ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

หิวแสง give me the spotlight

ผู้แต่ง Qian Shan Cha Ke
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีน
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม fictionlog readawrite

ฉันจะเอาให้พวกมันไม่มีที่ยืน!

บทนำ

หิวแสง give me the spotlight

จากเรื่อง: 重生之影后再临

Qian Shan Cha Ke เขียน ห้องสมุด แปล

Author: Qian Shan Cha Ke

Chinese edition copyright 千山茶客

Cover design by MoMi, Cover art: YumiiP

Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd. ALL RIGHTS RESERVED

-------------------------------------

หลอกให้รัก แล้วผลักลงนรก?

 

ชาติที่แล้ว ซูเปอร์สตาร์อย่างฉัน ‘กู้เซียง’ มีตาแต่ไร้แวว

ฉันถูกเศษสวะอย่าง ‘เหลียงจี้’ ดาราชายสุดหล่อหลอกให้รัก

สร้างเรื่องฉาว ดึงออกจากวงการบันเทิง และกำจัดทิ้ง

 

ทั้งหมดทั้งสิ้น เขาทำเพื่อเปิดทางให้ผู้หญิงในดวงใจ ‘เฉียวอิ้งฉิง’

ก้าวขึ้นมาคว้าแสงแฟลชทั้งหมดที่เคยเป็นของฉัน

 

เมื่อถูกโลกใบนี้ทอดทิ้ง ฉันแค้น... แค้นมันทั้งคู่

ฉันกระโดดตึกตายในวันที่สารเลวทั้งสองประกาศแต่งงานกัน!

 

หากย้อนวันเวลาได้อีกครั้ง กลับไปยังจุดสตาร์ตได้อีกหน

อดีตเจ้าแม่แห่งวงการบันเทิงอย่างฉันจะไม่ยอมให้พวกมันมีที่ยืน

 

คืน ‘แสง’ ของฉันมา!

สารบัญ

1.นี่มันมากเกินไปแล้ว...

          สายลมต้นฤดูร้อนพัดพาความอบอุ่นผ่านหน้าต่างอย่างอ่อนโยน

          ช่วงบ่ายสอง ระเบียงทางเดินของโรงพยาบาลเงียบสงบไร้สรรพเสียง

          พยาบาลสาวสองคนในวอร์ดกำลังกระซิบกระซาบกัน คนที่ไว้ผมม้ายื่นโทรศัพท์ให้อีกคนแล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นปนอยากรู้อยากเห็น

          “รูปใหม่ออกแล้วนะ”

          “เหลียงจี้หล่อไปไหม?” พยาบาลผมสั้นทำตาเยิ้ม “เล่นเอาฉันช็อกตาตั้งไปเลย”

          “เฉียวอิ้งฉิงก็สวยไม่เบา เกือบสี่สิบแล้วยังสาวขนาดนี้ ดูแลตัวเองดีจริงๆ”

          “แถมได้แต่งงานใหม่กับผู้ชายดีๆ แล้วยังมาท้องอีก โอ๊ย! ทำบุญด้วยอะไรนะ” พยาบาลผมสั้นอิจฉาตาร้อน

          “ว่าแต่... เรื่องนี้คนใหม่ชื่นมื่น คนเก่าน้ำตานองหน้าสินะ” พยาบาลผมม้าเดินจนสุดระเบียงแล้วพยักพเยิดหน้าไปที่ห้องคนไข้ “ยัยนั่นต้องรับไม่ได้แน่นอน”

          “เบาๆ หน่อยสิ” พยาบาลผมสั้นขัดจังหวะ “ถ้าหัวหน้าได้ยิน โดนดุแน่!”

          พยาบาลผมม้ายักไหล่แล้วไม่พูดอะไรอีก

          ห้องคนไข้ห้องสุดท้ายดึงม่านปิดมิดชิด ไม่เปิดไฟ มีเพียงเสียงลมจากแอร์ที่เย็นฉ่ำคล้ายห้องเก็บศพ

          หญิงสาวที่นั่งอยู่กลางเตียงแววตาเหม่อลอย ทีวีถูกเปิดทิ้งแบบไร้เสียง รายการบันเทิงกำลังออกอากาศภาพของชายหนุ่มหญิงสาวหน้าตาดีที่กำลังกอดกันอย่างมีความสุข

          ‘กู้เซียง’ กำผ้าปูที่นอนแน่น แววตาโกรธแค้น

          “เหลียงจี้...” เป็นสามีภรรยากันมาสี่ปี เธอไม่เคยเห็น ‘เหลียงจี้’ มีสีหน้าอิ่มเอมและเปี่ยมสุขขนาดนี้ แม้แต่ในวันแต่งงานก็ยังคงนิ่งเฉย แววตาไร้ความรู้สึก

          กู้เซียงคิดมาตลอดว่าเขาเป็นคนโลกส่วนตัวสูง มาวันนี้ถึงได้รู้ว่าเพราะเธอไม่ใช่ ‘เฉียวอิ้งฉิง’ คนที่จะพาเขาขึ้นสู่ตำแหน่งราชาแห่งวงการบันเทิง

          หลังสูดหายใจเข้าลึก กู้เซียงก็ค่อยๆ ลงจากเตียงแล้วเดินไปที่กระจก เอื้อมมือเปิดไฟ

          ภาพในกระจกคือหญิงสาวที่ดูอิดโรยอ่อนล้า ใบหน้าซีดเผือด ร่างกายซูบผอม ผมเผ้ายุ่งเหยิง บางครั้งก็ร่วงติดมือเป็นกระจุก แก้มตอบจนโหนกปูดโปนชัดเจน ดวงตาที่เคยสดใสไร้ซึ่งประกายชีวิต

          กู้เซียงหันมองโทรทัศน์ ‘เฉียวอิ้งฉิง’ ในวัยสามสิบหกปีกำลังยิ้มหน้าระรื่น ใบหน้าเลือดฝาดอมชมพูคล้ายสาวน้อยวัยแรกรุ่น ทั้งที่ก่อนหน้าไม่ได้สวยสะดุดตาหรือโดดเด่นอะไร แต่วันนี้กลับออร่าพุ่ง เหยียบกู้เซียงจนจมดินโดยง่าย

          กู้เซียงนั่งเหม่ออยู่ในห้องผู้ป่วย เธอเคยงดงามอย่างไร้ที่ติผมดำขลับเป็นมัน แค่แต่งแต้มใบหน้าด้วยเครื่องสำอางเล็กน้อยก็ดูดีแล้ว

          ด้วยความที่มีใบหน้าเป็นเอกลักษณ์ หลังโฆษณาตัวแรกถูกเผยแพร่ เธอก็ถูกเลือกไปเป็นตัวประกอบในภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง กระทั่งขึ้นเป็นศิลปินหญิงอย่างเต็มตัว

          ไม่นานกู้เซียงก็เริ่มมีชื่อเสียง ยิ่งมีพรสวรรค์ด้านการแสดงก็ยิ่งทำให้เธอยืนหยัดอยู่ในวงการบันเทิงได้อย่างมั่นคง แต่โชคชะตากลับเล่นตลก พัดพาให้เธอไปเจอกับเหลียงจี้...

          พวกเขาเล่นเป็นคู่พระนางในภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ตอนนั้นเหลียงจี้ได้รับสมญานามว่า ‘ราชาแห่งวงการบันเทิง’ กู้เซียงเองก็แอบชอบรูปร่างหน้าตาและบุคลิกสุขุมนุ่มลึกของเขาตั้งแต่ก่อนเข้าวงการบันเทิงแล้ว

          หนังเรื่องนี้เป็นแนวดราม่า คนที่ไม่เคยมีแฟนอย่างเธออินกับบทบาทอย่างหนัก ประกอบกับความรักที่เก็บงำอยู่ในใจ จึงหลงรักเหลียงจี้แบบโงหัวไม่ขึ้น

          ตอนนั้นเหลียงจี้เลิกกับเฉียวอิ้งฉิงได้ปีกว่า พอเห็นว่าเขาโสด อีกทั้งฝ่ายหญิงก็แต่งงานใหม่ไปแล้ว กู้เซียงจึงเดินหน้าสานสัมพันธ์กับเขา สุดท้ายก็ตกลงคบหากัน

          สำหรับเธอ แค่ได้อยู่กับเหลียงจี้ชีวิตก็มีความสุขราวกับอยู่ในโลกแห่งความฝัน แม้เขาจะไม่ค่อยมีความรับผิดชอบ แต่เธอก็ยอมปิดตาหนึ่งข้าง ปล่อยผ่านข้อบกพร่องมากมาย กระทั่งยกย่องให้เขาเป็นแฟนที่ดีที่สุด

          ไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาก็หมั้นหมายและแต่งงานกัน

          ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี คล้ายเจ้าชายกับเจ้าหญิงในเทพนิยาย เหมือนกับการแต่งงานของเฉียวอิ้งฉิงและเหลียงจี้ในวันนี้ สื่อทุกสำนักออกข่าวครึกโครม เพื่อนในวงการต่างร่วมแสดงความยินดี

          ตลอดสามปีที่แต่งงานกัน กู้เซียงอยากมีลูกมาก แต่เหลียงจี้ปฏิเสธและยกเรื่องงานขึ้นอ้าง

          ผู้ชายยิ่งอายุมากก็ยิ่งเนื้อหอม นานวันเข้าสามีของเธอก็ยืนหยัดในวงการบันเทิงอย่างมั่นคง จนได้ห้องทำงานและห้องพักส่วนตัวในสตูดิโอ เมื่อไม่ค่อยกลับบ้าน ช่วงเวลากับครอบครัวจึงน้อยลงเรื่อยๆ

          เหลียงจี้มีทัศนคติที่ว่าผู้ชายเป็นใหญ่ในบ้าน เขาไม่ยอมให้กู้เซียงกลับไปเล่นละครหลังแต่งงาน ซึ่งเธอก็ยอมทำตาม นานๆ จะรับงานโฆษณาสักครั้ง ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านเต็มเวลา แฟนคลับของกู้เซียงต่างพากันเสียดาย แต่เธอรักเหลียงจี้ จึงยินดีสละทุกอย่างเพื่อเขา

          ความรักมักทำให้คนตาบอด โดยเฉพาะตอนที่รักคนผิด...

          ย่างเข้าปีที่สี่ กู้เซียงแอบหยุดยาคุม พอตั้งครรภ์กลับมีข่าวฉาวระหว่างเธอกับผู้กำกับที่เคยร่วมงานด้วยกัน ภาพไม่เหมาะสมมากมายถูกปล่อยออกมา

          กู้เซียงรู้ดีว่าตัวเองเป็นคนตรงไปตรงมา อาจกระทบกระทั่งกับคนอื่นโดยไม่ตั้งใจ อย่างตอนที่เข้าวงการใหม่ๆ เธอถูกคนใส่ร้ายป้ายสี แม้จะทำไม่สำเร็จแต่ก็แปดเปื้อนมลทินไม่น้อย

          เพียงชั่วข้ามคืน ชาวเน็ตต่างพากันรุมด่ากู้เซียง หาว่าเธอเป็นหญิงสำส่อน นอกใจสามี แกล้งทำเป็นใสซื่อบริสุทธิ์มาตลอด

          ผู้คนในโซเชียลอาละวาดอย่างหนัก แทบไม่มีความยับยั้งชั่งใจใดๆ ข้อความด่าทอหยาบคายมากมายทำกู้เซียงเครียดจนถึงขั้นแท้งลูก

          แทนที่เหลียงจี้จะปลอบใจ เขากลับขอหย่า

          ต้องยอมรับว่าเขาเป็นคนมีความอดทนสูงมาก สามารถเก็บงำความรักที่มีต่อเฉียวอิ้งฉิงแล้วมาแต่งงานกับกู้เซียงได้

          เมื่อเฉียวอิ้งฉิงหย่า เหลียงจี้ก็สบโอกาส ถ่านไฟเก่าปะทุขึ้นอีกครั้ง ภรรยาอย่างกู้เซียงจึงต้องกลายเป็นผู้เสียสละ

          “ผมยินดียกทรัพย์สินมากกว่าครึ่งให้คุณเพื่อแลกกับอิสรภาพ”

          คำว่า ‘อิสรภาพ’ ตรงกับนิสัยของเหลียงจี้ที่ไม่ชอบเดินตามใคร

          เฉียวอิ้งฉิงโลดแล่นในวงการบันเทิงมานานหลายปี เป็นดาราสาวที่ภาพลักษณ์สูงส่ง ดูยังไงก็ไม่ร้ายกาจถึงขั้นแย่งสามีของคนอื่น

          เหลียงจี้ยอมทำเพื่อรักแท้ วางแผนแยบยลด้วยการสาดโคลนใส่กู้เซียงอย่างไม่ปรานี ข่าวฉาวระหว่างกู้เซียงกับผู้กำกับ ภาพที่ถูกปล่อย รวมถึงการแถลงข่าวต่อหน้าสาธารณชน ทำให้เธอกลายเป็นหญิงชั่วทันที

          กู้เซียงไม่ได้มีอดีตที่งดงามหมดจดเหมือนเฉียวอิ้งฉิง เธอไม่น่ารักเรียบร้อย นิสัยโผงผางตรงไปตรงมาจนเพื่อนร่วมงานไม่พอใจ ซ้ำยังเคยมีข่าวเสียหายอีก

          ตอนยังรัก แฟนคลับที่หลงใหลได้ปลื้มก็พอจะให้อภัยได้ แต่เมื่อหมดรัก สิ่งเหล่านี้ก็กลายเป็นยาพิษขนานแรง

          ข่าวฉาวถูกประโคมอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้คนพากันสงสารเหลียงจี้ที่ถูกหญิงสำส่อนอย่างกู้เซียงสวมเขานานหลายปี

          เรื่องพวกนี้ทำกู้เซียงอดสงสัยไม่ได้ว่านางมารร้ายเห็นแก่ตัวในข่าวคือเธอจริงๆ หรือเปล่า?

          เหลียงจี้ตัดสินใจหย่าอย่างเด็ดขาด กู้เซียงจึงโวยวายและร้องไห้ออกสื่อ แต่กลับไม่มีสำนักข่าวไหนอยากจะทวงความยุติธรรมให้กับดาราตกกระป๋อง

          แม้แต่วันที่เธอเป็นลมจนต้องเข้าโรงพยาบาล สื่อทุกสำนักก็ยังลงข่าวการแต่งงานของเหลียงจี้กับเฉียวอิ้งฉิงตามปกติ

          กู้เซียงจ้องคู่กิ่งทองใบหยกในจอโทรทัศน์ด้วยแววตาโศกเศร้า ข้อความในเวยป๋อเต็มไปด้วยคำอวยพรให้ทั้งสองครองรักกันชั่วนิรันดร์

          เมื่อโลกใบนี้ทอดทิ้งเธอ จากที่เคยรักหมดใจ ก็กลายเป็นความแค้นฝังอก

          หากจะบอกว่าการที่เหลียงจี้รักเฉียวอิ้งฉิงนั้นไม่ผิด แล้วเมียเก่าอย่างเธอผิดตรงไหน?

          กู้เซียงยอมออกจากวงการบันเทิง ทำทุกอย่างตามคำสั่งของเหลียงจี้ด้วยการเป็นแม่บ้านเต็มเวลา รักและเชื่อมั่นในตัวเขา ก่อนจะถูกทรยศอย่างไม่ไยดี

          นี่อาจไม่ใช่การทรยศ เพราะเหลียงจี้ไม่เคยรักเธอ เขาคือนักแสดงชั้นเลิศที่สามารถทำชีวิตจริงให้เป็นเหมือนละคร คำพูดอ่อนหวานที่เคยกระซิบบอก กลับกลายเป็นเรื่องตลกในวันนี้

          พอเฉียวอิ้งฉิงแต่งงาน เขาก็รีบคว้ากู้เซียงมาแต่งงานด้วย พอเฉียวอิ้งฉิงหย่า เขาก็ไม่รีรอที่จะเข้าไปแทนที่อดีตสามี ทอดทิ้งกู้เซียงที่ยังสาวยังสวยและรักเขาหมดใจให้ต้องสูญเสียทุกอย่าง

          วัยสาวของผู้หญิงทุกคนล้วนมีค่า แต่เขากลับทำลายจนป่นปี้!

          “นี่มันมากเกินไปแล้ว...” กู้เซียงพึมพำ เดินโซเซไปที่หน้าต่าง

          หลังเปิดม่านออก แสงจากภายนอกรวมถึงไอร้อนก็ส่องกระทบใบหน้าของเธอ ไม่ต่างจากวันแรกที่ได้ยืนท่ามกลางสปอตไลต์

          หัวใจของกู้เซียงพองโต แต่เมื่อได้เห็นรอยแหวนที่นิ้วนางข้างซ้าย เธอก็รู้สึกสิ้นหวังจนแทบเสียสติ

          ภาพสุดท้ายที่กู้เซียงเห็นคือภาพของพื้นดินที่ค่อยๆ ชัดขึ้น พร้อมกับเสียงกรีดร้อง

          “ฉัน... ฉันรับไม่ได้อีกแล้ว!”

 

          “เซียงเซียง เซียงเซียง!”

          เสียงเรียกดังกระทบโสตประสาท คล้ายมีใครกำลังเขย่าแขนเธออยู่

          กู้เซียงรู้สึกเหมือนทั้งร่างแตกละเอียด มีเสียงจ้อกแจ้กจอแจดังอยู่รอบกาย

          หลังลืมตาขึ้นช้าๆ เธอก็พบกับหญิงสาวอายุประมาณยี่สิบต้นๆ ใส่เสื้อยืดสีขาว เหงื่อโซมกาย แววตาร้อนรน

          “เหวินจิ้ง?” กู้เซียงพึมพำ

          พอเห็นอีกฝ่ายฟื้น ‘เหวินจิ้ง’ ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วรีบส่งขวดน้ำให้

          “ตกใจแทบแย่ ดีขึ้นบ้างหรือยัง?”

          เมื่อเธอไม่ตอบ เหวินจิ้งจึงพูดต่อ

          “เมื่อกี๊ผู้กำกับโกรธมาก ถ้าเฉินซีอยากจะเปลี่ยนตัวนักแสดงก็ช่างเถอะ ไม่งั้นจะเป็นเราที่เสียเปรียบ โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีมาง่ายๆ บทอะไรก็ไม่สำคัญหรอก แค่เป็นที่รู้จักก็พอ”

          ชื่อ ‘เฉินซี’ ฟังดูไม่ค่อยคุ้นหู แต่ไม่ทันจะได้ถาม ใครบางคนก็ตะโกนเรียกเหวินจิ้ง

          เหวินจิ้งปาดเหงื่อแล้วหันมาบอกกู้เซียง “รออยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวฉันกลับมา”

2.แจกันที่ไร้ชีวิต

          ห้องพักนักแสดงค่อนข้างแคบ มีเสื้อผ้าและรองเท้าวางระเกะระกะ บนโต๊ะมีของกินเล่นและน้ำดื่มตั้งอยู่ แต่หลังจากเริ่มมีชื่อเสียง กู้เซียงก็ไม่ได้ใช้ห้องแบบนี้อีก

          ในหัวของเธอเต็มไปด้วยความสับสน โดยเฉพาะการได้เจอกับเหวินจิ้ง

          ตอนเริ่มเข้าวงการบันเทิง เหวินจิ้งคือผู้จัดการส่วนตัวคนแรกของกู้เซียง พวกเธอมีความฝันที่ยิ่งใหญ่เหมือนกัน

          ด้วยความที่วุฒิภาวะยังน้อย เหวินจิ้งจึงต้องอยู่เบื้องหลังเพื่อจัดการเรื่องวุ่นวายต่างๆ ให้กู้เซียง นอกจากจะคอยแก้ปัญหาให้แล้ว ยังต้องออกหน้าขอโทษบรรดาผู้กำกับและเพื่อนร่วมงานแทนเธอบ่อยครั้ง เพื่อที่ทางเดินสู่การเป็นศิลปินของกู้เซียงจะได้ราบรื่นราวกับโรยด้วยกลีบกุหลาบ

          เหวินจิ้งไม่ยอมให้อีกฝ่ายรักกับเหลียงจี้ เพราะตอนนั้นเธอยังเด็กมาก สนใจแค่ความต้องการของตัวเอง

          เมื่อทะเลาะกันมากเข้า เหวินจิ้งก็ไปเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้ดาราอีกคน

          พอนึกถึงเหลียงจี้ กู้เซียงรู้สึกถึงความแค้นในใจ

          เธอยันตัวขึ้นจากเก้าอี้ แล้วก็ต้องตะลึงเมื่อเหลือบไปเห็นภาพในกระจก

          ในนั้นคือเด็กสาววัยแรกรุ่น ใบหน้านวลเนียนไร้เดียงสาริมฝีปากชมพูระเรื่อ ฟันขาวเรียงตัวสวย ตากลมโตดำสนิท ผมยาวสลวยเป็นมันวาวอย่างคนสุขภาพดี

          เมื่อลองยกสองมือขึ้นลูบคลำใบหน้า เงาในกระจกก็เคลื่อนไหวตาม

          ปลายนิ้วของเธอสัมผัสถูกผิวที่อ่อนนุ่มเนียนละเอียด ไม่ใช่ผิวที่มีแต่เครื่องสำอางหนาเตอะจากการปกปิดวัยที่เพิ่มมากขึ้นอีกแล้ว

          “นี่มันฉัน... เมื่อสิบปีก่อนนี่!”

