที่ได้ยินล้วนแต่อกสั่นขวัญหาย

          ทหารยามหน้าประตูเมืองปีนขึ้นไปบนหอสังเกตการณ์ก่อนจะถามผู้เป็นนายกองว่า “นายกอง พวกเราจะเปิดประตูเมืองไว้เช่นนี้หรือขอรับ?”

          ในขณะที่นายกองหยวนกำลังลังเล สายฝนที่เทกระหน่ำพลันเบาลง เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าเงียบหายไปในทันใด

          นายกองหยวนยกมือ เตรียมออกคำสั่งให้ปิดประตูเมือง เพราะถึงอย่างไรหน้าที่ของพวกเขาก็คือการเฝ้าประตูเมือง ยามที่ฮ่องเต้เสด็จออกจากเมืองก็มิได้มีรับสั่งว่าจะเสด็จกลับเมื่อใด ถ้าจะเปิดประตูค้างไว้เช่นนี้ หากเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายขึ้น พวกเขาคงไม่อาจแบกรับโทษทัณฑ์ได้

          “รายงาน...”

          มีสัญญาณจากหอสังเกตการณ์ นายกองหยวนรีบปีนขึ้นไปทันที จากที่เห็นในกล้องส่องทางไกล ธงสีเหลืองอร่ามกำลังโบกเป็นสัญญาณบอกให้พวกเขาเปิดประตูเมืองอีกครั้ง

          นายกองหยวนพลันสงสัย เหตุใดจึงกลับมาเร็วเพียงนี้?

          แต่เขาจะชักช้าไม่ได้ นายกองหยวนรีบลงมาด้านล่าง ออกคำสั่งให้ทหารคุกเข่าลงต้อนรับ ดีที่พวกเขายังไม่ทันปิดประตูเมืองมิเช่นนั้นตอนนี้ก็คงต้องเปิดมันอีกครั้ง

          เพียงไม่นาน ขบวนเสด็จของฮ่องเต้ที่เพิ่งออกจากเมืองก็กลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทว่าผู้ที่ขี่ม้านำขบวนยามนี้กลับมิใช่ฮ่องเต้แต่เป็นหัวหน้าหน่วยราชองครักษ์ประจำพระองค์--ซูเปี๋ยเฮ่อ เขาแบกร่าง
สูงใหญ่ที่ดำจนมองเห็นใบหน้าได้ไม่ชัดอยู่บนหลังอย่างน่าสงสัย

          นายกองหยวนพลันก้าวเข้าไปขวางซูเปี๋ยเฮ่ออย่างระแวง ก่อนจะเอ่ยถามว่า

          “แม่ทัพซู ไม่ทราบว่าฮ่องเต้อยู่ที่ใด?”

          ซูเปี๋ยเฮ่อที่ใบหน้าถูกสายฝนจนเปียกชุ่มรั้งบังเหียนม้าทันที เมื่อเขาหยุด...ทหารที่อยู่แถวนั้นจึงเห็นว่าคนที่เขาแบกอยู่บนหลังคือใคร

          “ถอยไป! ฝ่าบาททรงถูกฟ้าผ่า พระอาการสาหัส!” ซูเปี๋ยเฮ่อคำรามใส่เหล่าทหารที่เฝ้าอยู่หน้าประตูเมือง

          นายกองหยวนมีหรือจะกล้าถ่วงเวลา เขารีบตะโกนบอกให้ทหารเปิดทางให้ซูเปี๋ยเฮ่อทันที

          ทหารที่เฝ้าอยู่หน้าประตูเมืองได้แต่มองหน้ากันอย่างตกตะลึง ในใจมีแต่ความตื่นตระหนก

          ฮ่องเต้...ถูกฟ้าผ่า?

          ในที่สุดสวรรค์ก็ทนดูต่อไปไม่ได้แล้ว?

          นี่ต้องเปลี่ยนตัวฮ่องเต้อีกแล้วใช่หรือไม่?

          ข่าวที่ฮ่องเต้ถูกฟ้าผ่าแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วหลังจากพระองค์หมดสติไปได้สามวันสามคืน ราชสำนักก็เริ่มเกิดความวุ่นวาย

          ยังดีที่เกาจิ้นได้สติในวันที่สี่

          เกาจิ้นลืมตาโพลงคล้ายกับตกใจตื่นเพราะบางสิ่ง หลังจากตื่น สายตาก็จับจ้องไปยังผ้าม่านที่ทอจากไหมสีทองบริเวณหัวเตียง ก่อนเลื่อนไปยังตะขอแขวนโคมไฟที่ทำจากแก้วหลากสี เขามองไปรอบๆ จนมั่นใจว่านี่คือห้องนอนในตำหนักหมิงเจ๋อของตน

          เสียงแปลกประหลาดที่ดังในหัวซึ่งสร้างความหวาดหวั่นให้เขายามที่หมดสติอยู่นั้นเงียบหายไปแล้ว แต่ความรู้สึกที่คล้ายกับถูกวิญญาณผีร้ายรุมล้อมคิดจะเอาชีวิตกลับยังคงไม่จางหาย หัวใจยังคงเต้นแรงด้วยความตื่นกลัว เหงื่อกาฬไหลท่วมร่าง

          “ฝ่าบาท... ฝ่าบาททรงฟื้นแล้ว รีบไปรายงานกุ้ยเฟย* เร็ว”

          เสียงบ่าวรับใช้ดังเอะอะจนเกาจิ้นปวดศีรษะ มีเสียงดังวิ้งๆ อยู่ในหู นอกจากสารพัดเสียงที่เขาได้ยินตอนหมดสติแล้ว ยังมีเสียงฟ้าผ่าที่ดังก้องอยู่ข้างหูไม่รู้หาย ความเจ็บปวดที่ถูกสายฟ้าฟาดลงมานั้นยังคงอยู่ เขาขยับแขนขาไม่ได้ ทุกส่วนในร่างกายไร้เรี่ยวแรงคล้ายกับถูกบดขยี้จนแหลกก่อนที่จะถูกนำมาต่อเข้ากันใหม่

          ไม่นานหลังจากนั้น เกาจิ้นก็ได้ยินเสียงหยกกระทบกันดังกริ๊งๆ เสียงใสกังวานมีอานุภาพทำให้จิตใจของเกาจิ้นสงบลงอย่างไม่น่าเชื่อ

          สตรีนางหนึ่งถลามาที่ข้างเตียง ดวงหน้างดงามแลดูหม่นหมอง ดวงตาพร่างพรายไปด้วยหยาดน้ำ ความเป็นห่วงฉายชัดทั้งสีหน้าและท่าทาง

          สตรีผู้นี้คือ ‘เซี่ยซื่อ’ สนมเอกที่เกาจิ้นโปรดปรานมากที่สุด นางทั้งอ่อนโยนอ่อนหวานและหน้าตางดงาม  แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือนางมีใจรักใคร่ในตัวเขาอย่างลึกซึ้ง

          เซี่ยซื่อเป็นบุตรสาวสายตรงของแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน บิดาคือเซี่ยหย่วนเฉิน แม่ทัพใหญ่พิทักษ์แผ่นดินผู้กุมอำนาจทหารของแคว้นหลี่เอาไว้มากกว่าครึ่ง เป็นคนที่เกาจิ้นต้องระมัดระวังมากที่สุดหลังจากขึ้นเป็นฮ่องเต้

          แต่เดิมคนที่หมั้นหมายกับเซี่ยซื่อคือรัชทายาทองค์ก่อน ซึ่งก็คือพี่ชายแท้ๆ ของเกาจิ้น หลังจากเกาจิ้นขึ้นครองราชย์ก็มีราชโองการให้รักษาการหมั้นหมายนี้ไว้ตามเดิมเพื่อให้ตระกูลเซี่ยส่งสาวน้อย
นางนี้เข้ามาในวัง

          แต่สกุลเซี่ยนั้นเป็นใคร เซี่ยหย่วนเฉินภักดีต่อแผ่นดิน มิได้ภักดีต่อตัวบุคคล ดังนั้นจึงอ้างว่าเซี่ยหรัน บุตรสาวที่เก็บตัวอยู่แต่ในเรือนป่วยกระเสาะกระแสะ ดึงเวลาในการเข้าพิธีของบุตรสาวไปครั้งแล้วครั้งเล่า

          ในขณะที่เกาจิ้นคิดว่าสกุลเซี่ยต้องการท้าทายอำนาจของผู้นำคนใหม่อย่างตนจึงขัดราชโองการ ไม่ยอมส่งตัวเซี่ยซื่อเข้าวัง คงต้องจัดการขั้นเด็ดขาด ทว่าจู่ๆ สกุลเซี่ยกลับส่งตัวเซี่ยซื่อเข้าวังอย่างว่าง่าย

          เกาจิ้นเห็นอีกฝ่ายยอมลงให้จึงมิได้ติดใจเอาความเบื้องหน้าเกาจิ้นนั้นให้เกียรติสกุลเซี่ยอย่างที่สุด เซี่ยซื่อเข้าวังก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นกุ้ยเฟยทันที เกาจิ้นประทับอยู่ที่ตำหนักของนางเป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน แต่นั่นก็ถือเป็นการตบหน้าสกุลเซี่ยอย่างแรงเช่นกัน

          เซี่ยหย่วนเฉินไม่อยากให้บุตรสาวเข้าวังไม่ใช่หรือ เขาจะให้นางเป็นสนมคนโปรด โปรดจนลงจากเตียงไม่ไหวเลยทีเดียว!

          แน่นอนว่าสภาพร่างกายของเซี่ยซื่อนั้นไม่เลว เจ็ดวันเจ็ดคืนที่เขาอยู่ด้วยก็ไม่เห็นว่านางจะลงจากเตียงไม่ไหว แต่กลับกลายเป็นเกาจิ้นเสียเองที่ต้องดื่มเลือดกวางบำรุงกำลังในทุกๆ มื้ออาหารหลังจากวันที่สาม

          แต่ไม่ว่าเกาจิ้นจะให้เซี่ยซื่อทำสิ่งใด นางก็ไม่เคยขัดขืน

          สิ่งที่ทำให้เกาจิ้นเปลี่ยนความคิดที่มีต่อเซี่ยซื่อมาจากการลอบสังหารครั้งหนึ่ง เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เขารู้ว่าเซี่ยซื่อมีความรักลึกซึ้งต่อตนมากเพียงใด

          พรรคบัวขาวในยุทธภพเหิมเกริมท้าทายอำนาจราชสำนักอยู่เสมอ เกาจิ้นส่งทหารไปกวาดล้างอยู่บ่อยครั้ง ศิษย์พรรคบัวขาวจึงส่งนักฆ่าที่มีอายุสิบกว่าปีเข้าวัง แฝงตัวเป็นบ่าวรับใช้เพื่อหาโอกาสลอบสังหารเกาจิ้น

2.ไอ้ลูกหมา

          การลอบสังหารเกาจิ้นมีหรือจะง่ายดายปานนั้น เกาจิ้นเป็นคนที่เก่งทั้งบุ๋นบู๊ เมื่อเทียบกับรัชทายาทองค์ก่อนที่แสนจะธรรมดา เขาเป็นคนที่มีความสามารถ หากประมือกับแม่ทัพที่มีฝีมือยอดเยี่ยมในกองทัพตัวต่อตัวก็ยังไม่แน่ว่าอีกฝ่ายจะรับมือได้ นับประสาอะไรกับตัวตลกต่อขาไม้เหล่านั้น

          ภายในสนามขี่ม้า ขันทีน้อยหลายคนลงมือลอบสังหารเกาจิ้น เกาจิ้นได้แต่หัวเราะเยาะในใจ ขณะที่กำลังจะซัดฝ่ามือใส่คนเหล่านั้น เซี่ยซื่อกลับพุ่งตัวเข้ามา นางใช้ร่างที่อ่อนแอบอบบางของตนเป็นโล่บังลูกดอกที่ขันทีน้อยคนหนึ่งยิงออกจากแขนเสื้อเพื่อหมายเอาชีวิตเกาจิ้น ก่อนจะหมดสติไปในอ้อมแขนของเขา

          นี่เป็นครั้งแรกที่เกาจิ้นเกิดความซาบซึ้งใจ

          เขาคิดไม่ตกว่าเหตุใดสตรีอ่อนแออย่างนางจึงกล้าที่จะใช้ร่างของตนมารับอาวุธแทนเขา

          เลือดไหลออกจากหน้าอกของเซี่ยซื่อไม่หยุด ดวงหน้าของนางไร้สีเลือดจนดูคล้ายดอกไม้ที่ใกล้ร่วงโรย เกาจิ้นอุ้มนางกลับวังแล้วตามหมอหลวงมาดูอาการ เซี่ยซื่อคิดว่าตัวเองคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานจึงประคองมือเกาจิ้นเอาไว้พร้อมกับพรั่งพรูความในใจที่มีต่อเขา

          ตอนนั้นเองที่เกาจิ้นรับรู้ว่าที่แท้แล้วเซี่ยหย่วนเฉินยินดีที่จะแลกชีวิตกับตน แต่ไม่ต้องการให้บุตรสาวเข้าวังรับความทุกข์ใจทว่าเพราะเซี่ยซื่อใช้ความตายมาบีบบังคับ ทำให้เซี่ยหย่วนเฉินต้องยอมส่งนางเข้าวัง ที่เซี่ยซื่อทำไปเช่นนั้นก็เพราะนางแอบหลงรักเขามานานแล้ว นางบอกว่าเขามีบุญคุณเคยช่วยชีวิตตอนที่นางยังเด็ก

          เมื่อพูดถึงอดีต เกาจิ้นพอจะคลับคล้ายคลับคลาว่าตัวเองเคยช่วยชีวิตใครบางคนเอาไว้เมื่อนานมาแล้วแต่ก็จำไม่ได้ เขาฆ่าคนมามาก บางครั้งการฆ่าใครสักคนก็เหมือนช่วยต่อชีวิตคนอีกคนได้เหมือนกัน หลังจากนั้นเซี่ยซื่อก็พร่ำพูดถึงสัญญาชาติหน้าอย่างอ่อนแรงอยู่ในอ้อมแขนของเขาด้วยความคิดที่ว่าตนเองอาจมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน

          ทว่าด้วยการรักษาอย่างเต็มความสามารถของเหล่าหมอหลวง  เซี่ยซื่อกลับไม่ตาย

          หลังจากนั้นมา ไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกราชสำนัก ทุกคนต่างรู้ว่าเซี่ยกุ้ยเฟยมีความรักในตัวฮ่องเต้อย่างลึกซึ้งถึงขนาดยอมสละได้แม้แต่ชีวิต

          ดังนั้น ระหว่างที่เกาจิ้นหมดสติ คนที่เฝ้าอยู่ข้างกายไม่ห่างย่อมเป็นเซี่ยซื่ออย่างไม่ต้องสงสัย

          ผลที่ได้นั้นไม่ต่างไปจากการคาดเดาของเกาจิ้นนัก

          “น้ำ”

          เมื่อเกาจิ้นเห็นเซี่ยซื่อ ความเคร่งเครียดที่มีอยู่แต่เดิมก็พลันผ่อนคลายลง เขาเอ่ยด้วยเสียงแหบแห้ง

          เซี่ยซื่อรับคำแล้วหมุนตัวไปรินน้ำอุ่นใส่ถ้วย จากนั้นใช้ช้อนเล็กๆ ตักขึ้นมาจิบคำหนึ่งก่อนจะป้อนเกาจิ้นทีละน้อย

          เกาจิ้นดื่มน้ำไปหลายช้อนจนเริ่มรู้สึกดีขึ้น มีเรี่ยวแรงขึ้นมาเล็กน้อย เขารู้สึกว่ากินจากช้อนนั้นไม่หนำใจ จึงพยายามลุกขึ้นนั่ง

          เขารับถ้วยน้ำจากมือเซี่ยซื่อมาดื่มรวดเดียวจนหมดก่อนจะชี้ไปที่กาน้ำ เซี่ยซื่อเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการจึงรีบส่งกาน้ำให้ เกาจิ้นยกกาน้ำขึ้นดื่มอึกๆ

          หลังจากดื่มน้ำไปหลายอึก เกาจิ้นก็พ่นลมออกทางปากอย่างพึงพอใจ “เอามาอีกหน่อย”

          นางกำนัลยกน้ำเข้ามาอย่างรวดเร็ว เซี่ยซื่อยื่นส่งให้เกาจิ้น แต่เขากลับมิได้ยื่นมือออกมารับ สายตาเอาแต่จับจ้องมองนาง เซี่ยซื่อนิ่งงันไปชั่วขณะก่อนนึกขึ้นได้ จึงยกกาน้ำขึ้นดื่มคำเล็กๆ ก่อนจะยื่นส่งให้เกาจิ้นอีกครั้ง

          ระหว่างที่เกาจิ้นดื่มน้ำ เซี่ยซื่อก็ยืนจ้องอย่างเคร่งเครียดอยู่อีกด้านหนึ่ง ดวงตาแวววาวคู่นั้นมีเพียงเงาสะท้อนของเกาจิ้น

          แววตาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่ของเซี่ยซื่อเป็นสิ่งที่เกาจิ้นเคยชินเสียแล้ว สาเหตุที่ทำให้เกาจิ้นโปรดปรานเซี่ยซื่อมากที่สุดก็คือ ‘การถูกรัก’ มีบุรุษใดบ้างที่ไม่ชอบให้สตรีที่รักใคร่หลงใหลตนอยู่
ข้างกาย

          เขาไม่จำเป็นต้องใส่ใจนาง ไม่จำเป็นต้องไถ่ถามเป็นห่วงเป็นใย เพียงรอรับความรักที่นางมีให้เขาอย่างเต็มเปี่ยมก็พอ นางมักจะให้ความรักกับเขาอย่างไร้คำตัดพ้อต่อว่า ความรู้สึกนี้ทำให้เขาพึงพอใจมาก

          หลังจากน้ำในกาถูกดื่มไปมากกว่าครึ่ง เกาจิ้นก็ส่งกาน้ำให้กับเซี่ยซื่อที่ยังคงจ้องเขาด้วยความรักใคร่

          เกาจิ้นพลันหวั่นไหว จึงยื่นมือไปลูบแก้มที่เนียนนุ่มของนาง “เราไม่เป็นไร เจ้าไม่ต้องห่วง”

          เซี่ยซื่อดูดีใจที่ถูกคนที่นางรักแสดงความใส่ใจตอบจึงก้มหน้าลงอย่างเขินอาย เกาจิ้นมองดวงหน้าด้านข้างที่งดงามแล้วลอบบอกกับตัวเองในใจว่ารอให้สภาพร่างกายหายดีกว่านี้ เขาจะต้อง ‘จัดการ’ นางสักหลายๆ วัน

          แต่ใครจะรู้ว่าเพิ่งล้มตัวลงนอน เขากลับได้ยินว่า

          ‘ไอ้ลูกหมา’

          เกาจิ้นที่กำลังจะนอนถึงกับตัวแข็งค้างอยู่กลางอากาศ เขาหันไปมองเซี่ยซื่อที่ช่วยประคองอยู่ด้านข้าง เซี่ยซื่อมองเขาอย่างงุนงง ริมฝีปากเป็นกระจับปิดสนิท มิได้พูดสิ่งใด

          แล้วเมื่อครู่... ใครพูด?

 

          เกาจิ้นกวาดตามองทั่วห้องรอบหนึ่ง ข้างกายเขามีเพียงเซี่ยซื่อ

          ริมฝีปากของนางปิดสนิท นอกจากนี้ยังมีนางกำนัลที่ก้มหน้าอย่างสำรวมอีกหลายคน แต่เสียงของพวกนางไม่มีทางเข้าหูเขาได้ชัดเจนถึงเพียงนี้

          หรือว่าเขาจะหูฝาด?

          “ฝ่าบาท ทรงเป็นอันใดไปเพคะ?” เซี่ยซื่อประคองพลางซักถามอย่างเป็นห่วง

          เกาจิ้นส่ายหน้าพร้อมกับบอกว่า “ไม่เป็นไร”

          พูดจบก็คิดจะนอนต่อ แต่เขากลับได้ยินเสียงนั้นอีกครั้ง ครั้งนี้มีแววถากถางอยู่ด้วย

          ‘ฮ่องเต้ขี้เรื้อน แหม... ดวงแข็งจังเลยเนอะ’

          เขาไม่ได้หูฝาด!

