หลังจากจี้หมิงซูกลับเข้าบ้านก็รีบขึ้นไปบนชั้นสอง ก่อนจะล็อกประตูห้องนอน พลางคิดว่าอีกเดี๋ยวตอนเฉินเซินมาเคาะประตูห้องจะยอมพูดจาอ่อนลงดีไหม แต่จนกระทั่งเธอล้างเครื่องสำอางเสร็จก็ยังไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากด้านล่าง
เธอจึงเดินไปที่ระเบียง บังเอิญเห็นรถของเฉินเซินขับแล่นออกไป ตามติดด้วยรถโฟล์คสวาเกนโหลดต่ำคันหนึ่ง
คนที่ขับรถโฟล์คสวาเกนคือบอดีการ์ดประจำตัวของเฉินเซิน
บอดีการ์ดของเขามีสามกะ ผลัดเปลี่ยนกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่ห่างกายสักก้าว
นี่คือเขาไปแล้วเหรอ?
หลังจากได้สติกลับมา จี้หมิงซูจึงรีบโทรศัพท์ไปถาม “คุณจะไปไหนคะ?”
เฉินเซินตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ผมยังมีงานเลี้ยงอีกงาน คุณพักผ่อนไปก่อนเลย ไม่ต้องรอผม”
“ใครรอคุณกัน?”
ตอนแรกจี้หมิงซูยังคิดว่าตัวเองฟังผิดไป ผู้ชายแบบเขายังมาคาดหวังให้เธอทำตัวเป็นกุลสตรีศรีภรรยาที่นั่งรอให้สามีกลับบ้าน? ทำไมเขาถึงกล้าคิดได้ขนาดนี้ เชื่อเขาเลยจริงๆ
เธอกดวางสายอย่างไร้เยื่อใย
แต่พอวางสายแล้วก็เริ่มเสียใจ ‘ไม่น่าวางเร็วเลย เขาคงไม่เข้าใจผิด คิดว่าเธอน้อยใจหรอกนะ?’
ยิ่งคิดจี้หมิงซูก็ยิ่งทั้งโกรธทั้งขัน “คนหน้าไม่อาย หน้าตาก็งั้นๆ คงคิดไม่ได้หรอก!”
หลังจากบ่นจบก็วางมือถือทิ้งไว้แล้วกลับไปมาสก์หน้าต่อในห้องน้ำ
ขณะที่มาสก์หน้าอยู่ เธอก็พลันคิดขึ้นมาได้ว่า ‘ไม่ถูกสิ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เข้าข่าย ‘หน้าตางั้นๆ’ นะ’
ข้อแรก เขาไม่เข้าข่ายนั้นจริงๆ
ข้อสอง ถ้าให้เขาเข้าข่ายนั้นจะถือเป็นการดูถูกมาตรฐานอันสูงส่งของตัวเองไปรึเปล่า?
คิดได้อย่างนี้ก็โมโห
ไม่ว่าคิดอย่างไรก็ยังโมโหอยู่ดี
อีกด้านหนึ่ง
หลังจากพาคุณหนูใหญ่จี้กลับมาส่งที่หมิงสุ่ยกงก่วนแล้วเฉินเซินก็สั่งให้คนขับรถขับไปที่คลับเหอยงฮุ่ย
คลับเหอยงฮุ่ยเป็นคลับส่วนบุคคลที่ตั้งอยู่บนถนนรุ่ยอิง ซึ่งเคยเป็นสถานกงสุลมาก่อน เมื่อเทียบกับคลับระดับสูงอื่นๆ แล้วความพิเศษของคลับแห่งนี้คือไม่ใช่ว่าใครก็สามารถสมัครเป็นสมาชิกได้ แต่ทางคลับจะเป็นฝ่ายเข้าหาผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นสมาชิกเอง
ที่เฉินเซินมาที่แห่งนี้ก็เพื่อพูดคุยตกลงเรื่องพัฒนาโรงแรมในจุดชมวิวด้านตะวันตกของเมืองกับผู้ร่วมทุนที่ได้นัดไว้
เวลานี้แสงจากเสาไฟที่เรียงรายเป็นทิวแถวทอดยาวสุดลูกหูลูกตากำลังส่องสว่างไปทั่วทั้งเมืองผิงเฉิง สายลมตะวันออกพัดผ่านต้นไม้ใบหญ้าในยามค่ำคืนอย่างแผ่วเบา ดูเหมือนว่าเมืองแห่งนี้จะให้ทั้งความรู้สึกงดงามและเดียวดายในเวลาเดียวกัน
