HONGSAMUT SEARCH :
ค้นหานักเขียน
ค้นหานิยาย
ค้นหาหนังสือพร้อมขาย
เต้าหู้ไซซี
นักเขียน : Hongsamut Team
จำนวนผู้เข้าชม : 425,150 ครั้ง
ตอนที่ 7 Up 100%

ตอนที่ 7

 

        “เตรียมม้า!

        มู่หรงลี่ตะโกนคำหนึ่ง บ่าวรับใช้ก็รีบจูงม้ามาที่ประตูจวน กว่าเซียงเซียงจะวิ่งตามไปถึง มู่หรงลี่ก็ควบม้าจากไปแล้ว เซียงเซียงยันกายกับสิงโตหินที่ข้างประตู ปี้จูรีบตามมาประคองนางไว้  “ฮูหยิน ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ ฮูหยินไม่ต้องเป็นห่วง”

        เซียงเซียงปล่อยให้นางประคองกลับเข้าไปในจวน ถึงอย่างไรนางก็เป็นอนุภรรยาของจวนอ๋อง มายืนอยู่ตรงหน้าประตูจวนเช่นนี้ย่อมไม่เหมาะสมนัก

        แต่นางก็ไม่ยอมกลับไปที่ตำหนักฉีเจี้ยนเก๋อ ยืนยันจะรออยู่ตรงห้องข้างประตูนั้นเอง

        ตอนที่มู่หรงลี่ไปถึงจวนไท่เว่ย ฮูหยินเฒ่าตระกูลโจวกำลังกล่อมเซวียนเซวียนอยู่ มารดาไม่อยู่ข้างกาย เด็กน้อยจึงร้องไห้ไม่หยุด แม่นมในจวนปลอบอยู่เป็นนานก็ยังไม่เงียบ ฮูหยินเฒ่ากลัวจะเกิดเรื่องจึงมากล่อมด้วยตัวเอง

        มู่หรงลี่เดินเข้าไปหา เห็นเด็กน้อยเปลี่ยนผ้าอ้อมเรียบร้อยแล้วก็เอื้อมมือไปรับมาอุ้มไว้ ชายหนุ่มไม่คุ้นชินกับการอุ้มเด็ก เด็กน้อยจึงยิ่งร้องไห้หนักจนเสียงแหบไปหมด

        มู่หรงลี่เพิ่งรู้สึกเสียใจขึ้นมาที่ไม่ได้พาเซียงเซียงมาด้วย

        แต่ตอนนี้ไม่มีเวลามามัวเสียใจ เขาอุ้มเด็กน้อยออกจากจวนไท่เว่ยแล้วรีบควบม้ากลับไปที่จวนซวิ่นอ๋องทันที

        ได้ยินเสียงร้องไห้ดังมาแต่ไกล เซียงเซียงวิ่งออกไปนอกจวนโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น มู่หรงลี่ก้าวลงจากหลังม้าแล้วยื่นเด็กส่งให้นาง เซียงเซียงรับบุตรสาวมาแล้วหมุนกายเดินกลับเข้าไปในจวนโดยไม่ยอมมองหน้าเขา

        เขาไม่รักนาง... ไม่รักลูก

        ใช่ นางควรจะเลิกเพ้อฝันได้แล้ว นางเป็นแค่อนุภรรยาคนหนึ่ง ขอเพียงอยู่ในที่ทางของตัวเองอย่างสำรวมเท่านั้นก็พอ ความรักเป็นสิ่งเพ้อฝันเสียเหลือเกิน

        ราชนิกูลสูงศักดิ์เช่นเขา สิ่งเดียวที่มุ่งมาดปรารถนาย่อมเป็นแสงจันทร์อันสูงส่ง

        นางเป็นใครกัน ไม่ว่าชาติตระกูลหรือความสามารถ นางมีอะไรบ้างที่คู่ควร? ก็แค่หญิงต่ำต้อยที่ได้พบกันท่ามกลางเหตุการณ์วุ่นวาย และเขาเก็บไว้รับใช้ข้างกายเท่านั้นเอง