          ตอนที่เสียงดังขึ้น เซี่ยซื่อยังคงปิดปากสนิท เสียงของนางกำนัลทั้งหลายก็ไม่ใช่

          “ใครพูด!” เกาจิ้นตวาดถามด้วยความตกใจ

          เซี่ยกุ้ยเฟยที่กำลังประคองตัวเกาจิ้นอยู่ถึงกับสะดุ้ง เกาจิ้นหันกลับมาถาม “เจ้าได้ยินหรือไม่?”

          ดวงตาที่ดูแตกตื่นราวกับลูกกวางน้อยเต็มไปด้วยความสงสัย นางถามอย่างขลาดกลัวว่า “ได้ยินอันใดหรือเพคะ?”

          เกาจิ้นจ้องเซี่ยซื่อเขม็ง พยายามแยกแยะว่านางพูดจริงหรือเท็จ แต่สีหน้าของเซี่ยซื่อไม่แปรเปลี่ยน ดวงตาใสกระจ่าง ดูไม่เหมือนคนกำลังโกหก

          นางไม่ได้ยินจริงๆ

          มีแต่เขาที่ได้ยิน

          เกาจิ้นปัดผ้าห่มออกจากตัว เดินเท้าเปล่าลากสังขารที่ยังเจ็บหาต้นเสียงไปทั่วห้อง

          เซี่ยซื่อและนางกำนัลอีกจำนวนหนึ่งเดินตามอยู่ด้านหลังเซี่ยซื่อพลันเอ่ยถามว่า “ฝ่าบาททรงหาสิ่งใดหรือเพคะ?”

          เกาจิ้นไม่ตอบ เขาเดินดูทั่วทุกซอกทุกมุมในห้องแต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ

          เขาเพิ่งจะฟื้น เรี่ยวแรงยังไม่ค่อยมี หลังจากเดินหาไปรอบหนึ่งก็ต้องนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ที่สุดเพื่อพักเหนื่อย เมื่อเห็นแขนทั้งสองถูกพันด้วยผ้าพันแผลก็รู้สึกขัดหูขัดตา จึงกระชากผ้าพันแผลออก

          เซี่ยซื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบเข้ามาห้าม “ฝ่าบาททรงทำอันใดเพคะ ยังบาดเจ็บอยู่นะเพคะ ไป รีบไปเรียกหมอหลวงมา”

          เซี่ยซื่อดึงมือที่จะกระชากผ้าพันแผลของเกาจิ้นเอาไว้ สีหน้าของนางมีแต่ความกังวล เกาจิ้นเอ่ยห้ามว่า “ไม่ต้องเรียกหมอหลวงเราไม่เป็นไร”

          เขาคิดจะพูดกับเซี่ยซื่อต่ออีกหน่อย แต่เสียงปริศนาก็ดังขึ้นอีกครั้ง

          ‘คงไม่ได้ผ่าถูกหัวเข้าหรอกมั้ง?’

          เกาจิ้นสะดุ้งเฮือก พลันเคร่งเครียดขึ้นมาอีกครั้ง เขาผลักตัวเซี่ยซื่อออกห่างแล้วตวาดก้องไปทั่วห้อง “ใครมาเล่นเป็นภูตผีปีศาจหลอกเรา! ออกมา!”

          นางกำนัลรุดมาประคองเซี่ยซื่อ เซี่ยซื่อมองเกาจิ้นที่ดูคล้ายจะคลุ้มคลั่งแล้วมองไปรอบๆ อย่างสงสัย ก่อนบ่นอยู่ในใจว่า

          ‘มันโดนของมารึไง?’

          ‘หรือว่าเห็นผี?’

          ‘อ้อ หรือจะเป็นบ้าไปแล้ว?’

          คำถามทั้งสามดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเกาจิ้นที่โกรธจนตัวสั่นเทิ้ม!

          ในขณะเดียวกันก็ทำให้เขาเยือกเย็นลง เสียงนี้... เหตุใดเมื่อครู่เขาถึงไม่รู้สึกว่าเสียงคุ้นหูเหลือเกิน

          นี่มันเป็นเสียงของเซี่ยซื่อ!

          เมื่อรับรู้ถึงเรื่องนี้ทำให้เกาจิ้นมองไปยังเซี่ยซื่ออย่างไม่อยากเชื่อสายตา เห็นนางถูกนางกำนัลประคองตัวเอาไว้ ดวงหน้าดูหม่นหมอง น่าสงสารยิ่งนัก

          เซี่ยซื่อซึ่งไม่รับรู้ถึงความคิดของเกาจิ้นยังคงยืนนิ่งรอเขาเข้ามาใกล้ด้วยใจระทึก

          ‘อร๊ายยย มองอะไรของมันเนี่ย’

          ‘แม่งเอ๊ย นี่ข้าเผลอทำหน้าบูดเบี้ยวเข้าหรือไง?’

          ‘ไอ้บ้า!’

          หัวคิ้วของเกาจิ้นขมวดเข้าหากันแน่น ทั้งๆ ที่ตอนนี้เซี่ยซื่อยังคงมองเขาด้วยความห่วงใย แต่เหตุใดเขาจึงได้ยินเสียงที่แตกต่างไปจากสีหน้าท่าทางที่ดูเรียบร้อยอ่อนหวานของนางอย่างสิ้นเชิง ทั้งภาษาที่ใช้นั้นก็ฟังไม่คุ้นเอาเสียเลย

          “เจ้า... พูดอันใด?” เกาจิ้นชะโงกหน้าเข้ามาใกล้

          เซี่ยซื่อกะพริบตาอย่างไร้เดียงสา ร่างบอบบางสั่นระริกด้วยความตกใจ นางตอบเสียงสั่นเครือ

          “หม่อม... หม่อมฉัน ไม่ได้พูดเพคะ”

          ‘โถ... คนมีดีแค่หล่อ ตอนนี้ไม่หล่อเหมือนเดิมซะแล้ว’

          ‘ไม่รู้ว่าจะกลับมาหล่ออีกรึเปล่า’

          ‘ถ้าไม่เหมือนเดิมจะทำยังไง’

          ‘ยังอยากให้ข้าอยู่เล่นกับท่านต่องั้นเหรอ?’

          ‘แหวะ ไม่ไหว’

          เกาจิ้น “.....”

          เขาหันไปถามเหล่านางกำนัลที่อยู่ข้างๆ ”นางพูดกับใครอยู่พวกเจ้าไม่ได้ยินกันเลยหรือ?”

          นางกำนัลที่ประคองตัวเซี่ยซื่อมองหน้ากันก่อนส่ายหน้าอย่างพร้อมเพรียง

          “ฝ่าบาท กุ้ยเฟยมิได้พูดสิ่งใดเพคะ”

          “บัดซบสิ้นดี! หาว่าเราหูไม่ดีอย่างนั้นหรือ?” เกาจิ้นระเบิดโทสะ

          นางกำนัลเหล่านั้นรีบคุกเข่าลงกับพื้น เซี่ยซื่อตกใจพลอยคุกเข่าตามไปด้วย ไม่เพียงแค่คุกเข่า นางยังร้องไห้ด้วยความตกใจ น้ำตาเอ่อขึ้นมาขังอยู่ที่ขอบตา ดูน่าสงสารน่าเห็นใจเป็นที่สุด นางถามเกาจิ้นว่า “เหตุใดฝ่าบาทจึงทรงทำเช่นนี้ หม่อมฉันทำอันใดผิดไปหรือเพคะ?”

          ท่าทางของนางราวกับได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจอย่างยิ่ง น้ำตาที่คลอเบ้าแต่ไม่ไหลลงมายิ่งทำให้นางดูคล้ายกับดอกไม้ดอกตูมที่มีน้ำค้างยามเช้าจับตัวอยู่บนนั้น

          แต่สิ่งที่เกาจิ้นได้ยินต่อไปก็คือ

          ‘อีห่า เป็นบ้าอะไรขึ้นมา’

          ‘ถ้ารู้แต่แรก แกล้งทำเป็นลมดีกว่า จะได้ไม่ต้องมา’

          เกาจิ้น “.....”

3.หมาบ้านี่เอาจริง!

          ท่าทางที่ดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของเซี่ยซื่อกับปฏิกิริยาของเหล่านางกำนัลทำให้เกาจิ้นคิดว่าตัวเองกำลังฝัน แต่ความเจ็บปวดทั่วร่างที่เกิดขึ้นทำให้เขาแน่ใจว่า เขาไม่ได้ฝัน!

          ความฝันกับความจริงที่ทับซ้อนกันทำให้เกาจิ้นปวดหัวแทบระเบิด

          เขาคำรามก้อง คว้ากระบี่จากที่แขวนกระบี่มาฟันใส่เซี่ยซื่อ “นางปีศาจ เราจะฆ่าเจ้าให้ตาย!”

          เซี่ยซื่อคิดไม่ถึงว่าเกาจิ้นจะฟันลงมาจริงๆ ดวงตาทั้งสองเบิกกว้าง นางยกแขนเสื้อที่ทั้งยาวทั้งกว้างขึ้นบังเอาไว้ แขนเสื้อพลันขาดกระเด็นออกมาผืนใหญ่

          ‘หมาบ้านี่เอาจริง!’

          เซี่ยซื่อร้องตะโกนอยู่ในใจ แต่สีหน้าของนางกลับดูแตกตื่น นางวิ่งหนีเอาตัวรอดพร้อมกับเหล่านางกำนัล

          อาจเพราะสภาพร่างกายของเกาจิ้นยังอ่อนแอ แม้จะฟาดกระบี่ใส่เซี่ยซื่อไปหลายครั้ง แต่สุดท้ายกลับฟาดถูกอย่างอื่น หรือไม่ก็ฟาดถูกตัวนางกำนัลคนอื่นแทน

          ซูเปี๋ยเฮ่อเฝ้าอยู่นอกห้อง เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องดังระงมก็รีบเข้าไปทันที เขาเห็นเกาจิ้นกำลังถือกระบี่ไล่ฟันไปทั่ว จึงรีบเข้ามาห้ามด้วยความเป็นห่วง เกรงว่าจะมีผลกระทบต่ออาการบาดเจ็บ “ฝ่าบาท! ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะ”

          เกาจิ้นถูกซูเปี๋ยเฮ่อขวางเอาไว้ ไล่ฟันใครต่อไปไม่ได้ แต่เมื่อครู่เขาออกแรงไปแล้วไม่น้อยจึงทำให้บาดแผลบนตัวปริแตก จำต้องยุติการเคลื่อนไหว

          ซูเปี๋ยเฮ่อประคองเกาจิ้นพลางถามว่า

          “ฝ่าบาททรงเป็นอันใดไปพ่ะย่ะค่ะ?”

          นางกำนัลประคองตัวเซี่ยซื่อที่ดูตกใจจนไร้เรี่ยวแรงอยู่อีกด้านหนึ่ง ทรงผมที่ตบแต่งมาอย่างดีคลายตัวออก เส้นผมที่หลุดลุ่ยระอยู่ข้างแก้มยิ่งทำให้นางดูอ่อนแอไร้ทางสู้ ไม่ว่าใครได้พบเห็นย่อมเกิดความสงสารเห็นใจอย่างที่สุด

          “หลังจากฝ่าบาททรงฟื้นขึ้นมาก็เอาแต่ตรัสว่ามีคนพูดอยู่ในห้อง แล้วยังบอกว่าเป็นกุ้ยเฟยที่กำลังพูดเสียด้วย แต่พวกบ่าวไม่ได้ยิน ฝ่าบาทพิโรธหนักจึงหยิบกระบี่มาไล่ฟันพวกเราเจ้าค่ะ”

          มีนางกำนัลคนหนึ่งรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นให้ซูเปี๋ยเฮ่อฟัง

          ซูเปี๋ยเฮ่อเข้ามาประคองเกาจิ้นที่หมดแรง ก่อนมองไปทางเซี่ยซื่อแวบหนึ่ง เซี่ยซื่อยังตื่นตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนดวงตาแดงก่ำ ซูเปี๋ยเฮ่อถามว่า “กุ้ยเฟยได้รับบาดเจ็บที่ใดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

          เซี่ยซื่อส่ายหน้า แสร้งทำเป็นเข้มแข็ง

          “ไม่เป็นไร ฝ่าบาทเพิ่งฟื้นไข้ อาการบาดเจ็บยังไม่หายดี อาจยังไม่รู้สึกพระองค์ดีก็เป็นได้ ขอบคุณแม่ทัพซูที่ห่วงใย”

          ‘ตายๆๆๆ ตกใจหมดเลย’

          ‘ทำไมฟ้าไม่ผ่าให้หนักกว่านี้ เอามันให้เดี้ยงไปเลย!’

          เดิมทีเกาจิ้นยืนพิงซูเปี๋ยเฮ่อเพื่อพักเหนื่อย พอได้ยินคำพูดไร้คุณธรรมที่ฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็พยายามรวบรวมกำลังที่เหลืออยู่แย่งกระบี่จากซูเปี๋ยเฮ่อแล้วตวาดไปหอบไป

          “นางปีศาจ! เราจะฆ่าเจ้า!”

          แต่เขาเพิ่งฟื้น เรี่ยวแรงที่มีทั้งหมดก็ถูกใช้ไปเมื่อครู่แล้วตอนนี้มีซูเปี๋ยเฮ่ออยู่ด้วย จึงไม่มีเหตุการณ์โกลาหลเกิดขึ้นแต่อย่างใด

          ซูเปี๋ยเฮ่อกอดรั้งตัวเกาจิ้นเอาไว้พร้อมกับเอ่ยเตือนว่า “ฝ่าบาท พระทัยเย็นก่อน นั่นเซี่ยกุ้ยเฟยนะพ่ะย่ะค่ะ!”

          มีหรือที่เกาจิ้นจะอารมณ์เย็น เขาพยายามดิ้นหนีการขัดขวางของซูเปี๋ยเฮ่อ แต่กระนั้นร่างกายกลับไม่เป็นใจ

          เซี่ยซื่อมองภาพชายสองคนที่อยู่เบื้องหน้าแล้วรู้สึกว่าเป็นภาพที่เต็มไปด้วยสีชมพูสดใส

          นางบ่นกับตัวเองในใจ

          ‘ต๊าย... สนมซูยังคงร้ายกาจที่สุด!’

          ‘ฮ่องเต้สุนัขคงไม่ได้โดนของจริงๆ หรอกนะ’

          ‘หรือว่าการจิ้มตุ๊กตาของหูเหม่ยเหรินจะได้ผล?’

          ระหว่างที่เกาจิ้นดิ้นขลุกขลัก หูของเขาก็ได้ยินคำพูดเหลวไหลดังขึ้นอีกครั้ง ข้อมูลที่ได้นั้นมากมายเสียจนทำให้เขารับไม่ไหว ประกอบกับร่างกายยังไม่แข็งแรง จึงรู้สึกมึนงง เวียนศีรษะ เกาจิ้นหายใจแรงด้วยความเหน็ดเหนื่อย เขากลัวว่าตัวเองจะถูกยั่วโมโหจนตาย จึงชี้ไปที่เซี่ยซื่ออย่างอ่อนแรง “เจ้า... เจ้าออกไปให้พ้นหน้าเราเดี๋ยวนี้! เรา... เรา... ไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีก!”

          เซี่ยซื่อมีสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว ริมฝีปากล่างถูกกัดเบาๆ น้ำตาคล้ายจะหยดลงมา นางพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า “หม่อม... หม่อมฉัน รับบัญชา... หม่อมฉันขอตัวเพคะ”

          ขณะที่นางหมุนตัวกลับ ในใจก็ร่ำร้องด้วยความปรีดา

          ‘ดีจริงๆ จะได้มีข้ออ้างไม่ต้องมาที่นี่อีก!’

          ‘ถ้าให้ดีไม่ต้องเรียกหาข้าตลอดชีวิตเลยได้ไหม!’

          เกาจิ้นโมโหจนแทบหายใจไม่ออก เขาชี้ตามแผ่นหลังของเซี่ยซื่อจนกระทั่งนางหายลับไปจากสายตา ก่อนจะยอมให้ซูเปี๋ยเฮ่อประคองตัวกลับไปนอนบนเตียงและให้คนไปตามหมอหลวงเข้ามาดูอาการ

          เซี่ยกุ้ยเฟยหรือเซี่ยชิงกลับมายังตำหนักหนิงฮุย เมื่อเกี้ยวที่นั่งถูกหามมาถึงหน้าประตู เจียงหมัวหมัวผู้ดูแลตำหนักก็รีบออกมาต้อนรับ ประคองเซี่ยชิงลงจากเกี้ยว

          “กุ้ยเฟย อาการบาดเจ็บของฮ่องเต้เป็นอย่างไรบ้างเพคะ?” เจียงหมัวหมัวถาม

          เซี่ยชิงถอนหายใจเฮือก “ฝ่าบาททรงฟื้นแล้ว แต่ดูเหมือนจะยังเลอะเลือนอยู่ ทรงหาว่าข้าเป็นนางปีศาจ ทรงถือกระบี่ไล่ฟันข้าด้วย”

          เจียงหมัวหมัวตกใจจนสีหน้าแปรเปลี่ยน “ท่านได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่เพคะ?”

          เซี่ยชิงส่ายหน้าจนปิ่นไหวที่ปักอยู่บนศีรษะส่งเสียงกระทบดังกรุ๊งกริ๊ง “ไม่เป็นไร ยังดีที่แม่ทัพซูเฝ้าอยู่ข้างนอก พอได้ยินเสียงเอะอะจึงเข้ามาห้ามฝ่าบาทไว้ทัน”

          เจียงหมัวหมัวโล่งอก

          เซี่ยชิงปรายตามองเจียงหมัวหมัวแวบหนึ่งก่อนพูดต่อไปว่า

          “แต่ว่า... ฝ่าบาทบอกให้ข้าไปให้พ้นหน้า ยังบอกว่าไม่อยากเจอข้าอีก หมัวหมัว แบบนี้เรียกว่าข้าไม่เป็นที่โปรดปรานแล้วใช่หรือไม่?”

          เจียงหมัวหมัวฟังครึ่งประโยคแรกยังทำหน้านิ่วคิ้วขมวด แต่เมื่อฟังถึงครึ่งประโยคหลังก็เข้าใจถึงความหมายของเจ้านาย นางตอบว่า “กุ้ยเฟยทรงล้อเล่นแล้ว ด้วยฐานะและความงามของท่าน มีหรือจะไม่เป็นที่โปรดปราน”

          เจียงหมัวหมัวประคองเซี่ยชิงเข้าไปในตำหนักด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม หลังส่งถ้วยน้ำชาร้อนๆ ให้ก็สั่งนางกำนัลที่รับใช้ในตำหนัก

          “กุ้ยเฟยกลับมาแล้ว พวกเจ้าไปเตรียมน้ำร้อน”

          เซี่ยชิงมองนางกำนัลที่ทำท่าจะออกไปตามคำสั่งแล้วรีบถามอย่างข้องใจว่า

          “ข้าเพิ่งกลับมาก็จะให้อาบน้ำแล้วหรือ? หมัวหมัวให้ข้าพักสักหน่อยได้หรือไม่?”   