          พอนึกถึงเหวินจิ้งที่ยังดูสาวและสวย กู้เซียงในเสื้อเบสบอลตัวโคร่งก็คลำกระเป๋าเสื้อแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งออกมา

          มันคือโทรศัพท์รุ่นเมื่อสิบปีก่อน ภาพพักหน้าจอยังคงเป็นดาราที่เธอชื่นชอบ หลังกดปุ่มปลดล็อกด้วยมืออันสั่นเทา ด้านบนขวาสุดของหน้าจอก็ปรากฏวันที่ 16 เดือน 4 ปี 2014

          “สิบปีก่อนจริงๆ ด้วย!”

          กู้เซียงหยิกแขนตัวเองอย่างแรงจนผิวขาวเนียนเป็นรอยแดง ความเจ็บปวดที่ได้รับคือเครื่องยืนยันว่า เรื่องทั้งหมดเป็นความจริง

          เธอปิดปากตัวเอง พยายามกลั้นไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกมา น้ำตาพรั่งพรูไม่ขาดสาย ไม่รู้ว่ากำลังดีใจหรือเสียใจกันแน่

          “กู้เซียง”

          ชายหนุ่มสวมหมวกแก๊ปคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามา พอเห็นกู้เซียงปิดปากร้องไห้โดยไม่มีเสียง เขาก็หน้าเจื่อนทันที

          “คุณร้องไห้เหรอ? วงการนี้ไม่มีใครได้ดั่งใจไปทุกอย่างหรอกนะ รีบจัดการตัวเองให้เรียบร้อย ผู้กำกับมีเรื่องจะคุยด้วย”

          พออีกฝ่ายหันหลัง กู้เซียงเช็ดน้ำตาแล้วนั่งลง สิบปีก่อนเธอเคยมาที่นี่ในฐานะดาราหน้าใหม่ ใช้เวลาช่วงพักในห้องที่แสนจะอึดอัดคับแคบแห่งนี้

          เป็นครั้งแรกที่เธอจะได้แสดงภาพยนตร์ แม้จะเล่นเป็นนางรองที่บทไม่มากนัก แต่กว่าจะแย่งชิงมาได้ก็หืดขึ้นคอเหมือนกัน

          ก่อนเข้าวงการ กู้เซียงไม่ได้มีชาติตระกูลสูงส่ง ไม่มีผู้ใหญ่คอยหนุนหลัง สิ่งเดียวที่มีคือความสวยและใบหน้าที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ โชคดีที่ยุคของเธอให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกมาก ขอเพียงหน้าตาดี ผู้คนก็พร้อมจะให้อภัยและเอ็นดูแล้ว แต่วงการบันเทิงมีคนหน้าตาดีแวะเวียนเข้าออกไม่ขาดสาย และส่วนใหญ่ก็อยู่ได้ไม่นาน

          กู้เซียงเดินทางมาเมือง G เพื่อหางานทำ ไม่คิดว่าจะถูกแมวมองชวนไปถ่ายโฆษณาเครื่องดื่ม และได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดีหลังออกอากาศ บริษัทจึงชวนเธอเข้าสังกัดเพื่อปั้นให้เป็นศิลปิน

          บริษัทที่เธอเซ็นสัญญาด้วยยังไม่โด่งดังเท่าไหร่ เป็นเพียงบริษัทเล็กๆ ที่หลายคนมองข้าม เธอเองก็เป็นแค่ดาราหน้าใหม่ งานส่วนใหญ่จึงได้มาจากการดิ้นรนและแย่งชิงอย่างหนักหน่วงของ
เหวินจิ้ง

          ภาพยนตร์ทุนสร้างต่ำเรื่องนี้ชื่อว่า ‘เหมยจวง’ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมความรักระหว่างนักแสดงสาวกับทหารในช่วงแรกของการปฏิวัติประเทศ

          เมื่อผู้กำกับสนิทกับผู้บริหารของบริษัท เหวินจิ้งจึงพยายามผลักดันให้กู้เซียงได้บทนางรอง

          บทนี้มีความสำคัญไม่น้อยเพราะเล่นเป็นเพื่อนของนางเอกแม้จะไม่โดดเด่นมาก แต่ก็ได้ออกหลายฉากอยู่

          สำหรับดาราหน้าใหม่ นี่คือโอกาสดีที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง

          เฉินซีคือนางเอกของเรื่องนี้ แต่หากเทียบกันแล้ว กู้เซียงมีประสบการณ์และถูกจับตามองมากกว่า ต่างจากอีกฝ่ายที่ได้รับบทเด่นในภาพยนตร์เป็นครั้งแรก

          กู้เซียงไม่ได้อยากจะชิงดีชิงเด่นกับใคร แต่เป็นเฉินซีที่ขอเปลี่ยนตัวนักแสดง เพราะอยากให้ ‘เฉินเหล่ย’ ลูกพี่ลูกน้องสาวได้เล่นบทนี้แทนกู้เซียง

          เฉินเหล่ยมีจุดเริ่มต้นคล้ายกู้เซียง ต่างตรงที่ยังไม่เคยผ่านงานแสดง ไม่เหมือนกู้เซียงที่เคยถ่ายโฆษณามาแล้ว เธอจึงต้องอาศัยเส้นสายของตระกูลเฉินเพื่อให้ผู้กำกับยอมสลับบท

          เมื่อเป็นเช่นนี้ กู้เซียงจึงต้องรับบทหญิงใบ้แทนบทนางรองที่เป็นเพื่อนนางเอก

          บทของหญิงใบ้ง่ายกว่ามาก แค่หนึ่งชั่วโมงก็ถ่ายจบแล้ว เพราะไม่มีบทพูดแม้แต่บทเดียว

          ที่กู้เซียงต้องแสดงคือฉากเดินทางผ่านหมู่บ้านของเหล่าทหาร พวกเขาบังเอิญเจอกับหญิงใบ้ที่กำลังซักผ้า ก่อนที่เธอจะชี้บอกทางให้

          นี่คือทั้งหมดที่กู้เซียงต้องแสดง จากตัวประกอบที่พอจะมีบทพูดอยู่บ้าง เปลี่ยนไปเป็นนักแสดงที่ไม่มีบทพูดและออกเพียงฉากเดียว เป็นใครจะยอมรับได้ เช่นนี้เธอจึงมีปากเสียงกับผู้กำกับ รวมถึงเฉินซีด้วย

          ระหว่างคนที่ไม่เคยมีผลงานด้านการแสดง กับคนที่เป็นนางเอกหน้าใหม่อย่างเฉินซี แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ต้องเลือกเข้าข้างนางเอก

          ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว กู้เซียงถูกรุมตำหนิจนเป็นลม ทำให้ต้องไปโผล่อยู่ที่ห้องพักนักแสดง

          เมื่อนึกย้อนถึงการกระทำที่ผ่านมา เธอก็รู้สึกว่าตัวเองงี่เง่ามาก

          ผู้บริหารระดับสูงเรียกเธอไปอบรม ทั้งยังกำชับให้สงบเสงี่ยมเจียมตัว จนเหวินจิ้งต้องออกหน้าไปขอโทษผู้กำกับและพี่น้องตระกูลเฉินแทน ไม่อย่างนั้นกู้เซียงจะไม่มีโอกาสได้แสดงแม้แต่บทของ
หญิงใบ้

          เมื่อไม่พอใจกับบทบาทที่ได้รับ เธอจึงแสดงแบบขอไปทีภายหลังเมื่อกลายเป็นคนมีชื่อเสียง จึงถูกชาวเน็ตหยิบยกผลงานเก่าๆ ขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์

          “นอกจากรูปร่างหน้าตาแล้ว หล่อนก็ไม่มีอะไรโดดเด่นโดยเฉพาะความสามารถด้านการแสดง”

          “เล่นแข็งทื่อเหมือนแจกัน* ที่ไร้ชีวิต”

          ตอนนั้นเธอแค่ทำในสิ่งที่แจกันควรจะทำ แต่กู้เซียงในวันนี้ไม่ได้คิดเหมือนเดิมอีกแล้ว

          แม้หน้าตาจะเป็นส่วนสำคัญ แต่ฝีมือการแสดงก็สำคัญไม่แพ้กัน

          เพราะเคยมีประสบการณ์ เธอจึงรู้ว่าทุกครั้งที่ปรากฏตัวหน้ากล้องมีความหมายเพียงใด นักแสดงที่ฉลาดจะไม่ทิ้งโอกาสในการแสดงแม้แต่ครั้งเดียว

          อาจเพราะตอนนั้นยังเด็กเลยคิดไม่ได้ ในเมื่อวันนี้เข้าใจทุกอย่างแล้ว เธอจึงปฏิญาณตนว่าจะไม่ทำตัวเป็นดาราหน้าใหม่ที่ไร้ประสบการณ์อีก

          กู้เซียงเดินไปหยุดที่หน้ากระจก หญิงสาวในนั้นงดงามราวกับภาพวาดของจิตรกรชื่อดัง

          ที่ผ่านมาเธอแทบไม่ดูแลตัวเอง ปล่อยปละละเลยจนร่างกายทรุดโทรม เหี่ยวเฉาไปตามกาลเวลา ถึงตอนนี้จึงได้รู้ว่าชีวิตวัยสาวนั้นสำคัญเพียงใด รูปโฉมที่งดงามนั้นมีค่าแค่ไหน

          “มีโอกาสได้เริ่มต้นใหม่ จะต้องกลัวอะไรอีก!” เธอพึมพำกับตัวเอง

          กู้เซียงจะทวงคืนทั้งรูปโฉม หน้าที่การงาน และตำแหน่งในวงการบันเทิงทั้งหมด ยกเว้นผู้ชายเฮงซวยคนนั้น

          แม้แต่ความตายเธอก็ไม่กลัว ก็แค่เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

          รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้าของกู้เซียง ก่อนที่เธอจะผลักประตูแล้วก้าวออกจากห้องพักนักแสดงด้วยความมั่นใจ

 

          ผู้กำกับกำลังหารือเรื่องเปลี่ยนตัวนักแสดงกับเฉินซีและเฉินเหล่ย

          พอเห็นกู้เซียงเดินเข้ามา ทุกคนก็ทำเป็นไม่สนใจ เพราะเมื่อครู่เพิ่งจะมีปากเสียงกันใหญ่โต

          บรรยากาศภายในห้องทำเหวินจิ้งรีบกระซิบถามกู้เซียง “ไม่เป็นไรใช่ไหม?”

          “สบายมาก” เธอตอบ

          เธอไม่ใช่คนใจเย็น แม้จะแต่งงานกับเหลียงจี้แล้วก็ไม่อาจเปลี่ยนนิสัยใจร้อนได้ เพียงแต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะแสดงความโกรธออกมา

          ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าว ‘เกาลี่’ เดินออกมาจากด้านข้าง รูปร่างของเขาสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลา รับงานภาพยนตร์มาแล้วหลายเรื่อง แต่ไม่เคยเล่นหนังรักสักครั้ง

          เกาลี่ไม่อยากเกี่ยวข้องกับการมีปากเสียงของนักแสดงหญิง จึงพยักหน้าให้กู้เซียงตามมารยาท แต่พอเธอยิ้มตอบ เขาก็อึ้งไปเล็กน้อย

          เฉินซีปรายตามองกู้เซียงเพราะไม่เคยเจอดาราหน้าใหม่ที่ไม่รู้กาลเทศะขนาดนี้มาก่อน แต่กู้เซียงไม่สนใจ ยังเดินไปขอโทษผู้กำกับด้วยท่าทางสำนึกผิด “ต้องขอโทษผู้กำกับที่เมื่อครู่ฉันอารมณ์ร้อนเกินไป ตอนนี้ฉันอารมณ์เย็นลงแล้ว เริ่มถ่ายกันเลยดีไหมคะ”

          ผู้กำกับหลิวขมวดคิ้วครุ่นคิด เพราะท่าทีของอีกฝ่ายต่างจากเมื่อครู่มาก กู้เซียงเพิ่งจะตะโกนด่าเขาว่าไม่ยุติธรรมต่อหน้าทุกคนในกองถ่าย รวมถึงชี้หน้าด่าเฉินซีว่าเป็นพวกใช้เส้นสาย

          เขาเคยเจอดาราหน้าใหม่ที่จองหองอยู่บ้าง แต่ประเภทที่อาละวาดโดยไม่สนสี่สนแปด ไม่รู้กฎของวงการบันเทิงแบบนี้ เพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก

          กู้เซียงยังคงก้มหน้านิ่ง ดวงตาฉายแววกังวล เมื่อถูกสาวงามมองด้วยแววตาออดอ้อน ผู้กำกับหลิวก็เริ่มใจอ่อน อารมณ์โกรธลดลงอย่างฉับพลัน

          เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะเอ่ยกับกู้เซียง “ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ ฉากต่อไปจะเริ่มแล้ว”

 

 

 

-----------------

*แจกันดอกไม้ : ในภาษาจีนใช้สำหรับเสียดสีนักแสดงเปรียบแจกันเป็นเพียงของแต่งบ้าน ที่ภายนอก ดูงดงามหรูหรา แต่นอกจากใช้วางประดับแล้ว ก็ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง

3.ไม่เจียมกะลาหัวเลยจริงๆ!

          ชายหนุ่มสวมหมวกแก๊ปเมื่อครู่คือช่างแต่งหน้า พอได้ยินที่ผู้กำกับพูดก็รีบกวักมือเรียกกู้เซียง “ตามผมมา”

          กู้เซียงโค้งขอบคุณผู้กำกับ รีบเดินตามอีกฝ่ายไปที่ห้องแต่งตัว

          “ผมขอแนะนำอะไรหน่อยได้ไหม?” ช่างแต่งหน้าหนุ่มเปิดประเด็น “เวลาเจอเรื่องแบบนี้ อย่าคิดว่าตัวเองเสียเปรียบหรือแค่ขอโทษแล้วก็จบ ครั้งนี้ไม่ได้งานก็เก็บคอนเน็กชันไว้ คุณเพิ่งเข้าวงการเอง โอกาสยังมีอีกมากไม่ต้องรีบร้อนหรอก”

          กู้เซียงพยักหน้ารับคำ เพราะรู้ดีว่าเส้นสายในวงการบันเทิงสำคัญเพียงใด

          เสียดายที่ชาติก่อนเธอไม่ระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงไม่มีคนในวงการบันเทิงเห็นอกเห็นใจตอนที่เหลียงจี้ประกาศแต่งงานกับเฉียวอิ้งฉิง

          บทที่กู้เซียงได้รับคือหญิงชาวบ้านที่เป็นใบ้ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าธรรมดา ผมยาวสลวยถูกรวบไว้อย่างหลวมๆ ปล่อยจอนทั้งสองข้างให้ดูเป็นธรรมชาติ

          ช่างแต่งหน้าหนุ่มแค่ลงแป้งบางๆ แล้วเติมลิปสติกให้เธอเล็กน้อย “เสร็จแล้ว”

          เห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าพึงพอใจ กู้เซียงก็ลุกขึ้นขอบคุณ

          ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อช่วยขับให้ฟันขาวเรียงตัวสวย แม้จะแต่งหน้าเพียงบางเบา ก็ไม่อาจซ่อนความงามชวนหลงใหลของเธอได้

          “ไม่เป็นไร รีบไปเถอะ” เขาตอบ

          เธอรีบเดินออกจากห้องแต่งตัวไปเข้ากอง พอเปิดประตูก็พบกับเฉินซีและเฉินเหล่ยที่ยืนคุยกันอยู่

          “เป็นแค่เด็กใหม่ทำเรื่องมาก ไม่เจียมกะลาหัวเลยจริงๆ!”เฉินเหล่ยกระแนะกระแหน

          “พอได้แล้ว!” แม้จะพูดห้าม แต่สายตาของเฉินซีกลับดูหมิ่นกู้เซียงอย่างเห็นได้ชัด “จะไปให้ค่าทำไม ก็แค่คนอยากเข้าวงการจนตัวสั่น!”

          เฉินซีคือดาราหน้าใหม่ไฟแรงที่กำลังได้รับความนิยมจากคนในวงการ นอกจากหน้าตาจะออกแนวโมเดิร์น เธอยังสวยใสไร้เดียงสาอีกด้วย

          ในยุคที่นิยมคนสวยแบบไม่ผ่านการศัลยกรรมเช่นนี้ มีหรือที่นางเอกอย่างเฉินซีจะยอมให้คนอื่นเด่นกว่า

          “พี่ว่างานนี้ฉันจะดังไหม?” เฉินเหล่ยถาม

          เฉินเหล่ยอายุไม่ถึงยี่สิบปี พอเห็นแสงสีของวงการบันเทิงก็คิดอยากดัง แต่จะดังด้วยวิธีไหนเธอไม่สนใจ ต่อให้ต้องแย่งบทของคนอื่นก็ตาม

          เฉินซีปลอบน้องสาวแล้วพยักพเยิดหน้าไปที่กล้องถ่ายหนัง “ยัยนั่นมาแล้ว”

          ด้วยความที่เป็นดาราหน้าใหม่ เฉินซีจึงอดจับตามองกู้เซียงไม่ได้

          ตอนพบกันครั้งแรก เธอรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้มีดีแค่หน้าตา ไม่มีฝีมือด้านการแสดงอะไร ยิ่งได้เห็นกิริยาก้าวร้าวที่มีต่อผู้กำกับ ก็ยิ่งรู้ว่าไม่ใช่คนฉลาดอะไร

          ฉากที่ต้องเล่นในวันนี้คือฉากที่เกาลี่ซึ่งแสดงเป็นนายพลกำลังเดินทางกลับบ้านหลังเสร็จสิ้นสงคราม เขานึกขึ้นได้ว่านางเอกเคยบอกที่อยู่ในบ้านเกิด ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ห่างไกลชุมชน จึงเดินทางเพื่อเสาะหาบ้านเกิดของเธอ แล้วบังเอิญได้พบกับหญิงใบ้ที่กำลังซักผ้าอยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน

          หลังเข้าไปสอบถาม หญิงใบ้ก็ชี้นิ้วบอกทาง ภาพตรงหน้าแสดงให้เห็นถึงความอบอุ่นและความอุดมสมบูรณ์ของหมู่บ้านที่เหลือเพียงซากปรักหักพัง ชำรุดทรุดโทรม ชวนให้รู้สึกอ้างว้างหดหู่ เมื่อหานางเอกไม่พบ ท่านนายพลก็เดินทางกลับ

          ฉากนี้จงใจให้เห็นถึงความเสียหายที่สงครามทิ้งไว้ รวมถึงจุดจบที่แสนเศร้าของภาพยนตร์ด้วย

          กู้เซียงเล่นเป็นหญิงใบ้ที่บอกทางให้นายพล ได้ปรากฏตัวเพียงไม่กี่วินาที สมกับที่เป็นตัวประกอบจริงๆ

          ผู้เล่นคนสำคัญในฉากนี้คือเกาลี่ ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย หลังเข้าประจำการหลังจอมอนิเตอร์ ผู้กำกับหลิวก็สั่งเริ่มถ่าย

          “แอคชั่น!”