        เด็กน้อยร้องไห้หนักมาก แม่นมมาป้อนนมให้ แม่หนูกินไปได้เล็กน้อยก็อาเจียนออกมา เซียงเซียงอุ้มบุตรสาวผู้น่าสงสารเดินวนไปมาอยู่รอบๆ สระฉีเจี้ยนเก๋อ กว่าจะกล่อมให้หลับได้ก็ใช้เวลานาน แต่พอหยุดเดินแกก็ตื่นขึ้นมาร้องไห้อีก

        เซียงเซียงจำต้องเดินวนรอบสระไปเรื่อยๆ สายลมยามค่ำพัดผ่านมาเป็นระลอก หญิงสาวร้องเพลงกล่อมเด็กน้อยเบาๆ

        มู่หรงลี่ยืนมองอยู่ตรงหน้าประตูเรือนครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้ก้าวเข้าไป

        ท้องฟ้ามืดลงเรื่อยๆ ในที่สุดแม่นมก็มารับเด็กน้อยไป ปี้จูกล่าวขึ้นอย่างลังเลว่า  “ฮูหยิน คืนนี้ท่านอ๋องไปพักที่ตำหนักทิงฟงย่วนเจ้าค่ะ”

        เซียงเซียงพยักหน้า จากนั้นก็สั่งให้คนไปยกน้ำมาอาบน้ำชำระร่างกายโดยไม่ได้ถามอะไรอีก

 

        กลางดึกคืนนั้น

        เซวียนเซวียนน้อยไข้ขึ้น แม่นมสั่งให้คนไปเชิญหมอมาและมาบอกให้เซียงเซียงทราบ หญิงสาวรีบลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า บรรดาสาวใช้ต่างวุ่นวายกับการเจียดยา ดึกดื่นเที่ยงคืนร้านขายยาปิดหมดแล้ว แต่ในเมื่อจวนอ๋องต้องการใช้ ก็สามารถเรียกให้เปิดได้ตลอดเวลา

        กว่านอวี้ไปที่ร้านขายยาฝั่งตรงข้ามรอบหนึ่ง ไม่นานนักเถ้าแก่ก็นำยามาส่งให้ด้วยตัวเอง

        แต่พอยาเคี่ยวเสร็จ ทำอย่างไรเซวียนเซวียนน้อยก็ไม่ยอมดื่ม เซียงเซียงใช้ช้อนคันเล็กตักยาขึ้นมาแตะที่ริมฝีปากของแกเบาๆ ให้ยาซึมเข้าไปทีละน้อย เซวียนเซวียนเอาแต่ร้องไห้ วุ่นวายอยู่ครึ่งค่อนคืนจนหมดแรงไปตามๆ กัน ในที่สุดก็เงียบสงบ

        ถึงอย่างไรคืนนี้มู่หรงลี่ก็คงไม่มาค้างกับนางอยู่แล้ว เซียงเซียงจึงนอนเป็นเพื่อนบุตรสาว หญิงสาวคอยดูแลเด็กน้อยตลอดคืนจนกระทั่งฟ้าสาง

        มู่หรงลี่ลืมตาตื่นพลางเอื้อมมือไปข้างๆ ด้วยความเคยชิน แต่เมื่อสัมผัสกับความว่างเปล่า เขาถึงนึกขึ้นได้ว่าตัวเองอยู่ที่ตำหนักทิงฟงย่วน การประดับตกแต่งของที่นี่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยตลอดเก้าปีที่ผ่านมา

        พอลุกขึ้น บ่าวรับใช้ที่ด้านนอกก็เข้ามาปรนนิบัติเขาเปลี่ยนเสื้อผ้า มู่หรงลี่บ้วนปากด้วยชาแก่ก่อนจะเอ่ยถาม  “ท่านหญิงเป็นอย่างไรบ้าง?”

        บ่าวรับใช้น้อมกายลงพลางเอ่ยตอบ  “เมื่อคืนมีไข้สูงไม่ลด แต่เชิญหมอมาดู และให้ทานยาแล้วขอรับ”

        มู่หรงลี่อึ้งไป ทำไมถึงล้มป่วยง่ายแบบนี้นะ?!