          น้ำเสียงที่เซี่ยชิงพูดจาหลังจากกลับมาที่ตำหนักนั้นเข้มแข็งมากกว่าน้ำเสียงอ่อนหวานที่นางใช้ตอนอยู่ข้างนอก

          เจียงหมัวหมัวพูดยิ้มๆ ว่า “กว่าจะเตรียมน้ำร้อนก็ต้องใช้เวลาอีกครู่ใหญ่ กุ้ยเฟยมีเวลาพักผ่อนอยู่แล้ว ท่านต้องแช่น้ำร้อนทุกวันจะได้มีผิวกายที่ชุ่มชื่นนุ่มเนียนนะเพคะ”

          เซี่ยชิงวางถ้วยชาลง ก่อนจะดึงแขนเสื้อที่ตัดจากผ้าไหมเนื้อดีขึ้นมาให้เจียงหมัวหมัวดูเรียวแขน

          “หมัวหมัว ไม่ใช่ว่าข้าจะชมตัวเองนะ แต่เนื้อตัวของข้าตอนนี้เรียกได้ว่าชุ่มชื่นนุ่มเนียนแล้ว คงไม่จำเป็นต้องแช่น้ำทุกวัน”

          เจียงหมัวหมัวมองไปยังเรียวแขนขาวละเอียดของเซี่ยชิงก่อนชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ แล้วยกแขนของนางขึ้น

          “อุ๊ย เหตุใดขนจึงยังขึ้นอีก กุ้ยเฟยกินยาถอนขนอยู่ทุกวันไม่ใช่หรือเพคะ?”

          เซี่ยชิงดึงแขนกลับมาอย่างคนมีชนักติดหลัง ปล่อยแขนเสื้อกลับลงมาตามเดิม

          เจียงหมัวหมัวเห็นท่าทางเช่นนั้นก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ได้กินยาอย่างที่บอก จึงพูดเกลี้ยกล่อมต่อไปว่า

          “กุ้ยเฟย! ท่านจะเอาแต่ใจเช่นนี้ไม่ได้นะเพคะ”

          เซี่ยชิงทำหน้าเหยเก

          “หมัวหมัว ยาเม็ดนั่นกินแล้วไม่เพียงจะทำขนบนตัวหลุด ข้าสงสัยว่ามันยังทำให้ผมร่วงด้วย ท่านอยากให้ข้ากลายเป็นคนหัวล้านอย่างนั้นหรือ?”

          เมื่อถูกถามคล้ายกับไม่เชื่อใจในความเชี่ยวชาญของตนเจียงหมัวหมัวจึงตอบกลับอย่างไม่พอใจ

          “กุ้ยเฟย ที่ผมท่านร่วงก็เพราะก่อนหน้านี้ท่านเข้านอนโดยไม่เช็ดผมให้แห้ง ไม่ได้เกี่ยวกับยาถอนขนแม้แต่น้อย”

 

            เจียงหมัวหมัวกล่าวต่อ

          “ยาถอนขนเป็นตำรับตกทอดเฉพาะตำหนักในมาหลายรุ่นแล้ว มันมีผลต่อเส้นขนบนตัวเท่านั้น ไม่ทำร้ายถึงเส้นผม ดังนั้นท่านใช้อย่างสบายใจได้เพคะ”

          เซี่ยชิงยกมือแตะหน้าผากอย่างอับจนคำพูด

          “เส้นขนบนตัวเป็นสิ่งที่มีมาแต่กำเนิด ไม่ว่าใครก็มีกันทั้งนั้น เหตุใดต้องกำจัดจนสะอาดขนาดนี้ด้วย?”

          เจียงหมัวหมัวคุกเข่าลงตรงหน้าเซี่ยชิง น้ำตาเอ่อคลอขอบตา “กุ้ยเฟย หญิงงามตำหนักในมีมากมายนับพัน อีกทั้งยังมีคนใหม่ถวายตัวเข้ามาทุกปี หากท่านไม่ดูแลร่างกายให้ดี แล้วจะรั้งพระทัยฮ่องเต้เอาไว้ได้อย่างไร ท่านเอาแต่ใจเช่นนี้ พวกบ่าวจะอยู่กันได้อย่างไร”

          ความสามารถในการพูดไปร้องไห้ไปของเจียงหมัวหมัวทำให้เซี่ยชิงถึงกับศิโรราบ แค่กระบวนท่าบีบน้ำตาให้ขึ้นมาเอ่อที่ขอบตา เซี่ยชิงก็ต้องเรียนรู้อยู่นานกว่าจะทำได้อย่างชำนาญ นางฝึกฝน
จนเรียกได้ว่าคลื่นลูกใหม่แรงกว่าคลื่นลูกเก่า ดังนั้นท่าทางของเจียงหมัวหมัวจึงมิได้ทำให้นางตื่นตระหนก ทำอะไรไม่ถูกเหมือนตอนที่เพิ่งเข้าวังใหม่ๆ

          เซี่ยชิงมองเจียงหมัวหมัวด้วยท่าทีสงบนิ่ง ถึงขนาดเกิดความเฉื่อยชาเนื่องจากความเหนื่อยล้าจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้

          “หมัวหมัวเพิ่งพูดเองว่า อาศัยหน้าตาและชาติกำเนิดของข้าก็ไม่ทำให้ข้าต้องสูญเสียความโปรดปรานของฮ่องเต้ไปได้ตลอดทั้งชีวิต มิใช่หรือ?”

          เจียงหมัวหมัวโต้กลับราวกับอีกฝ่ายเป็นเด็กที่ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ “กุ้ยเฟย! การไม่สูญเสียความโปรดปรานกับเป็นที่โปรดปรานนั้นคนละเรื่องกันนะเพคะ”

          “ไม่สูญเสียความโปรดปรานก็เพราะฮ่องเต้คำนึงถึงฐานะของท่าน แต่การได้รับความโปรดปรานนั่นแสดงว่าฮ่องเต้ทรงรักใคร่ท่านจากใจจริง สองอย่างนี้แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว เหตุใดท่านจึงแยก
ไม่ออก?”

          เซี่ยชิงแยกไม่ออกจริงๆ

4.เป็นความทุกข์ที่ไม่อาจบอกใครได้

          “แต่ข้าก็เริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่เข้าวัง นี่ก็ผ่านมาได้ปีกว่าแล้ว ฮ่องเต้ยังไม่รักข้าจากใจจริง เห็นชัดว่าการดูแลร่างกายก็ไม่ได้ผลอะไร”

          “จะไม่ได้ผลได้อย่างไร กว่าหนึ่งปีมานี้ ฮ่องเต้เสด็จมาประทับที่ตำหนักของท่านมากกว่าสนมคนอื่นๆ” เจียงหมัวหมัวหยุดร้องไห้แล้ว อีกทั้งน้ำเสียงยังมีความภาคภูมิใจแฝงอยู่เล็กน้อย

          เซี่ยชิงบ่นกระปอดกระแปด “มาอยู่ที่นี่มากกว่าคนอื่นมันจะบอกอะไรได้...”

          “ก็บอกว่าท่านเป็นสนมที่ได้รับความโปรดปรานอย่างไรล่ะเพคะ!” เจียงหมัวหมัวกล่าว

          เซี่ยชิงแบมือสองข้างอย่างจนใจ “แต่วันนี้ฮ่องเต้ทรงฟันกระบี่ใส่ข้าด้วย หมัวหมัวดูแขนเสื้อนี่สิ หากกระบี่ฟันถูกตัวข้า แขนข้างนี้ก็คงจะขาดไปแล้ว นี่เรียกว่าได้รับความโปรดปรานอย่างนั้นหรือ?”

          เจียงหมัวหมัวมองแขนเสื้อที่ถูกฟันขาดเป็นชิ้นของเซี่ยชิงก่อนมีสีหน้าตกใจ “ตายแล้ว! แหว่งขนาดนี้จะเย็บอย่างไร!”

          เซี่ยชิงพูดอย่างแค้นใจ “ไม่จริงกระมัง ในสายตาของหมัวหมัว แขนของข้าเซี่ยชิงยังสู้แขนเสื้อนี่ไม่ได้หรือ?”

          เจียงหมัวหมัวมองเซี่ยชิงอย่างตกใจ ก่อนโถมตัวมาปิดปากอีกฝ่ายเอาไว้

          “กุ้ยเฟยระวังคำพูดด้วยเพคะ!” เจียงหมัวหมัวมองไปนอกตำหนักอย่างหวาดระแวง ก่อนเอ่ยเตือนเซี่ยชิง “ในวังหลวงท่านมิได้ชื่อเซี่ยชิง แต่ชื่อเซี่ยหรัน! จะพูดผิดไม่ได้นะเพคะ อยู่ตำหนักหนิงฮุยยังไม่เท่าไร แต่ถ้าถูกคนนอกได้ยินเข้า สกุลเซี่ยของพวกเราจะลำบาก ถูกตัดหัวล้างตระกูลได้นะเพคะ”

          เซี่ยชิงที่ถูกเจียงหมัวหมัวปิดปากอยู่ได้แต่กะพริบตาปริบๆ เป็นการบอกว่า รู้แล้ว

          เจียงหมัวหมัวถลึงตาเป็นการเตือนเซี่ยชิงอีกครั้งก่อนจะยอมปล่อยมือ จากนั้นก็หันไปเรียกให้นางกำนัลเข้ามาช่วยกันถอดเสื้อผ้าแล้วนำไปให้กองภูษาซ่อมแซม

          หลังจากนั้นอีกหนึ่งก้านธูป

          เซี่ยชิงนอนแช่ตัวอยู่ในสระน้ำที่มีไอร้อนและกลิ่นหอมกรุ่น เหลือเพียงปลายจมูกที่โผล่พ้นน้ำ นางพ่นอากาศออกทางปากเป็นระยะเพื่อไล่กลีบดอกไม้ที่ลอยมาปิดหน้าปิดตา

          กลีบดอกไม้นานาชนิดในสระน้ำมีกลิ่นหอมแรงจนตอนที่นางเพิ่งแช่น้ำครั้งแรกๆ หายใจแทบไม่ออก แต่มาตอนนี้หลังจากแช่ตัวหลายครั้ง จึงเริ่มคุ้นชินกับกลิ่นหอมเหล่านี้

          นางมีนามว่าเซี่ยชิง สิบเก้าปีก่อนได้ข้ามมิติมาอยู่ในท้องของลิ่วซื่อ--อนุภรรยาของท่านแม่ทัพ เมื่อคลอดออกมาจึงกลายเป็นบุตรสาวสายรองของจวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน

          นางถือกำเนิดมาพร้อมกับความทรงจำอันแสบซ่าก๋ากั่นของชาติเดิมที่ยังไม่ออกไปจากหัว!

          เซี่ยชิงแตกต่างจากน้องสาวซึ่งถือกำเนิดจากฮูหยินใหญ่ของแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินที่มีนามว่าเซี่ยหรัน ฝ่ายนั้นถูกเลี้ยงดูมาอย่างริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมในเมืองหลวง ผิดกับเซี่ยชิงที่เกิดและเติบโตอยู่ที่ชายแดนมาตั้งแต่เด็ก

          หลิ่วซื่อ--มารดาของนางนั้นเป็นหญิงรับใช้คนสนิทของเซี่ยหย่วนเฉิน--แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน หลิ่วซื่อฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่เล็กจึงมีหน้าที่เป็นทั้งหญิงรับใช้และองครักษ์ประจำตัว เมื่อหลิ่วซื่อโตเป็นสาวจึงกลายเป็นอนุภรรยาของเซี่ยหย่วนเฉินที่มักจะอาศัยอยู่ประจำในค่ายทหาร

          แม้วันเวลาในค่ายทหารจะไม่สุขสบายนัก แต่หลิ่วซื่อและเซี่ยหย่วนเฉินนับว่าได้ใช้ชีวิตคู่อย่างหวานชื่นอยู่หลายปี จนกระทั่งหลิ่วซื่อตั้งครรภ์ขณะนั้นเกิดสงครามที่ชายแดนขึ้นพอดี เซี่ยหย่วนเฉินเกรงว่านางจะลำบากไปมากกว่านี้ จึงได้ส่งตัวกลับไปรอคลอดที่จวนแม่ทัพในเมืองหลวง

          วันเวลาในจวนแม่ทัพนั้นมิได้สุขสบายไปกว่าที่ค่ายทหารหลิ่วซื่อถูกกักตัวรอคลอดอยู่เงียบๆ ฮูหยินใหญ่ของท่านแม่ทัพไม่ยอมรับสถานะอนุภรรยาของนาง ทำให้หลิ่วซื่อไม่เป็นที่เคารพยำเกรงของบรรดาบ่าวไพร่ อนุภรรยาที่มิได้รับการยอมรับจากภรรยาหลวงนั้นต่ำต้อยเสียยิ่งกว่าภรรยาที่ถูกเลี้ยงดูนอกบ้าน แต่เพราะหลิ่วซื่อตั้งครรภ์ทำให้ฮูหยินใหญ่ไม่อาจขับไล่นางไปได้

          หลิ่วซื่อดำรงชีวิตอยู่ในจวนแม่ทัพอย่างยากลำบาก นางอุ้มท้องมานานสิบเดือน เมื่อถึงเวลาคลอดก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่นางเป็นผู้ฝึกยุทธ ร่างกายแข็งแรงกว่าคนทั่วไป น่าเสียดายที่ตอนตั้งครรภ์มิได้รับการบำรุงร่างกายให้ดี อีกทั้งยามที่คลอดลูกยังแทบเอาชีวิตไม่รอด เมื่อคลอดลูกแล้วจึงเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะมาโดยตลอด ด้วยความเป็นห่วงลูกน้อยทำให้นางประคองชีวิตรอจนกระทั่งเซี่ยหย่วนเฉินกลับเมืองหลวง

          หลังหลิ่วซื่อส่งตัวบุตรสาวและกำชับเซี่ยหย่วนเฉินให้ดูแลลูกน้อยด้วยตัวเองแล้วก็จากไป

          เซี่ยหย่วนเฉินได้แต่มองอนุภรรยาที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขต้องมาเสียชีวิตด้วยโรคภัยรุมเร้า อีกทั้งลูกน้อยที่เกิดมาได้กว่าครึ่งปียังมีขนาดตัวเล็กกว่าลูกบ้านอื่นที่เพิ่งครบเดือน

          แม้ตอนนั้นเซี่ยชิงจะมีความคิดอย่างสาวยุคใหม่แล้ว แต่นางก็ไม่อาจใช้ร่างกายที่ยังเป็นเด็กทารกลุกขึ้นมาปกป้องมารดา เพราะตัวนางเองก็ยังเอาตัวแทบไม่รอด

          ดังนั้นนางจำเป็นต้องหาทางรอด เซี่ยชิงรู้ว่าเซี่ยหย่วนเฉินเป็นบิดาแท้ๆ ดังนั้นที่ใดที่มีเขาอยู่ นางจะส่งเสียงร้องดังลั่น ไม่ว่าใครมาอุ้ม นางก็ไม่หยุดร้อง จนกระทั่งส่งให้เซี่ยหย่วนเฉิน เสียงร้องไห้จึง
เงียบสนิทในทันที

          เซี่ยหย่วนเฉินมองชีวิตน้อยๆ ที่แสดงความสนิทชิดเชื้อกับตนเองอย่างผิดปกติด้วยจิตใจที่แทบแหลกสลาย หลังจากรับรู้ถึงสภาพความเป็นอยู่ของหลิ่วซื่อขณะที่ตั้งครรภ์ในจวนแล้ว เซี่ยหย่วนเฉินก็บันดาลโทสะถึงขนาดคิดจะสังหารฮูหยินใหญ่เพื่อชดใช้ชีวิตให้กับหลิ่วซื่อ

          แต่ฮูหยินผู้เฒ่ากลับใช้ความตายของตนเองมาปกป้องชีวิตฮูหยินใหญ่ เซี่ยหย่วนเฉินจึงจำต้องล้มเลิกความคิด แต่เขาทำใจทิ้งบุตรสาวที่เกิดจากหลิ่วซื่อให้คนที่จวนเลี้ยงดูต่อไปไม่ได้ แม้ฮูหยินผู้เฒ่าและฮูหยินใหญ่จะรับรองอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อ

          ดังนั้น จึงมีภาพหนุ่มใหญ่แบกทารกน้อยไว้บนหลังเดินทางไปยังชายแดน เซี่ยหย่วนเฉินคิดว่าแม้การใช้ชีวิตที่ชายแดนจะไม่สุขสบายเท่าในเมืองหลวง แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ลูกน้อยต้องตายไปอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุที่จวนแม่ทัพ

          เซี่ยชิงเติบโตอยู่ข้างกายเซี่ยหย่วนเฉิน นางเป็นบุตรสาวสายรองของสกุลเซี่ย ได้รับการเลี้ยงดูอยู่ในค่ายทหารมาโดยตลอด ไม่เคยกลับเมืองหลวงเลยสักครั้ง แม้ว่าคนในเมืองหลวงจะรู้ดีว่าสกุลเซี่ยมีบุตรสาวผู้นี้ ทว่ากลับไม่มีใครเคยเห็นหน้าตาของนางแม้แต่คนเดียว

          เดิมทีเซี่ยชิงไม่จำเป็นต้องกลับเมืองหลวงเลยตลอดชีวิตถ้าไม่ใช่เพราะเซี่ยหรัน--น้องสาวต่างมารดาวัยสิบหกของนาง  ฝ่ายนั้นไม่ต้องการเข้าวังไปเป็นสนมของฮ่องเต้ที่มีอารมณ์แปรปรวน โหดร้ายทารุณ จึงได้หนีออกจากจวน

          ความสัมพันธ์ระหว่างสกุลเซี่ยและฮ่องเต้นั้นเป็นไปด้วยดีมาโดยตลอด เพื่อมิให้เกิดหายนะกับตระกูล เซี่ยหย่วนเฉินจึงจำต้องให้เซี่ยชิงปลอมตัวเข้าวังแทนน้องสาว

          ฮูหยินใหญ่แต่เดิมก็ไม่ต้องการให้บุตรสาวที่ตนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กต้องเข้าวังไปเป็นสนมของฮ่องเต้ทรราชที่อารมณ์ร้าย ฆ่าคนไม่กะพริบตา เมื่อเซี่ยหย่วนเฉินยินยอมหาทางออกด้วยการส่งตัวเซี่ยชิงเข้าวังแทนเซี่ยหรัน นางจึงรีบช่วยปิดข่าวเรื่องเซี่ยหรันหนีตามผู้ชายและข่าวที่เซี่ยชิงต้องเป็นตัวแทนเข้าวังเอาไว้อย่างมิดชิดทันที

          ก่อนเข้าวัง ฮูหยินใหญ่ยังตั้งใจหาคนมาอบรมกิริยามารยาทให้กับเซี่ยชิง ลอกคราบสาวแสบอย่างนางให้กลายเป็นกุลสตรีในเมืองหลวงเป็นการเฉพาะ แม้จะทำได้เพียงเบื้องหน้าก็ตาม!

          “เฮ้อ…” เซี่ยชิงถอนหายใจ

          ถ้าไม่มีเรื่องเซี่ยหรันหนีตามผู้ชาย นางคงยังขี่ม้ากลางทุ่งหญ้าอยู่ที่ชายแดนอย่างสบายใจ ไม่ต้องมาถูกควบคุมกิริยามารยาทเช่นนี้!

          “กุ้ยเฟย ยกแขนขึ้นหน่อยเพคะ ใต้รักแร้ก็ต้องแช่น้ำด้วย”

          นางกำนัลที่คอยดูแลการแช่น้ำของนางมีสองคน มีนามว่าฝูหรูและตงไห่ ทั้งสองว่ายน้ำมาอยู่ข้างกายเซี่ยชิง ช่วยกันยกแขนของนางคนละข้าง จากนั้นนางกำนัลที่มีนามว่าโซ่วปี่และหนานซัน* ก็เข้ามายกขาของนางให้เหยียดตรง เซี่ยชิงคิดอยู่ในใจว่าตอนนี้นางคงดูไม่แตกต่างไปจากซากศพที่ลอยอยู่ในสระน้ำที่เต็มไปด้วยกลีบดอกไม้

          ก่อนหน้านี้ตอนนางใช้ชีวิตอยู่ที่ชายแดน สิบวันครึ่งเดือนไม่อาบน้ำถือเป็นเรื่องปกติ มาตอนนี้ สามารถพูดได้ว่าการอาบน้ำในทุกๆ วันหลังจากเข้าวังมาแล้วเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดสำหรับนาง ไม่รู้ว่าเจียงหมัวหมัวไปหาตำรับยาเหล่านี้มาจากที่ใด เซี่ยชิงรู้สึกว่าเครื่องหอมที่ออกมาจากครกยาของเจียงหมัวหมัวนั้นแทบจะซึมเข้าสู่ร่างกายจนตัวเองคล้ายกับเป็นของดองไปแล้ว

          เป็นความทุกข์ที่ไม่อาจบอกใครได้

 

            หลังจากเกาจิ้นไล่เซี่ยซื่อออกไปแล้วก็ปล่อยให้ซูเปี๋ยเฮ่อประคองตัวเองไปนอนบนเตียงตามเดิม

          เมื่อเซี่ยซื่อออกไป เสียงที่เขาได้ยินก็เงียบหายไปด้วย

          เกาจิ้นเหน็ดเหนื่อยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก ครู่เดียวก็ผล็อยหลับไป หลับไปได้ครู่หนึ่งเขาก็ได้ยินเสียงอึกทึกดังขึ้นในหัว

          ‘เอาชีวิตเจ้ามา...’