          เกาลี่ในเครื่องแบบนายพลอยู่บนหลังม้า ใบหน้าหล่อเหลารูปร่างสูงใหญ่ ลำตัวตั้งตรง สายตาทอดมองไปไกล คล้ายกำลังมองหาหญิงสาวผู้เป็นที่รัก หวังว่าจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่กับเธอ

          เขาคือนักแสดงมากประสบการณ์ จึงวางมาดเป็นนายพลได้อย่างสมจริง แม้แต่แววตาก็ยังแสดงให้เห็นว่าเข้าถึงบทบาทอย่างสมบูรณ์

          เกาลี่กระโดดลงจากหลังม้า มือข้างหนึ่งยังคงกุมสายบังเหียน ที่ข้างบ่อบาดาลเขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังตักน้ำอยู่ จึงเดินเข้าไปสอบถาม

          “ที่นี่ใช่หมู่บ้านเฟิงซีหรือเปล่าครับ?”

          ทันทีที่ได้ยินเสียง หญิงชาวบ้านก็ทำหน้าตกใจ ถังน้ำในมือของเธอหล่นคว่ำลงกับพื้น สายตาจับจ้องชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความหวาดระแวง

          เฉินซีกับเฉินเหล่ยขมวดคิ้วเพราะอีกฝ่ายกำลังเล่นนอกบท ในนั้นเขียนไว้เพียงว่าหญิงใบ้ชี้บอกทางให้นายพล ส่วนถังน้ำที่หลุดมือและท่าทางหวาดกลัวล้วนเป็นสิ่งที่กู้เซียงคิดขึ้นเอง

          ไม่ทันที่เฉินซีจะได้ทักท้วง ผู้กำกับก็ส่งสัญญาณมือให้เล่นต่อ

          เกาลี่จึงแสดงตามบทโดยถามหญิงใบ้อีกครั้ง ตอนแรกเธอทำท่าลังเล สักพักก็ชี้ไปที่ทางเข้าหมู่บ้านแล้วก้มลงเก็บถังน้ำ

          หลังกล่าวขอบคุณ นายพลก็จูงม้าเดินจากไป

          “คัท!” ผู้กำกับตะโกนสั่ง ก่อนจะพูดกับกู้เซียงว่า “ส่วนของเธอถ่ายจบแล้ว กลับบ้านได้”

          เหวินจิ้งเม้มริมฝีปากด้วยความคับแค้นใจ ในฐานะผู้จัดการส่วนตัว การต้องเห็นศิลปินในสังกัดถูกรังแก เป็นเรื่องที่รับได้ยาก แต่กู้เซียงยังเป็นดาราหน้าใหม่ ไม่สมควรมีข่าวในเชิงลบ จึงต้องข่มใจไว้ก่อน

          เฉินเหล่ยแกล้งเดินเข้าใกล้กู้เซียงแล้วพูดลอยๆ ว่า “แย่งซีนเก่งชะมัด!”

          กู้เซียงหันมองแล้วทำเป็นไม่สนใจ เฉินเหล่ยจึงกัดฟันด้วยความโมโห---ไม่มีปัญญารั้งบทของตัวเอง แล้วยังกล้าทำเป็นหยิ่งอีก พวกไม่เจียมตัว!

          เฉินเหล่ยไม่มีเวลาจะต่อปากต่อคำ เพราะต้องเตรียมตัวถ่ายฉากต่อไปแล้ว

          ที่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า เหวินจิ้งพยายามให้กำลังใจกู้เซียง “เธอทำดีมากนะ งานหน้าต้องได้บทปังกว่านี้แน่นอน”

          กู้เซียงรู้สึกถึงความผิดหวังในสีหน้าของเหวินจิ้ง เพราะศิลปินกับผู้จัดการมักได้ประโยชน์ร่วมกัน

          ที่ผ่านมาเหวินจิ้งปฏิบัติกับเธอด้วยความจริงใจตลอด แต่ก็มีอันต้องเปลี่ยนผู้จัดการส่วนตัวอีกหลายคน และทุกคนมักจะรับงานโดยไม่สนใจสุขภาพของเธอ ส่งผลให้คุณภาพของงานด้อยลง เมื่องาน
ไม่ได้มาตรฐานติดกันหลายครั้ง การออกมาแก้ตัวผ่านสื่อก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ขึ้นไปเรื่อยๆ

          เกือบลืมไปว่าผู้จัดการคนสุดท้ายที่ทำงานกับกู้เซียงนานที่สุด ก็ได้มาจากการแนะนำของเหลียงจี้

          เห็นอีกฝ่ายนิ่งไปนาน เหวินจิ้งก็เริ่มสงสัย เดิมกู้เซียงเป็นคนอารมณ์ร้อนแต่ด้วยความที่ยังเด็กจึงไม่มีใครถือสาหาความ เพราะอย่างน้อยเธอก็อัธยาศัยดี มาวันนี้กลับดูเคร่งขรึมจนเหมือนเป็นคนละคน สีหน้าท่าทางยากที่จะเข้าถึงโดยง่าย

          “เซียงเซียง” เหวินจิ้งลองเรียกอีกครั้ง

          พอได้สติ กู้เซียงก็ถามเรื่องงานทันที “เตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วใช่ไหม?”

          การที่อีกฝ่ายใส่ใจกับตารางงานทำเหวินจิ้งขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง

          “ช่วงนี้บริษัทได้รับการติดต่อจากผู้จัดหลายเจ้า เพราะละครกับหนังอีกหลายเรื่องยังขาดนักแสดงอยู่ ฉันขอเวลาอ่านบทก่อนถ้าเห็นว่าเหมาะสมค่อยว่ากันอีกที เพิ่งเข้าวงการจะเลือกรับงานมากไม่ได้ เดี๋ยวจะเสียคะแนนนิยม”

          “อืม”

          แผนการของเหวินจิ้งตรงกับที่กู้เซียงคิดไว้พอดี

 

          โลกใบนี้ มีได้ก็ต้องมีเสีย

          กู้เซียงได้โอกาสเกิดใหม่ ได้รูปโฉมและวัยสาวที่สูญหายกลับคืน แต่ก็ต้องแลกกับแรงสนับสนุนที่เคยสั่งสมมาตลอดการทำงานในวงการบันเทิงที่สูญหายไป

          เมื่อเทียบกับอดีตที่บัดซบ การได้เริ่มต้นใหม่ย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่า

          กู้เซียงยืนอยู่หน้าเตียงในห้องเช่าที่ดูสะอาดสะอ้าน พื้นที่ไม่ถึงร้อยตารางเมตร

          ค่าเช่าที่นี่ค่อนข้างสูงเพราะอยู่ใจกลางเมือง รายได้ส่วนใหญ่ของเธอจึงหมดไปกับการเช่าห้อง แต่กู้เซียงไม่รู้สึกเสียดาย เพราะการลงทุนครั้งนี้ให้ผลตอบแทนดีมาก

          นอกจากเรื่องที่เธอตาบอดไปหลงรักคนไม่ดีและทนโง่มานานกว่าสี่ปี เรื่องอื่นๆ กลับมีวิสัยทัศน์ดีเยี่ยม เมื่อได้กลับมาเยือนที่นี่อีกครั้ง จึงเกิดความรู้สึกหลากหลายในใจ

          เหลียงจี้เกิดในตระกูลร่ำรวย สื่อต่างๆ พากันประโคมข่าวว่าเธอโชคดีที่ได้แต่งงานกับเขา แต่สะใภ้ในตระกูลร่ำรวยนั้นลำบากมาก พ่อแม่สามีต่างดูแคลนว่าเธอเป็นพวกเต้นกินรำกิน แม้ความเป็นอยู่จะไม่ลำบาก แต่ก็ต้องโดดเดี่ยวในห้องกว้างขวางบ่อยครั้ง

          บ้านตระกูลเหลียงมีอาณาบริเวณกว้างขวาง ตอนมาถึงครั้งแรกเธอตื่นตาตื่นใจกับความหรูหราตรงหน้ามาก เนื่องจากเป็นลูกชาวบ้านธรรมดาเติบโตในสังคมตลาด กู้เซียงจึงไม่เคยได้สัมผัสกับชีวิตที่หรูหราขนาดนี้มาก่อน

          แม้ห้องเช่าของเธอจะเล็ก แต่ก็ตกแต่งอย่างอบอุ่น กู้เซียงค่อยๆ ลูบคลำสิ่งของในบ้าน ราวกับกำลังสัมผัสความทรงจำที่เพิ่งผ่านพ้น

          น่าแปลกที่เฟอร์นิเจอร์แสนจะธรรมดาเหล่านี้ทำเธอรู้สึกผูกพันอย่างประหลาด ดอกไม้ทุกดอกล้วนเป็นฝีมือการประดับตกแต่งของเธอ ไม่ใช่ของที่สามีซื้อให้เพื่อเอาใจ

          พอลองเปิดประตูตู้เย็น เธอก็พบกับเบียร์จำนวนมากและของกินเล่น คนหนุ่มสาวมักจะมองว่าตัวเองอายุยังน้อย ชอบทำตามอำเภอใจ พอแก่ตัวจึงสำนึกได้

          นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่กู้เซียงต้องเข้าโรงพยาบาลก่อนจะเสียชีวิตในชาติที่แล้ว เพราะนอกจากจะเป็นโรคซึมเศร้า เธอยังเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบขั้นรุนแรงที่เกิดจากนิสัยการกินผิดๆ สมัยยังสาวอีกด้วย

          หลังครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง เธอก็รินน้ำเปล่าใส่แก้ว

          ขณะกำลังจะยกขึ้นดื่ม เสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้น---ดึกป่านนี้แล้ว ไม่เกรงใจกันบ้างเลย!

          กู้เซียงเดินไปที่ประตูหน้าแล้วมองลอดตาแมว ภาพที่เห็นทำเธออึ้งเล็กน้อย พอตั้งสติได้ก็เปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือน

4.ฉันชอบการแสดง

          เขาคือเด็กหนุ่มอายุสิบแปดปี สวมชุดกีฬา สูงกว่ากู้เซียงหนึ่งช่วงศีรษะ หน้าตาหล่อเหลาเอาการ

          “ได้ยินว่าถูกคนที่กองถ่ายรังแกอีกแล้ว!” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

          “กู้หนาน?” กู้เซียงพึมพำ

          หลังจากที่พ่อกับแม่หย่ากันตอนเธออายุได้ห้าขวบ ‘กู้ฉางชุน’ ผู้เป็นพ่อก็พาน้องชายของเธอออกจากบ้านไปอยู่กับภรรยาใหม่

          ‘กู้หมู่’ คือแม่ที่เกียจคร้านและขี้ระแวง จากมุมของผู้เห็นเหตุการณ์ กู้เซียงพอจะเข้าใจเรื่องที่พ่อของเธอไปมีหญิงอื่น

          หลังหย่าร้างได้ไม่นาน ผู้เป็นแม่ก็แต่งงานและมีลูกกับสามีใหม่ เธอจึงวางตัวค่อนข้างลำบาก รู้สึกเหมือนเป็นคนนอกอยู่ตลอดเวลา

          พอเรียนจบชั้นมัธยมปลาย กู้เซียงก็ย้ายออกจากบ้านเพื่อไปเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ห่างไกล ครั้นเรียนจบก็เดินทางไปเมือง G เพื่อหางานทำและเริ่มต้นชีวิตใหม่

          กู้ฉางชุนไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูลูกสาวอีกเลยหลังแต่งงานใหม่ แต่เมื่อรู้ว่าเธอย้ายมาอยู่เมือง G ก็พยายามจะชดเชยให้ แต่กู้เซียงปฏิเสธที่จะไปมาหาสู่กับเขา

          แม้จะได้เจอกับกู้หนาน เธอก็ไม่รู้สึกยินดีเพราะจากกันนานกว่าสิบปีแล้ว ความรู้สึกของคนเราไม่อาจเยียวยาได้ในระยะเวลาอันสั้น ยิ่งกู้เซียงมีปมเรื่องที่ผู้เป็นพ่อเลือกน้องชายแทนที่จะเลือกเธอ ทำให้ต้องเติบโตท่ามกลางปัญหาครอบครัว ต้องดิ้นรนออกจากบ้านราวกับคนบ้า

          ชาติก่อนกู้ฉางชุนกับกู้หนานมาเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาลหลังบุกไปต่อยตีเหลียงจี้ แต่กู้เซียงกลับไม่สนใจพวกเขา แม้แต่วันที่เข้าพิธีแต่งงานก็ไม่บอกให้รู้

          “เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมถึงปล่อยให้คนอื่นรังแกได้?” เห็นอีกฝ่ายเอาแต่เหม่อลอย เขาก็กำหมัดแน่นขึ้น “พวกมันเป็นใคร ฉันจะไปจัดการเอง!”

          จู่ๆ ร่างบอบบางตรงหน้าก็สวมกอดเขาราวกับจากกันมานาน กู้หนานได้แต่ยืนนิ่งไม่ไหวติง

          ตั้งแต่กู้เซียงปรากฏตัวที่เมือง G กู้หนานกับกู้ฉางชุนก็พยายามเข้าหาเพื่อประสานรอยร้าว แต่ไม่เป็นผล เขารู้ดีว่าพี่สาวต้องผ่านชีวิตที่ย่ำแย่เพียงใด จึงไม่สนับสนุนให้เข้าวงการบันเทิง แต่หากเธอตัดสินใจแล้ว ย่อมไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้

          กู้เซียงพยายามตีตัวออกห่างพวกเขาทุกวิถีทาง แม้จะโมโหอยู่บ้าง แต่กู้หนานก็ไม่คิดทอดทิ้งเธอ เพราะยังไงก็พี่น้องท้องเดียวกันนี่เป็นครั้งแรกที่กู้เซียงกอดเขาหลังจากที่พ่อแม่แยกทางกัน ทำให้ค้นพบว่าพี่สาวที่แสนจะเย็นชาและปากร้าย แท้จริงแล้วอ่อนไหวเพียงใด

          กู้หนานขยับริมฝีปากคล้ายจะพูดบางอย่างแต่ก็พูดไม่ออกไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน กู้เซียงจึงค่อยๆ คลายอ้อมกอดแล้วพูดกับน้องชาย

          “เข้ามาข้างในเถอะ”

          แม้จะประหลาดใจอยู่บ้าง แต่เขาก็ยอมเดินตามพี่สาวเข้าไปในห้อง

          “กินข้าวหรือยัง?” เธอถาม

          “กินแล้ว” กู้หนานลังเลครู่หนึ่งแล้วจึงถามต่อ “มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”

          “ไม่มีอะไรหรอก นายกลับเร็วหน่อยแล้วกัน พรุ่งนี้มีเรียนไม่ใช่เหรอ?”

          กู้หนานยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ แต่พอได้ยินว่าพี่สาวทะเลาะกับคนในกองถ่ายเรื่องแย่งบท ก็รีบมาหาเพราะรู้ดีว่าเธออารมณ์ร้อนแค่ไหน

          “เลิกเป็นดาราเถอะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “บริษัทของพ่อกำลังขาดคน อยากให้พี่ไปช่วยบริหาร”

          กู้ฉางชุนไม่มีลูกกับภรรยาใหม่ จึงมีทายาทเพียงสองคนคือกู้หนานกับกู้เซียงเท่านั้น

          ได้ยินที่น้องชายพูด เธอก็ไม่ตอบโต้ด้วยความโมโหเหมือนที่ผ่านมา “ฉันชอบการแสดง”

          “อะไรนะ?” กู้หนานขมวดคิ้วแน่น

          “คอยดูแล้วกัน ฝีมือฉันไม่แพ้นักแสดงคนอื่นแน่นอน” เธอยกยิ้มมุมปาก

          “บ้าไปแล้วเหรอไง?” เขาอดไม่ได้ที่จะพูดตรงๆ

          “ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร”

          สองพี่น้องเงียบกันไปพักใหญ่ กู้หนานไม่รู้จะพูดอะไรเพราะเรื่องที่เกิดในวันนี้ รวมถึงพฤติกรรมของพี่สาวที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันทำเขารู้สึกกังวล กลัวว่าอีกฝ่ายจะคิดมากจนกลายเป็นบ้า “ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ฉันกลับก่อนนะ”

          ที่หน้าประตู กู้หนานลังเลเล็กน้อยแล้วถามขึ้นว่า “จริงสิ คิดจะไปเยี่ยมพ่อเมื่อไหร่?”

          เขาไม่ได้คาดหวังกับคำตอบ เพราะการที่กู้เซียงอ่อนลงไม่ได้หมายความว่าเธอจะทำใจยอมรับพ่อแท้ๆ ได้

          “ไว้จะหาเวลาไปเยี่ยมแล้วกัน”

          คำตอบนี้ทำกู้หนานตะลึงค้าง

          “ยังไม่รีบไปอีก” กู้เซียงผลักไหล่น้องชาย

          “อืม”

          หลังอีกฝ่ายกลับไปแล้ว กู้เซียงก็ยืนพิงประตูแล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอก

          ชาติที่แล้วเธอไม่เคยให้ความสำคัญกับคนในครอบครัว เมื่อได้กลับมาเกิดอีกครั้ง จึงรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสายเลือดนั้นมีค่าเพียงใด หากมีญาติพี่น้องคอยอยู่เคียงข้าง เธออาจไม่เป็นโรคซึมเศร้าและไม่มีจุดจบเหมือนที่ผ่านมา ขณะกำลังครุ่นคิด เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

          “เซียงเซียง ได้อ่านเวยป๋อบ้างหรือเปล่า?” เหวินจิ้งถามเสียงเครียด

          “ยังไม่ได้อ่านเลย มีอะไรเหรอ?”

          “เฉินเหล่ยเพิ่งโพสต์ข้อความพาดพิงเธอ!”

 

          “พาดพิง?

          กู้เซียงยังไม่ดังถึงขั้นที่มีคนคอยติดตาม เวยป๋อของเธอจึงมีเพื่อนไม่ถึงหมื่นคน ส่วนหนึ่งคือแฟนคลับที่มาจากการปั่นกระแสของเหวินจิ้ง แต่วันนี้กลับถูกพูดถึงกว่าพันข้อความ

          เทรนด์อันดับหนึ่งในเวยป๋อถูกโพสต์โดยเฉินเหล่ย ข้อความเชิงกระแนะกระแหนของเธอพูดถึงดาราหน้าใหม่คนหนึ่งที่ถูกเปลี่ยนบทจนอาละวาดใส่ผู้กำกับและทีมงานในกองถ่าย ตบท้ายด้วยการแท็กเวยป๋อของเฉินซี

          “มั่นหน้าจริงๆ ฉันละยอมเลย!” เฉินซีพิมพ์ตอบแล้วกดแชร์โพสต์นี้

          แม้เฉินซีจะไม่ดังเปรี้ยงปร้าง แต่ก็พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง ด้วยความที่เติบโตมาจากวงการภาพยนตร์ เธอจึงโดดเด่นกว่าคนอื่นรวมถึงแฟนคลับที่ติดตามก็มากกว่ากู้เซียงหลายเท่าตัว

          โพสต์ดังกล่าวยิ่งร้อนแรงมากขึ้น เมื่อมีคนในมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม

          “พี่ชายของฉันทำงานในกองถ่าย ดาราหน้าใหม่คนนั้นฟาดงวงฟาดงาและด่าเฉินซีจนร้องไห้เลย” จากนั้นก็แท็กชื่อกู้เซียง

          ข้อความนี้ถูกดันจนกลายเป็นความคิดเห็นยอดนิยมอันดับหนึ่ง ทำให้กู้เซียงถูกด่ามากขึ้นเรื่อยๆ

          “เป็นแค่เด็กใหม่ กล้าหาเรื่องขนาดนี้เลยเหรอ?”

          “ดราม่าขนาดนี้ ยิ่งปั่นก็ยิ่งดังนะ”

          “น่าสงสารเสี่ยวเฉิน ต้องรับมือกับพวกอยากดังจนเก็บอาการไม่อยู่แบบนี้!”