        เมื่อไปถึงตำหนักฉีเจี้ยนเก๋อ เซียงเซียงก็ตื่นแล้วเช่นกัน นางกำลังป้อนยาให้เซวียนเซวียนด้วยวิธีหยอดยาให้ซึมลงไปช้าๆ เหมือนเดิม พอมู่หรงลี่ก้าวเข้าไป ทุกคนในห้องก็คุกเข่าลงทำความเคารพ เขาโบกมือเป็นสัญญาณให้ลุกขึ้นพลางก้าวเข้าไปหาเซียงเซียง เขาคิดจะอุ้มลูก แต่เซียงเซียงไม่ยอมปล่อยมือ

        ชายหนุ่มชะงักไป แย่งเด็กกับผู้หญิงดูจะไม่เหมาะสมนัก เขาจึงเพียงแค่เอื้อมมือไปตบก้นเด็กน้อยให้ห่อผ้าอ้อมเบาๆ พลางเอ่ยถาม “หมอว่าอย่างไรบ้าง?”

        เซียงเซียงกล่าวเสียงเบา  “ไข้ลดแล้ว ไม่อาเจียนนมแล้วด้วยเจ้าค่ะ”

        มู่หรงลี่พยักหน้า หมุนกายจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก

 

        ระหว่างการประชุมเช้า

        เอี้ยนอ๋องทรงตรัสถามเรื่องแม่ทัพที่จะไปเฝ้ารักษาด่านอวี้โหวกวนตามที่คาดการณ์ไว้จริงๆ

        มู่หรงลี่ มู่หรงเชียน และโจวอวี้ล้วนเสนอชื่อเป็นเสียงเดียวกัน หลังจากเลิกประชุม มู่หรงป๋อสาวเท้าตามหลังมู่หรงลี่มาติดๆ เอ่ยถามเสียงเบา  “เสด็จพ่อไม่คิดจะให้เจ้านำทัพไปรับมือซีจิ้งแล้วอย่างนั้นหรือ?”

        มู่หรงลี่เงียบไปนานก่อนจะย้อนถามว่า “ใครมีประโยชน์ต่อท่านมากที่สุด?”

        มู่หรงป๋อชะงักไป มู่หรงลี่กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “อย่าให้ข้าต้องถามเป็นครั้งที่สอง!” ชักช้ายืดยาด เป็นผู้หญิงรึไง!

        มู่หรงป๋อกล่าว “น้องห้า ข้าไม่จำเป็นต้องเสียสละเจ้าเพื่อแลกกับอะไรทั้งสิ้น เราเป็นพี่น้องกันแท้ๆ นะ!”

        มู่หรงลี่ย้อน “ท่านจะให้ข้าไปถามเสด็จแม่เองรึไง?” เอี้ยนอ๋องทรงคิดจะลิดรอนอำนาจทางทหารของเขา ถึงมู่หรงเชียนที่สนิทสนมกับรัชทายาทจะถูกริดรอนอำนาจด้วยเช่นกัน แต่รัชทายาททรงกุมอำนาจบัญชาการทหารรักษาพระองค์ทั้งค่ายซ้ายและขวาเอาไว้ในมือ ผู้บัญชาการทหารองครักษ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของฮองเฮา ผู้บัญชาการกองพลธนูก็เป็นน้องชายแท้ๆ ของฮองเฮา

        เมืองจิ้นหยางทั้งเมืองแทบจะตกอยู่ในกำมือของรัชทายาทกับฮองเฮา

        มู่หรงป๋อเงียบไปนาน ในที่สุดก็เอ่ยว่า  “ตระกูลเซว”

        ตระกูลเซวดำรงตำหนักอัครเสนาบดีมาสามชั่วอายุคน มีลูกศิษย์ลูกหาอยู่ทั่วแผ่นดินต้าเอี้ยน ถึงจะไม่โดดเด่น แต่ก็เป็นต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากฝังลึก

        ทันทีที่กลับไปถึงจวน มู่หรงลี่ก็สั่งกว่านอวี้ว่า “เจ้าไปดูที่จวนของเซวเส้าเฉิง ไปดูว่าเขายังมีบุตรสาวคนไหนยังไม่ได้แต่งงานอีกบ้าง”

        “หา?” ถึงกว่านอวี้จะเข้าใจท่านอ๋องดี แต่ยามนี้ก็ถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ... หมายความว่าอย่างไร?

