เมื่อหาคำอธิบายพฤติกรรมของอีกฝ่ายไม่ได้ จึงคิดว่าปู๋หยู่ไม่เหมือนคนอื่นๆ กระทั่งได้เข้าไปคลุกคลีในวงการบันเทิง รู้ตื้นลึกหนาบางอย่างถ่องแท้ ได้เจอกับคนอย่างปู๋หยู่มากขึ้นเรื่อยๆ ก็ค้นพบว่าคนประเภทนี้คือพวกโลกสวย
“ทำไมถึงเงียบไปล่ะ?” ปู๋หยู่ถาม
“อ้อ” กู้เซียงก้มหน้าเล็กน้อย “เมื่อเช้าฉันเพิ่งดื่มนม สงสัยแล็กโทสยังไม่ย่อยดี”
“ไปห้องน้ำก่อนไหม?” ปู๋หยู่ถามพลางเหลือบมองกระเป๋าเสื้อผ้าของกู้เซียงบนพื้น “ฉันเอาไปไว้ที่ห้องแต่งตัวให้แล้วกัน”
กู้เซียงตอบด้วยรอยยิ้ม “เช้าขนาดนี้น่าจะยังไม่เปิด รอเหวินจิ้งไปเอากุญแจก่อนก็ได้”
“ไม่ต้องหรอก” ปู๋หยู่ชี้ไปที่ทางเดิน “ห้องแต่งตัวของนักแสดงรับเชิญไม่มีคน ฉันก็เพิ่งไปแต่งตัวที่นั่นมา”
“ฉันไปเองดีกว่า” กู้เซียงส่ายหน้า
“ไม่เป็นไรหรอก” ปู๋หยู่ทำหน้าคล้ายนึกบางอย่างขึ้นได้ “ลืมไปเลยว่าต้องรายงานตัวกับฝ่ายประชาสัมพันธ์ เดี๋ยวฉันถือของไปไว้ที่ห้องแต่งตัวให้ เธอช่วยไปเซ็นชื่อทีนะ”
ปู๋หยู่ยิ้มจนถุงใต้ตาอวบอิ่มคล้ายสาวเกาหลี เป็นความน่ารักที่ยากจะปฏิเสธ
กู้เซียงขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ฝืนพยักหน้า “ได้ๆ”
“ขอบคุณมากนะกู้เซียง” ปู๋หยู่ก้มลงหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าแล้วเดินจากไป
กู้เซียงยืนอยู่ที่เดิม มองตามอีกฝ่ายด้วยแววตาเย็นชา
ห้องแต่งตัวของนักแสดงรับเชิญกว้างขวางกว่าห้องแต่งตัวของดาราดัง ไม่มีราวแขวนเสื้อผ้าและเครื่องสำอางวางกระจัดกระจายที่เปลี่ยนเสื้อผ้าค่อนข้างใหญ่ มีกระจกกั้นกลาง ผ้าม่านทุกผืนประดับด้วยลูกปัดแสนหรูหรา
นักแสดงรับเชิญส่วนใหญ่จะไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าที่นี่ มีเพียงดาราที่ใช้ห้องนี้สำหรับเติมเครื่องสำอางหรือพักผ่อนดื่มชาก่อนขึ้นเวทีเท่านั้น
ปู๋หยู่วางกระเป๋าลงบนเก้าอี้ มือข้างหนึ่งหยิบกระโปรงเนื้อผ้ามันวาว ที่สัมผัสของมันชวนให้จินตนาการถึงตอนได้สวมใส่ขึ้นมา
ชุดนี้ถูกออกแบบอย่างเรียบง่าย ด้านหลังถูกปักด้วยลายดอกไม้เล็กๆ บริเวณจุดเชื่อมต่อกับกระดุมเป็นรูปผีเสื้อ ให้ความรู้สึกเซ็กซี่ชวนค้นหา
ปู๋หยู่ไล่ปลายนิ้วไปตามลวดลายดอกไม้ ก่อนจะหยุดที่กระดุมสีเงิน
ด้านข้างของกระดุมปักลายผีเสื้อคล้ายจะโบยบิน แม้จะไม่ใช่เสื้อผ้าหรูหราราคาแพง แต่ดูจากฝีมือการตัดเย็บก็รู้ว่าไม่ธรรมดา
ถือเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างมากสำหรับดาราหน้าใหม่ หากไม่ใช่เป็นการเปิดตัวสู่สายตาสาธารณชน ก็คงไม่จำเป็นต้องซื้อชุดสวยราคาแพงขนาดนี้