          “ใจดีจริงๆ ขอเป็นแฟนคลับด้วยคนดีกว่า”

          ทั้งเวยป๋อเต็มไปด้วยคำด่าและคำดูหมิ่นกู้เซียงจากทั่วสารทิศ ในฐานะดาราหน้าใหม่ ถือว่าเฉินซีประสบความสำเร็จในการสร้างกระแส รวมถึงเฉินเหล่ยที่ได้ดังทางลัด เพราะบรรดาความคิดเห็น
เหล่านั้นมีหน้าม้ารวมอยู่ไม่น้อย

          “เซียงเซียง ห้ามทำอะไรบุ่มบ่ามนะ! วงการนี้มีแต่เสือ สิงห์ กระทิง แรด ถ้าตอบโต้จะเป็นผลเสียกับเราเปล่าๆ” เหวินจิ้งเตือนด้วยเหตุผล

          “รู้แล้วน่ะ”

          เหวินจิ้งตกใจเล็กน้อย เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะใจเย็น “งั้นก็พักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องไปงานแถลงข่าวอีก”

          หลังวางสาย กู้เซียงไล่อ่านคอมเมนต์ใต้โพสต์ของเฉินเหล่ยอย่างละเอียด

          การได้เริ่มต้นใหม่หลังผ่านไปสิบปี ทำให้เรื่องนี้ดูไร้สาระมากสำหรับเธอ ไม่คู่ควรที่จะลดตัวลงไปแปดเปื้อน แต่ชาติที่แล้ว เธอไม่ใช่คนที่จะยอมใครง่ายๆ จึงเปิดโปงเฉินเหล่ยเรื่องที่ใช้เส้นสายของเฉินซีในการเปลี่ยนบทให้ตัวเอง

          ไม่มีใครเชื่อเธอแม้แต่คนเดียว ทั้งยังติดแฮชแท็กในเวยป๋อด้วยว่า #กู้เซียงไสหัวออกไปจากวงการ

          เรื่องนี้ทำให้ชื่อเสียงของกู้เซียงด่างพร้อย ทุกคนพากันลงความเห็นว่าเธอเป็นพวกอารมณ์รุนแรง เห็นแก่ตัว เรื่องมาก และไม่มีสัมมาคารวะ

          อุตส่าห์ได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง แต่เรื่องราวยังคงไม่เปลี่ยนไปจากเดิม

          เธอไม่ได้จดจำเลขลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งหรือหุ้นตัวที่จะขึ้นราคา ทุกความทรงจำมีเพียงประสบการณ์ของการฝ่าฟันเพื่อเข้าสู่วงการบันเทิง ความสำเร็จ ความล้มเหลว พัฒนาการด้านการแสดง และวีรกรรมในกองถ่าย

          แค่เรื่องใส่ร้ายป้ายสีกันในโซเชียล เหวินจิ้งยังต้องเตือนเธอด้วยความเป็นห่วง แต่หลังจากที่เกิดเรื่องของเหลียงจี้ ก็ไม่มีอะไรใหญ่พอจะทำให้เธอโมโหได้อีก ไหนจะถูกด่าว่าเป็นเมียน้อยทั้งที่เป็น
เมียหลวงตามกฎหมาย ต้องกลายเป็นหญิงสารเลวในสายตาของคนทั้งประเทศ ชื่อเสียงย่อยยับป่นปี้

          การที่เฉินเหล่ยคิดอยากสร้างกระแสให้กับตัวเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับกู้เซียง หากเธอตอบโต้ก็จะยิ่งเข้าทางของอีกฝ่าย

          กระแสในอินเทอร์เน็ตมาไวไปไว หากเรื่องนี้ไม่ถูกพูดถึงก็จะเงียบไปเอง กู้เซียงไม่เชื่อว่าชื่อของเธอจะเป็นกระแสได้ตลอดเฉินเหล่ยเองก็เป็นดาราหน้าใหม่ คงไม่กล้าหาเรื่องถึงขนาดนั้น

          ต้องยอมรับว่ากู้เซียงเป็นคนดวงดีมาก เพราะครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นก็มีข่าวใหม่ถูกดันขึ้นกลบกระแสของเธอแล้ว

          #จ่านหยางโผล่ที่เมือง G

          ‘จ่านหยาง’ คือดาราที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เป็นเน็ตไอดอล เป็นนักแสดงแถวหน้า เล่นทั้งภาพยนตร์และละคร แถมยังเป็นนักร้องอีกด้วย

          แม้เหลียงจี้จะได้ชื่อว่าเป็นนักแสดงอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่จ่านหยางกลับเหนือชั้นกว่า

          ต้นสังกัดของเหลียงจี้สร้างภาพลักษณ์ราวกับเทพบุตรให้เขา เพื่อจะได้เดินบนเส้นทางนี้อย่างสง่างามและมั่นคง ซึ่งตรงกันข้ามกับความเป็นจริงเพราะเขาเป็นคนค่อนข้างทะเยอทะยาน

          แม้เหลียงจี้จะเป็นนักแสดงที่มีความสามารถ แต่โลกใบนี้กลับมีคนประเภทที่ได้บางอย่างมาโดยง่าย ขณะที่คนอื่นต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาล และจ่านหยางก็เป็นคนประเภทนั้น

          จ่านหยางโดดเด่นในทุกๆ ทาง หน้าตาดี ชาติตระกูลเพียบพร้อม สุขุมนุ่มลึก และไม่เคยมีข่าวเสียหายมาก่อน

          หากจะบอกว่าไอดอลคืออาชีพอย่างหนึ่ง จ่านหยางก็คือคนที่ทำอาชีพนี้ได้อย่างสมบูรณ์

          เขาแย่งส่วนแบ่งการตลาดก้อนใหญ่จากดาราชายในวงการบันเทิง เป็นที่รักของทุกคน และถนัดเรื่องบริหารเสน่ห์อย่างมาก

          ภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขาเล่นเป็นพระเอกคือหนังฟอร์มยักษ์ที่ร่วมทุนสร้างกับต่างประเทศ แต่เมื่อผลงานถูกเผยแพร่ แทนที่เขาจะอยู่ชื่นชมความโด่งดังของตัวเอง กลับหายเข้ากลีบเมฆ

5.คุณสาของฉัน!

          หลังจากนั้นก็ปรากฏตัวเป็นครั้งคราว รับบทไม่เคยซ้ำ แม้ผลงานจะดูไม่มาก แต่ภาพยนตร์และละครที่เลือกรับล้วนโด่งดังทั้งสิ้น

          เหลียงจี้เคยถูกชวนไปเล่นเป็นนักแสดงชายอันดับสามในภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง บทของเขาถูกเขียนขึ้นเพื่อเรียกคะแนนจากแฟนคลับ แต่สุดท้ายจ่านหยางก็ได้ไป

          เรื่องนี้ทำเหลียงจี้มีอคติกับจ่านหยางอย่างมาก เขาบอกกู้เซียงว่าอีกฝ่ายมีคนคอยหนุนหลัง ทำให้ได้รับโอกาสดีๆ ตลอดรวมถึงพื้นฐานครอบครัวที่ร่ำรวย นักข่าวจึงไม่กล้าเสนอข่าวในทางที่เสียหาย ทั้งที่ไม่ได้มีความสามารถด้านการแสดงเท่าไหร่

          แต่กู้เซียงไม่คิดเช่นนั้น จึงไม่เก็บเรื่องของพวกผู้ชายมาคิดให้รกสมอง ใครจะรู้ว่าการกลับมาครั้งนี้ของเธอ จะมีจ่านหยางคอยช่วยกู้สถานการณ์ให้

          ข่าวการปรากฏตัวของจ่านหยางที่เมือง G ขึ้นเทรนด์อันดับหนึ่งในเวยป๋ออย่างรวดเร็ว

          ที่ทุกคนตื่นเต้นก็เพราะซูเปอร์สตาร์คนนี้ค่อนข้างเก็บตัว โพสต์เหน็บแนมดาราหน้าใหม่ของเฉินเหล่ยจึงถูกข่าวของจ่านหยางกลืนหายไปในพริบตา

          กู้เซียงจิบน้ำแล้วเปิดดูโพสต์ที่กำลังติดเทรนด์อันดับหนึ่งในเวยป๋อ ภาพที่เห็นคือชายหนุ่มในชุดลำลองสีดำ สวมหมวกแก๊ปปิดบังใบหน้า รูปร่างสูงโปร่ง

          พริบตาเดียว คอมเมนต์กว่าหมื่นข้อความก็ปรากฏขึ้นที่ใต้โพสต์ บรรดาแฟนคลับพากันกรีดร้องด้วยความดีใจ

          “หล่อมาก ขาอย่างยาวอะ”

          “อยู่ดีๆ ก็กลับมา หรือจะมีผลงานใหม่?”

          “ขอให้ได้เป็นพระเอก ขอให้ได้เป็นพระเอก ขอให้ได้เป็นพระเอก”

          “คุณสาของฉัน!”

          บรรยากาศแห่งความยินดีนี้ไม่ต่างจากช่วงเฉลิมฉลองปีใหม่ แทบไม่หลงเหลือร่องรอยการก่นด่าอย่างไม่มีใครยอมใครเมื่อครู่

          ศัตรูของศัตรูนับว่าเป็นเพื่อน ชาติที่แล้วเหลียงจี้ริษยาจ่านหยางมาก นั่นแปลว่าชาตินี้เธอควรเชื่อมสัมพันธ์กับจ่านหยางเอาไว้

          กู้เซียงรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ง่าย เพราะแม้แต่เฉียวอิ้งฉิงก็ไม่เคยได้ร่วมงานกับจ่านหยาง ซูเปอร์สตาร์คนนี้โลดแล่นในวงการบันเทิงราวกับงานอดิเรก ไม่ทำตัวสนิทสนมกับดาราคนไหนเป็นพิเศษ

          ที่ผ่านมาเธอเป็นคนวู่วาม ใจร้อน ครั้งนี้จึงตั้งใจจะลบข้อบกพร่องในอดีตทั้งหมด

          เรื่องแรกที่กู้เซียงต้องรับมือคืองานแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทต้นสังกัดกับสตูดิโอผู้ผลิตซีรีส์เน็ตไอดอล

          งานนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเธอโดยตรง แต่เนื่องจากเป็นดาราหน้าใหม่ บริษัทจึงต้องพาออกงาน เพื่อให้ผู้คนชินตา เปิดโอกาสให้ได้พบปะกับคนเบื้องหลังภาพยนตร์และละคร เพราะความบังเอิญที่เกิดขึ้นในวงการนี้ อาจเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา

          กู้เซียงรู้ดีว่ามันคือโอกาสทองสำหรับดาราหน้าใหม่ แม้จะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดเมื่อชาติที่แล้วก็ตาม

          ท่ามกลางผู้คนมากมาย ชุดที่เธอใส่มาร่วมงานเกิดปริขาด แม้จะรวบผ้าไว้ได้ทัน ไม่ถึงขั้นโป๊เปลือย แต่ก็ถูกนักข่าวเอาไปเขียนในทางเสียหาย ตามด้วยถ้อยคำเยาะเย้ยถากถางอีกมากมาย

          เรื่องการปะทะคารมในเวยป๋อ รวมถึงเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยกลางงานแถลงข่าว ทำกู้เซียงกลายเป็นกระแสในแง่ลบ ซึ่งค่อนข้างรุนแรงสำหรับดาราหน้าใหม่ที่เกือบต้องอำลาวงการอย่างถาวร

          หากไม่ใช่เพราะบังเอิญได้งานภาพยนตร์ ชื่อของเธอคงไม่ต่างจากนักแสดงตัวเล็กๆ อีกหลายคน ที่ไม่มีวันได้เจิดจรัสในวงการ เพราะไม่ว่าจะปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนอีกกี่ครั้ง วีรกรรมที่เคยสร้างก็ไม่อาจลบเลือนได้ ต้องทนกระแสโจมตีอยู่เกือบครึ่งปี

          แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เสื้อผ้าของเธอปริขาด?

          ทั้งที่ก่อนวันงานได้ตรวจสอบชุดอย่างดีแล้ว กู้เซียงเองก็ไม่เคยพลาดเรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้

          ท่ามกลางดาราหน้าใหม่ เธอปรากฏตัวด้วยหน้าตาที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ บริษัทจึงให้การสนับสนุนเป็นพิเศษ

          ในเมื่อขวางทางก็ต้องถูกโค่น การแก่งแย่งชิงดีในวงการบันเทิงไม่ใช่เรื่องแปลก ต่อให้ไม่หาเรื่องใครก่อนก็ใช่ว่าจะไม่ถูกหาเรื่อง

          อุตส่าห์ได้กลับมาเกิดอีกครั้ง เธอจะไม่ยอมพลาดซ้ำรอยเดิมเด็ดขาด หากใครคิดขวางทาง ก็พร้อมจะเอาคืนทันที

          กู้เซียงเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบชุดราตรีสีดำแนบเนื้อที่ออกแบบอย่างประณีตออกมา

          ชายกระโปรงที่เป็นริ้วระบายเปลี่ยนความสุขุมให้กลายเป็นสดใส การตัดเย็บค่อนข้างแน่นหนา ไม่ปริแตกง่ายๆ แน่นอน

          ชุดนี้เคยถูกกู้เซียงฉีกเป็นชิ้นๆ หลังจบงานแถลงข่าว แต่วันนี้เธอกำลังรูดซิปหลัง ติดตะขอยึดกระดุมด้วยความมั่นใจ

 

          เช้าวันรุ่งขึ้น เหวินจิ้งมารับกู้เซียงที่หอพัก เพราะเด็กใหม่ที่ยังไม่มีชื่อเสียงบริษัทจะไม่เตรียมรถรับส่งไว้ให้

          พอกู้เซียงขึ้นนั่งบนรถ เหวินจิ้งก็แอบดูสีหน้าของอีกฝ่าย เมื่อเห็นว่าเธออารมณ์ดีจึงส่งนมและไข่ต้มให้

          “โอเคขึ้นไหม?” เหวินจิ้งเปิดประเด็น

          “โอเคนะ” กู้เซียงก้มลงดื่มนม “ได้จ่านหยางมาช่วยกลบกระแสแล้วนี่”

          “ชื่อนี้เยียวยาได้ทุกสิ่งจริงๆ” เหวินจิ้งอมยิ้ม

          กู้เซียงกลอกตามองบน แม้แต่ผู้จัดการส่วนตัวของเธอก็ยังหลงเสน่ห์ของจ่านหยาง “เยียวยาอะไรกัน เขาเพิ่งจะแสดงเป็นฆาตกรโรคจิตไม่ใช่เหรอ?”

          “เสียดายเมื่อวานไม่อยู่ที่นั่น อดได้ลายเซ็นเลย” เหวินจิ้งยังคงรำพึงรำพัน

          “.....”

          “ไม่แน่อาจได้เจอเขาที่งานแถลงข่าววันนี้ อย่าลืมขอลายเซ็นมาให้ด้วยนะ หรือฉันควรเข้าไปขอเขาถ่ายรูปเอง? แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว!” ตอนทำงาน เหวินจิ้งค่อนข้างเป็นมืออาชีพ แต่ถึงจะเป็นถึง
ผู้จัดการศิลปิน เธอก็อายุแค่ยี่สิบต้นๆ หากจะออกอาการคลั่งไคล้ดาราก็คงไม่แปลก “รู้งี้แวะสระผมกับเปลี่ยนชุดก่อนดีกว่า ไม่เป็นไรๆแต่งหน้าเพิ่มเอาแล้วกัน”

          “พอได้ยัง!” กู้เซียงเริ่มหมดความอดทน “แล้วจ่านหยางจะมางานแถลงข่าวนี้ทำไม?”

          เหวินจิ้งทำหน้าครุ่นคิด ก่อนจะสงบปากสงบคำ

          จ่านหยางทั้งหน้าตาดี มีฐานะ ฝีมือการแสดงเป็นเลิศ มั่นใจในตัวเอง ไม่ทำตามคำสั่งของใครง่ายๆ จะเชิญไปงานแถลงข่าวหรืองานเลี้ยงรับรางวัลทีก็ต้องดูอารมณ์ก่อน เพราะแม้แต่งานประกาศรางวัลสำคัญๆ ก็ยังถูกเขาปฏิเสธ นับประสาอะไรกับงานแถลงข่าวเปิดตัวซีรีส์ของบริษัทไร้ชื่อทุนน้อย

          หลังก้มหน้าพักหนึ่ง เหวินจิ้งก็ทำเสียงตื่นเต้นอีกครั้ง

          “รอให้ฉันดันเธอจนดังก่อน ค่อยหาโอกาสถ่ายรูปกับจ่านหยางก็ได้ เซียงเซียง มาสู้ไปด้วยกันนะ!”

          กู้เซียงรู้สึกเหมือนกำลังต่อสู้เพื่อให้เหวินจิ้งได้ถ่ายรูปคู่กับจ่านหยาง ไม่ใช่เพื่ออนาคตในวงการบันเทิงอีกต่อไปแล้ว

          “เอาเถอะ... เอาที่สบายใจ”

          เมื่อพวกเธอไปถึง ฝ่ายสถานที่ก็กำลังง่วนกับการจัดแสงและลองเครื่องเสียง

          บริษัทต้นสังกัดของกู้เซียงชื่อว่า ‘หัวเซิน’ มีแนวโน้มว่าจะเติบโตไปในทิศทางที่ดีในอีกสิบปีข้างหน้า แต่ตอนนี้ยังเป็นเพียงบริษัทเล็กๆ ไม่มีดาราแถวหน้าในสังกัด มีเพียงดาราอันดับสองและสามเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กใหม่ที่ยังไม่ได้เข้าวงการ

          ในฐานะศิลปินที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก กู้เซียงไม่มีข้ออ้างใดๆ ที่จะเข้างานสาย จึงรีบมาถึงก่อนเวลาเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าและแต่งตัว

          ชาติที่แล้วเธอมัวแต่โมโหกับเรื่องในเวยป๋อจนนอนดึก หลังไปร่วมงานสายก็ยังต้องเจอเรื่องชุดขาดอีก ช่างไร้สาระจริงๆ

          เหวินจิ้งทักทายพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ด้านหน้า แต่เนื่องจากมาถึงก่อนเวลาหลายชั่วโมง เธอจึงต้องไปรายงานตัวกับทีมงานก่อน กู้เซียงจึงไปยืนรอตรงประตูหลังเวที

          “กู้เซียง”

          หญิงสาวที่เรียกเธอจากด้านหลังดูจะอายุน้อยกว่า ผมสีน้ำตาลเข้มม้วนเป็นลอน หน้าม้าเรียบตรงเสมอกัน สวมชุดราตรีสีชมพูชายกระโปรงเป็นริ้วระบาย บุคลิกทั้งอ่อนโยนและอ่อนหวาน

          “ปู๋หยู่?” กู้เซียงทักทาย

          “เพิ่งมาถึงเหรอ?” ปู๋หยู่ถามด้วยรอยยิ้ม “กำลังอยากคุยด้วยพอดี”

          กู้เซียงหรี่ตามองอีกฝ่ายเล็กน้อย “ถึงเร็วเหมือนกันเลยนะ”

          ฝ่ายนั้นแต่งหน้าแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ดาราหน้าใหม่จะได้ขึ้นเวทีเป็นลำดับสุดท้าย แต่สำหรับกู้เซียง การแต่งหน้าแต่งตัวให้ช้าที่สุดจะช่วยรักษาความเรียบร้อยของเสื้อผ้าหน้าผมไว้ได้อย่างสมบูรณ์

          “โอกาสแบบนี้หายากมาก ดาราดังๆ และสื่อสำนักใหญ่ๆ มากันเพียบเลย” ปู๋หยู่ทำตาโต

          กู้เซียงเพียงแต่ยิ้ม ไม่พูดอะไร เพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตื่นเต้นอย่างที่บอก

          พวกเธอต่างก็เป็นดาราหน้าใหม่ที่ยังอยู่ในช่วงไต่เต้า ปู๋หยู่เคยเป็นนางแบบมาก่อน ด้วยความที่รูปร่างหน้าตาดีจึงถูกทาบทามให้เซ็นสัญญา ตอนแรกบริษัทตั้งใจจะเปิดตัวเธอปีนี้ แต่กู้เซียงดันโผล่มาเสียก่อน

          ปู๋หยู่มีบุคลิกนางแบบอย่างชัดเจน ซึ่งจะเป็นผลดีกับดาราที่มีชื่อเสียงแล้ว แต่สำหรับคนที่เพิ่งเข้าวงการ ควรมีบุคลิกใสซื่อบริสุทธิ์เหมือนผ้าขาวจะดีกว่า

          ความสวยของพวกเธอไม่แพ้กัน แต่กู้เซียงกลับได้งานโฆษณาเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่งแทนปู๋หยู่ที่ถูกเลือกในตอนแรก โฆษณาตัวนี้ทำให้กู้เซียงเป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้น ถึงจะไม่มาก แต่ก็มีคนจำชื่อเธอได้บ้างแล้ว