เฉินเซินไม่ได้มองออกไปนอกหน้าต่าง ตั้งแต่กลับประเทศมา เขามีงานเลี้ยงสังสรรค์ติดต่อกันหลายวันแล้ว ต่อให้เป็นคนเหล็กก็ต้องรู้สึกเหนื่อยล้ากันบ้าง เขานั่งเอนหลังพิงพนัก มือทั้งสองประสานกันหลวมๆ ที่หน้าตัก ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลง
บางทีอาจเป็นเพราะเขาทำงานหนักเกินไป จึงอยากจะพักให้ผ่อนคลายสักครู่ แต่ก็ช่างยากเย็นเหลือเกิน เมื่อสมองพลันผุดภาพเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
เดี๋ยวก็เห็นภาพน้องสาวซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องที่อายุยังน้อยเอ่ยขอโทษด้วยความลนลานพร้อมกับมองดูซี่โครงหมูในชามอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี ทั้งหวาดกลัวทั้งไร้เดียงสา
เดี๋ยวก็เห็นภาพใบหน้ายิ้มแย้มของคุณย่าเฉินที่ยิ้มให้กับจี้หมิงซู แต่พอหันมาทางเขากลับให้ความรู้สึกห่างเหินอย่างบอกไม่ถูก
ยังมีภาพของคุณอาเล็กเฉินอิ๋งซวงที่เอ่ยถึงเฉินหยาง จากนั้นทุกคนในศาลาต่างก็พากันนิ่งเงียบ
ชั่วพริบตา จู่ๆ เขาก็หวนนึกถึงเหตุการณ์ในวัยเด็กตอนที่ย้ายจากเมืองซิงเฉิงมาที่เมืองผิงเฉิง บรรยากาศตอนที่ก้าวเข้ามายังหนานเฉียวชีเซี่ยงครั้งแรก
ที่ทุกคนพากันนิ่งเงียบก็เพราะรู้ดีแก่ใจ เรื่องบางเรื่องเกิดขึ้นนานเป็นศตวรรษแล้ว แต่ละคนต่างรู้และเข้าใจดีว่าไม่ควรพูดถึงมันอีก ไม่ใช่เพราะมันเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว แต่เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่มีวันลืมได้
โจวเจียเหิงนั่งอยู่ข้างคนขับ เมื่อเห็นเฉินเซินย่นหัวคิ้วน้อยๆ ดูหลับไม่ค่อยสนิทนักจากทางกระจกมองหลัง จึงเลือกเปิดเพลงบรรเลงเบาๆ เพื่อช่วยให้ผ่อนคลาย
สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดง แสงเหลืองนวลของไฟถนนสาดเข้าหน้าต่างด้านข้างของรถ มองคล้ายภาพแห่งความทรงจำอันเลือนราง เฉินเซินกำลังอยู่ในความง่วง แต่จู่ๆ ในหัวพลันปรากฏภาพแรปเปอร์จี้ที่กำลังร้องเพลงอยู่ในห้องน้ำอย่างบ้าคลั่งพอนึกถึงเหตุการณ์นั้นบวกกับคำร้องท่อนแรปที่แต่งขึ้นมาเองภาพนั้นก็เหมือนถูกเปิดวนซ้ำไปซ้ำมาด้วยเครื่องเล่นระบบสามมิติ ความง่วงงุนหายเป็นปลิดทิ้ง เฉินเซินค่อยๆ นวดตรงหัวคิ้วแล้วยิ้มน้อยๆ อย่างประหลาด
ตกดึกสายลมเย็นพัดโชยอ่อน
ที่หน้าประตูทางเข้าคลับเหอยงฮุ่ย จางเป่าซูเงยหน้ามองป้ายที่ติดไฟระยิบระยับ เธอยกมือขึ้นประสานกันโดยไม่รู้ตัว รู้สึกเหมือนตัวเองตัวเล็กลงไปทุกที