        มู่หรงลี่พูดต่อ  “ข้าจะอภิเษกพระชายาแล้ว”

        กว่านอวี้ตะลึงงันไป ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้คุกเข่าลง  “ยินดีกับท่านอ๋องด้วย ข้าน้อยไปจะเตรียมการเดี๋ยวนี้”

        สีหน้าของมู่หรงลี่ไม่ได้มีความยินดีแม้แต่นิดเดียว เขาพูดเพียงแค่ว่า  “จัดการให้เร็ว”

 

        หลังจากไปเยือนบ้านตระกูลเซว

        กว่านอวี้พบว่าบุตรสาวของเซวเส้าเฉิงล้วนมีอายุมากพอจะเป็นมารดาของมู่หรงลี่ได้ทั้งสิ้น หน้าผากของกว่านอวี้เริ่มมีเหงื่อไหลโชก สุดท้ายจึงถามได้ความว่าหลานสาวคนโตของเซวเส้าเฉิงเพิ่งมีอายุสิบหกปี และยังไม่ได้ออกเรือน

        เขารีบกลับไปรายงานให้มู่หรงลี่ทราบ ชายหนุ่มไม่ได้สนใจถามชื่อของฝ่ายหญิงเสียด้วยซ้ำ เขาเอ่ยเพียงแค่ว่า  “แจ้งให้จงเจิ้งทราบ ถ้าต้องเตรียมอะไร เจ้าก็จัดการไปได้เลย”

        กว่านอวี้ค้อมกายคำนับ  “ขอรับ”

 

วันนั้น

        เซียงเซียงพาเซวียนเซวียนน้อยออกมาอาบแดดในสวน เห็นกว่านอวี้กำลังบงการบ่าวรับใช้ให้แขวนผ้าแดง โคมแดง นางก็หันไปถามปี้จู  “จะมีงานมงคลอะไรอย่างนั้นหรือ?” วันเกิดของท่านอ๋องหรือ?

        ปี้จูลังเล ทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด เซียงเซียงประหลาดใจอยู่บ้าง ผ่านไปครู่ใหญ่ ปี้จูถึงได้ตอบเสียงเบา “ท่านอ๋อง... จะอภิเษกพระชายาแล้วเจ้าค่ะ ได้ยินว่าเป็นหลานสาวคนโตของใต้เท้าเซว เหวินติ้งโหวเซวเส้าเฉิง”

        เซียงเซียงชะงักไป ไม่นานก็ยิ้มน้อยๆ  “อ้อ ไม่เคยได้ยินใครพูดถึงมาก่อนเลย”

        ปี้จูแอบมองนางครั้งหนึ่งแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ใครจะกล้าพูดเรื่องนี้ต่อหน้าท่านเล่า

        เซียงเซียงสังเกตเห็นสายตาของอีกฝ่าย แววตานั้นแฝงด้วยความเห็นอกเห็นใจ ที่มากกว่านั้นคือความจนใจ หญิงสาวก้มหน้าลงหยอกล้อเซวียนเซวียน อากาศร้อนเช่นนี้ มีแต่ใต้ภูเขาจำลองนี้เท่านั้นที่พอจะเย็นลงบ้าง เพราะมีน้ำไหลผ่าน

        จริงๆ แล้วก็ไม่ได้จำเป็นต้องบอกนาง นางไม่จำเป็นต้องรู้อะไรเกี่ยวกับจวนอ๋องทั้งสิ้น สิ่งที่นางต้องทำมีเพียงปรนนิบัติมู่หรงลี่ให้ดี จนกระทั่ง... จนกระทั่งมู่หรงลี่ไม่ต้องการให้นางปรนนิบัติอีก