          กู้เซียงไม่รู้ว่าปู๋หยู่คิดยังไงกับเรื่องนี้ เพราะอีกฝ่ายยังคงทำตัวสนิทสนมด้วย แต่หากเป็นเธอที่ถูกแย่งงาน คงไม่ญาติดีกับปู๋หยู่แน่นอน

6.ฉันไปเองดีกว่า

          เมื่อหาคำอธิบายพฤติกรรมของอีกฝ่ายไม่ได้ จึงคิดว่าปู๋หยู่ไม่เหมือนคนอื่นๆ กระทั่งได้เข้าไปคลุกคลีในวงการบันเทิง รู้ตื้นลึกหนาบางอย่างถ่องแท้ ได้เจอกับคนอย่างปู๋หยู่มากขึ้นเรื่อยๆ ก็ค้นพบว่าคนประเภทนี้คือพวกโลกสวย

          “ทำไมถึงเงียบไปล่ะ?” ปู๋หยู่ถาม

          “อ้อ” กู้เซียงก้มหน้าเล็กน้อย “เมื่อเช้าฉันเพิ่งดื่มนม สงสัยแล็กโทสยังไม่ย่อยดี”

          “ไปห้องน้ำก่อนไหม?” ปู๋หยู่ถามพลางเหลือบมองกระเป๋าเสื้อผ้าของกู้เซียงบนพื้น “ฉันเอาไปไว้ที่ห้องแต่งตัวให้แล้วกัน”

          กู้เซียงตอบด้วยรอยยิ้ม “เช้าขนาดนี้น่าจะยังไม่เปิด รอเหวินจิ้งไปเอากุญแจก่อนก็ได้”

          “ไม่ต้องหรอก” ปู๋หยู่ชี้ไปที่ทางเดิน “ห้องแต่งตัวของนักแสดงรับเชิญไม่มีคน ฉันก็เพิ่งไปแต่งตัวที่นั่นมา”

          “ฉันไปเองดีกว่า” กู้เซียงส่ายหน้า

          “ไม่เป็นไรหรอก” ปู๋หยู่ทำหน้าคล้ายนึกบางอย่างขึ้นได้ “ลืมไปเลยว่าต้องรายงานตัวกับฝ่ายประชาสัมพันธ์ เดี๋ยวฉันถือของไปไว้ที่ห้องแต่งตัวให้ เธอช่วยไปเซ็นชื่อทีนะ”

          ปู๋หยู่ยิ้มจนถุงใต้ตาอวบอิ่มคล้ายสาวเกาหลี เป็นความน่ารักที่ยากจะปฏิเสธ

          กู้เซียงขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ฝืนพยักหน้า “ได้ๆ”

          “ขอบคุณมากนะกู้เซียง” ปู๋หยู่ก้มลงหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าแล้วเดินจากไป

          กู้เซียงยืนอยู่ที่เดิม มองตามอีกฝ่ายด้วยแววตาเย็นชา

          ห้องแต่งตัวของนักแสดงรับเชิญกว้างขวางกว่าห้องแต่งตัวของดาราดัง ไม่มีราวแขวนเสื้อผ้าและเครื่องสำอางวางกระจัดกระจายที่เปลี่ยนเสื้อผ้าค่อนข้างใหญ่ มีกระจกกั้นกลาง ผ้าม่านทุกผืนประดับด้วยลูกปัดแสนหรูหรา

          นักแสดงรับเชิญส่วนใหญ่จะไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าที่นี่ มีเพียงดาราที่ใช้ห้องนี้สำหรับเติมเครื่องสำอางหรือพักผ่อนดื่มชาก่อนขึ้นเวทีเท่านั้น

          ปู๋หยู่วางกระเป๋าลงบนเก้าอี้ มือข้างหนึ่งหยิบกระโปรงเนื้อผ้ามันวาว ที่สัมผัสของมันชวนให้จินตนาการถึงตอนได้สวมใส่ขึ้นมา

          ชุดนี้ถูกออกแบบอย่างเรียบง่าย ด้านหลังถูกปักด้วยลายดอกไม้เล็กๆ บริเวณจุดเชื่อมต่อกับกระดุมเป็นรูปผีเสื้อ ให้ความรู้สึกเซ็กซี่ชวนค้นหา

          ปู๋หยู่ไล่ปลายนิ้วไปตามลวดลายดอกไม้ ก่อนจะหยุดที่กระดุมสีเงิน

          ด้านข้างของกระดุมปักลายผีเสื้อคล้ายจะโบยบิน แม้จะไม่ใช่เสื้อผ้าหรูหราราคาแพง แต่ดูจากฝีมือการตัดเย็บก็รู้ว่าไม่ธรรมดา

          ถือเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างมากสำหรับดาราหน้าใหม่ หากไม่ใช่เป็นการเปิดตัวสู่สายตาสาธารณชน ก็คงไม่จำเป็นต้องซื้อชุดสวยราคาแพงขนาดนี้

          ปู๋หยู่กำกระโปรงไว้แน่น มืออีกข้างถือกรรไกรแล้วทาบลงบนกระดุม หลังสะกิดรอยเย็บเบาๆ กระดุมก็หลวมขึ้นทันตา ตอนนั่งแต่งหน้าอาจยังไม่พบความผิดปกติ แต่หากลุกนั่งบ่อยๆ กระดุมก็จะหลุดออก ทำให้ทั้งชุดคลายตัว

          สำหรับนักแสดงหญิงหน้าใหม่ เรื่องแบบนี้น่าอับอายเกินกว่าจะรับได้

          ปู๋หยู่ยกยิ้มมุมปากอย่างเลือดเย็น ก่อนจะค่อยๆ เลาะแกนกระดุม

          “ทำแบบนี้... ไม่คุ้มเท่าไหร่นะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลัง

          ปู๋หยู่ตกใจจนกรรไกรหล่นลงพื้น เมื่อหันไปมองก็พบว่ากู้เซียงกำลังยืนกอดอก ในมือถือโทรศัพท์บันทึกภาพเอาไว้ด้วย

          “ฝ่ายประชาสัมพันธ์ไกลเกินไป เธอเดินไปเองเถอะ” กู้เซียงจ้องกรรไกรที่อยู่บนพื้นแล้วแสยะยิ้ม “ไม่ยักรู้ว่าเป็นช่างตัดเสื้อมาก่อน ไหนๆ ก็ลงมือแล้ว เลาะทิ้งทั้งชุดเลยดีไหม?”

          ปู๋หยู่หน้าถอดสี ไม่ตอบโต้แม้แต่คำเดียว

          “ไม่รู้ว่าบริษัทจะจัดการกับพฤติกรรมของเธอยังไง แต่ฉันถ่ายไว้หมดแล้ว คิดว่ากรรไกรของเธอหรือมือของฉันเร็วกว่ากันล่ะ?!”

 

          ปู๋หยู่เบิกตากว้าง ไม่เข้าใจว่าแผนการของตัวเองผิดพลาดตรงไหน

          ในบรรดาเด็กใหม่ของบริษัท เธอรู้จักกู้เซียงมากที่สุด รู้ด้วยว่าอีกฝ่ายมีดีแค่หน้าตาแต่ไร้สมอง โมโหร้าย ไม่มีกาลเทศะ และไม่รู้วิธีเข้าหาผู้คน

          ปู๋หยู่ไม่เคยมองว่ากู้เซียงเป็นคู่แข่ง เพราะแม้แต่วงการนางแบบที่แจ้งเกิดได้ยากแสนยาก เธอก็ยังผ่านมาได้ แต่เมื่อถูกคู่แข่งนอกสายตาแย่งงาน จึงเคียดแค้นเป็นพิเศษ ครั้งที่แล้วปู๋หยู่มั่นใจว่าต้องได้งานโฆษณาที่เข้ากับบุคลิกของตัวเอง แต่สุดท้ายก็ถูกกู้เซียงแย่งไป แม้จะเป็นการตัดสินใจของบริษัท ปู๋หยู่ก็ยังแค้นอยู่ดี ยิ่งได้เห็นกระแสตอบรับหลังจากที่โฆษณาออกอากาศ ก็ยิ่งไม่พอใจมากขึ้นไปอีก

          จากที่มีจุดเริ่มต้นเหมือนกัน อยู่ในสังกัดเดียวกัน ไม่มีใครดีหรือด้อยไปกว่าใคร แต่พอถูกกู้เซียงขัดขวางโอกาสที่จะโด่งดัง ปู๋หยู่ก็ทนดูต่อไปไม่ได้

          เธออยากหาทางสั่งสอนอีกฝ่าย แต่จะให้จัดการตรงๆ คงเป็นไปไม่ได้ จึงคิดแผนการตลบหลังด้วยการทำให้อับอาย บริษัทจะได้เก็บกู้เซียงเข้ากรุ เลิกผลักดันอีกต่อไป

          แต่ถึงจะวางแผนมาดีขนาดไหน ก็ถูกกู้เซียงจับได้คาหนังคาเขา ซ้ำยังถ่ายวิดีโอไว้เป็นหลักฐานอีกด้วย

          ชาติที่แล้วกู้เซียงไม่คิดว่าจะมีใครมายุ่งกับเสื้อผ้า พอถึงงานก็รีบเปลี่ยนชุดแล้วขึ้นเวที ด้วยความที่เป็นเดรสรัดรูป พอกระดุมเริ่มคลายตัว ชุดก็ปริออกทันที

          แม้จะไม่ถึงขั้นโป๊เปลือย แต่งานแถลงข่าวก็เสียหายไปด้วย ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือทุกคนพากันลงความเห็นว่าเธอจงใจสร้างกระแส

          “ทำไมชุดถึงไม่หลุดก่อนหน้าที่จะขึ้นเวที?”

          หนึ่งในคำวิจารณ์จากคนที่มีอคติ แต่ก็ดูจะเป็นเหตุเป็นผลและทำให้เธอกลายเป็นนักแสดงเจ้าเล่ห์ที่ใช้ข่าวเสียหายสร้างกระแสให้ตัวเอง

          กู้เซียงยังคงจำภาพที่ถูกสำนักข่าวแย่งกันถ่ายรูปได้ แสงแฟลชส่องกระทบใบหน้าจนเธอลืมตาแทบไม่ขึ้น ดีที่เหวินจิ้งช่วยบังร่างให้ แต่ก็ถูกผลักจนล้มหัวกระแทก แม้แต่พิธีกรก็ไม่รู้จะแก้สถานการณ์
ยังไง

          เมื่อไม่อาจกู้สถานการณ์ได้ บริษัทจึงอาศัยกระแสนี้เพิ่มความน่าสนใจให้กับซีรีส์

          ส่วนปู๋หยู่ที่แสร้งทำเป็นเอาเสื้อมาคลุมให้ก็กลายเป็นคนที่มีภาพลักษณ์อ่อนโยน กระทั่งถูกชวนไปคัดตัวนักแสดงถึงสองเรื่องขณะที่กู้เซียงถูกบริษัทดองงานกว่าครึ่งปี พอกลับมารับงานอีกครั้งปู๋หยู่ก็กลายเป็นดาราอันดับสองไปแล้ว

          ภายหลังชีวิตของกู้เซียงพลิกผันไปในทางที่ดีขึ้น แต่กลับเป็นขาลงของปู๋หยู่

          นักแสดงรุ่นใหม่ทยอยเข้าวงการ คลื่นลูกเก่าถูกซัดจมหาย หลังถูกไฮโซรับไปเลี้ยงดู ข่าวฉาวมากมายก็ทำให้ปู๋หยู่ต้องห่างหายไปจากวงการ นานๆ จะรับงานถ่ายซีรีส์ที่ฉายทางอินเทอร์เน็ตสักครั้ง

          เมื่อนึกย้อนกลับไป กู้เซียงก็นึกเวทนาตัวเอง และจะไม่ยอมเป็นคนที่เสียเปรียบอีกเด็ดขาด

          “เธอคิดจะทำอะไร?” ปู๋หยู่ถาม

          “ฉันไม่ทำอะไรหรอก เธอนั่นแหละคิดจะทำอะไร?” กู้เซียงจ้องอีกฝ่ายตาเขม็ง “อยากเติบโตในวงการบันเทิงก็ควรใช้ความสามารถเข้าแลก ไม่ใช่ใช้วิธีสกปรกแบบนี้ เพราะฉันไม่ได้ใจดีขนาดนั้น”

          “ขู่ฉันงั้นเหรอ?” ปู๋หยู่เบ้ปาก

          “เตือนด้วยความหวังดีต่างหากล่ะ” กู้เซียงส่ายหน้าด้วยความระอา “ถ้าอยากจัดการจริงๆ ฉันอัปคลิปลงเน็ตไปแล้ว จะได้รู้ว่าคนอื่นเขาคิดยังไงกับเธอ”

          เธอต้องการให้อีกฝ่ายระแวง มากกว่ารีบโจมตีให้แตกหักกันไปข้าง

          “บริษัทไม่ยอมให้แกทำแบบนั้นหรอก!” ปู๋หยู่พูดเสียงสั่น

          “รอดูต่อไปแล้วกัน” กู้เซียงยักคิ้ว

          ปู๋หยู่หน้าซีดเผือด แววตาเต็มไปด้วยความกังวล

          “อย่า หา เรื่อง ฉัน” กู้เซียงเน้นเสียง

          ปู๋หยู่รวบรวมความกล้าแล้วตอบเสียงเบา “ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น!” พูดจบก็รีบออกจากห้องแต่งตัวไป

          กู้เซียงเดินไปหยิบชุดบนเก้าอี้ขึ้นตรวจดูกระดุม เนื่องจากห้องแต่งตัวของนักแสดงรับเชิญกับดาราดังอยู่ห่างกันมาก จึงตัดสินใจจะเปลี่ยนเสื้อผ้าที่นี่

          หลังเปิดม่านแล้วผลักประตูกระจกออก เธอก็มีอันต้องอึ้งไป

          ภายในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ใครคนหนึ่งนั่งอยู่บนโซฟา เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว เขาก็เงยหน้าขึ้น

          ชายหนุ่มในชุดลำลองสวมสเวตเตอร์สีเทานั่งเหยียดขายาวอยู่บนโซฟา ใบหน้าหล่อเหลาราวกับภาพวาด ดวงตาดำขลับคล้ายท้องฟ้ายามราตรีที่ไร้แสงดาว เยือกเย็นแต่งดงามชวนหลงใหล เขามองกู้เซียงด้วยแววตาเรียบเฉยแต่เป็นกันเอง ในสีหน้าแฝงความประหลาดใจไว้เล็กน้อย

          คนบางคนสามารถดูแลรูปลักษณ์ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะสิบปีก่อนหรือสิบปีให้หลังก็ไม่ต่างกัน เพราะใบหน้านี้แทบไม่มีริ้วรอยปรากฏ

          กู้เซียงแทบสิ้นสติเมื่อรู้ว่าเขาคือจ่านหยาง คนที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายตามอำเภอใจ ไปไหนมาไหนโดยไม่เปิดเผยแต่กลับมานั่งอยู่ตรงนี้ ทั้งยังหล่อกว่าในทีวีเสียอีก

          ที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือ เขาได้ยินเรื่องที่เธอทะเลาะกับปู๋หยู่หมดแล้ว มันอาจไม่ใช่เรื่องน่าสนใจสำหรับเขา เพราะการต้องมาปรากฏตัวที่นี่ย่อมสำคัญกว่า

          หรือต้นสังกัดของเธอจะเชิญเขามาเพื่อสร้างสีสันในงาน แต่นั่นคงเป็นไปได้ยาก

          กู้เซียงเริ่มสับสนกับความคิดของตัวเอง จึงกะพริบตามองจ่านหยางโดยไม่ได้พูดอะไร

          ทั้งสองสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง กระทั่งเสียงของเหวินจิ้งดังขึ้นที่ด้านนอก

          “เซียงเซียง อยู่ในห้องแต่งตัวหรือเปล่า?”

          กู้เซียงรีบปิดประตูกระจกแล้วหันไปตอบผู้จัดการส่วนตัวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ฉันอยู่ในนี้”

          เหวินจิ้งถือกำหนดการเข้ามาหา มองกู้เซียงที่ยืนอยู่กลางห้องแต่งตัวด้วยความสงสัย “ทำอะไรอยู่น่ะ?”

          “กำลังจะเปลี่ยนเสื้อผ้า” กู้เซียงตอบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

          ด้วยฝีมือการแสดงที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ทำให้เธอแสดงพรสวรรค์ด้านนี้ได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ทิ้งความน่าสงสัยใดๆ ไว้เลย

          “ไม่ต้องรีบหรอก เมื่อกี๊ฉันเจอปู๋หยู่ตรงทางเดิน อุตส่าห์ทักทายแต่ถูกเชิดใส่ สงสัยจะกินยาผิดมา” เหวินจิ้งถอนหายใจ

          “คงหงุดหงิดที่ถูกฉันแย่งงานละมั้ง”

          “เธอไม่ได้เป็นคนทำสักหน่อย ไปโวยลูกค้าโน่น!” เหวินจิ้งส่ายหน้าด้วยความระอา “ไปห้องแต่งตัวดารากัน หลังแต่งตัวให้เธอเสร็จ ฉันจะแต่งหน้าให้ตัวเองด้วย เผื่อได้เจอพี่จ่าน”

7.ได้ข่าวมาจากไหน

          กู้เซียงแทบสะดุดล้ม เหวินจิ้งตกใจรีบเข้าไปคว้าแขนเอาไว้ “ระวังหน่อยสิ เมื่อคืนนอนน้อยเหรอ?”

          “เปล่า” กู้เซียงปั้นหน้ายิ้มแย้มแล้วหันกลับไปมองห้องแต่งตัว เธอไม่คิดว่าไอดอลของผู้จัดการคนเก่งจะอยู่ในห้องแต่งตัวด้วย แถมแอบฟังบทสนทนาของคนอื่นอีก

          เบื้องหลังประตูกระจก จ่านหยางขยี้ปลายจมูกที่เกือบถูกกระแทกด้วยความเหนื่อยใจ ก่อนจะกดรับสายเรียกเข้า “อยู่ที่ห้องแต่งตัว”

          “จะมาเมื่อไหร่?”

          “ใกล้ๆ เดี๋ยวตัดสินใจเอง”

          “อืม”

          หลังวางสาย เขาลุกเดินไปเปิดประตูกระจกแล้วออกไปที่ห้องแต่งตัว ก่อนจะก้มลงหยิบกรรไกรคมกริบบนพื้น

          ในห้วงความคิดของเขา บังเกิดเสียงของผู้หญิงที่เพิ่งทะเลาะกันเมื่อครู่

          “คิดว่ากรรไกรของเธอหรือมือของฉันเร็วกว่ากันล่ะ?!”