          ‘กัดมันให้ตาย...’

          ‘ไอ้โจรถ่อย เจ้าฆ่าล้างตระกูลข้า จะต้องไม่ตายดี...’

          เสียงที่ได้ยินนั้นเย็นยะเยือกคล้ายกับดังมาจากนรกอเวจีเสียงเหล่านั้นดังอยู่รอบตัวเกาจิ้นจนทำให้เขานอนหลับไม่เป็นสุขเกาจิ้นพยายามตั้งสติ ปลุกตัวเองให้ตื่นจากความฝัน

          เมื่อลืมตาขึ้นก็ยังคงเห็นผ้าม่านสีเหลืองทองเช่นเดิม แต่ร่างของเกาจิ้นยามนี้กลับมีเหงื่อออกโซมกาย

5.ออกไปให้หมด!

          หลายวันที่หมดสติ เขาจะได้ยินเสียงเย็นยะเยือกน่าหวาดกลัวเหล่านี้ดังอยู่ในหัวตลอดเวลา ราวกับมีผีร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนรายล้อมอยู่รอบตัว คอยหาโอกาสลากตัวเขาลงไปยังนรกอเวจี เกาจิ้นรู้สึกว่าตัวเองได้ก้าวขาลงไปข้างหนึ่งแล้ว แต่ต่อมามีเสียงหยกกระทบกันดังขึ้นทำลายความฝันที่น่ากลัวเหล่านั้น ดึงเขากลับมายังโลกแห่งความจริง

          ตอนนั้นเกาจิ้นรู้สึกว่าเสียงหยกกระทบกันเป็นประดุจเสียงสวรรค์ หลังจากถูกดึงตัวกลับมา เกาจิ้นจึงได้พักผ่อนอย่างแท้จริงจนกระทั่งฟื้นขึ้นมาในที่สุด

          แม้ยามนี้เขาจะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด แต่เมื่อหลับตาเริ่มเข้าสู่ภวังค์นิทรา เขาก็จะได้ยินเสียงที่ดังมาจากขุมนรกเหล่านั้น จนไม่ว่าเขาอยากจะนอนแค่ไหนก็นอนไม่หลับ

          เขาอยากได้ยินเสียงหยกกระทบกันอีกครั้ง

          เกาจิ้นลุกขึ้นนั่งบนเตียง ก่อนจะเรียกคนเข้ามาหยิบแผ่นหยกแผ่นทองคำที่วางอยู่แถวนั้นมาตีกระทบกันเบาๆ

          จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนอน

          ทว่ามันกลับไม่เกิดประโยชน์แม้แต่น้อย เมื่อใดที่เกาจิ้นรู้สึกเคลิ้มหลับ เขาก็จะได้ยินเสียงที่น่ากลัวเหล่านั้นดังอยู่ในหัวเช่นเดิมแม้จะมีเสียงโลหะและหินหยกดังอยู่ในห้องก็ยังไม่อาจขับไล่เสียงที่น่าหวาดกลัวเหล่านั้นให้หายไปได้ แต่กลับทำให้เขาหงุดหงิดใจมากขึ้น

          “ออกไป! ออกไปให้หมด!” เกาจิ้นสั่งนางกำนัลกับขันทีที่กำลังทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ ทุกคนจึงรีบถอยออกไปอย่างลนลาน

          เมื่อทุกคนล่าถอยไปหมดแล้ว เกาจิ้นก็กุมศีรษะที่ปวดตุบๆ เอาไว้

          “ฝ่าบาท ราชครูขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” ซูเปี๋ยเฮ่อรายงานอยู่นอกตำหนัก

          เกาจิ้นทิ้งมือลงข้างลำตัว พยายามปรับสีหน้าให้ดูกระฉับกระเฉง “เข้ามาได้”

          เสิ่นเทียนเฟิงก้าวเข้ามาในตำหนัก เขาเป็นอาจารย์ของเกาจิ้น ให้การอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เกาจิ้นยังเป็นเด็ก อีกทั้งยังเป็นคนคอยวางแผนให้คำปรึกษากับเกาจิ้นมาโดยตลอด เกาจิ้นให้ความไว้ใจเขาเป็นอย่างมาก หลังจากขึ้นครองบัลลังก์จึงแต่งตั้งให้เสิ่นเทียนเฟิงเป็นราชครู

          เสิ่นเทียนเฟิงเข้ามาถึงหน้าแท่นบรรทม หลังจากถวายคำนับแล้วเห็นสีหน้าของเกาจิ้นซีดขาวผิดปกติ จึงรีบรุดมาถามอย่างห่วงใย “เหตุใดสีพระพักตร์ของฝ่าบาทจึงย่ำแย่เพียงนี้ หมอหลวงว่าอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ?”

          เสิ่นเทียนเฟิงเห็นเกาจิ้นมาตั้งแต่เด็ก แม้จะเป็นศิษย์อาจารย์ แต่ก็ผูกพันประดุจบิดากับบุตร ช่วงเวลาที่เกาจิ้นหมดสติหลังจากถูกฟ้าผ่าก็ได้เสิ่นเทียนเฟิงเป็นคนคอยดูแลราชสำนักไม่ให้เกิดความวุ่นวาย

          “ไม่เป็นไร ราชครูไม่ต้องเป็นห่วง” เกาจิ้นตอบ “ตอนที่เราหมดสติ มีใครก่อเรื่องหรือไม่?”

          เสิ่นเทียนเฟิงตอบกลับ “ขอฝ่าบาททรงวางพระทัย แม้จะมีการคาดเดากันในราชสำนัก แต่ก็ถูกกระหม่อมปิดข่าวไปหมดแล้ว ยามนี้ต้องรักษาพระวรกายเป็นสำคัญ ขอทรงดูแลรักษาพระองค์ให้ดี”

          เกาจิ้นพยักหน้า “เรารู้แล้ว ถ้าอย่างนั้นเรื่องในราชสำนักต้องรบกวนท่านแล้ว”

          เสิ่นเทียนเฟิงรับบัญชา หลังจากเรียกหมอหลวงมาดูอาการเกาจิ้นและกำชับให้พักผ่อนมากๆ แล้วจึงขอตัวกลับไป

          เกาจิ้นถามหมอหลวงว่าเหตุใดตนเองจึงฝันร้ายไม่หยุดหย่อน หมอหลวงไม่อาจหาคำตอบได้ จึงได้แต่บอกว่าน่าจะเป็นผลมาจากการถูกฟ้าผ่า หลังจากหมอหลวงออกไปแล้ว เกาจิ้นเรียกนางกำนัลเข้ามาถามถึงคนที่มาเยี่ยมเยียนในระหว่างที่เขาหมดสติ นางกำนัลตอบว่า หลายวันมานี้คนที่คอยดูแลอยู่ข้างกายเกาจิ้นมีเพียงเซี่ยกุ้ยเฟยและหูเหม่ยเหริน* เท่านั้น

          ถ้าเช่นนั้นก็แสดงว่า เสียงหยกกระทบกันที่เขาได้ยินอยู่ในความฝันนั้นเป็นไปได้ที่จะมาจากคนทั้งสอง

          ตอนนี้เกาจิ้นไม่ต้องการพบเซี่ยซื่อ จึงได้แต่ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับหูเหม่ยเหริน เขาลากสังขารที่ยังอิดโรยไปหาหูเหม่ยเหรินที่ตำหนัก

 

          หูเหม่ยเหรินเป็นหญิงงามที่เกาจิ้นได้มาจากการยกทัพไปปราบแคว้นเล็กทางตะวันตกแคว้นหนึ่ง

          เมื่อแคว้นนั้นปราชัยจึงได้มอบหญิงงามอย่างหูเหม่ยเหรินให้เขาเป็นเครื่องบรรณาการ

          หูเหม่ยเหรินเป็นหญิงที่มีจมูกโด่งเป็นสัน ดวงตาคมลึก เป็นประดุจกุหลาบป่าที่มีสีสันเจิดจ้ากลางทะเลทราย แต่หลังจากเกาจิ้นได้ตัวนางมาแล้วก็มิได้ให้ความสนใจแต่อย่างใด แม้หูเหม่ยเหรินจะงดงามบาดตาแต่กลับมิใช่หญิงงามตามทัศนะของเกาจิ้น เขาชอบหญิงงามตามแบบสาวแดนใต้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นลี่เฟย อวิ๋นเฟยซ่งเจี๋ยอวี๋ รวมไปถึงเซี่ยกุ้ยเฟย

          ในบรรดาสาวงามเหล่านี้ โดยเฉพาะเซี่ยกุ้ยเฟยนั้นเป็นเสมือนหญิงงามที่เดินอยู่ท่ามกลางไอหมอกของแดนใต้ มีความอ่อนหวานชดช้อย อ่อนโยนประดุจสายน้ำไหล เป็นสตรีแบบที่เกาจิ้นชื่นชอบมากที่สุด ถ้าเขาไม่ได้ยินเสียงปริศนาที่พูดจาเหลวไหลจากเซี่ยซื่อ คิดว่ายามนี้ก็คงจะพักผ่อนอยู่ที่ตำหนักหนิงฮุยของนางเป็นแน่

          หูเหม่ยเหรินพำนักอยู่ที่ตำหนักหลีเฮิ่น

          เกาจิ้นแทบไม่เคยย่างกรายมาที่นี่ การมาอย่างกะทันหันของเขาทำให้ข้ารับใช้ในตำหนักพากันแตกตื่นตกใจ

          บ่าวในตำหนักยังไม่ทันเข้าไปรายงานให้หูเหม่ยเหรินได้รู้ตัวล่วงหน้า เกาจิ้นก็ย่างเท้าก้าวตรงไปยังห้องนอนของหูเหม่ยเหรินแล้ว

          ทันทีที่ผลักประตู เกาจิ้นเห็นเงาวูบไหวอยู่หลังผ้าม่านหน้าเตียง

          ตอนนี้เกาจิ้นเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่ง เขาไม่ต้องการให้ผู้ใดมาความเคารพ ต้องการแค่หาที่นอนซึ่งทำให้ตนเองไม่ต้องฝันร้ายเท่านั้น เกาจิ้นปัดผ้าม่านหน้าเตียงขึ้น หูเหม่ยเหรินพลันหันกลับมามองด้วยความตกใจ ใบหน้างดงามปรากฏแววแตกตื่นลนลานวูบหนึ่ง ก่อนจะพยายามทำตัวให้สงบนิ่ง ลงจากเตียงมาคารวะเกาจิ้นอย่างนอบน้อม

          “ถวายบังคมฝ่าบาท”

          เกาจิ้นสังเกตเห็นสีหน้าของนางจึงถามว่า “ทำอันใดอยู่?”

          หูเหม่ยเหรินตะลึงงัน ทรวงอกอวบอิ่มสะท้อนขึ้นลงแรงกว่าปกติ ขนตาที่ดกหนากระเพื่อมเล็กน้อย มีความตื่นตกใจในแววตา “ไม่… ไม่ได้ทำอันใดเพคะ”

          สีหน้าท่าทางของหูเหม่ยเหรินมีหรือที่เกาจิ้นจะดูไม่ออก หากเป็นเช่นนั้นจริงก็อย่าได้เป็นฮ่องเต้อีกต่อไปเลย เขาพลันนึกย้อนถึงเสียงปริศนาที่ได้ยินก่อนที่จะไล่เซี่ยซื่อออกจากตำหนักขึ้นมา   

          ‘หรือว่าการจิ้มตุ๊กตาของหูเหม่ยเหรินจะได้ผล?’

          เกาจิ้นนึกถึงตำแหน่งและท่าทางของหูเหม่ยเหรินตอนที่เขาผลักประตูเข้ามา จากนั้นก็ผลักร่างของนางออก ก่อนจะเดินมาที่ข้างเตียงพลางกวาดสายตาไปมา แต่กระนั้นก็ยังไม่เห็นถึงสิ่งผิดปกติใดๆ

          เกาจิ้นมองไปยังช่องเล็กๆ ที่อยู่ข้างเตียง

          พอหูเหม่ยเหรินเห็นเกาจิ้นจ้องที่ตรงนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที ผ้าเช็ดหน้าที่ถืออยู่ถูกบิดเป็นเกลียวแน่น เกาจิ้นเลิกพรมที่ปักด้วยดิ้นทองด้านบนออก ก้มตัวลงเล็กน้อยก็พบว่ามีสิ่งของตกอยู่ในช่องอย่างที่คิด มันน่าจะถูกโยนลงไปอย่างกะทันหัน

          หลังเกาจิ้นเรียกคนมาหยิบของสิ่งนั้นออกมา จึงเห็นว่าเป็นตุ๊กตาไม้ขนาดครึ่งท่อนแขนที่มีเศษผ้าสารพัดสีพันอยู่ ส่วนศีรษะทำจากหญ้าแห้งมามัดรวมกัน

          บนตัวตุ๊กตาไม้มีเข็มเงินปักอยู่เจ็ดแปดเล่ม อีกทั้งยังมีร่องรอยของมีคมที่กรีดไปทั่ว ดูแล้วน่าสะพรึงไม่น้อย

          เกาจิ้นให้บ่าวรับใช้ดึงส่วนศีรษะของตุ๊กตาออกมา ปรากฏว่าข้างในมีกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่เขียนชื่อแซ่และวันเดือนปีเกิดเอาไว้ บ่าวรับใช้มองด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะส่งกระดาษแผ่นนั้นให้กับ
เกาจิ้น แม้จะไม่ดู เกาจิ้นก็รู้ว่าวันเดือนปีเกิดและชื่อแซ่ที่เขียนอยู่บนนั้นเป็นของใคร แววตาของเขาวาววาบอย่างดุดัน

          เขาชูกระดาษที่ได้รับมาตรงหน้าหูเหม่ยเหรินแล้วถามว่า “นี่คือสิ่งใด?”

          หูเหม่ยเหรินมองตุ๊กตาที่ถูกดึงศีรษะออกและกระดาษที่อยู่ในมือเกาจิ้นด้วยความสิ้นหวัง แต่กระนั้นนางก็ยังมีท่าทีดื้อดึง ไม่ยอมปริปากพูด

          เกาจิ้นรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้เขาเหน็ดเหนื่อยอย่างที่สุดก็คงจะเข้าไปบีบคอนาง บังคับให้พูดความจริงออกมาแล้ว เกาจิ้นยกมือกดหัวคิ้วพลางหันไปถามวั่นเต๋อกุ้ยว่า “หากพบว่ามีการทำคุณไสยภายในตำหนักฝ่ายใน ปกติแล้วจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร?”

          วั่นเต๋อกุ้ย มหาขันทีผู้ดูแลตำหนักฝ่ายในรีบเอ่ยตอบ “ทูลฝ่าบาท ตามระเบียบของราชสำนัก ห้ามมิให้มีการทำคุณไสยภายในวังหลวงอย่างเด็ดขาด โดยปกติจะให้ผู้มีอำนาจสูงสุดของฝ่ายในเป็นผู้จัดการตัดสินเรื่องนี้ แต่เพราะฝ่าบาทยังมิได้แต่งตั้งฮองเฮาดังนั้นเรื่องภายในจึงเป็นหน้าที่ของเซี่ยกุ้ยเฟย...”

          เซี่ยกุ้ยเฟย!

          เป็นนางอีกแล้ว!

          เกาจิ้นเหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจ ไม่ต้องการเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้จึงเอ่ยว่า “ไปเรียกตัวนางมา! ตำหนักฝ่ายในเกิดเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ นางที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบย่อมต้องมีความผิดไปด้วย!”

          วั่นเต๋อกุ้ยไม่กล้าชักช้า รีบส่งคนไปแจ้งเซี่ยกุ้ยเฟยให้รีบรุดมายังตำหนักหลีเฮิ่นเพื่อจัดการเรื่องการทำคุณไสยของหูเหม่ยเหรินโดยเร็ว

          เกาจิ้นในยามนี้ไม่คิดจะขยับตัวไปที่ใด เขาสั่งให้คนพาตัวหูเหม่ยเหรินออกไปรอเซี่ยกุ้ยเฟยด้านนอก ส่วนตัวเองก็ล้มตัวลงนอนบนที่นอนของหูเหม่ยเหรินทันที

6.เกิดอันใดขึ้น?

          เซี่ยชิงที่เพิ่งขึ้นจากสระน้ำยืนให้นางกำนัลทาผิวให้ความชุ่มชื้นอย่างสงบนิ่ง

          เมื่อเปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าที่สวมใส่สบายแล้ว เซี่ยชิงก็ตัดสินใจเริ่มต้นวันพักร้อนอย่างเป็นทางการของตัวเองอย่างสบายใจ คำพูดของเกาจิ้นที่ว่า ไม่อยากเห็นหน้านางนั้นเป็นเหมือนราชโองการ ในฐานะผู้รักชาติรักแผ่นดิน นางย่อมปฏิบัติตามราชโองการแต่โดยดี ดังนั้น ก่อนที่เกาจิ้นจะเรียกให้เข้าเฝ้าอีกครั้ง ช่วงเวลานี้จะเป็นเวลาพักร้อนของนาง

          เซี่ยชิงเพิ่งยกจานองุ่นและจานใส่เม็ดแตงเข้ามาด้านใน เตรียมจะนั่งกินพร้อมกับตะลุยอ่านนิยายที่หาซื้อมาจากข้างนอกแล้วยังไม่มีเวลาอ่านไปจนถึงรุ่งเช้า

          ทว่าความปรารถนาอันเรียบง่ายของนางกลับไม่อาจเป็นจริง เซี่ยชิงเพิ่งจะเอนตัวพลิกปกนิยายที่ทำจากแผ่นหนัง เห็นภาพที่มีอักษรเขียนเอาไว้ว่า ‘แอบนัดพบกับชายในดวงใจข้างหน้าต่าง’เจียงหมัวหมัวก็เดินเข้ามาดึงหนังสือออกจากมือนางทันที

          เซี่ยชิงไม่พอใจ “หมัวหมัว ท่านทำอะไรของท่าน ข้าก็อาบน้ำไปแล้ว ยังจะให้ข้าดูหนังสือหน่อยไม่ได้เชียวหรือ!”

          เจียงหมัวหมัวก้มลงมองดูหนังสือที่ถืออยู่ในมือก่อนรีบหลับตาลง คล้ายกับเห็นของต้องห้ามที่ไม่ควรมอง “กุ้ยเฟย อ่านหนังสือพวกนี้ไม่ได้นะเพคะ!”

          “ไม่ได้ให้ท่านอ่านสักหน่อย ข้าก็แค่จะทำความเข้าใจมันเล็กน้อย เอาคืนมา” เซี่ยชิงยื่นมือออกมา

          เจียงหมัวหมัวม้วนหนังสือเป็นม้วนเล็กๆ เก็บเข้าใต้แขนเสื้อที่ทั้งกว้างทั้งยาวของตนเองแล้วเอ่ยเสียงขรึมว่า “กุ้ยเฟยอย่ามัวแต่อ่านหนังสืออยู่เลยเพคะ เกิดเรื่องที่ตำหนักหลีเฮิ่นแล้ว”

          เซี่ยชิงปอกองุ่นกินพลางถามอย่างไม่ใส่ใจ “เกิดอันใดขึ้น?”