วันนี้เธอต้องมาอย่างกะทันหัน เพราะว่านางเอกคนดังของค่ายดันเกิดปัญหาขณะไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์จึงมาไม่ได้ ผู้จัดการเอ่ยกำชับสั่งให้เธอทำงานนี้ให้ดี ก่อนจะออกมายังพูดย้ำว่า ‘พูดไม่เป็นก็พูดให้มันน้อยๆ หน่อย’
ถ้าไม่ให้พูดแล้วจะทำงานได้ดีได้ยังไง? จางเป่าซูทั้งไม่เข้าใจทั้งเซ็งในเวลาเดียวกัน
ปกติการจะเข้าไปในคลับเหอยงฮุ่ยนั้นเป็นเรื่องยาก แต่เมื่อมีคุณชายใหญ่จางพยักหน้าอนุญาต พนักงานสาวที่สวมชุดกี่เพ้าจึงยิ้มแย้มเชิญให้เธอขึ้นไปชั้นบน
จางเป่าซูกุมสายสะพายกระเป๋าเอาไว้แน่น สายตามองสำรวจบริเวณโดยรอบอย่างเงียบๆ
บางทีอาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้คลับเหอยงฮุ่ยเคยเป็นสถานกงสุลมาก่อน สไตล์การตกแต่งด้านในจึงผสมผสานกันระหว่างจีนกับตะวันตก มีทั้งสะพานเล็กๆ ธารน้ำไหลริน ทั้งเครื่องเล่นแผ่นเสียง และภาพสีน้ำมัน แต่ที่แปลกก็คือ ท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้กลับไม่รู้สึกถึงความขัดแย้งเลยแม้แต่น้อย
เธอต้องไปที่ห้องวีไอพีบนชั้นสามที่มีชื่อแสนไพเราะว่า ‘หนานเคออี๋เมิ่ง’
ไม่แปลกใจเลยที่พวกคนมีเงินจะชื่นชอบการใช้คำจำพวกเมฆหมอกภูเขามาตั้งชื่อเพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองมีรสนิยม
พอเปิดประตูห้องวีไอพีออก จางเป่าซูก็พบว่าภายในห้องนั้นกว้างขวาง แบ่งเป็นส่วนของโต๊ะหินอ่อนทรงกลมหน้าฉากกั้นและส่วนที่อยู่หลังฉากกั้น
ตรงกลางโต๊ะหินอ่อนทรงกลมมีแผ่นจานหมุน ด้านบนมีชุดอาหารหรูหราและดอกไม้สดที่ยังดูฉ่ำน้ำวางอยู่ ส่วนหลังฉากกั้นปรากฏแสงไฟมืดสลัว มีเสียงพูดคุยกันดังแว่วมาจากด้านใน
ขณะที่จางเป่าซูเดินเข้าไปก็ได้ยินเสียงพูดแว่วๆ ที่แฝงไปด้วยความพอใจ “คุณชายใหญ่จางอ่อนข้อให้แล้ว”
คุณชายใหญ่จางเองก็หัวเราะ “เรื่องเล่นไพ่ ผมสู้คุณไม่ได้จริงๆ”
ยังพูดไม่ทันจบก็ทิ้งไพ่ในมือลงบนโต๊ะแล้วเอาไปล้างรวมกับไพ่ใบอื่นๆ
พอเห็นจางเป่าซูมาถึง คุณชายใหญ่จางก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก เขาล้างไพ่พลางสั่งว่า “จุดบุหรี่ให้ประธานเฉินด้วย”
ประธานเฉิน? จางเป่าซูหันไปมองรอบๆ ตามสัญชาตญาณ
ในที่นั้นมีผู้ชายอยู่ทั้งหมดหกคน สามคนนั่งสามคนยืน คนที่ยืนดูท่าแล้วไม่ใช่ผู้เป็นนาย ส่วนคนที่นั่งนั้น นอกจากคุณชายใหญ่จางที่เธอรู้จัก อีกคนเป็นชายวัยกลางคน แต่ว่าข้างกายเขามีผู้หญิงที่เธอพอจะคุ้นหน้าเนื่องจากเป็นคนในแวดวงเดียวกันนั่งเป็นเพื่อนอยู่ ผู้ชายที่เหลืออยู่คนนั้น?