          จ่านหยางวางกรรไกรไว้บนโต๊ะ เดินยิ้มออกจากห้องไป

 

          งานแถลงข่าวดำเนินไปตามกำหนดการ

          หลังเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็มีช่างมาแต่งหน้าให้กู้เซียง ระหว่างนั้นเธอนั่งอ่านกำหนดการไปด้วยเพื่อให้รู้ลำดับก่อนหลัง แต่ไม่ได้จดจ่ออะไรมากเพราะมัวแต่นึกถึงเรื่องของจ่านหยาง

          ชาติที่แล้วกู้เซียงมัวแต่วุ่นวายกับเรื่องในเวยป๋อจนไม่ได้ให้ความสนใจอีกฝ่าย รู้แต่ว่าเขามาเมือง G แต่ไม่รู้ว่ามาร่วมงานแถลงข่าวหรือเปล่า เพราะถ้ามีจ่านหยางมาร่วมงานด้วย ผู้คนอาจไม่ใส่ใจเรื่องที่เธอเสื้อผ้าหลุดกลางงานก็เป็นได้

          หากจะบอกว่าการกลับชาติมาเกิดของเธอ ทำให้เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงมากมาย เช่นนี้การแก้ไขอดีตเรื่องกระดุมเสื้อ ก็อาจทำให้แผนงานของจ่านหยางเปลี่ยนแปลงไปด้วย เว้นแต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ในงาน เพราะซูเปอร์สตาร์คนนี้ค่อนข้างเก็บตัว

          กู้เซียงคิดเรื่องนี้จนใจลอย เธอรู้จักจ่านหยางผ่านคำบอกเล่าของเหลียงจี้เป็นครั้งคราวเท่านั้น ที่เหลือคือข่าวซุบซิบดาราทั่วไป ซึ่งแฟนคลับของจ่านหยางได้รับการยกย่องว่ามีมารยาทมากที่สุด

          พฤติกรรมของแฟนคลับมักจะสะท้อนความเป็นตัวตนของไอดอล เห็นได้จากการที่จ่านหยางเป็นคนมีสัมมาคารวะ รู้กาลเทศะ และไม่เคยมีข่าวเสียๆ หายๆ เลย

          พอรู้ว่าเขาไร้มลทิน เธอก็เบาใจลงมาก ต่อให้ธาตุแท้จะไม่เป็นอย่างที่คิด เธอก็เชื่อว่าเขาไม่ใช่คนเลว

          เหวินจิ้งหยิบโทรศัพท์ขึ้นแกว่งตรงหน้ากู้เซียง “เซียงเซียง”

          “หือ” กู้เซียงดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว

          “อีกเดี๋ยวจะขึ้นเวทีแล้ว ห้ามตื่นเต้นเด็ดขาดนะ” เหวินจิ้งกำชับ

          ดาราหน้าใหม่ล้วนถูกเทรนด์เป็นอย่างดี แต่เมื่อต้องเผชิญกับผู้จัดชื่อดัง อาจตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูก เผลอแสดงจุดด้อยออกมา ทำให้เสียโอกาสดีๆ ในการทำงานไป เหวินจิ้งกลัวว่ากู้เซียงจะตื่นเวทีเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสื่อหลากหลายสำนัก เหมือนอย่างที่ดาราหน้าใหม่คนอื่นๆ เป็น

          นอกจากงานโฆษณาเครื่องดื่มแล้ว กู้เซียงก็มีแค่บทตัวประกอบในภาพยนตร์เรื่องเหมยจวง ที่ไม่นับว่าเป็นการสะสมประสบการณ์ แต่เป็นการสะสมความโกรธมากกว่า

          “ได้สิ” เธอตอบอย่างมั่นใจ

          เหวินจิ้งหรี่ตามองกู้เซียงด้วยความสงสัย เพราะสองสามวันมานี้ เธอดูใจเย็นผิดปกติ

          ที่ผ่านมากู้เซียงชอบทำตัวไร้เหตุผล เวลาไม่พอใจก็จะเปลี่ยนจากหญิงสาวผู้อ่อนโยนไปเป็นแม่ค้าปากตลาดในชั่วพริบตา

          ผิวของกู้เซียงหลังลงรองพื้น ขาวเนียนเปล่งประกายเหมือนไข่ถูกปอกเปลือก เสริมใบหน้าที่อ่อนเยาว์อยู่แล้วให้ยิ่งสวยสะพรั่ง ดวงตาสุกใส ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อเป็นกระจับ ผมดำขลับเป็นเงา

          เดิมกู้เซียงเป็นคนสวยอยู่แล้วแต่ยังขาดความมีชีวิตชีวาและความอ่อนโยน ซึ่งนิสัยในตอนนี้เริ่มกลมกลืนกับหน้าตาของเธอแล้ว ยิ่งมีบุคลิกสุขุมนุ่มลึกน่าค้นหาประกอบด้วย ก็ยิ่งน่าจับตามอง

          “เหวินจิ้ง” กู้เซียงเรียกเสียงเบา

          เหวินจิ้งสะดุ้งเล็กน้อย หลังนิ่งมองอีกฝ่ายจนจมดิ่งในห้วงความคิด

          ไม่มีใครรู้ว่ากู้เซียงไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว การเติบโตของคนหนึ่งคนมักโหดร้ายเสมอ อาจต้องแลกมาด้วยเวลาและน้ำตา เมื่อจิตใจเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น ชีวิตวัยสาวก็ล่วงเลยจนไม่อาจหวนคืน

          ถ้าชีวิตวัยสาวเป็นเหมือนค่าเล่าเรียน การเติบโตก็เป็นเหมือนคะแนนสอบ กู้เซียงในตอนนี้คือคนที่มีคะแนนแต่ยังไม่ได้จ่ายค่าเรียน ช่างคุ้มค่าเหลือเกิน

          วงการบันเทิงไม่ต่างจากโรงเรียนดัดสันดาน การที่คนโมโหร้ายอย่างเธอสามารถอยู่ได้นานหลายปี ย่อมต้องมีดีมากกว่าหน้าตาในเมื่อมีความสามารถด้านการแสดงอยู่แล้ว เธอจึงตั้งใจจะเปลี่ยนนิสัยแย่ๆ ของตัวเองในครั้งนี้ให้ได้

          ชาติที่แล้ว หลังแต่งงานกับเหลียงจี้กู้เซียงก็เปลี่ยนจากหญิงสาวแสนสวยไปเป็นแม่บ้านที่ทั้งแก่และโทรม หากกลับมาผงาดในวงการได้อีกครั้งคงเป็นเรื่องที่ท้าทายน่าดู

          ด้วยเหตุนี้ หญิงวัยกลางคนที่เบื่อโลกในร่างของนักแสดงสาวสวยจึงพยายามทำให้ทุกคนมองว่าเธอเป็นคนสุขุม อ่อนโยน เลอค่า ฉายแววความเป็นซูเปอร์สตาร์ในร่างของศิลปินหน้าใหม่วัยละอ่อน
จนเป็นที่จับตามองของคนทั่วไป

          “พี่จ่านของเธอมีงานแถวนี้หรือเปล่า?” กู้เซียงถามเหวินจิ้ง

          เนื่องจากจ่านหยางปรากฏตัวที่เมือง G ซึ่งเป็นเมืองที่ใช้ถ่ายหนังมากที่สุด แถมยังมาโผล่ในงานแถลงข่าวอีก หรือเขาจะอยากมีส่วนร่วมในซีรีส์เน็ตไอดอลที่ชื่อว่า ‘หล่อร้ายไม่ธรรมดา’

          “ไม่มีนะ ไปได้ข่าวมาจากไหนเหรอ?”

          พอพูดถึงไอดอล ท่าทีของเหวินจิ้งก็เปลี่ยนจากหญิงสาวบ้างานไปเป็นเด็กสาวบ้าดาราแทน

          “ถ้าเขามีหนังเรื่องใหม่ คงเป็นข่าวไปนานแล้ว ไม่เงียบขนาดนี้หรอก” เหวินจิ้งขมวดคิ้วถามต่อ “ไปได้ข่าวมาจากที่ไหน?”

          “ก็แค่เดา” กู้เซียงเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ “ถ้าไม่มีงาน แล้วเขามาเมือง G ทำไม?”

          “คงมาเที่ยวละมั้ง” เหวินจิ้งทำหน้าเสียดาย “ได้ข่าวว่าแฟนคลับเริ่มออกมาเดินตามถนนแล้ว ฉันเองก็อยากเจอเขาเหมือนกัน ขอให้ได้เจอสักทีเถอะ เพี้ยง!”

          ระหว่างกำลังสนทนา เสียงตะโกนของทีมงานก็ดังขึ้นที่ด้านนอก “เตรียมซ้อมบทกันได้แล้ว”

          พอได้ยิน เหวินจิ้งก็รีบพากู้เซียงไปที่หลังเวที ซึ่งพิธีกรกำลังซ้อมบทร่วมกับดาราหน้าใหม่อยู่

          หลังพิธีกรกล่าวเปิดงาน ดารารับเชิญและดาราหน้าใหม่จะทำกิจกรรมร่วมกันบนเวทีเพื่อสร้างสีสัน นับเป็นโอกาสอันดีที่บริษัทหัวเซินจะได้เปิดตัวเด็กในสังกัดที่พอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง 

          ชาติที่แล้ว กู้เซียงทำกิจกรรมนี้พังด้วยชุดที่หลุดลุ่ย ส่วนปู๋หยู่ที่ทำทีเข้ามาดูแลด้วยความห่วงใยก็ได้รับคำชมไปเต็มๆ

          ปู๋หยู่ยืนรอที่หลังเวทีเรียบร้อยแล้ว พอเห็นกู้เซียงเดินมาก็มีสีหน้ากระวนกระวาย ไม่เป็นตัวของตัวเอง ตอนซ้อมบทพูดด้วยกันก็ยังใจลอยและพูดผิดบ่อยครั้ง       

          “ไม่สบายหรือเปล่า?” ผู้จัดการส่วนตัวของปู๋หยู่ถาม

          ปู๋หยู่ไม่ตอบ ยิ่งเหลือบไปเห็นใบหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้งของกู้เซียงก็ยิ่งสะท้านไปทั้งตัว รีบขอไปเข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็ว

          ก่อนที่ดารารับเชิญและดาราหน้าใหม่คนอื่นๆ จะขึ้นเวที พิธีกรต้องสนทนากับปู๋หยู่และกู้เซียงเพื่อเข้าสู่วัตถุประสงค์หลักของงานก่อน นั่นคือการเปิดตัวซีรีส์เรื่องหล่อร้ายไม่ธรรมดา ซึ่งนักแสดงนำเป็นแค่ดาราอันดับสองและสามเนื่องจากมีทุนสร้างน้อย

          “พวกคุณเป็นวัยรุ่นด้วยกันทั้งคู่ รู้ไหมคะว่าช่วงนี้มีซีรีส์อะไรออกบ้าง?”

          กู้เซียงตอบคำถามงี่เง่านี้ก่อนเป็นคนแรก “เรื่องหล่อร้ายไม่ธรรมดาไงคะ”

          ปู๋หยู่รีบพยักหน้าเห็นด้วย

          กู้เซียงมีบทพูดเพียงประโยคเดียว ส่วนปู๋หยู่จะมากกว่าหน่อย แต่สำหรับดาราหน้าใหม่การได้ยืนอยู่บนเวทีก็นับว่าคุ้มค่ามากแล้ว

          พิธีกรยังคงถามต่อ “พวกคุณรู้จักเรื่องนี้ด้วย กำลังรอดูอยู่เลยใช่ไหมคะ?”

          คราวนี้ปู๋หยู่ต้องเป็นคนตอบว่ากำลังรอดูนักแสดงชายหญิงมากความสามารถอยู่ แต่เธอกลับนั่งนิ่ง ไม่พูดแม้แต่คำเดียว

          ปู๋หยู่ยังเป็นเด็กใหม่ อาจประหม่าหรือช็อตไมค์ไปบ้าง ยิ่งเพิ่งจะถูกกู้เซียงจับได้ในห้องแต่งตัวมา ก็ยิ่งกังวลจนจำบทที่ซ้อมไม่ได้ในหัวจึงมีแต่ความว่างเปล่า

          ผู้คนที่มาร่วมงานต่างรู้สึกถึงบรรยากาศที่อึดอัด พิธีกรจึงคิดจะกู้สถานการณ์ แต่เป็นกู้เซียงที่พูดขึ้นก่อน

          “ต้องรอดูแน่นอนอยู่แล้วค่ะ ซีรีส์เรื่องนี้...”

          เธอตอบอย่างคล่องแคล่ว พูดทุกคำที่เป็นบทของปู๋หยู่ออกมาโดยไม่ขาดตกบกพร่อง

          สื่อทุกสำนักมองออกว่าปู๋หยู่ลืมบทแต่ได้กู้เซียงมาช่วยกู้สถานการณ์อย่างแนบเนียน ที่น่ายกย่องกว่าคือความกล้าหาญของเธอ ไม่มีดาราหน้าใหม่คนไหนสามารถพูดนอกบทเมื่อต้องเผชิญกับปัญหา แต่เธอกลับทำได้อย่างแยบยล

          ภายในห้องรับรอง จอโทรทัศน์กำลังฉายภาพบนเวทีงานแถลงข่าว โดยมีชายหนุ่มในชุดลำลองและชุดสูทยืนกอดอกดูอยู่

          “ขนาดไม่ใช่เวทีใหญ่ ยังตื่นเต้นจนลืมบท” คนที่สวมชุดสูทพูดขึ้นก่อน

          พอเห็นอีกฝ่ายนิ่งไปนาน จึงหันไปมองแล้วส่งยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อเห็นว่าเพื่อนของตนมองกู้เซียง “นายชอบเด็กใหม่คนนี้เหรอ? แต่ก็สวยจริงๆ นะ”

          “ฝีมือการแสดงไม่เลว” จ่านหยางตอบเสียงเรียบแล้วดันมือของอีกฝ่ายออกจากบ่า

8.ฉันไม่รู้จักเธอสักหน่อย

          พิธีกรแนะนำดารารับเชิญและดาราหน้าใหม่ตามกำหนดการ

          ที่ด้านหลังเวที กู้เซียงนั่งพักดื่มน้ำที่เหวินจิ้งส่งให้ด้วยสีหน้าราบเรียบ ต่างจากปู๋หยู่ที่มีสีหน้าย่ำแย่เพราะรู้สึกอับอายอย่างมาก

          หลังจบงานแถลงข่าว ปู๋หยู่ถูกบริษัทเรียกไปอบรมแบบเดียวกับกู้เซียงเมื่อชาติที่แล้ว

          ดูเหมือนเรื่องที่เธอลืมบทพูดจะผิดน้อยกว่า จึงถูกลดบทบาทไปแค่ระยะหนึ่ง ไม่เหมือนกู้เซียงที่ถูกพักงานกว่าครึ่งปี

          “ปู๋หยู่เป็นอะไรของหล่อน?” เหวินจิ้งพูดด้วยความประหลาดใจ “ก่อนหน้านี้ก็เคยออกกล้อง ทำไมวันนี้ถึงตื่นเต้นขึ้นมาได้”

          กู้เซียงทำเพียงยักไหล่ ไม่ได้ตอบอะไร

          ปู๋หยู่ที่เคยร่าเริงและพยายามหาโอกาสโดดเด่นหน้ากล้องตลอดเวลากลับทำพลาดอย่างน่าละอาย

          ชาติที่แล้ว ฝ่ายนั้นเหยียบบ่าของกู้เซียงเพื่อไต่เต้าขึ้นสู่ที่สูง แต่ชาตินี้เหตุการณ์กลับพลิกผันโดยที่กู้เซียงไม่ต้องทำอะไรเลย

          เหวินจิ้งคิดอยู่นาน เมื่อหาเหตุผลไม่ได้จึงหันมาชื่นชมกู้เซียงต่อ “วันนี้เธอเก่งมากเลยนะ ไม่ตื่นเต้นสักนิดเดียว อีกไม่นานฉันคงได้ถ่ายรูปคู่กับจ่านหยางแล้ว”

          ได้ยินประโยคนี้ กู้เซียงก็สำลักน้ำออกมา “รักษาจรรยาบรรณในอาชีพหน่อยได้ไหม!” เธอกลอกตามองบน “ไม่ใช่อะไรก็เอามาโยงกับเขาหมด!”

          ที่อีกฟากหนึ่งในห้องรับรองพิเศษ ถางรุ่ยตบบ่าจ่านหยางแล้วถามตรงๆ “บอกฉันมาว่านายชอบเด็กใหม่คนนั้นหรือเปล่า แล้วรู้ได้ยังไงว่าเธอแสดงหนังได้ดี?” ถางรุ่ยมีผมสีน้ำตาลเข้ม หยักศกเล็กน้อย หน้าตาค่อนไปทางคนยุโรป มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นลูกครึ่ง “เราเป็นเพื่อนกัน ยังไงฉันก็ช่วยนายอยู่แล้ว”

          หากถางรุ่ยคือภาพวาดสีน้ำมันแสนงดงามของฝั่งตะวันตกจ่านหยางก็คือภาพวาดหมึกดำแสนวิจิตรของจีน ผมของเขาดำขลับ ช่วยขับผิวที่ขาวอยู่แล้วให้กระจ่างยิ่งขึ้น เผยราศีของผู้ดีมีสกุลออกมาอย่างชัดเจน

          “ไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้” จ่านหยางส่ายหน้า

          ถางรุ่ยทำแก้มป่องเหมือนเด็กน้อยตอนกำลังงอน “งั้น... ทำไมนายรู้ว่าเธอแสดงดีล่ะ?”

          จ่านหยางหลุบตาลงต่ำ คิดถึงเหตุการณ์ดุเดือดในห้องแต่งตัว ตอนนั้นกู้เซียงเหมือนพร้อมจะเอามีดไล่แทงคนอื่น แต่พอขึ้นเวทีกลับพลิกบทบาทราวกับเป็นดาราใหญ่ที่ผ่านกล้องมามาก ทั้งยังพูดสคริปต์ของคนอื่นได้อย่างคล่องแคล่วอีก เหลือเชื่อจริงๆ

          “เผลอยิ้มอีกแล้ว” ถางรุ่ยแซว “ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าสาวสวยคนนั้นเป็นใคร!”

          “ฉันไม่รู้จักเธอสักหน่อย”

          “ไม่เชื่อ!” ถางรุ่ยทำหน้ารู้ทัน “ฉันจะให้ที่รักของฉันไปสืบ!”

          ถางรุ่ยโตมาด้วยกันกับจ่านหยาง ดาราดังที่ไม่เคยมีข่าวเสียๆ หายๆ ต่างจากเขาที่มีแต่ข่าวเชิงลบ ทั้งเจ้าชู้ เพลย์บอย และเปลี่ยนคู่ควงไม่ซ้ำหน้า

          ในแง่ของการทำงาน ถางรุ่ยคือโปรดิวเซอร์มือทองคนหนึ่ง ดาราชายหญิงมากมายอยากจะร่วมงานกับเขา แต่ด้วยความที่เป็นคนตรงไปตรงมา เน้นความสามารถมากกว่าหน้าตา ต่อให้สวยหรือหล่อแค่ไหนก็ไม่ได้รับอภิสิทธิ์ทั้งนั้น ที่ถางรุ่ยปรากฏตัวในงานนี้ ก็เพราะแฟนใหม่เป็นนักแสดงหญิงอันดับสามในละครเรื่องหล่อร้ายไม่ธรรมดา

          “อุตส่าห์กลับมาทั้งที นายสนใจจะเล่นเป็นพระเอกในละครที่เตรียมออกฉายปลายปีนี้ของฉันไหมล่ะ?”

          “ฉันไม่รับบทพระเอก” จ่านหยางปฏิเสธอย่างรวดเร็ว

          “ทำไมล่ะ?” ถางรุ่ยทำหน้าเสียดาย “เกิดมาเพื่อเป็นพระเอกแท้ๆ กลับเอาแต่เล่นเป็นตัวประกอบ ไม่อยากลองอะไรที่ท้าทายบ้างเหรอ?”

          “ไม่อยาก”

          “มั่นหน้าเหลือเกินนะ!” ถางรุ่ยเบ้ปาก

          เงื่อนไขในการรับงานของจ่านหยางคือไม่เล่นหนังรัก ไม่เล่นเป็นพระเอก เพราะตอนที่เข้าวงการใหม่ๆ เขาเคยเล่นเป็นพระรองแต่ความหล่อกลับไปแย่งซีนคนอื่น จึงรับแค่บทตัวประกอบเล็กๆ ตั้งแต่นั้นมา

          คนที่ไม่เข้าใจจะมองว่าเขาหยิ่ง แค่มาวิ่งเล่นหางานอดิเรกในวงการเท่านั้น แต่ถางรุ่ยรู้ดีว่าจ่านหยางมีเหตุผลอะไร เขาไม่อยากถูกวงการบันเทิงจำกัดอิสรภาพ ยิ่งดังก็จะยิ่งถูกคาดหวัง เหมือนอย่างดาราอีกหลายๆ คนที่ไม่สามารถทำตามอำเภอใจได้

          ด้วยสถานะและนิสัยของจ่านหยาง ทำให้ไม่สามารถปักหลักอยู่ในวงการบันเทิงได้นาน ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเก็บซ่อนความปรารถนาในชื่อเสียงและผลประโยชน์ แต่เขาสามารถทำได้โดยไม่ถูกแฟนคลับเกลียด

          ถางรุ่ยส่งสายตาวิงวอน “ฉันยังหานักแสดงมาเล่นเป็นพระเอกไม่ได้ ถ้านายไม่รับ ฉันคงต้องเล่นเอง...”