        คำว่าฐานะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนาง และบางที อาจไม่เกี่ยวกับพวกนางสองแม่ลูกเลยด้วยซ้ำ

        ค่ำวันนั้น มู่หรงลี่ยังคงมานอนที่ตำหนักฉีเจี้ยนเก๋อ

        เซียงเซียงใช้จอบเล็กๆ ขุดสุราลูกพลัมไหเล็กไหหนึ่งขึ้นมาอย่างระมัดระวังแล้วรินให้มู่หรงลี่กาหนึ่ง มู่หรงลี่ชิมดูรู้สึกว่าไม่แรงนัก ย่อมไม่แรงแน่นอนอยู่แล้ว เพราะนางไม่ได้หมักเหล้าขาวเสียหน่อย

        ชิมดูอีกคำ รู้สึกว่าเหมือนน้ำหวานไม่มีผิด พริบตาเดียวสุราทั้งกาก็หมดเกลี้ยง แต่ชายหนุ่มยังรู้สึกเหมือนไม่ได้ดื่มอะไรเลย เขาบอกว่า “เอามาอีกกา”

        เซียงเซียงยกผลไม้แห้งสองสามจานมาให้เขาทานแกล้มสุรา ผลไม้แห้งคั่วได้หอมมาก มู่หรงลี่ไม่ได้รู้สึกว่าการกินผลไม้แห้งไปดื่มสุราไปจะทำให้ตัวเองดูต่ำต้อยลง เพราะจริงๆ แล้วไม่ว่าจะดูสูงส่งมีรสนิยมหรือไม่ สุรานี้ก็มีรสชาติไม่เลวจริงๆ

          การวางตัวสูงส่งไม่ต่างจากการทรมานตัวเอง ระหว่างการสวมเครื่องแบบขุนนางกับสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้าย อย่างไหนสบายกว่ากัน? ชีวิตนี้เขาคงไม่อาจใช้ชีวิตสบายๆ ใช้มือซ้ายแคะฟันมือขวาแคะเล็บเท้าได้ แต่แค่ดื่มสุราแกล้มผลไม้แห้งก็ทำได้ไม่ใช่หรือ?

        เซียงเซียงซึ่งนั่งอยู่ตรงข้างโต๊ะกำลังก้มหน้าก้มตาปักเสื้อตัวเล็กให้บุตรสาว เด็กเล็กโตเร็ว เสื้อผ้าก็ต้องเปลี่ยนเร็วตามไปด้วย ถึงตอนนี้จะยังเป็นฤดูร้อน แต่ก็ต้องเตรียมเสื้อผ้าสำหรับฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวเอาไว้แต่เนิ่นๆ

        มู่หรงลี่มองนาง รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ช่างเงียบเสียจริงๆ นั่งอยู่ข้างกายนางก็เหมาะจะใช้ความคิดดี

        แต่มู่หรงลี่ก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรให้ต้องคิดมากนัก ใครขวางทาง เขาเพียงเตะให้กระเด็นไปซะ เตะไม่ได้ก็อัดให้แบนแล้วเหยียบข้ามไป

        มีอะไรให้ต้องคิดกัน คนที่ต้องใช้ความคิดคือพี่ใหญ่ของเขาต่างหาก!

 

        มู่หรงป๋อกำลังใช้ความคิดอยู่จริงๆ

        ตอนนี้รัชทายาทมีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยนิสัยของฮองเฮา หากรัชทายาทขึ้นครองราชย์เมื่อไหร่ เขากับมู่หรงลี่คงต้องลำบากแน่

        ท่าทีของเสด็จพ่อออกจะแปลกประหลาดอยู่บ้าง จู่ๆ ก็พูดถึงเรื่องเปลี่ยนตัวแม่ทัพรักษาชายแดนขึ้นมา... หานซวี่ โจวจั๋ว เหยียนชิงล้วนเป็นคนสนิทของมู่หรงลี่ จู่ๆ ก็เรียกตัวพวกเขากลับมา หมายความว่าอย่างไรกัน?