ปู๋หยู่กำกระโปรงไว้แน่น มืออีกข้างถือกรรไกรแล้วทาบลงบนกระดุม หลังสะกิดรอยเย็บเบาๆ กระดุมก็หลวมขึ้นทันตา ตอนนั่งแต่งหน้าอาจยังไม่พบความผิดปกติ แต่หากลุกนั่งบ่อยๆ กระดุมก็จะหลุดออก ทำให้ทั้งชุดคลายตัว
สำหรับนักแสดงหญิงหน้าใหม่ เรื่องแบบนี้น่าอับอายเกินกว่าจะรับได้
ปู๋หยู่ยกยิ้มมุมปากอย่างเลือดเย็น ก่อนจะค่อยๆ เลาะแกนกระดุม
“ทำแบบนี้... ไม่คุ้มเท่าไหร่นะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลัง
ปู๋หยู่ตกใจจนกรรไกรหล่นลงพื้น เมื่อหันไปมองก็พบว่ากู้เซียงกำลังยืนกอดอก ในมือถือโทรศัพท์บันทึกภาพเอาไว้ด้วย
“ฝ่ายประชาสัมพันธ์ไกลเกินไป เธอเดินไปเองเถอะ” กู้เซียงจ้องกรรไกรที่อยู่บนพื้นแล้วแสยะยิ้ม “ไม่ยักรู้ว่าเป็นช่างตัดเสื้อมาก่อน ไหนๆ ก็ลงมือแล้ว เลาะทิ้งทั้งชุดเลยดีไหม?”
ปู๋หยู่หน้าถอดสี ไม่ตอบโต้แม้แต่คำเดียว
“ไม่รู้ว่าบริษัทจะจัดการกับพฤติกรรมของเธอยังไง แต่ฉันถ่ายไว้หมดแล้ว คิดว่ากรรไกรของเธอหรือมือของฉันเร็วกว่ากันล่ะ?!”
ปู๋หยู่เบิกตากว้าง ไม่เข้าใจว่าแผนการของตัวเองผิดพลาดตรงไหน
ในบรรดาเด็กใหม่ของบริษัท เธอรู้จักกู้เซียงมากที่สุด รู้ด้วยว่าอีกฝ่ายมีดีแค่หน้าตาแต่ไร้สมอง โมโหร้าย ไม่มีกาลเทศะ และไม่รู้วิธีเข้าหาผู้คน
ปู๋หยู่ไม่เคยมองว่ากู้เซียงเป็นคู่แข่ง เพราะแม้แต่วงการนางแบบที่แจ้งเกิดได้ยากแสนยาก เธอก็ยังผ่านมาได้ แต่เมื่อถูกคู่แข่งนอกสายตาแย่งงาน จึงเคียดแค้นเป็นพิเศษ ครั้งที่แล้วปู๋หยู่มั่นใจว่าต้องได้งานโฆษณาที่เข้ากับบุคลิกของตัวเอง แต่สุดท้ายก็ถูกกู้เซียงแย่งไป แม้จะเป็นการตัดสินใจของบริษัท ปู๋หยู่ก็ยังแค้นอยู่ดี ยิ่งได้เห็นกระแสตอบรับหลังจากที่โฆษณาออกอากาศ ก็ยิ่งไม่พอใจมากขึ้นไปอีก
จากที่มีจุดเริ่มต้นเหมือนกัน อยู่ในสังกัดเดียวกัน ไม่มีใครดีหรือด้อยไปกว่าใคร แต่พอถูกกู้เซียงขัดขวางโอกาสที่จะโด่งดัง ปู๋หยู่ก็ทนดูต่อไปไม่ได้
เธออยากหาทางสั่งสอนอีกฝ่าย แต่จะให้จัดการตรงๆ คงเป็นไปไม่ได้ จึงคิดแผนการตลบหลังด้วยการทำให้อับอาย บริษัทจะได้เก็บกู้เซียงเข้ากรุ เลิกผลักดันอีกต่อไป
แต่ถึงจะวางแผนมาดีขนาดไหน ก็ถูกกู้เซียงจับได้คาหนังคาเขา ซ้ำยังถ่ายวิดีโอไว้เป็นหลักฐานอีกด้วย
ชาติที่แล้วกู้เซียงไม่คิดว่าจะมีใครมายุ่งกับเสื้อผ้า พอถึงงานก็รีบเปลี่ยนชุดแล้วขึ้นเวที ด้วยความที่เป็นเดรสรัดรูป พอกระดุมเริ่มคลายตัว ชุดก็ปริออกทันที
แม้จะไม่ถึงขั้นโป๊เปลือย แต่งานแถลงข่าวก็เสียหายไปด้วย ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือทุกคนพากันลงความเห็นว่าเธอจงใจสร้างกระแส
“ทำไมชุดถึงไม่หลุดก่อนหน้าที่จะขึ้นเวที?”