          “ไม่รู้ว่าเหตุใดฝ่าบาทจึงเสด็จไปที่ตำหนักหลีเฮิ่น แล้วยังไม่ได้ให้คนไปแจ้งกับหูเหม่ยเหรินล่วงหน้า พอฝ่าบาทไปถึง หูเหม่ยเหรินกำลังแทงเข็มใส่ตุ๊กตาที่มีวันเดือนปีเกิดของฝ่าบาทอยู่พอดี”

          เจียงหมัวหมัวพูดไปก็นิ่วหน้าไป ราชวงศ์นี้ห้ามการทำคุณไสยอย่างเด็ดขาด การที่หูเหม่ยเหรินทำเช่นนี้ไม่เพียงเป็นการขุดหลุมศพให้กับตัวเอง ยังจะทำให้ตำหนักฝ่ายในพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย โดยเฉพาะเจ้านายของนาง “ท่านอย่าเสียเวลาอยู่เลยเพคะ ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ท่านไปจัดการเรื่องนี้”

          เจียงหมัวหมัวดึงเซี่ยชิงให้ลุกขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้า

          เซี่ยชิงที่เพิ่งกลับมาจากตำหนักหมิงเจ๋อก็ต้องลอยคอแช่น้ำในสระตามคำสั่งของเจียงหมัวหมัว ยังไม่มีเวลาพักผ่อนเป็นของตัวเอง แล้วนี่ยังจะมาเรียกให้นางออกไปข้างนอกอีก พลันเกิดความน้อยใจอย่างที่สุด

          เมื่อเซี่ยชิงมาถึงตำหนักหลีเฮิ่นก็เห็นบ่าวรับใช้ของตำหนักหมิงเจ๋อเฝ้าอยู่ด้านนอก จึงรู้ทันทีว่าเกาจิ้นยังคงอยู่ที่นี่ นางพ่นเสียงอย่างไม่พอใจคราหนึ่ง หากสีหน้าแววตากลับคืนสู่ความเป็นกุลสตรีผู้เพียบพร้อมของเซี่ยกุ้ยเฟยอย่างรวดเร็ว

          เกาจิ้นลองนอนอยู่ในตำหนักหลีเฮิ่น เพิ่งจะเคลิ้มหลับ ก็ได้ยินเสียงพูดจาสารพัดดังขึ้นในหัวอีกครั้ง เสียงที่ร้องเอาชีวิตดังวนไปมาอยู่ข้างหูไม่ขาดสาย เกาจิ้นรู้สึกคล้ายถูกขังอยู่ในกรงขนาดใหญ่ที่
มืดมิดไร้แสงเดือนแสงตะวัน มองไม่เห็นพื้นที่โดยรอบ ได้ยินเพียงเสียงร้องที่น่าสะพรึงกลัวของเหล่าภูติผีปีศาจ

          เขาปิดหู พยายามไม่ให้เสียงเหล่านั้นเข้าสู่โสตประสาท แต่กลับไร้ผล เสียงเหล่านั้นเป็นเหมือนกับตัวหนอนที่ถูกขังอยู่ในกลอง กระโดดไปกระโดดมา เกิดเสียงดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวจนเกาจิ้นปวดศีรษะแทบระเบิด

          ทันใดนั้นก็ปรากฏเสียงหยกกระทบกันดังขึ้น เสียงนี้เป็นประดุจแสงสว่างที่เข้ามาคลายความมืดมิดที่กักขังเขาอยู่ ยิ่งเสียงหยกกระทบกันดังใกล้เข้ามามากเท่าไหร่ กรงขังที่มืดมิดก็มีความสว่างมากขึ้นเท่านั้น เสียงนี้เป็นเหมือนแสงอาทิตย์ที่ส่งความอบอุ่น ขับไล่ความหนาวเหน็บและความมืดมิดให้กับเกาจิ้น

          เกาจิ้นที่ตกอยู่ในฝันร้ายเริ่มสงบลง เสียงที่ดังไม่ได้ศัพท์ข้างหูหายไป หัวใจที่เต้นโครมครามด้วยความหวาดกลัวเริ่มเต้นช้าลง

          ความรู้สึกนี้แหละ!

          ใครกันนะ!

          เกาจิ้นหลับตาพักผ่อนพร้อมกับเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในห้อง เขาต้องการจำเสียงหยกกระทบกันที่เป็นประดุจเสียงสวรรค์เอาไว้ให้ขึ้นใจ แม้จะยังสะลึมสะลืออยู่ก็ตาม

          เสียงสวรรค์นั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้า เกาจิ้นเริ่มรู้สึกง่วงงุน เขาไม่อยากลืมตา จึงทำเป็นว่ากำลังนอนหลับอยู่ จะได้ไม่มีใครปลุกให้เขาตื่น

          เซี่ยชิงมาถึงตำหนักหลีเฮิ่น เมื่อฮ่องเต้ไม่อยู่ นางจะเป็นผู้มีอำนาจสั่งการสูงสุด แต่หากฮ่องเต้อยู่ด้วย นางจะต้องเข้าไปพบฮ่องเต้ก่อนจึงจะจัดการกับเรื่องต่างๆ ได้ เมื่อเห็นฮ่องเต้หลับตาเหมือนคนกำลังหลับ เซี่ยชิงก็อดนินทาไม่ได้

          ‘เฮอะ เจ้าขี้เรื้อนตัวนี้นี่ใจใหญ่เสียยิ่งกว่าจานใส่ปลาซะอีก ถูกเมียน้อยเอาเข็มแทงตุ๊กตาจนพรุนแล้วยังจะหลับได้ลง’

          ‘เขาหลับอย่างนี้ ข้าไม่ต้องถวายบังคมก็ได้ใช่ไหม?’

          ‘ไม่ต้องหรอกมั้ง เขาไม่เห็นสักหน่อย ข้าจะทำให้ใครดูกัน?’

          ความจริงเกาจิ้นแค่หลับตาแต่ไม่ได้นอนหลับ...

          ทันทีที่เซี่ยซื่อปรากฏตัว เสียงภูตผีทั้งหลายก็พลันหายไป เหลือเสียงของนางดังอยู่เพียงคนเดียว ต่อให้เขาไม่อยากฟังก็ทำไม่ได้!

          เซี่ยชิงที่พูดเองเออเองในใจทำท่าจะหมุนตัวจากไป แต่ร่างที่อยู่บนเตียงกลับพลิกตัวและค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง เกาจิ้นลืมตาที่คมกล้าขึ้นมาประสานกับเซี่ยชิงอย่างแม่นยำ เซี่ยชิงตะลึงไปแวบหนึ่งก่อนรีบรุดมายอบกายคำนับอย่างอ่อนช้อย

          “ตื่นบรรทมแล้วหรือเพคะ? เพราะเสียงของหม่อมฉันดังเกินไป รบกวนการบรรทมของฝ่าบาทใช่หรือไม่เพคะ?”

          ‘แม่งเอ๊ย คงไม่ได้แกล้งหลับหรอกนะ’

          ‘น่าจะใช่’

          ‘หมาก็ยังเป็นหมาวันยังค่ำ’

          ‘ชิ เหลี่ยมจัดนัก!’

          คำต่อว่าที่ไม่มีความเกรงกลัวดังเข้าสู่โสตประสาทของเกาจิ้นไม่ขาดสาย เขาพยายามทำใจให้สงบเยือกเย็นด้วยการก้มตัวใส่รองเท้า แต่จู่ๆ เขาก็พลันคิดขึ้นได้ จึงยื่นเท้าไปตรงหน้าเซี่ยซื่อเป็นการบอกให้นางช่วยใส่รองเท้า เซี่ยซื่อยืนนิ่ง ทำเป็นไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการ แต่ในใจนางกลับระเบิดคำพูดออกมาไม่หยุด

          ‘เจ้าหมาบ้านี่ต้องการอะไรกันแน่?’

          ‘จะให้ข้าใส่รองเท้าให้งั้นเหรอ?’

          ‘ถ้ากล้าพูดออกมา จะตัดเท้าให้ดู’

          เกาจิ้นสูดลมหายใจเข้าลึก อยากรู้เหมือนกันว่านางจะตัดเท้าของเขาอย่างไร เกาจิ้นขยับเท้าอีกครั้ง ก่อนเตะรองเท้าที่วางอยู่ข้างๆ เป็นการเร่ง

          เซี่ยชิงมองรองเท้าที่ถูกเกาจิ้นเตะแล้วรู้สึกว่ามันมีสภาพเหมือนจิตใจของตนเองในยามนี้

          ช่างเถอะ คนที่รู้จักสถานการณ์ย่อมเป็นวีรบุรุษ ในเมื่อหนีไม่พ้นสถานการณ์ที่ตกเป็นรองก็ต้องทำใจ ก็แค่ใส่รองเท้า เซี่ยชิงลอบสูดลมหายใจเข้าลึกคราหนึ่ง นางฝืนยิ้มให้กับเกาจิ้นก่อนเดินมาหยิบรองเท้า พร้อมกับเอื้อมมือไปจับข้อเท้าของเขา

          ตอนที่มือของเซี่ยชิงใกล้จะแตะถูกเท้าของเกาจิ้น เขากลับขยับเท้าหนี ทำให้นางคว้าได้แต่อากาศ

          ‘อะไรกัน อยากโดนดีหรือไง?’

          ‘ตะพาบแก่เซี่ยหย่วนเฉิน รู้ไหมว่าข้าต้องเสียสละมากแค่ไหน!’

           หลังจากระบายความอัดอั้นในใจไปแล้ว เซี่ยชิงก็ถามเสียงอ่อนเสียงหวานว่า

          “ฝ่าบาททรงเป็นอันใดเพคะ? หรือว่าหม่อมฉันปรนนิบัติไม่ดีตรงไหน?”

          เกาจิ้นจ้องนางอย่างเย็นชาครู่หนึ่ง “เหตุใดเราถึงรู้สึกว่าเจ้าไม่ค่อยเต็มใจที่จะใส่รองเท้าให้”

          ‘แหม มโนแม่น!’

          ‘คิดว่าเป็นตีนทองคำหรือไง? ใครจะอยากไปใส่รองเท้าให้’

          แม้ในใจนางจะพูดอย่างไม่ไยดี แต่ปากกลับพูดว่า “ฝ่าบาทตรัสเช่นนั้นได้อย่างไรเพคะ การที่หม่อมฉันได้สวมฉลองพระบาทให้กับพระองค์ถือว่าเป็นบุญของหม่อมฉันเพคะ”

          ท่าทางที่ปากไม่ตรงกับใจของนางทำให้เกาจิ้นโมโหจนหัวเราะออกมา

          เขาขยับเท้าหนีอยู่สองสามครั้ง เซี่ยชิงทนไม่ไหว ทำท่าเหมือนแมวตะครุบผีเสื้อ โถมตัวจับข้อเท้าทั้งสองของเกาจิ้นแล้วกดไว้ชิดอก ในที่สุดก็สวมรองเท้าให้เขาได้

          ท่าทีที่ยืดได้หดได้ของเซี่ยซื่อทำให้เกาจิ้นต้องทบทวนความคิดที่มีต่อนางเสียใหม่แล้ว

 

          หลังจากถูกเซี่ยชิงกอดตัวเอาไว้สวมรองเท้าจนเรียบร้อย

          เกาจิ้นก็ยังคงนั่งอยู่ข้างเตียงนิ่งๆ เขายกแขนข้างหนึ่งขึ้น ความหมายที่แฝงอยู่ก็คือ ‘เข้ามาประคองเราลุกขึ้น’

          เซี่ยชิง ‘ฮึ อยากฆ่าคนจริงๆ’

          เกาจิ้นนิ่วหน้าเล็กน้อย เซี่ยชิงจึงรีบเข้าไปประคองอย่างเอาใจพร้อมกับกำชับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

          “หม่อมฉันช่วยประคอง ช้าๆ เพคะ ระวังสะดุด”

          ‘ทำไมฟ้าไม่ผ่าให้ตายไปเลย’

          ‘ข้าล่ะผิดหวังกับทวยเทพจริงจริ๊ง’

          ‘ต่อไป ถ้ามีคนสาบานให้ฟ้าผ่าตาย ข้าคนหนึ่งล่ะที่จะไม่เชื่ออีกแล้ว!’

          เกาจิ้นรู้สึกเหมือนมีไฟลุกท่วมศีรษะ “.....”

          เซี่ยชิงประคองเกาจิ้นเดินออกไปด้านนอก บรรดานางกำนัลและขันทีพากันคุกเข่าอย่างพร้อมเพรียง

          เมื่อเกาจิ้นออกมา เซี่ยชิงย่อมไม่อาจนั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน จำต้องนั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง

          หูเหม่ยเหรินถูกนางกำนัลพาตัวมาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า เส้นผมสีน้ำตาลรุ่ยร่ายระใบหน้างดงาม ดูแล้วมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก ดวงตาที่มีสีอ่อนกว่าชาวจงหยวนบัดนี้มีแต่ความสิ้นหวัง

          ‘ยัยหูนี่สวยจริงๆ แต่เสียดายที่หน้าตาอย่างนี้ต้องแลกมาด้วยสมอง’

7.ตกใจแทบตาย

          เกาจิ้นที่กำลังดื่มชาได้ยินเซี่ยชิงวิจารณ์หูเหม่ยเหรินอยู่ในใจก็เลิกคิ้วข้างหนึ่ง ไม่เห็นด้วยกับความคิดของเซี่ยซื่อ หูเหม่ยเหรินที่ริอ่านทำคุณไสยในวังหลวงแน่นอนว่าต้องไม่ไร้สมอง แต่สิ่งที่เกาจิ้นได้ยินหลังจากนั้นก็คือ

          ‘นางดันเชื่อว่าการแทงตุ๊กตานี่จะทำร้ายคนได้จริงๆ’

          ‘ไม่คิดบ้างเลยว่าถ้าแทงตุ๊กตาแล้วได้ผล ด้วยนิสัยฮ่องเต้หมาๆ คนนี้ คงจะถูกคนแทงลับหลังจนพรุนไปหมดแล้ว’

          ‘ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่ตุ๊กตาไม้เลย แทงตุ๊กตากระดาษก็เหมือนกัน!’

          “พรวด!” เกาจิ้นถึงกับสำลักน้ำชา

          เซี่ยชิงหันมามองเกาจิ้นอย่างสงสัย ก่อนจะกะพริบตาปริบๆ

          “ฝ่าบาท น้ำชาร้อนไปหรือเพคะ?”

          เกาจิ้นเค้นเสียงลอดไรฟันเป็นการเตือน “หุบปาก!”

          เซี่ยชิงนิ่งเงียบไปทันที แต่ในใจนางกลับก่นด่าไม่หยุด

          ‘นายท่านหมาคงจะโมโหมากจริงๆ!’

          ‘ถ้าไม่ใช่เพราะน้ำชาร้อนไป ก็ต้องปากเป็นรู’

          ‘ดูท่าน่าจะเป็นผลจากการถูกฟ้าผ่า!’

          “.....”

          เกาจิ้นพยายามเก็บความคิดอยากจะสังหารคนเอาไว้อย่างเต็มความสามารถ เขาถลึงตาใส่เซี่ยชิง ทำท่าจะขว้างถ้วยชาในมือใส่ แต่จู่ๆ ก็ได้ยินเซี่ยซื่อเอ่ยว่า “หูเหม่ยเหริน ตำหนักฝ่ายในห้ามมิให้มีการทำคุณไสยอย่างเด็ดขาด เจ้ารู้หรือไม่ว่าตนเองมีความผิด?”

          เซี่ยชิงรับรู้ได้ถึงอารมณ์ที่ไม่ปกติของเกาจิ้น จึงคิดจะจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด

          หูเหม่ยเหรินที่ก้มหน้าอย่างสิ้นหวังช้อนตามองตุ๊กตาไม้ที่อยู่บนถาดในมือของนางกำนัลแวบหนึ่ง จากนั้นก็ใช้หางตามองไปยังเซี่ยซื่อ คล้ายกับกำลังมองหนอนน่าสงสารที่ไม่ยอมฝืนชะตากรรมด้วยความภาคภูมิใจ “แล้วจะทำไม ก็แค่ตายไม่ใช่หรือ ตอนที่เขาชิงตัวข้ามาจากทะเลทราย ข้าก็ตายไปแล้ว!”

          เซี่ยชิงไม่รู้เรื่องราวระหว่างหูเหม่ยเหรินและเกาจิ้น นางรู้เพียงว่า หลายเดือนก่อนเกาจิ้นทำศึกปราบดินแดนแถบตะวันตกจนได้หญิงงามนอกด่านมานางหนึ่ง ไม่มีผู้ใดรู้ชื่อของหญิงงามนางนั้นแต่เพราะอีกฝ่ายมาจากดินแดนตะวันตก จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นหู*เหม่ยเหริน

          ‘ที่แท้ หูเหม่ยเหรินก็ถูกชิงตัวมา!’

          ‘ไอ้เลวเอ๊ย’

          เกาจิ้นขมวดคิ้วแน่น เดิมทีเขาไม่คิดจะอธิบาย แต่เมื่อได้ยินคำพูดของเซี่ยซื่อก็โต้กลับไปโดยไม่รู้ตัวว่า “ขุนนางที่อยู่ระหว่างทางเป็นคนมอบนางให้ข้า”

          แม้หูเหม่ยเหรินจะไม่ใช่หญิงงามในแบบที่เกาจิ้นชื่นชอบ แต่เมื่อมีคนยกให้เช่นนี้ก็จำต้องรับนางกลับมา

          หูเหม่ยเหรินเสียงดังขึ้นทันที “ถ้าไม่ใช่เพราะฝ่าบาททรงยกพลเคลื่อนทัพผ่านบ้านเกิดของหม่อมฉัน หม่อมฉันยังจะถูกขุนนางสุนัขนั่นจับตัวมาถวายให้ฝ่าบาทได้อย่างไร! ทรงทำให้หม่อมฉันกับ
คนรักต้องแยกจากกัน หม่อมฉันขอสาปแช่งฝ่าบาทด้วยพระนามของเทพแห่งทะเลทราย ให้ฝ่าบาทไม่มีทางได้ใจของหญิงที่รักไปตลอดชีวิต”

          เซี่ยชิงพูดแทรกในใจด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

          ‘น้องสาวคนสวย เจ้าควรจะอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงนะ!’

          ‘แค่สาปแช่งจะมีประโยชน์อะไร ต้องลงมือปฏิบัติให้จริงจังถึงจะได้!’

          ‘ใช้เสน่ห์ความงามยั่วยวนให้ตายใจ แล้วลอบฆ่ามันให้ตายไปเลยสิ’

          ‘คนเขาเป็นถึงฮ่องเต้ ยังจะมีหญิงที่รักอะไรกันอีก’

          ‘หญิงงามฝ่ายในมีสามตำหนักหกเรือน แค่นี้ก็โป๊ะไม่ไหวแล้ว’

          เกาจิ้นปรายตามองเซี่ยชิงอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง “เราไม่ต้องการฟังคำพูดไร้สาระพวกนี้! ลากตัวไปตัดหัว”

          เซี่ยชิงรู้สึกว่าที่เกาจิ้นพูดว่าลากตัวไปตัดหัวนั้น เขาอาจจะหมายถึงนาง แม้จะบอกตัวเองว่าตามเหตุผลแล้ว เกาจิ้นไม่อาจตัดหัวนางได้ เพราะเบื้องหลังของนางยังมีสกุลเซี่ยหนุนอยู่ทั้งตระกูล แต่กระนั้น เมื่อได้ยินคำพูดของเขา นางก็ยังใจหายไปวูบหนึ่ง

          ‘พูดแล้วมองมาที่ข้าทำไม’

          ‘ตกใจแทบตาย’

          เกาจิ้นระเบิดเสียงอย่างระงับโทสะไม่อยู่ “ใครก็ได้มาลากตัวออกไปตัดหัวเดี๋ยวนี้!”