        เพราะต้องการเปลี่ยนถ่ายอำนาจ เพื่อให้รัชทายาทขึ้นครองราชย์ได้อย่างราบรื่นอย่างนั้นหรือ?

        เสด็จพ่อทรงเป็นพ่อที่เปี่ยมด้วยพระเมตตา พระองค์ต้องไม่มีทางทอดทิ้งเขากับน้องห้าเพื่อรัชทายาทอย่างแน่นอน อะไรคือสาเหตุที่ทำให้พระองค์ตัดสินพระทัยอย่างกะทันหันเช่นนี้กัน?

        พระองค์ทำเช่นนี้ เพราะต้องการช่วยขจัดอุปสรรคให้รัชทายาท หรือว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น... ถึงได้ส่งสัญญาณเตือนเขากับน้องห้าให้ระวังตัว?

        มู่หรงป๋อกังวลจนนอนไม่หลับทั้งคืน

 

        วันรุ่งขึ้น เอี้ยนอ๋องไม่ได้เสด็จออกว่าราชการ

        มู่หรงลี่กลับถึงจวนก็พบว่ารอบจวนอ๋องมีคนแปลกหน้าอยู่ไม่น้อย เขากวาดตามองรอบหนึ่ง คนเหล่านี้ก็แสร้งทำเป็นจัดแผงพลางร้องตะโกนเรียกลูกค้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

        มู่หรงลี่ลงจากหลังม้า ตรงเข้าไปหาคนที่มีท่าทางลับๆ ล่อๆ คนหนึ่งแล้วยกเท้าขึ้นถีบ! คนผู้นั้นไม่ทันระวังจึงถูกถีบกระเด็นไปไกลราวกับว่าวที่ขาดสาย ปากกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง

        คนที่เหลือตกใจมาก พวกเขาพากันตีวงเข้ามาล้อมมู่หรงลี่เอาไว้ แต่กลับไม่มีใครกล้าลงมือเลยสักคนเดียว

        อีกฝ่ายลังเล แต่มู่หรงลี่ไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาคว้าร่างของคนที่นอนกองอยู่บนพื้นขึ้นมาโยนทิ้งลงไปเบื้องล่างพลางยกหัวเข่าขึ้นกระแทก คนๆ นั้นกระอักเลือดออกมาอีกคำ ศีรษะพับไปทางด้านหนึ่ง ขาดใจตายทันที

        แต่ชายหนุ่มไม่ยอมหยุดมือ เขาหันไปคว้าร่างคนอีกคนหนึ่งซึ่งปลอมเป็นคนขายขนมงา พริบตาเดียวมีดที่ห้อยอยู่ตรงข้างเอวคนๆ นั้นก็ตกอยู่ในมือมู่หรงลี่!

        ชายหนุ่มตวัดมีดเพียงครั้งเดียว คนๆ นั้นก็ถูกผ่าอกออกเป็นสองซีก

        เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในชั่วพริบตา ชาวบ้านจริงๆ ที่อยู่รอบด้านเห็นเช่นนี้ก็ตกใจจนตะลึงงันอยู่กับที่ มู่หรงลี่ถือมีดอาบเลือดไว้พลางกล่าวเสียงหนัก  “คนที่ไม่เกี่ยวข้องไสหัวไปให้หมด!”

        ทันใดนั้น ผู้คนรอบด้านก็แตกฮือหนีไปคนละทิศละทาง มู่หรงลี่ตวัดมีดอีกสามครั้ง ศีรษะของคนอีกสามคนก็ร่วงลงบนพื้น! คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่รัชทายาทส่งมาจับตามองการเคลื่อนไหวของจวนอ๋อง ดังนั้นจึงมีฝีมือไม่ธรรมดา คาดไม่ถึงว่า มู่หรงลี่คิดจะฆ่าก็ฆ่า โดยไม่สนใจจะถามไถ่อะไรก่อนทั้งสิ้น ทุกคนจึงตะลึงงันกันไปหมด

        เพียงชั่วพริบตาที่ตะลึงงันอยู่กับที่ก็มีคนต้องทิ้งชีวิตเอาไว้ถึงห้าคน!