พอจางเป่าซูเห็นหน้าของอีกฝ่ายก็พลันตะลึงงันทันที
ผู้ชายที่ประมูลสร้อยไข่มุกของซูเฉิงไปในราคาสูงลิบในงานเลี้ยงของนิตยสารหลิงตู้คืนนั้น?
เธอจำได้ เขาชื่อว่า เฉินเซิน
พอเห็นจางเป่าซูไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง คุณชายใหญ่จางก็ขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด “ยังตะลึงอยู่ทำไม แค่จุดบุหรี่ต้องไปอาบน้ำฉีดน้ำหอมก่อนรึไง?”
จางเป่าซูพลันได้สติกลับคืนมา จึงรีบก้มตัวไปหยิบกล่องบุหรี่บนโต๊ะ ทว่ากล่องบุหรี่แบบนี้เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ดึงก็ไม่ออก ดันก็ไม่ได้
เฉินเซินหันไปมองเธอแวบหนึ่งก่อนจะยกมือห้าม “ไม่ต้อง ขอบคุณ”
พอได้ยินแบบนั้น จางเป่าซูก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอย่างไร
คุณชายใหญ่จางเห็นแล้วขัดตา จึงชี้นิ้วสั่งการ “รินเหล้าสิ”
“..…”
จางเป่าซูนิ่งไปแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินไปหยิบเหล้าฝรั่งมา
ปกติแล้วเธอถือเป็นคนคล่องแคล่ว ไม่อย่างนั้นผู้จัดการคงไม่ให้โอกาสเธอเร็วขนาดนี้ แต่วันนี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มือไม้ถึงได้เกะกะ ทำอะไรไม่ถูกอย่างประหลาด
หญิงสาวอีกสองคนที่นั่งอยู่มองเธอด้วยสายตาเหยียดหยาม หญิงสาวที่นั่งข้างคุณชายใหญ่จางยังจงใจฉวยโอกาสนี้โชว์ความรู้งานของตัวเองด้วยการนวดหน้าผากให้คุณชายใหญ่จางอย่างเบามือ
เล็บสีแดงเข้มตัดด้วยกากเพชรสีเงินสะท้อนกับแสงไฟเป็นประกายวิบวับ ดูสะดุดตามาก
ขณะที่คุณชายใหญ่จางกำลังเสพสุขกับการดูแลที่แสนอ่อนโยนก็จั่วไพ่ทิ้งไพ่อย่างชำนิชำนาญ แถมยังเอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า “ประธานเฉิน อย่าว่าผมเลยนะ ตอนแรกผมจะให้ซินจื่อฮุ่ยมา แต่ผู้จัดการของเธอบอกว่าไฟลต์ของเธอดีเลย์ กลับมาไม่ทัน แล้วยัดเยียดยัยเด็กนี่มาแทน บอกว่าเป็นนักศึกษาโรงเรียนการแสดง เพิ่งร่วมแสดงละคร
เกี่ยวกับนักศึกษาอะไรนี่แหละ แถมยังบอกว่าเป็นคนฉลาดคล่องแคล่ว ไม่เห็นจะคล่องแคล่วตรงไหนเลย”
เขาหันไปถามจางเป่าซู “เธอชื่ออะไร?”
“จา...จางเป่าซูค่ะ”
คุณชายใหญ่จางนึกชอบใจ “เฮ้ย แซ่เดียวกับฉันซะด้วย”
“ชื่อจริง?” เฉินเซินที่เงียบมาตลอด จู่ๆ ก็หันมามองเธอ
จางเป่าซูส่ายหน้า “นี่เป็นชื่อในวงการค่ะ”
“ชื่อจริงอะไร?”
จางเป่าซูอึกอักด้วยความลำบากใจ ไม่ยอมตอบ
เฉินเซินเองก็ไม่ได้สนใจ เขาย้ายสายตามาอยู่ที่ไพ่ตรงหน้า ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนตำแหน่งไพ่ที่อยู่ในมือ
มือของเขาขาวเรียว ท่าทางการถือไพ่นั้นดูเหมือนเป็นผลงานทางศิลปะชิ้นหนึ่ง