          ไม่มีผู้ใดในที่นั้นจะรองรับโทสะที่ลุกเป็นไฟของเกาจิ้นได้ นางกำนัลและขันทีทั้งในและนอกตำหนักต่างตกใจพากันคุกเข่าลงทั้งหมด

          เซี่ยชิงยืนตะลึงงันอยู่กับที่ กระทั่งเห็นราชองครักษ์สะพายดาบเข้ามาเพื่อนำตัวหูเหม่ยเหรินออกไปตัดหัว นางมองสีหน้าสิ้นหวังของหูเหม่ยเหรินแล้วรีบเอ่ยปากห้ามอย่างร้อนใจ

          “ช้าก่อน”        

          เกาจิ้นมีสีหน้าเคร่งเครียด ความเย็นชาในแววตานั้นมากมายเสียจนทำให้ผู้พบเห็นเหงื่อไหลโซมกาย “เรายังไม่ได้เอาผิดกับเจ้า
นี่เจ้ายังคิดจะขอความเมตตาแทนนางอีกหรือ?”

          เซี่ยชิงกลอกตาเล็กน้อยก่อนคลี่ยิ้มประจบ “ฝ่าบาท หม่อมฉันรับบัญชาให้ดูแลฝ่ายใน เรื่องของหูเหม่ยเหรินยังไม่ทันได้สืบให้กระจ่าง แล้วจะมีรับสั่งสังหารนางได้อย่างไรเพคะ?”

          เกาจิ้นชี้ไปยังถาดใส่ตุ๊กตาไม้ที่บัดนี้หัวกับตัวแยกจากกันอย่างเย็นชา “เราเห็นกับตา ยังมีอันใดที่ไม่กระจ่างอีก?”

          เซี่ยชิงยิ้มอ่อนโยน นางกวักมือเรียกนางกำนัลที่ประคองถาดใส่ตุ๊กตาไม้เข้ามาใกล้ ก่อนจะชี้ไปที่กระดาษซึ่งวางอยู่ด้านบนพลางถามนางกำนัลว่า “กระดาษแผ่นนี้ได้มาจากตุ๊กตาตัวนี้หรือ?”

          นางกำนัลตอบกลับ “เพคะกุ้ยเฟย”

          เซี่ยชิงพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงนำไปให้ฝ่าบาททอดพระเนตรอีกครั้ง”

          นางกำนัลประคองถาดมาอยู่ตรงหน้าเกาจิ้นที่กำลังขมวดคิ้วมุ่น เขาไม่ต้องการเห็นของที่รบกวนจิตใจอีก

          เซี่ยชิงสำทับอีกครั้งว่า “ฝ่าบาท หม่อมฉันเห็นว่าชื่อและวันเดือนปีเกิดที่อยู่บนนั้นไม่ค่อยถูกต้อง ดูเหมือนจะไม่ใช่ของสาปแช่งฝ่าบาทนะเพคะ”

          เกาจิ้นทิ้งสายตาบนกระดาษที่ถูกคลี่ออก บนนั้นเขียนว่า ‘เกาจิ้ง ปีซินโย่ว เดือนเก้าวันที่สิบแปด เวลายามสามหนึ่งเค่อ’ แต่วันเดือนปีเกิดของเขาคือ ‘ปีซินเว่ย เดือนเก้าวันที่ยี่สิบแปด เวลายามสามสามเค่อ’ การสาปแช่งนั้นให้ความสำคัญกับวันเดือนปีเกิดของผู้ที่ถูกสาปแช่ง หากเขียนผิดก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าผู้ถูกสาปแช่งคือใครกันแน่

          เกาจิ้นมองตัวอักษรบนกระดาษอย่างตกตะลึง ก่อนหน้านี้เขามิได้ดูให้ถี่ถ้วน เกาจิ้นเงยหน้ามองเซี่ยซื่อด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความข้องใจ เห็นนางส่งยิ้มให้ราวกับเป็นแมวที่เพิ่งขโมยกินปลาได้สำเร็จ

          ‘งงล่ะสิ! ฮ่าๆๆๆ!’

          เกาจิ้นขยำกระดาษในมือเป็นก้อนกลมแล้วโยนกลับไปบนถาดตามเดิม

          ก่อนหน้านี้เซี่ยซื่อเคยพูดถึงหูเหม่ยเหรินแทงตุ๊กตาอยู่ในใจ แสดงว่านางต้องรู้ว่าหูเหม่ยเหรินทำเรื่องนี้มาก่อน ความโหดร้ายของฝ่ายในนั้นเกาจิ้นพบเจอมาตั้งแต่เล็ก การชิงดีชิงเด่นระหว่างสนมด้วยกันค่อนข้างรุนแรง ขอแค่หาความผิดของอีกฝ่ายได้ ก็จะจัดการให้คนผู้นั้นตายดับไปได้อย่างไม่ต้องสงสัย

          ดังนั้นตั้งแต่ต้นจนถึงเมื่อครู่ เกาจิ้นจึงคิดว่าเซี่ยซื่อต้องเป็นผู้จัดฉากอยู่เบื้องหลังทั้งหมด ส่วนหูเหม่ยเหรินก็กลายเป็นเหยื่อที่น่าสงสาร แต่เมื่อเห็นวันเดือนปีเกิดที่เขียนผิดเหล่านั้น เกาจิ้นค่อยเข้าใจว่านี่อาจเป็นวิธีการช่วยเหลือไม่ให้หูเหม่ยเหรินต้องรับโทษตายของเซี่ยซื่อก็เป็นได้

          “ทั้งชื่อแซ่และวันเวลาเกิดนั้นล้วนมิใช่ของฝ่าบาท แสดงว่าหูเหม่ยเหรินจะต้องใช้ตุ๊กตานี้สาปแช่งผู้อื่น ดังนั้น...โทษของนางไม่ถึงตายนะเพคะ” เซี่ยชิงกล่าว

          เกาจิ้นถลึงตามองเซี่ยชิง ถามเสียงหนักว่า “กุ้ยเฟยคงมิได้รู้เรื่องนี้มาก่อนใช่หรือไม่?”

          เซี่ยชิงส่ายหน้าอย่างบริสุทธิ์ใจ “หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ”

          ‘ต้องรู้อยู่แล้วสิ! สองเดือนก่อนก็รู้แล้วจ้า!’

          ‘หูเหม่ยเหรินโศกเศร้าถึงขนาดคิดจะฆ่าตัวตาย ยังไงก็ต้องหาอะไรให้นางทำบ้าง’

          ‘ไม่งั้นคิดว่ากระดาษแผ่นนี้จะถูกเปลี่ยนไปได้ยังไง ตาเบ๊อะ’

          ‘หญิงงามมักมีชะตารันทด’

          เกาจิ้นที่รับรู้ถึงต้นสายปลายเหตุทั้งหมดแล้วพลันคิดว่า คนที่ชะตารันทดน่าจะเป็นตนเองมากกว่า ไม่เช่นนั้นจะได้ยินคำพูดที่ไร้ความเกรงกลัวของเซี่ยซื่อแล้วยังทำอะไรนางไม่ได้อย่างนี้หรือ

          “แม้วันเวลาเกิดจะไม่ใช่ของเรา แต่เรื่องที่นางทำคุณไสยในวังหลวงนั้นไม่อาจอภัยได้” เกาจิ้นกล่าว

          เซี่ยชิงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “ฝ่าบาทตรัสถูกต้องเพคะ ต้องได้ รับโทษอยู่แล้ว แต่โทษไม่ถึงตาย”

          เกาจิ้นแย้งเสียงหนัก “นางไม่ต้องรับโทษตายก็ได้ แต่เจ้าเล่า? เจ้ามีหน้าที่ดูแลฝ่ายใน แต่กลับเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ตัวเจ้าก็ไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้”

          อยากช่วยคนไม่ใช่หรือ ถ้าอย่างนั้นเราก็จะถลกหนังเจ้าออกมาให้ได้!

          ดวงตาดำขลับของเซี่ยชิงกะพริบปริบๆ ก่อนจะรับคำอย่างเด็ดเดี่ยว “เพคะ หม่อมฉันมีโทษ ขอฝ่าบาททรงลงโทษด้วย”

          “เจ้านี่ใจเด็ดไม่เบา จะให้เราลงโทษเจ้าอย่างไรดี?” เกาจิ้นถามอย่างสะใจ

          เซี่ยชิงนิ่งคิดเล็กน้อยก่อนตอบว่า “ตบปาก โบยหลัง หนีบนิ้ว แล้วแต่พระประสงค์ของฝ่าบาทเลยเพคะ!”

          คำตอบที่ตอบกลับอย่างเด็ดเดี่ยวของนางทำให้เกาจิ้นเกิดความระแวง ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงนางพูดในใจอย่างที่คิดไว้

          ‘อยากตีก็ตีเร็วๆ’

          ‘ยิ่งตีหนักเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น’

          ‘เดือนหน้าเป็นวันแซยิดของฮูหยินใหญ่ ท่านพ่อจะต้องกลับมาจากชายแดนแน่ ให้ท่านพ่อเห็นว่าข้าได้รับความทุกข์ทรมานในวังหลวงกับตาสักยกละกัน!’

          คำพูดของเซี่ยซื่อเหมือนเป็นคำเตือนสติ ทำให้เกาจิ้นนึกขึ้นได้ว่า ไม่กี่วันก่อนหน้านี้กรมพิธีการเข้าวังมาขออนุญาตเรื่องการจัดงานแซยิดให้กับฮูหยินท่านแม่ทัพ เหตุใดเมื่อก่อนจึงดูไม่ออกนะว่า
เซี่ยซื่อเป็นพวกบ้าระห่ำได้ขนาดนี้!

          “กุ้ยเฟย เจ้าดูจะโหดเหี้ยมกับตัวเองเกินไปหน่อยนะ” เกาจิ้นหัวเราะเยาะ

          เซี่ยชิงยิ้มให้อย่างร้อนตัว “หม่อมฉันทำผิดก็สมควรได้รับโทษเพคะ”

          ‘รีบๆ ลงโทษสิ! มัวแต่ชักช้าอยู่ได้!’

          “เซี่ยซื่อดูแลฝ่ายในบกพร่อง ลงโทษกักบริเวณสามวัน ส่วนหูเหม่ยเหริน... ขับออกจากวังหลวง!”

8.สมน้ำหน้า!

          เซี่ยชิงคาดไม่ถึงกับบทลงโทษที่ได้รับ

          ‘นี่มันอะไร?’

          ‘ฮ่องเต้หมาบ้านี่ไหวรึเปล่า?’

          ‘แค่กักบริเวณข้าสามวัน คิดว่าเล่นขายของหรือไง?’

          “ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันมีความผิดสมควรรับโทษ ทรงลงโทษเช่นนี้ดูจะเบาเกินไป หากใครเอาไปพูดจะเสียพระเกียรติของฝ่าบาทได้นะเพคะ” เซี่ยชิงยังคงพยายามใส่ไฟ

          ‘พี่ชาย ท่านเป็นถึงฮ่องเต้ที่ชั่วขนาดทำให้เด็กน้อยหยุดร้องไห้ได้เลยนะ’

          ‘ลงโทษเบาเกินไปแล้ว จะเสียชื่อเสียงด้านความถ่อยสถุลหรือเปล่าพี่!’

          ‘ตีสิ ตีเลย’

          เกาจิ้นลุกขึ้นกุมขมับ ในขณะที่เซี่ยชิงยังคงร้องขอโทษทัณฑ์ที่มากกว่านี้

          “ฝ่าบาท กักบริเวณแค่สามวันเบาเกินไป ถ้าไม่อย่างนั้นก็กักบริเวณสักสามปี หนึ่งปี... ครึ่งปี... สามเดือนก็ยังดี!”

          ‘ยิ่งกักบริเวณนานเท่าไหร่ ข้าก็ไม่ต้องเห็นหน้าท่านนานเท่านั้น!’

          เกาจิ้นพลันชะงักฝีเท้า เซี่ยชิงเหลือบตาขึ้นมอง เมื่อเห็นว่าตนเองเดินใกล้จะถึงตัวอีกฝ่ายแล้วก็ยังคงไม่ยอมหยุด นางใช้หน้าผากที่แข็งประดุจเหล็กกล้าของตนชนเข้ากับแผ่นหลังของเกาจิ้นอย่างแรง

          แรงกระแทกทำให้เกาจิ้นถึงกับตัวเซ แผลที่หลังเจ็บปวดราวกับปริออกจากกัน

          เขาหมุนตัวกลับมาด้วยความโกรธจัด เห็นเซี่ยซื่อยกมือกุมจมูกที่โด่งแหลมของตนเองเอาไว้พลางทำปากยื่นน้อยๆ ราวกับเจ็บเสียเต็มประดา

          “เหตุใดจู่ๆ ถึงหยุดเดินล่ะเพคะ? เจ็บเหลือเกิน”

          ถ้าเกาจิ้นไม่ได้ยินในใจของนางที่กำลังพูดว่า

          ‘ชนโดนแผลล่ะสิ’

          ‘สมน้ำหน้า!’

          เขาคงจะถูกท่าทางน่าสงสารที่ดูบริสุทธิ์ไร้พิษภัยของนางหลอกเข้าอีกแล้ว

          ‘เจ็บใช่ไหมล่ะ?’

          ‘ถ้าเจ็บก็รีบๆ ไล่ข้าสิ!’

          ‘เร็วเข้า นี่ยังมีนิยายที่ยังไม่ได้อ่านอีกตั้งหลายเล่ม’

          เกาจิ้นสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามระงับโทสะที่ใกล้ระเบิดเต็มที เขาหมุนตัวจะจากไป แต่มาคิดอีกที หากกลับไปตอนนี้ เวลานอนก็คงจะต้องได้ยินเสียงประหลาดตามหลอกหลอนจนนอนหลับ
ไม่สบายอีกเป็นแน่

          ตอนนี้มีทางเลือกสองทาง คือถ้าไม่นอนหลับฟังเสียงประหลาดเหล่านั้นอยู่ในฝัน ก็ต้องฟังเสียงนินทาในใจของเซี่ยซื่อในยามตื่น

          หลังจากบวกลบคูณหารถึงผลดีผลเสียครู่หนึ่ง เกาจิ้นก็เลือกอย่างหลัง

          เขาไม่สนใจเสียงร่ำร้องภายในใจที่เต็มไปด้วยความหวังของเซี่ยซื่อ หันกลับไปเอ่ยกับเซี่ยซื่อที่ยืนมองอย่างคาดไม่ถึงว่า “เราจะไปตำหนักหนิงฮุย”

          เซี่ยชิงคิดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะพลิกผันกลายเป็นเช่นนี้ ไหนว่าจะกักบริเวณนางสามวันไม่ใช่หรือ?

          นางไม่รังเกียจว่าน้อยเกินไปแล้ว สามวันก็สามวัน!

          อย่างน้อยก็ยังมีตั้งสามวัน!

          เซี่ยชิงร่ำร้องอย่างสติใกล้จะแตกอยู่ในใจขณะมองตามร่างที่เดินห่างออกไปของเกาจิ้น

          ‘หมาน้อย ท่านไม่กล้าล่ะสิ!’

 

          ข่าวฮ่องเต้เสด็จตำหนักหนิงฮุยสร้างความยินดีให้กับเจียงหมัวหมัวเป็นอย่างยิ่ง

          เมื่อได้รับการแจ้งจากคนในวัง นางก็รีบปัดกวาดเช็ดถู จุดกำยานรมห้องหับให้มีกลิ่นหอมพร้อมที่จะรับเสด็จ

          ตอนที่เกาจิ้นลากเซี่ยชิงเดินผ่านตัวนางเข้าห้อง เจียงหมัวหมัวยังยกนิ้วหัวแม่มือให้กับเซี่ยชิงเป็นการชื่นชมโดยไม่มีความเห็นใจแม้แต่น้อย

          เซี่ยชิงที่ได้รับคำชมจากเจียงหมัวหมัวผ่านทางสีหน้าเป็นทำนองว่า ‘กุ้ยเฟยทำได้สุดยอด’ มองไปยังประตูห้องนอนที่ถูกปิดจากด้านนอกด้วยแววตาสิ้นหวัง

          “มานี่ มานอนเป็นเพื่อนเรา”

          ขณะที่เซี่ยชิงยืนตะลึง เกาจิ้นก็เดินมาถึงข้างเตียง

          ‘กลางวันแสกๆ หมอนี่ดันมีอารมณ์ขึ้นมา?’

          ‘ทั้งหน้าทั้งตัวมีแต่แผลยังจะมีแก่ใจคิดถึงเรื่องพรรค์นี้อีก’

          ‘แหม แต่ข้าเพิ่งอาบน้ำ ถ้าเสร็จกิจแล้วก็ต้องไปอาบน้ำใหม่อีกรอบน่ะสิ’

          ‘โอ๊ยๆๆๆ ยุ่งยากจริงๆ หื่นไม่ดูเวล่ำเวลา’

          ระหว่างที่เซี่ยชิงกำลังบ่นอยู่ในใจ เกาจิ้นก็ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกแล้วคลานขึ้นเตียง กลิ่นหอมรวยรินติดอยู่ที่ปลายจมูก นี่เป็นกลิ่นหอมที่เซี่ยซื่อใช้ประจำ จิตใจที่ว้าวุ่นของเกาจิ้นเริ่มสงบ เปลือกตาทั้งสองพลันหนักอึ้ง

          เซี่ยชิงมองร่างที่นอนบนเตียงด้วยความสับสนวุ่นวายใจ

          ‘หน็อย อีตาบ้า คิดจะทำอะไรกลางวันแสกๆ ไม่พอ ยังไม่ยอมเป็นคนลงมือทำด้วย!’

          ‘เขานอนลงก่อนอย่างนี้หมายความว่ายังไง?’

          ‘สรุปจะให้ข้าขึ้นขย่มเหรอ?’

          เซี่ยชิงคลานขึ้นเตียงอย่างไม่เต็มใจ มองร่างที่นอนหลับตารอให้ตนที่เปรียบเหมือนสมันน้อยเดินเข้าปากเสือ นางสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะยื่นมือไปดึงเชือกที่ผูกเสื้อชั้นในของเขา

          แต่ทันทีที่มือของนางแตะเชือกก็พลันถูกเขาปัดทิ้ง เซี่ยชิงมองมือตัวเองอย่างประหลาดใจ

          นางได้ยินเกาจิ้นพูดทั้งที่ยังหลับตา

          “เราจะนอน เจ้าเฝ้าอยู่ข้างๆ ก็พอ ห้ามออกห่างจากเตียงเกินสิบก้าว”

          ในหัวของเซี่ยชิงมีแต่คำถาม ฮ่องเต้บ้าจะนอนแต่บอกให้นางคอยเฝ้า แล้วยังไม่ให้ออกห่างจากเตียงมากกว่าสิบก้าวด้วย

          ‘คิดจะเล่นบ้าอะไรอีก?’

          ‘หรือจะแกล้งให้เหยื่อตายใจก่อน?’

          ‘ทำเป็นปฏิเสธ แต่ความจริงระริกระรี้?’

          ‘คิดจะ...’

          “หุบปาก! แล้วนอน! ห้ามขยับตัว!...” เกาจิ้นออกคำสั่งทั้งที่ยังหลับตา เสียงของเขาแผ่วเบาลงทุกขณะ ไม่นานก็ผล็อยหลับไป

          เซี่ยชิงได้ยินเสียงหายใจเป็นจังหวะของเขาก็ทำใจกล้าชะโงกหน้าไปดู เมื่อแน่ใจว่าเขาหลับไปแล้ว จึงได้ผ่อนลมหายใจ

          นางขยับลงจากเตียงอย่างแผ่วเบา แต่ขณะที่กำลังจะเดินออกไปก็ได้ยินเสียงเกาจิ้นเอ่ยขัดว่า

          “สิบก้าว”

          เซี่ยชิงสะดุ้งโหยง ทั้งร่างพลันแข็งทื่อ นางลอบด่าในใจ ที่แท้เขาก็แกล้งทำเป็นหลับ ก่อนจะเดินกลับขึ้นเตียงอย่างไม่เต็มใจ

          นางนอนกอดอกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองเกาจิ้นที่นอนหลับสนิทด้วยความหมั่นไส้ พลันเกิดความคิดที่จะทำให้เขาไม่ได้หลับอย่างที่หวัง

          ‘กลางวันแสกๆ พาสาวเข้าห้อง บังคับขึ้นเตียง แต่ตัวเองกลับนอนหลับหน้าตาเฉย’

          ‘ไม่มีทาง!’