        คนที่เหลือคิดลงมือตอบโต้ แต่ก็ล้วนไม่ใช่คู่มือของมู่หรงลี่ คนอย่างมู่หรงลี่ หากมีโอกาสได้ลงมือก่อน ฝ่ายตรงข้ามจะไม่มีโอกาสตอบโต้ได้เลย พวกเขาเพิ่งเตรียมจะลงมือ ก็มีคนล้มลงอีกสอง

        คนที่เหลืออีกห้าคนตวาดเสียงดังด้วยความเคียดแค้นพลางโถมเข้าใส่มู่หรงลี่พร้อมๆ กัน ชายหนุ่มตวัดมีดในแนวขวางครั้งเดียวก็มีคนสี่คนถูกปาดคอล้มลง คนสุดท้ายที่เหลือตะลึงมองเลือดที่พุ่งออกมาจากลำคอของพวกเดียวกัน หวาดกลัวจนแทบจะปัสสาวะรดกางเกง เขาหันหลังวิ่งหนีไป

        แต่มู่หรงลี่ก็ขว้างมีดพุ่งไปปักเข้าที่กลางหลังของเขาพอดี

        การต่อสู้สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว องครักษ์ของจวนอ๋องที่เพิ่งรุดมาถึงเห็นศพสิบกว่าศพกองอยู่บนพื้นก็พากันขนหัวลุก สวรรค์! นี่ไม่ใช่ยามศึกสงคราม แต่บ้านเมืองกำลังสงบสุขนะ!

        ท่านอ๋องท่านสังหารผู้คนสิบกว่าคนกลางถนนเช่นนี้...

        หัวหน้าองครักษ์จ้าวอู่แทบจะร้องไห้ออกมา  “ท่าน ท่าน ท่านอ๋อง พวกเขาทำอะไรผิดหรือ?”

          มู่หรงลี่รู้สึกปวดแปลบตรงหัวไหล่ซึ่งถูกฝ่ายตรงข้ามเล่นงานเมื่อครู่ ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ‘ข้าจะสนใจทำไมว่าพวกมันทำอะไรผิด? กล้ามาทำลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าจวนของข้าก็สมควรตายทั้งนั้น! หรือต้องรอให้พวกมันมาตัดหัวข้าไปก่อนถึงจะถือว่ามีความผิด’ ชายหนุ่มแค่นเสียงเย็นตอบ “ไปถามพวกมันเอาเอง!”

        จ้าวอู่ร้องไห้ออกมาจริงๆ! จะให้เขาไปถามก็ต้องให้อีกฝ่ายตอบได้ด้วยสิ! หันไปอีกที มู่หรงลี่ก็ก้าวเข้าไปในจวนแล้ว

 

        จ้าวอู่ไปแจ้งความ

        บอกว่ามีโจรสิบกว่าคนบุกเข้ามาในจวน คิดจะปล้นชิงทรัพย์สินของจวนอ๋อง แต่ถูกท่านอ๋องสังหารเสียก่อน!

        ใต้เท้าฉินมีผู้หน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของเมืองจิ้นหยางมองดูสำนวนคดีและศพแล้วก็ได้แต่มองอีกฝ่ายเงียบๆ ‘ไปปล้นจวนท่านอ๋องของเจ้าเนี่ยนะ?! พูดแบบนี้ไม่ละอายแก่ใจบ้างหรือไร’

        ไม่ คำพูดเหลวไหลแบบนี้เราพูดไม่ได้เด็ดขาด ขืนพูดไปต้องถูกด่าว่าเป็นขุนนางชั่วแน่! คิดๆ ดู ไม่สู้ตัดสินว่าเป็นการฆ่าตัวตายจะดีกว่า?!