          “บทประมาณไหนล่ะ?” จ่านหยางถาม

          “เป็นมาเฟีย มีเงิน มีอำนาจ เย่อหยิ่ง ทะนงตน ป่าเถื่อนเพอร์เฟกต์!” ถางรุ่ยตอบอย่างมั่นใจ “หลังงานแถลงข่าว ไปกินข้าวกับที่รักของฉันกัน”

          “ไม่อะ” จ่านหยางโบกมือ “เอากุญแจมา ฉันจะกลับก่อน”

          พอได้กุญแจเขาก็ลุกขึ้นยืน สวมแว่นตาดำ ดึงหมวกปิดหน้ากว่าครึ่งแล้วเดินออกประตูไป

          “เคลาส์ ถ้านายชอบเธอจริงๆ ให้ฉันช่วยดีไหม?” ถางรุ่ยตะโกนถามไล่หลังด้วยการเรียกชื่อเล่นของอีกฝ่ายอย่างสนิทสนม

          จ่านหยางยังคงเดินต่อโดยไม่หันกลับมามอง

          กระทั่งอีกฝ่ายคล้อยหลังไป ถางรุ่ยที่ยืนลูบคางครุ่นคิดก็พึมพำกับตัวเอง

          “หล่อนชื่อกู้เซียงสินะ”

 

          หลังจบงานแถลงข่าว ดารารับเชิญพากันเดินลงจากเวทีเพื่อไปให้สัมภาษณ์กับสื่อสำนักต่างๆ

          เหวินจิ้งพากู้เซียงเดินวนรอบงาน โอกาสของดาราหน้าใหม่มักเกิดจากความบังเอิญเหล่านี้ ก่อนหน้ากู้เซียงทำผลงานไว้ดีมากการกู้สถานการณ์ตรงหน้าทำให้เธอเป็นที่จับตามองของแขกในงานรวมถึงผู้กำกับอย่างเถียนลี่ด้วย

          ถ้าไม่นับจ่านหยางที่เป็นซูเปอร์สตาร์ชื่อดัง เถียนลี่ก็คือแขกรับเชิญที่ทรงอิทธิพลที่สุดในงาน เขาคือชายวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่าปี สวมแว่นสายตา รูปร่างสูงโปร่ง บุคลิกเหมือนนักวิทยาศาสตร์มากกว่าผู้กำกับ

          หลังจากเป็นผู้ช่วยผู้กำกับอยู่หลายปี เขาก็ไต่เต้าขึ้นเป็นผู้กำกับเต็มตัวและผลิตภาพยนตร์ดีๆ ออกมาจำนวนมาก ทั้งที่ไม่ได้ใช้ทุนสร้างมากมาย ยอดขายไม่หวือหวา แต่กลับได้รับความนิยมจากผู้ชมอย่างล้นหลาม

          ภาพยนตร์ที่ดีไม่ได้ตัดสินจากยอดขาย บางเรื่องแทบขายไม่ได้ แต่กลายเป็นภาพยนตร์คลาสสิกที่อยู่คู่วงการอย่างไม่อาจทำลายสถิติได้

          ผู้ชมคือผู้ตัดสินที่ดีที่สุด ไม่ใช่ยอดขายที่ถล่มทลายหรือทุนสร้างที่มหาศาลอลังการ แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนดูให้ความสนใจจนหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์ หรือหลงเหลือความซาบซึ้งใจไว้ให้บ้างหรือไม่

          เถียนลี่คือผู้กำกับที่ถนัดสร้างภาพยนตร์จากพื้นฐานความเป็นจริง เช่น นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ถูกขายไปอยู่ในหมู่บ้านบนเขา ครอบครัวที่ขายลูก และรักร่วมเพศที่สังคมไม่ยอมรับ โดยหนังของเขาจะสะท้อนสังคมให้ผู้คนได้ฉุกคิด ตั้งแต่ประเด็นของชีวิตในชนบทไปจนถึงสังคมไฮโซ

          กู้เซียงเคยตอบรับคำเชิญจากเถียนลี่ให้ไปแคสต์งานทั้งที่ไม่ชอบหนังประเภทนี้ เมื่อไม่ตั้งใจแสดงจึงไม่ผ่านการคัดเลือก

          แต่เมื่อมีโอกาสได้พบกับเถียนลี่อีกครั้ง เธอจะไม่ปล่อยให้เป็นแบบในอดีตอีกแล้ว

          “คุณกู้” เถียนลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ผมมีหนังเรื่องหนึ่งกำลังถ่ายทำอยู่ สนใจจะไปคัดตัวนักแสดงช่วงเสาร์อาทิตย์นี้ไหมครับ?”

          เหวินจิ้งดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ “เป็นบทประมาณไหนคะ?”

          กู้เซียงเริ่มเส้นทางการแสดงจากตัวประกอบไร้ชื่อ การถูกผู้กำกับชื่อดังชวนไปคัดตัวนักแสดงนับว่าดวงดีมากๆ เถียนลี่มองเหวินจิ้งแล้วตอบด้วยรอยยิ้ม “หนังเรื่องนี้มีหลายตอนครับ ผมกำลังหานางเอกของแต่ละตอนอยู่”

          “นางเอก?”

          หนังเรื่องนี้แบ่งออกเป็นสี่ตอน แต่ละตอนจะมีนางเอกเป็นของตัวเอง ซึ่งจะใช้ดาราอันดับสามเล่นเป็นส่วนใหญ่

          เหวินจิ้งตื่นเต้นจนออกนอกหน้า กลายเป็นกู้เซียงที่ต้องเจรจากับเถียนลี่แทน “ฉันสนใจค่ะ ขอบคุณผู้กำกับมากๆ รบกวนทิ้งเบอร์ติดต่อทีมงานไว้ด้วยนะคะ”

          เถียนลี่เป็นคนเคร่งครัดกับการทำงาน เข้มงวดแต่จริงใจขอเพียงรู้กาลเทศะและตรงต่อเวลาก็จะสามารถทำงานกับเขาได้อย่างราบรื่น

          การที่กู้เซียงกระตือรือร้นขอช่องทางการติดต่อ สร้างความประทับใจให้เถียนลี่อย่างมาก คนหนุ่มสาวในวงการบันเทิงมักชอบถือตัว ยิ่งเขาได้เห็นกับตาว่ากู้เซียงมีไหวพริบเพียงใด ก็ยิ่งวางใจและอยากให้เธอมาร่วมงานด้วย “อีกสักครู่ผมจะให้ผู้ช่วยติดต่อคุณ ถ้าสนใจก็ลองศึกษาบทก่อนได้”

          “ยินดีค่ะ” กู้เซียงตอบด้วยรอยยิ้ม

          รอจนกระทั่งเถียนลี่เดินจากไป เหวินจิ้งจึงเขย่าแขนกู้เซียง “ดวงพลิกแล้วแม่นางเอก!”

          “แค่ไปทดสอบหน้ากล้องเอง”

          “ฉันเชื่อว่าเธอทำได้” เหวินจิ้งให้กำลังใจ “ส่วนบทจะเป็นยังไง เหมาะกับเธอหรือเปล่า ค่อยว่ากันอีกที”

          กู้เซียงรู้อยู่แล้วว่าหนังเรื่องนี้จะช่วยยกระดับของเถียนลี่ในฐานะผู้กำกับให้สูงขึ้น แถมยังได้รับฉายา ‘นักบันทึกเรื่องราวทางสังคม’ อีกด้วย

 

          เมื่อกลับถึงที่พัก กู้เซียงไม่ได้รีบเปิดคอมพิวเตอร์ในทันที แต่ดึงลิ้นชักแล้วหยิบสมุดบันทึกออกมา

          การได้เจอกับเถียนลี่ในงานแถลงข่าว นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่อยู่เหนือความคาดหมาย เธอคิดไม่ถึงว่าเขาจะให้โอกาสอีกครั้ง แถมยังชวนให้ไปแคสต์งานด้วยตัวเองอีก

          เถียนลี่เป็นคนค่อนข้างพิถีพิถัน ชาติที่แล้วหลังจากที่กู้เซียงโด่งดัง เขาเคยติดต่อผู้จัดการส่วนตัวของเธอเพื่อชวนไปเล่นหนัง แต่เธอไม่สนใจ เพราะไม่อยากแต่งตัวสกปรกและอยากเล่นหนังฟอร์มยักษ์มากกว่า

          เมื่อย้อนทบทวน เธอก็พบว่าภาพยนตร์ที่ฝากความประทับใจจริงๆ มีเพียงไม่กี่เรื่อง แม้จะเปลี่ยนบทบาทกี่ครั้ง ก็ยังเหมือนขาดอะไรบางอย่างอยู่

          ในฐานะดาราหน้าใหม่ การค่อยๆ ไต่เต้าในวงการหรือการก้าวเพียงก้าวเดียวเพื่อขึ้นสู่จุดสูงสุดล้วนใช้ความสามารถทั้งสิ้น ประเภทแรกอาจต้องทุ่มเทเวลามากกว่า แต่การดังเร็วเกินไปก็อาจไปขัดแข้งขัดขาคนประเภทแรกได้

9.ที่แท้ก็เธอนี่เอง!

          หนังของเถียนลี่เข้ากับช่วงชีวิตของกู้เซียงพอดี แม้จะไม่ใช่หนังฟอร์มยักษ์ แต่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง มีประเด็นให้ชวนคิดตาม หนังแบบนี้ไม่ได้ทำให้ดาราหน้าใหม่มีชื่อเสียงในชั่วพริบตา แต่ก็เป็นเวทีให้แสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่

          หน้าตาดีจะเป็นตัวดึงดูดความสนใจ ส่วนความสามารถด้านการแสดงจะเป็นตัวดึงดูดแฟนคลับ เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับกู้เซียงเลย

          ภาพยนตร์ของเถียนลี่มีชื่อว่า ‘คืนรัง’

          ชาติที่แล้ว กู้เซียงดาวน์โหลดเรื่องนี้มาจากอินเทอร์เน็ตตอนนั้นเธอแต่งงานกับเหลียงจี้แล้ว จึงใช้เวลาว่างแสนน่าเบื่อไปกับการดูหนังเพื่อฆ่าเวลา ทว่าเนื้อเรื่องกลับดีเกินคาด ทำเธอร้องไห้จนแทบจะถอนตัวออกจากอารมณ์เศร้าไม่ได้

          ภาพยนตร์ถูกสร้างในแบบของเถียนลี่ โดยเล่าถึงชีวิตของหญิงสาวสี่คนในยุค 90

          พวกเธอเป็นเพื่อนรักกัน ออกจากบ้านในชนบทมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง หวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ชีวิตในเมืองหลวงไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด หนึ่งในนั้นต้องทำงานก่อสร้างด้วยความยากลำบาก ถูกของหนักหล่นจากที่สูงทับจนสิ้นใจ คนที่สองไปเป็นโสเภณี คนที่สามกลายเป็นเมียเก็บของผู้บริหาร ส่วนคนที่สี่กลายเป็นลูกจ้างในร้านตัดผม

          ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนความเป็นจริงของสังคม ทำให้เห็นว่าอุดมการณ์กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อต้องอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง

          ความปรารถนาของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด หลังผ่านพ้นความไร้เดียงสาในวัยเยาว์ ก็เหลือเพียงความจริงอันน่าอนาถ ท่ามกลางสังคมอันฟอนเฟะ

          เถียนลี่ไม่ลืมที่จะสะท้อนแง่มุมอันดีงามของพวกเธอด้วยในช่วงท้ายหญิงสาวทั้งสามซื้อตั๋วรถไฟกลับบ้านพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย พอลองย้อนคิดถึงวันที่พวกเธออยากจะออกจากบ้านเพื่อไปเผชิญกับโลกใบใหม่ น้ำตาก็นองหน้าด้วยความโศกเศร้า

          หนังเรื่องคืนรังไม่ได้สื่อถึงการได้กลับบ้านเท่านั้น แต่ยังสื่อถึงเจตนาอันบริสุทธิ์ของการกลับบ้าน สลับกับภาพสะท้อนชะตากรรมที่ทั้งสี่ได้ประสบพบเจอมา

          บทที่ผู้ช่วยของเถียนลี่ให้กู้เซียงอ่านคือบทของผู้หญิงที่ต้องไปเป็นโสเภณี

          ตัวละครนี้ชื่อว่า ‘ฟางฟาง’ หน้าตาสวยแต่ยากจน เมื่อครอบครัวต้องการสินสอดไปให้น้องชาย เธอจึงถูกบังคับให้แต่งงานกับพ่อม่ายตาบอดในหมู่บ้านใกล้เคียง แต่ฟางฟางวัยสิบแปดปีมีคนรักชื่อ ‘ต้าขุย’ ซึ่งเป็นลูกชายของผู้ใหญ่บ้านอยู่แล้ว ทั้งสองจึงตัดสินใจหนีตามกันไป

          หลังแต่งงานจึงจะเรียกว่าเมีย แต่ถ้าหนีตามกันไปจะเรียกว่าชู้

          เธอคิดมาตลอดว่าความรักจะทำให้ชีวิตสมบูรณ์ได้ แต่ความจริงไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

          ทั้งสองปักหลักอยู่ในเมืองหลวง พอเงินเก็บเริ่มหมด ต้าขุยก็เริ่มออกลาย ดุด่าและทำร้ายร่างกายฟางฟางไม่เว้นแต่ละวัน เมื่อทนลำบากต่อไปไม่ไหว เขาก็หนีกลับบ้านเกิด ทิ้งฟางฟางไว้กับห้องเช่าที่ยังค้างจ่ายอยู่

          ฟางฟางใช้ชีวิตต่อในเมืองหลวงด้วยการสมัครเป็นพนักงานร้านอาหาร กระทั่งได้พบกับจิตรกรคนหนึ่ง เขาชอบที่เธอบุคลิกไม่เหมือนใครและมักจะให้ของขวัญแก่เธอ

          ฟางฟางไม่เคยได้รับการเอาอกเอาใจขนาดนี้ จึงตกลงปลงใจคบหากับจิตรกรผู้นั้น

          นอกจากความสามารถด้านการวาดภาพแล้ว เขาก็เป็นแค่ศิลปินไส้แห้งคนหนึ่ง พอขาดแคลนเงินจึงหลอกขายฟางฟางให้กับเถ้าแก่ผู้ร่ำรวย

          เมื่อเถ้าแก่คนนั้นเริ่มเบื่อหน่ายเธอ ฟางฟางที่เคยชินกับการใช้ชีวิตอย่างสุรุ่ยสุร่ายก็ถูกทิ้งขว้าง ล่องลอยไปตามคลื่นลมอย่างไร้ทิศทางและไร้ที่พึ่ง

          ชีวิตที่ยากลำบากเปลี่ยนฟางฟางให้กลายเป็นหญิงกร้านโลก จิตใจหยาบกระด้าง ด้วยความที่หน้าตาดีจึงใช้เสน่ห์เย้ายวนผู้ชายจนกลายเป็นสาวเนื้อหอม กระทั่งผันตัวไปเป็นนางบำเรอ ขายบริการทางเพศเพื่อแลกกับเงิน

          เมื่อพบว่ากำลังตั้งครรภ์ ฟางฟางไม่คิดที่จะทำแท้ง และหนีแม่เล้าไปซ่อนตัวในโกดังร้างเพื่อคลอดลูกสาว

          หลังคลอดลูกได้หนึ่งเดือน เธอก็รีบกลับมาทำงาน แต่ด้วยสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ไม่ได้รับความนิยมเหมือนเคย

          บทของฟางฟางสะเทือนใจคนดูอย่างมาก โดยเฉพาะฉากที่สะท้อนถึงความรักของผู้เป็นแม่

          เวลามีแขกพาไปเลี้ยงข้าว เธอจะพยายามกินเนื้อสัตว์ให้เยอะที่สุด จะได้มีน้ำนมเพียงพอไปเลี้ยงลูก ถึงขั้นไปเก็บผักเน่าในตลาดมาทำอาหาร เป็นภาพที่ชวนอนาถใจแก่ผู้พบเห็น แต่ถึงจะถูกหัวเราะเยาะ เธอก็ไม่เคยสนใจ

          ฉากที่ฟางฟางอุ้มลูกสาวไปโรงพยาบาลกลางดึกของคืนวันฝนตกหนัก ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกสะเทือนใจของผู้ชม สุดท้ายก็ไม่อาจรักษาชีวิตของลูกสาวได้

          ในพิธีศพ ฟางฟางยืนเผากระดาษเงินกระดาษทองแล้วพึมพำด้วยแววตาเหม่อลอย

          “ฉันมันอาภัพ แค่อยากให้ลูกสาวมีชีวิตที่ดี ไม่ต้องเป็นเหมือนแม่ของมัน ก็ยังทำไม่ได้...”

          ที่จริงบทนี้เคยเป็นของดาราหน้าใหม่คนหนึ่ง ที่บุคลิกส่วนใหญ่ไม่เข้ากับตัวละคร ตอนแสดงเป็นฟางฟางสมัยยังสาวก็ทำได้ไม่เลว แต่หลังจากผ่านโลกไปพักหนึ่ง เธอก็เริ่มเข้าไม่ถึงบทบาท

          กู้เซียงพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดของภาพยนตร์ ทั้งจากมุมของคนดูและจากมุมของนักแสดง จนรู้ว่าจุดไหนที่เข้าถึงอารมณ์ของคนดู และจุดไหนที่ท้าทายความสามารถของนักแสดง

          สิ่งที่เธอต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือ เขียนสิ่งที่ควรระวังและทบทวนปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นให้รอบคอบ จึงจะได้บทนี้มาครอบครองโดยสมบูรณ์

 

          เหวินจิ้งมารับกู้เซียงไปกองถ่ายภาพยนตร์เรื่องคืนรัง

          เหตุที่เถียนลี่ชวนเธอไปคัดตัวนักแสดงก็เพราะดาราที่ต้องเล่นเป็นฟางฟางยกเลิกสัญญากะทันหัน ขณะที่ทีมงานเตรียมตารางการถ่ายทำให้เข้ากับคิวของนักแสดงคนนั้นเรียบร้อยแล้ว

          เหลือเพียงฉากของฟางฟางที่ยังไม่ถ่ายทำ เถียนลี่จึงอยากได้นักแสดงมาทดแทนเร็วที่สุด

          กู้เซียงพอจะเข้าใจที่ผู้กำกับต้องการดาราหน้าใหม่มาเล่น แต่คิดไม่ถึงว่าการกลับชาติมาเกิดจะทำให้เธอได้เป็นนักแสดงผู้โชคดีคนนั้น

          แม้ภาพยนตร์เรื่องคืนรังจะไม่ดังมาก แต่การคัดเลือกนางเอกแบบกะทันหันก็นับว่าเป็นโอกาสทองของบรรดาดาราหน้าใหม่ รวมถึงเฉินเหล่ยที่มาในวันนี้ด้วย

          หลังจากมีเรื่องกันในเวยป๋อ เฉินเหล่ยกับกู้เซียงก็กลายเป็นศัตรูกันโดยปริยาย

          ถึงเฉินเหล่ยจะถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเหมยจวงอยู่ แต่ก็เป็นแค่ตัวประกอบเล็กๆ จึงพอจะมีเวลาว่างมาแคสต์งานด้วย

          พอเห็นกู้เซียงที่กองถ่าย เธอก็ย่ำส้นสูงเข้าไปหา “คิดว่าใคร ที่แท้ก็เธอนี่เอง!” เฉินเหล่ยเบ้ปากแล้วทำหน้าเยาะเย้ย “มาแคสต์บทตัวประกอบเหรอ? ถ้าบอกแต่แรกฉันจะได้ให้พี่สาวช่วยพูดกับผู้กำกับ จะได้ไม่ต้องลำบาก”

          “คุณเฉิน” เหวินจิ้งเริ่มหมดความอดทน “ผู้กำกับเถียนเป็นคนชวนคุณกู้มาแคสต์งานเองนะคะ”

          เหวินจิ้งมีหน้าที่ดูแลปกป้องชื่อเสียงของกู้เซียง โดยปกติจะเป็นคนอัธยาศัยดี ไม่เคยพูดจาแดกดันใคร มาวันนี้กลับพูดตอกหน้าอีกฝ่ายจนหงายท้อง

          พอได้ยินคำว่า ‘ชวน’ เฉินเหล่ยก็จ้องกู้เซียงอย่างไม่เชื่อสายตา “เป็นไปได้ยังไง?”