          ‘ถ้าวันนี้ข้าป่วนให้ท่านหงุดหงิดไม่ได้ ข้าจะยอมใช้แซ่เดียวกับท่านเลย!’

          เมื่อคิดได้เช่นนี้ เซี่ยชิงก็ลงมือทันที

          เริ่มแรก นางกระเถิบตัวไปชิดแผ่นหลังของเกาจิ้น ใช้มือลูบตั้งแต่ช่วงเอวลงไป นางกลั้นหายใจ ครั้นใกล้จะถึงเป้าหมาย จู่ๆเกาจิ้นที่นอนตะแคงหลับสนิทก็พลิกตัวกลับมา

          การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วเด็ดขาด จัดการรวบมือทั้งสองของเซี่ยชิงไว้แล้วจับตัวนางพลิกกลับไปอีกทาง ทำให้แผ่นหลังบอบบางแนบกับแผ่นอกของเขาแทน จากนั้นก็จับแขนเรียวสองข้างไขว้กันที่หน้าอก แค่นั้นยังไม่พอ เกาจิ้นยังยกขาข้างหนึ่งขึ้นพาดตัวนางทำราวกับนางเป็นหมอนข้าง

          แค่เวลาชั่วพริบตาเดียว เหตุการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างเหนือความคาดหมาย เซี่ยชิงถูกจับตัวเอาไว้จนดิ้นหนีไม่ได้ อีกทั้งยังต้องกลายเป็นหมอนข้างให้เกาจิ้นกอดอย่างไม่มีทางเลือก

          เซี่ยชิงเป็นหญิงที่มีรูปร่างสูงเพรียว แต่เมื่อถูกเกาจิ้นที่มีร่างกายสูงใหญ่กำยำกอดเช่นนี้ก็ทำให้รู้สึกเหมือนตัวนางเล็กลงไปถนัดใจ

          เซี่ยชิงที่ถูกกอดเป็นหมอนข้างได้แต่กลอกตามองเพดาน มองการตกแต่งภายในห้องนอนด้วยแววตาเลื่อนลอย

          ขโมยไก่ไม่สำเร็จยังจะเสียข้าวเปลือกไปอีก อยู่ดีไม่ว่าดี ถ้ารู้แต่แรก นางคงไม่ยุ่งกับเขา จะได้ไม่ต้องมาถูกกอดเป็นหมอนข้างแบบนี้!

          เกาจิ้นฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก เขาไม่เพียงเป็นผู้มีฝีมือยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งในสกุลเกา แม้แต่เหล่าแม่ทัพในราชสำนักก็ยังยกย่องว่าเขาเป็นผู้มีวรยุทธ์ในระดับแนวหน้า คนที่ถูกเขาใช้ทั้งมือทั้งขาหนีบไว้เช่นนี้ย่อมไม่มีทางที่จะดิ้นหลุดได้ง่ายๆ

          เซี่ยชิงถูกหนีบเอาไว้เป็นการบังคับให้นางต้องนอนไปด้วย นางนอนตั้งแต่กลางวันไปจนถึงตอนเย็น รู้สึกปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัว

          หลังจากเกาจิ้นได้นอนหลับสนิท สีหน้าก็อิ่มเอิบสดใส เมื่อเขาสวมเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยก็หันกลับมามองเซี่ยชิงที่นั่งนวดมือนวดเท้าคลายความเมื่อยขบอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าแววตาตัดพ้อ

          เขาได้ยินเสียงก่นด่าต่อว่าในใจนางสารพัด หากสิ่งที่เกาจิ้นทำมีเพียงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยขณะเดินออกจากห้อง

          หลังจากเกาจิ้นกลับไปแล้ว เจียงหมัวหมัวก็รีบเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว พอเห็นเซี่ยชิงนั่งหน้าตาหดหู่อยู่บนเตียงก็ยิ้มแย้มอารมณ์ดี ราวกับเพิ่งส่งแขกกระเป๋าหนักที่มาใช้บริการสาวๆ ในสังกัดของนางออกจากหอคณิกาอย่างไรอย่างนั้น นางประคองเซี่ยชิงลงจากเตียงด้วยรอยยิ้มที่แฝงความนัยพร้อมกับซักถามตามมารยาท

          “กุ้ยเฟยเหนื่อยหรือไม่เพคะ?”

          “กุ้ยเฟยต้องการอาบน้ำหรือไม่?”

          “กุ้ยเฟยระวังด้วย”

          เซี่ยชิงได้แต่กลอกตา ก่นด่าไปถึงบรรพบุรุษของเกาจิ้นในใจไปรอบหนึ่ง

          เกาจิ้นมีคำสั่งให้ขับหูเหม่ยเหรินออกจากวังด้วยความผิดฐานทำคุณไสย

          หูเหม่ยเหรินสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบ ปล่อยเส้นผมสยายอยู่ด้านหลัง ว่ากันตามระเบียบแล้ว นางไม่อาจพกพาสิ่งของใดๆ ออกจากวังได้แม้แต่ชิ้นเดียว

          หูเหม่ยเหรินไม่ใช่ชาวจงหยวน ถึงจะออกจากวังได้ก็ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน สตรีที่ออกจากวังโดยไม่มีเงินติดตัวแม้แต่อีแปะเดียวนั้น อย่าว่าแต่จะกลับบ้านเกิดของตัวเอง แม้แต่จะเอาชีวิตรอดอยู่ในเมืองก็ยังทำไม่ได้

          แต่สำหรับหูเหม่ยเหริน ขอเพียงออกจากกรงขังแห่งนี้ได้ แม้จะต้องตาย ขอแค่ได้สูดอากาศแห่งอิสระภายนอก นางก็พอใจแล้ว

          นางกำนัลและขันทีที่เฝ้าดูหูเหม่ยเหรินพานางมาส่งที่หน้าประตูวัง หูเหม่ยเหรินถูกค้นตัวอีกครั้งก่อนจะได้รับอนุญาตให้ออกจากวังหลวง

          นางยืนอยู่นอกประตูวัง มองโลกที่ไม่คุ้นเคยตรงหน้าด้วยความกระวนกระวายและหวาดกลัว

          “หูเหม่ยเหริน ช้าก่อน”

9.เพื่อเราอย่างนั้นหรือ?

          ทันใดนั้น ก็มีเสียงเรียกนางดังมาจากด้านใน หูเหม่ยเหรินหันกลับไปมองก็เห็นนางกำนัลสองคนเดินตามออกมา หูเหม่ยเหรินจำได้ว่าพวกนางเป็นคนของเซี่ยกุ้ยเฟย

          นางกำนัลทั้งสองวิ่งมาหาหูเหม่ยเหริน แล้วยื่นห่อผ้าห่อหนึ่งให้ พลางกล่าวว่า

          “นี่เป็นของที่กุ้ยเฟยมอบให้ท่าน ข้างในมีเงินอยู่จำนวนหนึ่ง แล้วยังมีจดหมายแนะนำของสกุลเซี่ย ท่านเดินไปตามถนนหลวงมุ่งหน้าไปทางตะวันตก ขอแค่อยู่ในแคว้นของเรา ไม่ว่าจะเป็นโรงเตี๊ยมหลวงที่ใดล้วนจำสัญลักษณ์ของสกุลเซี่ยได้ทั้งสิ้น ของเหล่านี้จะช่วยให้ท่านออกนอกด่านได้สำเร็จ”

          หูเหม่ยเหรินตะลึงงัน

          “เหตุใดกุ้ยเฟยจึงช่วยเหลือข้า?”

          นางกำนัลทั้งสองสบตากันก่อนยิ้มให้หูเหม่ยเหริน “กุ้ยเฟยของพวกเราก็เป็นคนเช่นนี้ หูเหม่ยเหรินอย่าได้คิดมาก”

          นางกำนัลทั้งสองกล่าวจบก็รีบวิ่งกลับเข้าวังหลวง จากนั้นประตูวังก็ปิดลง

          หูเหม่ยเหรินที่หอบห่อผ้าช่วยชีวิตเอาไว้ พลันคิดขึ้นได้ว่า ใครเป็นคนเปลี่ยนกระดาษวันเวลาเกิดในตุ๊กตาไม้ของตน ถ้าไม่เช่นนั้น นางก็คงจะถูกฮ่องเต้โฉดลากไปตัดหัวแล้ว ยังจะมีชีวิตออกนอกวังได้อย่างไร

          หูเหม่ยเหรินสำนึกบุญคุณอยู่ในใจ นางกอดห่อผ้าแน่น รวบรวมความกล้าที่จะกลับไปยังแดนตะวันตกของตน

 

            หลังเกาจิ้นได้นอนกลางวันที่ตำหนักของเซี่ยกุ้ยเฟยก็เริ่มรู้สึกกระปรี้กระเปร่า

          เขาไม่ได้กลับไปนอนพักรักษาตัวอย่างที่ควรจะเป็น แต่เรียกให้คนยกกองฎีกาที่ไม่ได้จัดการมาหลายวันมาที่ตำหนักหมิงเจ๋อ

          หลังจากหูเหม่ยเหรินออกจากวัง ก็มีคนเข้ามารายงานเกาจิ้น

          เดิมทีเกาจิ้นคิดจะฟังเพียงผ่านๆ แต่เมื่อขันทีรายงานว่าเห็นนางกำนัลจากตำหนักหนิงฮุยไล่ตามหูเหม่ยเหรินออกไปนอกวัง อีกทั้งยังมอบห่อผ้าให้นางห่อหนึ่ง เกาจิ้นจึงได้เงยหน้าขึ้นจากกองฎีกาที่สูงเป็นภูเขา

          “ห่อผ้า?” เกาจิ้นถามขันทีที่เข้ามารายงาน

          “เป็นตั๋วแลกเงินกับใบเบิกทางของสกุลเซี่ยพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีตอบ

          เกาจิ้นถามอย่างข้องใจ “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”

          ขันทีตอบ “นางกำนัลสองคนนั้นมิได้ปิดบัง ทั้งยังบอกตามตรงว่าเป็นของที่กุ้ยเฟยมอบให้กับหูเหม่ยเหรินพ่ะย่ะค่ะ”

          เกาจิ้นขว้างฎีกาที่อยู่ในมือลงพื้นด้วยโทสะ สร้างความตื่นตกใจให้กับเหล่านางกำนัลและขันทีที่คอยรับใช้อยู่ข้างๆ จนต้องรีบคุกเข่าร้องว่า “ขอฝ่าบาทโปรดระงับโทสะ”

          เขาขับหูเหม่ยเหรินออกจากวัง แต่เซี่ยซื่อกลับทำตัวเป็นคนดีอย่างเปิดเผย ยังจะมีวันเวลาเกิดปลอมนั่นอีก แค่เขาไม่ได้เค้นถามเอาความจริง คิดหรือว่าเขาไม่รู้ว่าใครเป็นคนแอบเปลี่ยน “ไปเรียกเซี่ยซื่อมาพบเราเดี๋ยวนี้! นางอยากเป็นคนดี เราจะให้นางดีจนถึงที่สุด!”

          เกาจิ้นออกคำสั่งเสียงหนัก ขันทีรีบรับคำสั่งอย่างลนลาน

          หลังจากนั้นสองเค่อ เซี่ยชิงก็มาถึงตำหนักหมิงเจ๋อ ขณะนั้นเป็นเวลาอาหารเย็นพอดี ห้องเครื่องยกอาหารเข้ามาในตำหนัก เกาจิ้นนั่งอยู่ที่โต๊ะซึ่งมีอาหารเลิศรสหลายสิบชนิดวางเรียงอยู่ มองตรงมายังเซี่ยชิง

          เดิมเซี่ยชิงเองก็กำลังเตรียมตัวกินอาหารอยู่ที่ตำหนักหนิงฮุยเช่นกัน แต่เมื่อถูกเรียกตัวมากะทันหันก็ต้องมาทั้งๆ ที่ยังไม่ได้กินอะไร ยามที่นางเดินผ่านโต๊ะอาหารจึงอดมองให้นานหน่อยไม่ได้

          ‘หมาบ้านี่เปลี่ยนนิสัยหรือไง? ถึงกับเรียกข้ามากินข้าวด้วย’

          ‘นั่นมันตีนเป็ดกับขาห่านพะโล้นี่’

          ‘ยังมีเนื้อปูน้ำแดง ปูนึ่งส้มโอ เนื้อกวางย่าง ผัดเผ็ดเนื้อกระต่าย...’

          เกาจิ้นที่ได้ยินเซี่ยซื่อร่ายรายชื่ออาหารตั้งแต่เดินเข้ามาในห้องขณะที่สายตาก็ไม่ได้ละไปจากโต๊ะอาหารถึงกับพ่นเสียงหัวเราะเยาะออกมาคราหนึ่ง

          “ถวายบังคมฝ่าบาท” เซี่ยชิงเห็นแก่อาหารเลิศรสบนโต๊ะจึงลืมความแค้นที่ถูกใช้เป็นหมอนข้างนานครึ่งวันไปเป็นการชั่วคราว

          เกาจิ้นมองนางก่อนถามเสียงเย็นว่า “ได้ยินว่าเจ้ามอบห่อผ้าให้กับหูเหม่ยเหรินหรือ?”

          เซี่ยชิงดึงสายตากลับมาจากโต๊ะอาหารก่อนตอบ “หม่อมฉันให้นางจริงเพคะ แต่ที่ทำไปก็เพื่อฝ่าบาททั้งสิ้น”

          เกาจิ้นนิ่วหน้า “เพื่อเราอย่างนั้นหรือ?”

          เซี่ยชิงพยักหน้ารับ ท่าทางของนางดูคล้ายกระต่ายน้อยที่ว่านอนสอนง่าย “ถึงอย่างไรหูเหม่ยเหรินก็เคยเป็นสนมของฝ่าบาทหากนางถูกไล่ออกจากวังโดยไม่มีเงินทองติดตัวแม้แต่อีแปะเดียวหญิงอ่อนแอเช่นนั้น นอกจากจะขายเรือนร่างเพื่อหาเงินแล้วยังจะมีวิธีใดอีก หากนางไปขายเรือนร่างจริง ใต้หล้านี้จะมีคนใช้สตรีร่วมกับฝ่าบาทมากเพียงใด แบบนี้จะไม่เป็นการเสียพระเกียรติหรือเพคะ?”

          ‘ฮ่าๆๆ พูดไม่ออกล่ะสิ!’

          ‘หูเหม่ยเหรินงามขนาดนั้น ถึงท่านจะไม่สงสารนาง แต่ข้าสงสารนี่’

          หัวคิ้วของเกาจิ้นขมวดมุ่นจนแทบจะหนีบแมลงวันตายได้ เขากัดฟันแน่นจนเกิดเสียงกรอดๆ “ถ้าอย่างนั้น เราควรจะขอบใจเจ้าสินะ?”

          เซี่ยชิงโบกมือ “ตรัสหนักไปแล้วเพคะ”   

          ‘ชวนข้ากินข้าวซะทีสิ หิวจะแย่แล้ว!’

          ‘กับข้าวเย็นหมดแล้วมั้ง?’

          เกาจิ้นสูดลมหายใจเข้าลึก เขาหยิบตะเกียบเงินคู่หนึ่งมาถือไว้แล้วชี้ไปยังอาหารที่อยู่บนโต๊ะ บอกกับนางว่า

          “เนื้อปูน้ำแดง”

          เซี่ยชิงยืนนิ่งเงียบอยู่กับที่ วั่นกงกงรีบทำมือส่งสัญญาณให้นางกำนัลคีบอาหาร แต่คิดไม่ถึงว่านางกำนัลยังไม่ทันจะแตะถูกอาหารเกาจิ้นก็วางตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างแรง สายตาจ้องเขม็งมายังเซี่ยชิง

          ‘มองหาอะไร’

          ‘จะให้ตักอาหารให้หรือไง?’

          ‘อยากอยู่อย่างเซียนทำไมไม่ลอยขึ้นสวรรค์ไปเลยล่ะ’

          เซี่ยชิงระเบิดโทสะอยู่ในใจ

          สายตาสองคู่ประสานกัน ไม่มีใครยอมใคร กลายเป็นวั่นกงกงซึ่งอยู่อีกด้านที่มองด้วยความหวาดหวั่น เขาเดินมาอยู่ข้างหลังเซี่ยชิงอย่างเงียบๆ แล้วใช้น้ำเสียงอ่อนโยนเตือนสตินาง “กุ้ยเฟย ฝ่าบาทเชิญท่านเข้าไป”

          เซี่ยชิงจิกเล็บใส่ฝ่ามือตัวเองพร้อมกับท่องกลอนในใจ

          ‘หัวค้ำฟ้า เท้าย่ำดิน ชีวิตคนเราเหมือนละคร’

          ‘คนอื่นโมโห ข้าต้องไม่ดิ้นตาม เจ็บป่วยขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ’

          เกาจิ้นนิ่วหน้าฟังเซี่ยชิงพร่ำบ่นไปจนถึงแต่งกลอนเปล่าในใจอย่างเงียบๆ

          นางแย้มยิ้มอ่อนหวานขณะที่รับช้อนชามมาจากนางกำนัล ก่อนจะเดินไปตักอาหารที่เกาจิ้นต้องการด้วยท่าทางว่านอนสอนง่าย ถ้าไม่ใช่เพราะเกาจิ้นได้ยินเสียงพูดในใจของนางกับหูก็คงจะถูกนางหลอกต่อไปเป็นแน่

 

          เซี่ยชิงตักเนื้อปูน้ำแดงที่ดูน่ากินขึ้นมาชามหนึ่ง

          เมื่อผ่านการตรวจพิษด้วยเข็มเงินจากขันทีแล้ว นางก็ตักขึ้นมาชิมคำหนึ่ง หลังจากผ่านการตรวจสอบพิษสองขั้นตอนจึงจะยกมาวางตรงหน้าฮ่องเต้

          เกาจิ้นมองท่าทางการทดสอบยาพิษอันงามสง่าของเซี่ยซื่อนี่มิใช่ครั้งแรกที่นางทำเช่นนี้ ความจริงแล้ว ในอดีตสิ่งที่ทำให้เขาโปรดปรานเซี่ยซื่อมากกว่าคนอื่นก็เพราะนางเป็นคนที่รู้สถานการณ์และเข้าใจอะไรได้ดี นางรู้ว่าเขาเป็นคนขี้ระแวง ระมัดระวังกับการนำสิ่งของเข้าปากอย่างมาก ดังนั้นแต่ละครั้งที่เซี่ยซื่อยกน้ำแกงมาให้ นางจะชิมให้เขาดูก่อนทุกครั้ง ทำให้เขาเคยคิดไปว่านางทำไปด้วยความเต็มใจ ทว่า

          ‘ประสาทจะแดกตาย!’

          ‘ถ้ามีคนวางยาพิษ นังแส่หาเรื่องคนนี้มิต้องตายก่อนเหรอ’

          ‘เข็มเงินบ้าๆ นี่ก็ทดสอบได้แค่พวกสารหนูกับยาพิษร้ายแรงเท่านั้น ถ้าเป็นพิษอ่อนๆ ที่ออกฤทธิ์ช้า ถามจริงท่านจะดูออกไหม’

          “.....”

          เกาจิ้นดื่มน้ำแกงพลางฟังเซี่ยซื่อรำพึงรำพันในใจไม่หยุดด้วยความประหลาดใจว่านางไปสรรหาคำพูดเหลวไหลได้มากมายเพียงนี้มาจากที่ใด

          พูดมากจนน่ารำคาญ

          ขณะนั้น ซูเปี๋ยเฮ่อก็เข้ามารายงานเกี่ยวกับการวางกำลังป้องกันภายในวังหลวง หลังจากสนทนากันไม่กี่คำ เกาจิ้นก็ถามว่า “กินข้าวแล้วหรือยัง?”