หนึ่งในคำวิจารณ์จากคนที่มีอคติ แต่ก็ดูจะเป็นเหตุเป็นผลและทำให้เธอกลายเป็นนักแสดงเจ้าเล่ห์ที่ใช้ข่าวเสียหายสร้างกระแสให้ตัวเอง
กู้เซียงยังคงจำภาพที่ถูกสำนักข่าวแย่งกันถ่ายรูปได้ แสงแฟลชส่องกระทบใบหน้าจนเธอลืมตาแทบไม่ขึ้น ดีที่เหวินจิ้งช่วยบังร่างให้ แต่ก็ถูกผลักจนล้มหัวกระแทก แม้แต่พิธีกรก็ไม่รู้จะแก้สถานการณ์
ยังไง
เมื่อไม่อาจกู้สถานการณ์ได้ บริษัทจึงอาศัยกระแสนี้เพิ่มความน่าสนใจให้กับซีรีส์
ส่วนปู๋หยู่ที่แสร้งทำเป็นเอาเสื้อมาคลุมให้ก็กลายเป็นคนที่มีภาพลักษณ์อ่อนโยน กระทั่งถูกชวนไปคัดตัวนักแสดงถึงสองเรื่องขณะที่กู้เซียงถูกบริษัทดองงานกว่าครึ่งปี พอกลับมารับงานอีกครั้งปู๋หยู่ก็กลายเป็นดาราอันดับสองไปแล้ว
ภายหลังชีวิตของกู้เซียงพลิกผันไปในทางที่ดีขึ้น แต่กลับเป็นขาลงของปู๋หยู่
นักแสดงรุ่นใหม่ทยอยเข้าวงการ คลื่นลูกเก่าถูกซัดจมหาย หลังถูกไฮโซรับไปเลี้ยงดู ข่าวฉาวมากมายก็ทำให้ปู๋หยู่ต้องห่างหายไปจากวงการ นานๆ จะรับงานถ่ายซีรีส์ที่ฉายทางอินเทอร์เน็ตสักครั้ง
เมื่อนึกย้อนกลับไป กู้เซียงก็นึกเวทนาตัวเอง และจะไม่ยอมเป็นคนที่เสียเปรียบอีกเด็ดขาด
“เธอคิดจะทำอะไร?” ปู๋หยู่ถาม
“ฉันไม่ทำอะไรหรอก เธอนั่นแหละคิดจะทำอะไร?” กู้เซียงจ้องอีกฝ่ายตาเขม็ง “อยากเติบโตในวงการบันเทิงก็ควรใช้ความสามารถเข้าแลก ไม่ใช่ใช้วิธีสกปรกแบบนี้ เพราะฉันไม่ได้ใจดีขนาดนั้น”
“ขู่ฉันงั้นเหรอ?” ปู๋หยู่เบ้ปาก
“เตือนด้วยความหวังดีต่างหากล่ะ” กู้เซียงส่ายหน้าด้วยความระอา “ถ้าอยากจัดการจริงๆ ฉันอัปคลิปลงเน็ตไปแล้ว จะได้รู้ว่าคนอื่นเขาคิดยังไงกับเธอ”
เธอต้องการให้อีกฝ่ายระแวง มากกว่ารีบโจมตีให้แตกหักกันไปข้าง
“บริษัทไม่ยอมให้แกทำแบบนั้นหรอก!” ปู๋หยู่พูดเสียงสั่น
“รอดูต่อไปแล้วกัน” กู้เซียงยักคิ้ว
ปู๋หยู่หน้าซีดเผือด แววตาเต็มไปด้วยความกังวล
“อย่า หา เรื่อง ฉัน” กู้เซียงเน้นเสียง
ปู๋หยู่รวบรวมความกล้าแล้วตอบเสียงเบา “ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น!” พูดจบก็รีบออกจากห้องแต่งตัวไป
กู้เซียงเดินไปหยิบชุดบนเก้าอี้ขึ้นตรวจดูกระดุม เนื่องจากห้องแต่งตัวของนักแสดงรับเชิญกับดาราดังอยู่ห่างกันมาก จึงตัดสินใจจะเปลี่ยนเสื้อผ้าที่นี่
หลังเปิดม่านแล้วผลักประตูกระจกออก เธอก็มีอันต้องอึ้งไป
ภายในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ใครคนหนึ่งนั่งอยู่บนโซฟา เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว เขาก็เงยหน้าขึ้น
ชายหนุ่มในชุดลำลองสวมสเวตเตอร์สีเทานั่งเหยียดขายาวอยู่บนโซฟา ใบหน้าหล่อเหลาราวกับภาพวาด ดวงตาดำขลับคล้ายท้องฟ้ายามราตรีที่ไร้แสงดาว เยือกเย็นแต่งดงามชวนหลงใหล เขามองกู้เซียงด้วยแววตาเรียบเฉยแต่เป็นกันเอง ในสีหน้าแฝงความประหลาดใจไว้เล็กน้อย
คนบางคนสามารถดูแลรูปลักษณ์ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะสิบปีก่อนหรือสิบปีให้หลังก็ไม่ต่างกัน เพราะใบหน้านี้แทบไม่มีริ้วรอยปรากฏ
กู้เซียงแทบสิ้นสติเมื่อรู้ว่าเขาคือจ่านหยาง คนที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายตามอำเภอใจ ไปไหนมาไหนโดยไม่เปิดเผยแต่กลับมานั่งอยู่ตรงนี้ ทั้งยังหล่อกว่าในทีวีเสียอีก
ที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือ เขาได้ยินเรื่องที่เธอทะเลาะกับปู๋หยู่หมดแล้ว มันอาจไม่ใช่เรื่องน่าสนใจสำหรับเขา เพราะการต้องมาปรากฏตัวที่นี่ย่อมสำคัญกว่า
หรือต้นสังกัดของเธอจะเชิญเขามาเพื่อสร้างสีสันในงาน แต่นั่นคงเป็นไปได้ยาก
กู้เซียงเริ่มสับสนกับความคิดของตัวเอง จึงกะพริบตามองจ่านหยางโดยไม่ได้พูดอะไร
ทั้งสองสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง กระทั่งเสียงของเหวินจิ้งดังขึ้นที่ด้านนอก
“เซียงเซียง อยู่ในห้องแต่งตัวหรือเปล่า?”
กู้เซียงรีบปิดประตูกระจกแล้วหันไปตอบผู้จัดการส่วนตัวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ฉันอยู่ในนี้”
เหวินจิ้งถือกำหนดการเข้ามาหา มองกู้เซียงที่ยืนอยู่กลางห้องแต่งตัวด้วยความสงสัย “ทำอะไรอยู่น่ะ?”
“กำลังจะเปลี่ยนเสื้อผ้า” กู้เซียงตอบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ด้วยฝีมือการแสดงที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ทำให้เธอแสดงพรสวรรค์ด้านนี้ได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ทิ้งความน่าสงสัยใดๆ ไว้เลย
“ไม่ต้องรีบหรอก เมื่อกี๊ฉันเจอปู๋หยู่ตรงทางเดิน อุตส่าห์ทักทายแต่ถูกเชิดใส่ สงสัยจะกินยาผิดมา” เหวินจิ้งถอนหายใจ
“คงหงุดหงิดที่ถูกฉันแย่งงานละมั้ง”
“เธอไม่ได้เป็นคนทำสักหน่อย ไปโวยลูกค้าโน่น!” เหวินจิ้งส่ายหน้าด้วยความระอา “ไปห้องแต่งตัวดารากัน หลังแต่งตัวให้เธอเสร็จ ฉันจะแต่งหน้าให้ตัวเองด้วย เผื่อได้เจอพี่จ่าน”