          กู้เซียงแสยะยิ้มแล้วหันไปพูดกับเหวินจิ้ง “ไปรายงานตัวกันเถอะ”

          เฉินเหล่ยโกรธหน้าดำหน้าแดง ก่อนจะตวาดเสียงดังลั่น “หูหนวกหรือไง! ไม่ได้ยินที่ฉันถามเหรอ?”

          “ไม่ได้ยิน” กู้เซียงยักไหล่ เดินจากไปแบบไม่แยแส

          เธอไม่ใช่หญิงสาวอายุยี่สิบต้นๆ ที่จะมานั่งต่อปากต่อคำกับเฉินเหล่ยในกองถ่าย ถ้าเป็นเมื่อก่อน คงได้ฟาดฝีปากกันไปแล้ว

          เฉินเหล่ยถูกกู้เซียงตอกหน้าจนยืนแข็งค้างอยู่กับที่ ตอนทะเลาะกันในเวยป๋อ เธอยังเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่เลย แต่เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากัน กู้เซียงกลับไม่มีทีท่าหวาดกลัวหรือสะทกสะท้าน เหมือนเป็นการกระแทกหมัดลงบนปุยนุ่น ทำเอาเฉินเหล่ยคับแค้นใจมาก

          กู้เซียงไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกยังไง หลังลงชื่อและได้รับบัตรคิวแล้ว ก็ไปนั่งรอเรียกชื่อที่ด้านนอก

          เฉินเหล่ยถูกเรียกไปทดสอบหน้ากล้องก่อน ขณะเดินผ่านก็ไม่ลืมที่จะทำตาขวางใส่เธอ

          การคัดตัวนางเอกในครั้งนี้ต้องทำอย่างเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาจึงไม่มีการเตรียมคนมาช่วยต่อบท ต้องอาศัยจินตนาการของนักแสดงเพียงอย่างเดียว

          เฉินเหล่ยค่อนข้างมั่นใจว่าจะได้งานนี้ เพราะตอนที่เล่นเป็นเพื่อนนางเอกในเรื่องเหมยจวง เธอก็เป็นสาวบ้านนอกเหมือนกัน

          หลังเดินไปยืนที่กลางห้อง เฉินเหล่ยก็เริ่มแสดงตามบทที่ซ้อมมา

          “ปล่อยฉันไปเถอะพี่จิว ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่ ฉันอยากกลับบ้าน!” เธอคุกเข่าลงร้องไห้กอดขาอีกฝ่าย

          ฟางฟางไม่ได้อยากเป็นโสเภณี แม่เล้าที่ชื่อพี่จิวมองเธอไม่ต่างจากหญิงสาวคนอื่นๆ ตอนแรกอาจจะขัดขืน แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ ต้องกล้ำกลืนฝืนทนอยู่ในวังวนขายบริการอย่างไม่อาจหลุดพ้น

          บทขัดขืนแสดงไม่ยาก แค่ทำเป็นดิ้นรนและร้องไห้เท่านั้นไม่ต้องอาศัยอินเนอร์มากมาย แค่ทำให้ลงตัวก็พอ เฉินเหล่ยได้เปรียบด้านประสบการณ์การทำงานจึงสามารถเล่นบทหญิงขายบริการและร้องไห้ได้อย่างสมจริง แต่สำหรับดาราหน้าใหม่ ฉากร้องไห้อาจต้องเตรียมตัวหลายชั่วโมง หากหนังเรื่องไหนมีฉากที่ต้องร้องไห้อยู่มาก การใช้ดารามืออาชีพจะช่วยประหยัดเวลาได้ดีกว่า

          เถียนลี่ขมวดคิ้ว ยื่นใบสมัครของเฉินเหล่ยให้ผู้กำกับหลักอย่าง ‘สูเฟิง’

10.เป็นยังไงบ้าง?

          หลังแสดงเสร็จ เฉินเหล่ยลุกขึ้นปัดฝุ่นบนเสื้อผ้า หันไปส่งยิ้มให้ผู้กำกับ เมื่อได้รับอนุญาตจึงเดินออกจากประตูไป

          ที่ด้านนอก เธอมองกู้เซียงด้วยสายตาดูถูกจนเหวินจิ้งผุดลุกขึ้นด้วยความโมโห

          “ชักจะมากเกินไปแล้วนะ!” เหวินจิ้งเริ่มทนไม่ไหว

          “ได้มาแคสต์ก็ดีแค่ไหนแล้ว อย่ามีเรื่องกันเลย” กู้เซียงเตือนสติ

          “ไม่ต้องกังวลนะ แค่ได้ฝากฝีมือให้ผู้กำกับเห็นก็พอ เวลามีบทที่เหมาะสมเขาจะได้นึกถึงเธอ”

          ประโยคนี้ของเหวินจิ้งเหมือนไม่ค่อยมั่นใจในฝีมือของกู้เซียงเท่าไหร่ แต่เธอไม่ถือสา เพราะที่ผ่านมาได้แต่บทใสซื่อบริสุทธิ์ พอต้องเปลี่ยนบทบาทก็ทำได้ยากขึ้น นอกจากงานจะด้อยคุณภาพลง ชื่อเสียงก็อาจถูกกระทบไปด้วย

          รูปร่างหน้าตาและบุคลิกภายนอกของกู้เซียงไม่เหมาะกับบทของฟางฟาง ตัวละครที่อารมณ์ค่อนข้างซับซ้อน อาจแสดงได้แค่ช่วงวัยสาว เพราะบทในช่วงหลังนั้นยากเกินไป

          ที่เถียนลี่ชวนเธอมาแคสต์งานก็เพราะถูกใจรูปร่างหน้าตาที่เขาไม่รู้ก็คือเธอมีพื้นฐานด้านการแสดงมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว บทนี้จึงไม่เกินฝีมือแน่นอน

          จู่ๆ ทีมงานก็ตะโกนเรียกชื่อเธอ กู้เซียงจึงลุกขึ้นจัดกระโปรงแล้วเดินเข้าไปในห้อง

          เถียนลี่และสูเฟิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ โดยมีทีมงานอีกหลายคนยืนล้อมหลัง บรรยากาศนี้ทำเธอรู้สึกเหมือนได้กลับไปในช่วงเวลาที่ยังไม่ดัง ต้องตระเวนทดสอบหน้ากล้องเพื่อหางาน

          หลังสูดลมหายใจเข้าลึก กู้เซียงก็พยักหน้าให้บรรดาผู้กำกับ

          ฉากที่เธอเลือกเหนือความคาดหมายของทุกคนมาก เพราะเป็นฉากที่ฟางฟางกลายเป็นสาวไซด์ไลน์เต็มตัว ซึ่งเธอเป็นคนเดียวที่เลือกฉากนี้

          ที่ว่ายากก็เพราะอาศัยเพียงท่าทางและบทพูดไม่ได้ ต้องแสดงอารมณ์จากภายใน รวมถึงสีหน้าและแววตาอย่างเต็มที่ด้วย หากมีจุดไหนบกพร่อง การแสดงทั้งหมดก็จะขาดความสมจริงทันที

          บรรดาผู้กำกับต่างคิดไม่ถึงว่าจะมีคนเลือกฉากนี้ เพราะดาราหน้าใหม่ควรเริ่มจากบทที่ง่ายก่อน แล้วค่อยๆ ซึมซับบุคลิกของตัวละคร ก่อนจะไปแสดงฉากที่ยากกว่า ผลลัพธ์จะได้ใกล้เคียงกับมาตรฐานที่ตั้งไว้ แต่หากเริ่มจากบทที่ยากก่อน จะถูกดูแคลนฝีมือเอาง่ายๆ

          สูเฟิงมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก หันไปสบตากับเถียนลี่แล้วส่ายหน้าเบาๆ

          วันนี้กู้เซียงสวมเดรสคอเต่าทรงตรงสีดำสนิท เมื่อถอดเสื้อคลุมออกก็จะเห็นสัดส่วนที่ชัดเจนขึ้น กระดุมเสื้อเป็นสีแดงเข้ม คล้ายกระดุมตรงปกเสื้อของชุดกี่เพ้า แต่งแต้มใบหน้าด้วยรองพื้นบางๆ และทาปากสีแดงสด

          ก่อนจะเริ่ม เธอดึงยางมัดผมออก ปล่อยผมยาวสลวยให้ทิ้งตัวแล้วนั่งด้วยท่วงท่างดงามลงบนเก้าอี้ตรงกลางห้อง

          ไหล่ของเธอสั่นเล็กน้อย ขาเรียวยาวข้างซ้ายไขว้ลงบนขาข้างขวาอย่างสบายอารมณ์ ปลายเท้าเหยียดตึงคล้ายกำลังยั่วยวน

          เดรสสีดำและรองเท้าส้นแหลมสูงสีดำตัดกับขาขาวเนียนเอวบางได้รูป อกตั้งสมส่วน ใบหน้าจิ้มลิ้มที่ใครเห็นเป็นต้องหลงใหล

          ใบหน้าขาวกระจ่างกับคิ้วดำได้รูปช่วยส่งภาพลักษณ์ของหญิงสาวแสนบริสุทธิ์ ทว่าปากสีแดงสดกับบุหรี่หนึ่งมวนในมือที่เธอเพิ่งจะจุดขึ้นสูบ เปลี่ยนภาพลักษณ์ก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง

          กู้เซียงใช้มืออีกข้างม้วนผมเล่น ก่อนจะเอียงคอถามเบาๆ

          “พี่จิว วันนี้ไม่มีแขกมาดูฉันเหรอ?”

          ตอนที่พูดประโยคนี้ เธอแสร้งทำหน้ามุ่ยเล็กน้อย ริมฝีปากได้รูปเย้ายวน ดวงตาเร่าร้อนดึงดูดคู่สนทนาให้เคลิบเคลิ้ม

          ไม่มีบทพูดยืดเยื้อ ไม่ลีลามากมาย แค่บุหรี่มวนเดียวกับคำพูดหนึ่งประโยค ท่านั่งและสีหน้าที่สื่อถึงความเป็นหญิงขายบริการได้อย่างสมบูรณ์

          ฉากที่ถูกเซ็ตออกมาอย่างโดดเด่นของราตรีกาลเปลี่ยนห้องธรรมดาให้กลายเป็นเมืองในยุค 90 ที่มีโคมไฟสีแดงประดับอยู่ตามซอกซอย มีสาวงามนั่งอวดขาเรียวยาว ยั่วยวนแขกผู้มาเยือนอย่างสบายอารมณ์

          ทุกคนในห้องแทบหยุดหายใจ จ้องกู้เซียงตาไม่กะพริบ

 

          กู้เซียงในวัยยี่สิบกว่า

          ไม่อาจแสดงเป็นสตรีที่กร้านโลกได้อย่างแท้จริง นอกจากแสดงสีหน้า ท่าทาง และพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับตัวละครเท่านั้น

          การต้องแสดงอารมณ์ของตัวละครที่ซับซ้อนภายในระยะเวลาอันสั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก แม้จะถ่ายฉากนั้นๆ จบแล้ว นักแสดงบางคนก็ยังเข้าไม่ถึงอารมณ์ที่แท้จริงของตัวละคร สุดท้ายก็ถูกวิจารณ์ว่าไร้ความสามารถ

          แต่กู้เซียงทำลายความคิดนั้นของคนดูอย่างสิ้นเชิง

          พอต้องหย่ากับเหลียงจี้ เธอก็ทำอะไรไม่ถูก ผู้หญิงที่อยู่ได้ด้วยความรัก เมื่อสูญเสียไปก็เหมือนดอกไม้ที่เหี่ยวเฉา ทั้งสูบบุหรี่ กินเหล้า นอนไม่หลับ ทำร้ายตัวเองจนอยู่ในสภาพครึ่งผีครึ่งคน อยากจะให้ชีวิตยามนี้เป็นเพียงฝันร้าย ไม่อยากตื่นขึ้นจากความฝันเพื่อเผชิญหน้ากับอนาคตอันมืดมน ความรู้สึกไม่ต่างจากตัวละครของฟางฟางเลย

          เถียนลี่เอื้อมมือไปจับปากกา มืออีกข้างถือประวัติของกู้เซียง นิ่งมองการแสดงตรงหน้าตาไม่กะพริบ หลังการแสดงจบลง บรรยากาศเมืองยุค 90 ก็หายไปพร้อมกับเธอเช่นกัน

          กู้เซียงลุกขึ้นโค้งคำนับผู้กำกับ ทัดผมไว้หลังใบหูเพื่อไม่ให้ปิดบังใบหน้า ยืนสงบนิ่งด้วยความสุภาพเรียบร้อย

          “เคยแสดงหนังมาก่อนไหมครับ” สูเฟิงถาม

          “เคยเล่นเป็นตัวประกอบครั้งหนึ่งค่ะ”

          แววตาของเถียนลี่ตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด เขาเพิ่งจะให้นักเขียนปรับบทเพื่อความเหมาะสม เพราะฟางฟางคือตัวละครที่ซับซ้อนและแสดงยาก ดาราก่อนหน้านี้ทั้งหน้าตาดีและเล่นได้สมบทบาท แต่เมื่อเทียบกับกู้เซียง กลับแตกต่างจนเหมือนเป็นเพียงตัวประกอบเท่านั้น

          ตอนลุกขึ้นโค้งคำนับผู้กำกับ บุคลิกของกู้เซียงต่างจากการแสดงเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง นับว่าฝีมือการแสดงของเธอคือพรสวรรค์อย่างแท้จริง

          เถียนลี่อยากให้โอกาสดาราหน้าใหม่ จึงสบตากับสูเฟิงแล้วหันไปบอกกู้เซียงว่า “ขอบคุณที่มานะครับ แล้วทางเราจะติดต่อไป”

          เห็นกู้เซียงเดินยิ้มออกมา เหวินจิ้งก็รีบวิ่งเข้าไปหา “เป็นยังไงบ้าง?”

          “พอได้” ถึงจะตอบไปอย่างนั้น แต่ลึกๆ เธอมั่นใจมาก เพราะบรรดานักแสดงที่มาในวันนี้ ไม่มีประสบการณ์เท่าเธอในชาติที่แล้วเลยสักคน

          เห็นกู้เซียงอารมณ์ดี เหวินจิ้งก็โล่งใจ หลังรอเจ้าหน้าที่ออกมารายงานผล พวกเธอก็พากันกลับบ้าน

 

          วันต่อมา เถียนลี่ปรึกษากับสูเฟิงเรื่องผลการทดสอบหน้ากล้อง

          “กู้เซียงนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ” เถียนลี่ขยับแว่นให้เข้าที่ มองใบประวัติในมือ “บริษัทหัวเซินพยายามผลักดันเธออยู่ เพราะมีโอกาสโด่งดังมากที่สุดในบรรดาดาราหน้าใหม่ แต่ตอนนี้ยังไม่มีเรื่องไหนให้เล่น ถ้าเอาก็ไม่ต้องใช้งบมากมาย ถือว่าคุ้มมาก”

          เขาคือผู้กำกับที่สนใจเรื่องผลประโยชน์เป็นหลัก จึงมองเรื่องนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง

          “แต่เธอไม่มีฐานแฟนคลับเลยนะ” สูเฟิงออกความเห็น

          “เรื่องนี้ไม่ต้องอาศัยฐานแฟนคลับหรอก” เถียนลี่แย้ง “นางเอกของตอนอื่นๆ ก็มีชื่อเสียงไม่มาก กู้เซียงอาจยังไม่ดัง แต่อินเนอร์และฝีมือการแสดงโดดเด่นมาก” เถียนลี่พยายามโน้มน้าว

          สูเฟิงยังคงยืนกราน “แต่เธอเป็นเด็กใหม่ ผลงานสักเรื่องก็ไม่มี”

          “นายเห็นฝีมือการแสดงของเธอแล้วนี่?” เถียนลี่ย้ำประเด็นเดิม

          สูเฟิงกับเถียนลี่ขัดแย้งกันบ่อยครั้ง เถียนลี่เป็นรองผู้กำกับก็จริง แต่มีความคิดและแนวทางการทำงานที่หลากหลายกว่า แม้สูเฟิงจะเป็นผู้กำกับหลัก แต่เมื่อต้องตัดสินใจ ทีมงานจะนึกถึงเถียนลี่ก่อน

          โอกาสที่ภาพยนตร์เรื่องคืนรังของเถียนลี่จะโด่งดังมีค่อนข้างสูง ทำให้สูเฟิงไม่ค่อยชอบใจ ยิ่งอีกฝ่ายเป็นคนมีความสามารถและทะนงตน สูเฟิงจึงรู้สึกเหมือนถูกยั่วโมโห แต่คำพูดของเถียนลี่ก็ยากจะโต้แย้ง เพราะการแสดงของกู้เซียงสมบูรณ์แบบมากพอที่จะทำให้ทุกคนประหลาดใจ

          “เธอจะทำให้หนังเรื่องนี้สมบูรณ์” เถียนลี่ย้ำในฐานะผู้กำกับยิ่งได้เห็นนักแสดงที่เข้าใจตัวละครโดยสมบูรณ์ เขาย่อมไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ

          เถียนลี่มีลางสังหรณ์ว่ากู้เซียงจะได้แสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ทั้งตัวเธอและหนังจะพากันโด่งดังเป็นพลุแตก

          “ยังไงฉันก็ไม่เห็นด้วย” สูเฟิงแย้ง “บุคลิกของเธอใสซื่อเกินไป ไม่เหมาะกับบทนางเอก”

          “พูดบ้าอะไรเนี่ย!” เถียนลี่สบถ

          “เถียนลี่!” สูเฟิงเรียกสติอีกฝ่าย

          “ถ้าอยากได้ดาราดังๆ มาเล่น จะจัดทดสอบหน้ากล้องให้เสียเวลาไปทำไม?” เถียนลี่ไม่สนใจว่าสูเฟิงจะหน้าบึ้งแค่ไหน “ปลอมชะมัด!”

          “มากเกินไปแล้วนะ!” สูเฟิงกำหมัดแน่น “ลืมแล้วเหรอว่าฉันเป็นผู้กำกับ!”

          “ไม่ลืม!” เถียนลี่มองอีกฝ่ายด้วยแววตาโกรธเคือง “อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ แล้วนายจะเสียใจ!”

          พูดจบเถียนลี่ก็หยิบประวัติของกู้เซียงแล้วเดินออกจากห้อง ทิ้งให้สูเฟิงนั่งทำตาเขียวอยู่ตามลำพัง

          พอกลับถึงบ้าน กู้เซียงก็อุ่นนมแก้วหนึ่งและเดินไปต้มบะหมี่ แต่จู่ๆ โทรศัพท์ก็ดังขึ้น

          “เซียงเซียง” เหวินจิ้งทำเสียงกระอักกระอ่วน

          “มีอะไรเหรอ?”

          “ผลทดสอบหน้ากล้องออกแล้ว”

          “เร็วจัง” กู้เซียงถามต่อ “เป็นไงบ้าง?”

          “พวกเขาได้นางเอกแล้ว ไม่ต้องเสียใจนะ ครั้งหน้าต้องได้บทที่ดีกว่านี้แน่นอน” เหวินจิ้งพูดปลอบ

          กู้เซียงคลายมือที่ถือทัพพีจนมันหล่นลงพื้น “ใครได้บทนี้ไป?”

          “ดาราหน้าใหม่ชื่อหวังตาน บุคลิกของหล่อนน่าจะเหมาะกับบทนี้กว่าใคร”

          กู้เซียงหูอื้อเกินกว่าจะฟังประโยคที่เหลือของเหวินจิ้ง สมองย้อนนึกถึงความทรงจำที่ค่อนข้างเลือนราง

          หวังตานคือคนที่แสดงเป็นฟางฟางในชาติที่แล้ว ฝีมือการแสดงของเธอธรรมดามาก หากผู้กำกับฉลาดพอจะไม่เลือกนักแสดงคนนี้ ที่น่าแปลกก็คือทุกคนดูจะพอใจกับการแสดงของตนแต่กลับ
ไม่ถูกเลือก

          ในใจของกู้เซียงเต็มไปด้วยความว้าวุ่น บุคลิกนางเอกความงาม และทักษะการแสดง เหล่านี้สามารถทำให้เธอผงาดในวงการบันเทิงได้ แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องราวในอดีตได้ หรือชีวิตของเธอจะต้องดำเนินไปแบบนี้ ต่อให้เพียรพยายามแค่ไหนก็ไม่สามารถฝืนชะตาฟ้าลิขิตได้