          ซูเปี๋ยเฮ่อเติบโตมาพร้อมกับเกาจิ้น จึงสนิทสนมกันประดุจพี่น้องแท้ๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าเกาจิ้น ซูเปี๋ยเฮ่อจึงไม่มีความเกรงใจ เขาส่ายศีรษะทันที “ยังเลยพ่ะย่ะค่ะ”

          เกาจิ้นทำมือส่งสัญญาณ วั่นกงกงรีบสั่งให้คนไปเตรียมเก้าอี้มาให้ซูเปี๋ยเฮ่อนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของเกาจิ้น

          “กินอันใดสักหน่อยสิ” เกาจิ้นเอ่ย

          “ขอบพระทัยฝ่าบาท” ซูเปี๋ยเฮ่อไม่เกรงใจ ปลดดาบนั่งลงทันที

          นางกำนัลและขันทีที่แต่เดิมมีหน้าที่ตักอาหารให้กับเกาจิ้นในที่สุดก็มีงานให้ทำ พวกเขาช่วยกันคีบอาหารส่งให้ซูเปี๋ยเฮ่อ

          เซี่ยชิงมองซูเปี๋ยเฮ่อที่นั่งกินข้าวอยู่ด้านหนึ่งแล้วมองตัวเองที่ได้แต่ยืนปรนนิบัติเกาจิ้นอยู่ข้างๆ แล้วอดรำพึงรำพันในใจไม่ได้

          ‘เฮ้อ ยังไงก็เป็นสนมซูที่ได้รับความโปรดปรานมากกว่าใคร’

          “แค็กๆ...” เกาจิ้นที่กำลังกินอาหารอยู่นั้นถึงกับสำลัก

          เซี่ยชิงรีบวางตะเกียบในมือลงแล้วลูบแผ่นหลังให้เกาจิ้นจากนั้นก็ใช้น้ำเสียงอ่อนหวานแสดงความห่วงใย

          ซูเปี๋ยเฮ่อที่กำลังกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยได้ยินเสียงไอของเกาจิ้นก็รีบลุกขึ้นถาม

          “ฝ่าบาททรงเป็นอันใดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

          เกาจิ้นโบกมือเป็นการบอกให้อีกฝ่ายกินต่อไป ก่อนจะรับผ้าเช็ดมือที่เซี่ยซื่อส่งมา เขาเช็ดมือพลางมองนางอย่างประเมิน

          เซี่ยชิงถูกมองจนรู้สึกแปลกๆ

          ‘จะมองหาอะไร’

          ‘รู้ว่าโปรดสนมซู ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย’

          เกาจิ้นวางผ้าเช็ดมือลงด้วยความรู้สึกอยากจะล้มโต๊ะเหลือเกิน

          ‘ฮ่องเต้สุนัขนี่ดูประหลาด”

          ‘ก่อนหน้านี้ยังพอจะเกรงใจกันบ้าง แต่ทำไมตอนนี้แม้แต่ความเกรงใจก็ไม่มีแล้วล่ะ’

          ‘ไม่รู้ผีเข้าอะไรอีก’

          เกาจิ้นสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนสั่งให้เซี่ยชิงนั่งลงข้างๆ “เจ้าเองก็นั่งลงเถอะ”

10.สมกับเป็นครัวหลวง!

          ก่อนที่จะหาสาเหตุถึงการได้ยินเสียงพูดในใจของเซี่ยซื่อได้ เกาจิ้นไม่ต้องการให้ใครผิดสังเกต

          เซี่ยชิงร่ำร้องในใจด้วยความยินดี แต่ภายนอกกลับทำท่าปฏิเสธอย่างงดงาม

          “หม่อมฉันอยากปรนนิบัติฝ่าบาทเสวยพระกระยาหาร ยังไม่ค่อยหิวเพคะ”

          เกาจิ้นกล่าว “ถ้าไม่ค่อยหิวก็...”

          คำว่า ‘อย่ากินเลย’ ยังไม่ทันออกจากปาก เซี่ยชิงก็นั่งลงพร้อมกับคลี่ยิ้มอ่อนหวานทันที “แม้จะไม่ค่อยหิว แต่หม่อมฉันยินดีกินเป็นเพื่อนฝ่าบาทเพคะ”

          เกาจิ้น “.....”

          สกุลเซี่ยเลี้ยงบุตรสาวอย่างไรจึงได้คนที่ยืดได้หดได้เช่นนี้ที่สำคัญ ก่อนหน้านี้เขาดูนางไม่ออกเลยแม้แต่น้อย

          เซี่ยชิงนั่งกินอาหารอย่างสำรวม อย่างน้อยนางก็ไม่ด่าเกาจิ้นในใจ เรียกได้ว่าจดจ่ออยู่แต่กับอาหารตรงหน้า แน่นอนว่าการแสดงออกภายนอกของนางนั้นดูงามสง่าอย่างยิ่ง

          หลังจากแสร้งทำเป็นกวาดตามองอาหารบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจรอบหนึ่ง เซี่ยชิงก็ชี้ไปที่ขาห่านพะโล้ที่นางเห็นเป็นจานแรกหลังจากเข้ามาในห้อง

          หลังจากกัดเนื้อห่านคำเล็กๆ คำหนึ่งอย่างสง่างาม ในใจของเซี่ยชิงก็ร่ำร้องด้วยความพึงพอใจ

          ‘ขาห่านพะโล้นี่จะนุ่มไปไหน!’

          ‘ข้าวหมากก็หอมจริงๆ’

          ‘อร๊อยอร่อย!’

          ‘สมกับเป็นครัวหลวง!’

          เกาจิ้นเห็นการแสดงออกภายนอกของนางดูสงบนิ่ง แต่เสียงในใจกลับร่ำร้องไม่หยุด ทำให้อดมองไปยังขาห่านพะโล้ด้วยความสงสัยไม่ได้ว่ามันอร่อยเพียงนั้นเชียวหรือ

          เมื่อกินขาห่านพะโล้หมดแล้ว เป้าหมายต่อไปของเซี่ยชิงก็คือเนื้อกวางและเนื้อกระต่ายผัดเผ็ด อาหารที่เข้าปากนางแต่ละคำนั้นสร้างความปลื้มปีติให้กับนางเสียจนเหมือนมีคนจุดดอกไม้ไฟอยู่ข้างในใจเลยทีเดียว

          อร่อยขนาดนั้นเชียว?

          เกาจิ้นคีบเนื้อกวางจากจานอาหารที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเซี่ยซื่อเข้าปากอย่างไม่รู้ตัว เพิ่งใส่ปากก็รู้สึกว่ารสชาติพอใช้ได้ เนื้อหอมๆ เค็มๆ แต่พอเคี้ยวไปเคี้ยวมาก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง ความเผ็ดร้อนที่ซ่อนอยู่ทำให้เขาถึงกับเปลี่ยนสีหน้า

          เหตุใดจึงเผ็ดขนาดนี้!

          เกาจิ้นรีบกลืนอาหารทันที แต่นอกจากรสเผ็ดร้อนจะไม่หายไปแล้วยังร้อนแรงมากขึ้นอีก ถึงขนาดดื่มน้ำชาไปสองถ้วยก็ยังไม่หายเผ็ด หลังจากดีขึ้นเล็กน้อย เกาจิ้นก็พบว่าเซี่ยซื่อกำลังจ้องมาที่ตน

          ‘เนื้อกวางมันเผ็ด หมาบ้านี่ไม่กินเผ็ดไม่ใช่เหรอ?’

          ‘โดนฟ้าผ่าที หรือต่อมรับรสจะเปลี่ยนไปแล้ว’

          แม้ในใจของเซี่ยชิงจะสงสัยเพียงใด หากสีหน้ากลับมีแต่ความประหลาดใจ

          “ฝ่าบาท รสชาติดีหรือไม่เพคะ?”

          เกาจิ้นสูดลมหายใจเข้าลึก ทำท่าราวกับไม่รู้สึกรู้สา “ก็พอไหว”

          เซี่ยชิงเห็นดังนั้นจึงรีบแนะนำอาหารอีกอย่างในจานของนาง “เนื้อกระต่ายผัดเผ็ดนี่รสชาติดียิ่งกว่าอีกนะเพคะ! ฝ่าบาทจะลองเสวยดูหรือไม่เพคะ!”

          นางพูดจบก็ทำท่าจะคีบให้ เกาจิ้นรีบเอ่ยห้ามทันที

          “ไม่ต้อง!”

          หลังจากพูดแล้วก็รู้สึกว่าน้ำเสียงที่ใช้แข็งเกินไป เขาจึงรีบเปลี่ยนคำพูดว่า “เราอิ่มแล้ว เจ้ากินเถอะ”

          ซูเปี๋ยเฮ่อกินอาหารเสร็จพอดี เขาลุกขึ้นคารวะเกาจิ้นและเซี่ยชิงก่อนออกจากห้องไป “ขอบพระทัยในพระกรุณาของฝ่าบาทและเซี่ยกุ้ยเฟย กระหม่อมกินอาหารอิ่มแล้ว ขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”

          เมื่อซูเปี๋ยเฮ่อจากไป เกาจิ้นก็วางตะเกียบแล้วยกน้ำชาขึ้นดื่มขณะที่สายตาจับจ้องไปยังเซี่ยชิงที่กำลังกินอาหาร เขาไม่เคยสังเกตมาก่อนว่าเวลาที่เซี่ยซื่อกินอาหาร จะชอบกินอาหารรสเผ็ด พริกขนาดเท่ากับไข่นกกระทานางก็ยังกินได้โดยไม่รู้สึกรู้สา ไม่เพียงเท่านั้นนางยังเป็นคนที่กินอาหารได้มากอีกด้วย

          แม้จะกินช้าๆ อย่างสำรวม แต่นางกินทุกอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะโดยไม่เกรงใจ คล้ายกับกว่าจะได้กินอาหารที่พึงพอใจได้สักมื้อไม่ใช่เรื่องง่าย รายละเอียดต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เกาจิ้นไม่เคยสังเกตมาก่อน

          เมื่อกินอาหารจนอิ่มหนำสำราญแล้ว เซี่ยชิงก็ส่งเสียงเรอเบาๆ

          ‘สบายจัง’

          ‘กลับไปนี่ต้องไม่ให้เจียงหมัวหมัวรู้ว่ากินอาหารเยอะขนาดนี้’

          นี่คือสิ่งที่นางพูดอยู่ในใจ

          เกาจิ้นมองด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงไม่ยอมให้นางกำนัลคนสนิทรู้ว่าตัวเองกินอาหารไปมาก

          ขณะที่เขากำลังคิดเพลินๆ ก็พลันนึกได้ว่าที่ตนเองเรียกนางมาก็เพราะคิดจะเอาโทษกับนาง แล้วเหตุใดจึงกลายเป็นเรียกนางให้มากินอาหาร เกาจิ้นคิดอย่างหงุดหงิด

          ทันใดนั้น ก็มีคนเข้ามารายงาน

          “ฝ่าบาท คุณหนูพันได้ข่าวว่าทรงฟื้นแล้ว จึงได้นำน้ำแกงบำรุงร่างกายมาถวายพ่ะย่ะค่ะ”

          เกาจิ้นได้ยินเช่นนั้นก็หันไปมองเซี่ยชิงโดยไม่รู้ตัว แต่เซี่ยชิงเบนสายตาไปทางอื่นพอดี หากในใจนางกลับเต็มไปด้วยคำถาม

          ‘คุณหนูพัน?’

          ‘พันซินเยว่?’

          ‘ยัยนั่นจะเข้าวังมาทำไม?’

          ‘คิดว่าวังหลวงเป็นสวนดอกไม้หลังบ้านของเจ้าเหรอ’

          พันซินเยว่เป็นหลานสาวของไทเฮา เป็นบุตรสาวคนโตสายตรงของจวนซิ่นกั๋วกง นับเป็นหญิงสูงศักดิ์อันดับต้นๆ ของเมืองหลวง ไทเฮาเอ็นดูหลานสาวคนนี้มาก มักเรียกนางเข้าวังอยู่เป็นประจำ

          ไทเฮาองค์ปัจจุบันแซ่พัน เป็นฮองเฮาของอดีตฮ่องเต้ หลังจากอดีตฮ่องเต้สวรรคต รัชทายาทยังไม่ทันได้ครองบัลลังก์ก็ถูกเกาจิ้นชิงตำแหน่งมาเสียก่อน

          ที่เกาจิ้นขึ้นครองบัลลังก์ได้อย่างราบรื่นก็เป็นเพราะไทเฮาองค์นี้ที่อ้างพระราชโองการปากเปล่า จึงยุติการนองเลือดลงได้ อีกทั้งยังเป็นการมอบความชอบธรรมในการขึ้นครองบัลลังก์ให้กับเกาจิ้น โดยมีเงื่อนไขว่า หลังจากเกาจิ้นเป็นฮ่องเต้แล้ว นางยังต้องได้ดำรงตำแหน่งไทเฮาผู้สูงส่งต่อไป

          “ให้เข้ามาได้”

          หลังเกาจิ้นออกคำสั่ง ไม่นานนักก็มีหญิงงามนางหนึ่งก้าวเข้ามาอย่างชดช้อย

          ในโลกนี้มีสตรีที่งดงามบาดตาทำให้ชายใดที่ได้พบเจอลุ่มหลงจนยากจะไถ่ถอน แต่ก็มีสตรีบางคนที่มีความงามสง่าน่ามอง ชายใดที่ได้พบจะให้ความเกรงใจ ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม

          พันซินเยว่เป็นสตรีประเภทหลัง

          ว่ากันว่า ตอนที่นางถือกำเนิดมีนักพรตที่เดินทางผ่านมาทำนายดวงชะตาของนางว่า นางมีชะตาชีวิตที่สูงส่ง มีลักษณะของพญาหงส์ ซึ่งเป็นดวงชะตาของผู้เป็นฮองเฮา

          เพราะเหตุนี้สกุลพันจึงรักและให้ความสำคัญกับนางอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์แขนงใด นางล้วนแต่ร่ำเรียนจนช่ำชอง โคลงฉันท์กาพย์กลอน การดนตรี การวาดภาพ หรือแม้แต่การเดินหมาก นางก็มีความเป็นเลิศไม่แพ้บุรุษ

          หลังจากพันซินเยว่เข้ามาในตำหนักก็ยอบกายถวายพระพรต่อเกาจิ้นและเซี่ยชิงอย่างสำรวม “ถวายบังคมฝ่าบาท ถวายพระพรกุ้ยเฟย”

          เกาจิ้นยกมือขึ้น ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ลุกขึ้นได้ ที่เจ้ามาวันนี้มีกิจอันใดหรือ?”

          พันซินเยว่เหลือบมองไปที่เซี่ยชิงแวบหนึ่ง ทำท่าคล้ายกับไม่กล้าเอ่ยปาก

          เซี่ยชิงถึงกับทำตาปะหลับปะเหลือกอย่างอดไม่ได้

          ‘เสแสร้งกันเก่งจริงนะสองคนนี้!’

          ‘ถือโถน้ำแกงอยู่ในมือยังทำกับว่าข้าตาบอดมองไม่เห็นงั้นแหละ’

          ‘แหม มาอ่อยหนุ่มถึงที่ก็พูดมา!’

          เกาจิ้น “.....”

          ดูท่าจะกินอิ่มแล้วจริงๆ ปากถึงอยู่ไม่สุข

          “หากเซี่ยกุ้ยเฟยไม่มีเรื่องใดแล้วก็กลับตำหนักได้” เกาจิ้นไม่คิดจะฟังนางพูดจาไร้สาระ จึงได้ออกคำสั่งไล่แขก

          ‘อ้อ กลัวว่าข้าจะอยู่เป็นก้างขวางคอล่ะสิ!’

          ‘ต้นไม้ไม่ต้องการเปลือก คนไม่ต้องการหน้า ถึงจะเรียกให้อยู่ข้าก็ไม่อยู่!’

          ‘ถุย ทุเรศ!’

          หลังจากด่าในใจไปรอบหนึ่ง เซี่ยชิงก็คารวะด้วยท่าทีเรียบร้อยอย่างกุลสตรี

          “หม่อมฉันทูลลาเพคะ”

          เซี่ยชิงเพิ่งจะหมุนตัวหันหลังกลับก็ถูกพันซินเยว่เรียกไว้ “ขอกุ้ยเฟยโปรดอภัย หม่อมฉันเป็นห่วงพระพลานามัยของฝ่าบาทวันนี้จึงลงมือตุ๋นน้ำแกงด้วยตัวเองโดยไม่ได้จากไปไหนเป็นเวลาสี่ชั่วยาม หลังจากถวายน้ำแกงแล้วก็จะกลับทันที ขอกุ้ยเฟยอย่าได้คิดมาก”

          เซี่ยชิงมองพันซินเยว่นิ่งๆ

          ‘เจ้าไม่ต้องมาเรียกข้า ข้าไม่ได้คิดอะไรจริงๆ!’

          ‘สงสัยโลกนี้มีแต่เจ้าที่เป็นห่วงเป็นใยอยู่คนเดียว ถึงได้นั่งเฝ้าเตาตั้งสี่ชั่วยาม ไม่กินไม่ดื่ม กลั้นฉี่กลั้นอึได้นานขนาดนี้ โคตรนับถือเลย!’

          เกาจิ้นถึงกับนิ่วหน้าให้กับความหยาบกระด้างของเซี่ยซื่อ

          เซี่ยชิงไม่มีแก่ใจจะโอภาปราศรัยกับพันซินเยว่ จึงหมุนตัวเดินออกจากตำหนักหมิงเจ๋อไปโดยไม่ได้พูดอะไรสักคำ

          หลังจากเซี่ยซื่อไปแล้ว พันซินเยว่ก็หันมาถามเกาจิ้นอย่างรู้สึกผิด “ฝ่าบาท กุ้ยเฟยมีโทสะหรือเพคะ? หม่อมฉันไม่ควรมาเลย”

          เกาจิ้นให้นางวางน้ำแกงไว้บนโต๊ะแล้วกล่าวว่า “ซินเยว่ไม่ต้องโทษตัวเอง ปกติไม่ว่าใครมาหาเราที่ตำหนัก นางก็ไม่พอใจทั้งนั้นไม่เพียงแต่เจ้าหรอก”

          พันซินเยว่ยิ้มแหย “กุ้ยเฟยจะต้องหลงใหลฝ่าบาทมากเลยนะเพคะ” เกาจิ้นได้แต่ยิ้ม พันซินเยว่กล่าวต่อ “แต่ว่าชายที่มีทั้งรูปโฉมและความสามารถอย่างฝ่าบาท จะมีสตรีในใต้หล้าสักกี่คนที่จะไม่รักเพคะ”

          เกาจิ้นคนน้ำแกงในโถเล่นอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็ถามพันซินเยว่ว่า “เจ้าก็ด้วยหรือ?”

          พันซินเยว่ก้มหน้าลงอย่างเขินอาย “ฝ่าบาทก็ทรงรู้ดีอยู่แล้ว เหตุใดจึงถามหม่อมฉันอีก หากมิใช่ หม่อมฉันจะทำตัวไร้ยางอายเช่นนี้หรือ...”

          พันซินเยว่มิได้พูดจนจบ แต่ใช้สายตามองมาแทนคำพูด

          เกาจิ้นคนน้ำแกงในโถพร้อมกับพลิกดูฎีกาที่วางอยู่บนโต๊ะ เมื่อพันซินเยว่เห็นว่าเขาไม่สนใจก็พลันนึกถึงคำสั่งของไทเฮา นางรวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยว่า “ไม่นานมานี้หม่อมฉันได้เรียนวิธีการวาด
ดอกเหมยที่พิเศษมากมาวิธีหนึ่ง หม่อมฉันทราบว่าฝ่าบาททรงโปรดดอกเหมย จะทรงอนุญาตให้หม่อมฉันได้วาดให้ทอดพระเนตรหรือไม่เพคะ?”

          เกาจิ้นเงยหน้าจากกองฎีกาที่วางซ้อนกันขึ้นมามองพันซินเยว่แวบหนึ่ง “วิธีวาดพิเศษอย่างไร?”