        ฝ่ายรัชทายาทที่กำลังรอข่าวอยู่ในวัง แต่รอไปรอมาก็ไม่มีข่าวจากจวนซวิ่นอ๋องส่งมาเสียที ทรงรู้สึกประหลาดใจ ดังนั้นจึงให้คนไปสอบถาม

        บ่าวรับใช้นำข่าวแปลกๆ กลับมารายงานให้ทราบว่า ‘ทูลรัชทายาท มีคนคิดสั้นสิบกว่าคนพากันไปฆ่าตัวตายหมู่อยู่ที่หน้าจวนซวิ่นอ๋องพ่ะย่ะค่ะ’

        รัชทายาท “………………..”

 

        ที่ตำหนักฉีเจี้ยนเก๋อ

        เซียงเซียงทำอาหารเย็นให้มู่หรงลี่ กำลังทานกันอยู่ จู่ๆ ก็มีคนๆ หนึ่งเดินเข้ามา ผู้มาแต่งกายเหมือนบ่าวรับใช้ แต่มีรูปร่างสูงตระหง่าน ดวงตาอ่อนโยน ดูอย่างไรก็ไม่ใช่บ่าวรับใช้ของจวนซวิ่นอ๋องแน่!

        เซียงเซียงลุกพรวดขึ้นด้วยความตกใจ เพราะไม่เคยมีบ่าวรับใช้ผู้ชายเข้ามาในตำหนักฉีเจี้ยนเก๋อมาก่อน มู่หรงลี่ปรายตามองครั้งหนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า  “เพิ่มชามกับตะเกียบอีกชุด”

        เซียงเซียงไม่รู้จักมู่หรงป๋อ เพิ่งร้องอาคำหนึ่ง ปี้จูก็เอาชามกับตะเกียบมาส่งให้ มู่หรงป๋อนั่งลงตรงข้างกายมู่หรงลี่ เห็นเซียงเซียงมีสีหน้าสงสัยแกมตื่นตระหนก ก็รีบกล่าวขึ้นอย่างอ่อนโยน  “ข้าเป็นพี่ใหญ่ของน้องห้า มู่หรงป๋อ”

        เซียงเซียงรีบลุกขึ้น ดีที่ตอนเข้าวังครั้งก่อนได้เรียนรู้ธรรมเนียมและมารยาทมาไม่น้อย ตอนนี้ถึงได้รู้ว่าต้องทำความเคารพอย่างไร  “ท่านอ๋องคัง”

        มู่หรงป๋อพยักหน้า “เราเป็นคนครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องมากพิธี”

        มู่หรงลี่ไม่ได้สนใจเรื่องมารยาทนัก เขายังคงนั่งกินข้าวต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจจะขยับเสียด้วยซ้ำ มู่หรงป๋อเคยชินเสียแล้ว แต่พอหันไปมองอาหารบนโต๊ะ เขาก็ถึงกับอึ้งไป

        ปลาหลีฮื้อเปรี้ยวหวานจานหนึ่ง สันในหมูผัดพริกแห้งจานหนึ่ง เห็ดหอมนึ่งจานหนึ่ง เต้าหู้ยัดไส้ชามหนึ่ง ล้วนเป็นอาหารของชาวบ้านธรรมดา ชายหนุ่มอยากจะหัวเราะจริงๆ

        น้องชายคนนี้ช่าง...

        เขาคีบเต้าหู้ขึ้นมาชิ้นหนึ่ง รู้สึกว่าทั้งสดใหม่และนุ่มละเอียด เซียงเซียงเห็นรอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้าของอีกฝ่ายก็อดหน้าแดงไม่ได้ บางทีการทำอาหารพวกนี้ให้ท่านอ๋องคงจะดูต่ำต้อยเกินไปกระมัง?

        ของว่างทำจากแอปเปิล นางนำแอปเปิลลูกใหญ่มาคว้านเนื้อตรงกลางออก จากนั้นก็นำผลไม้แห้งไปแช่น้ำแล้วสับให้ละเอียด นึ่งข้าวเหนียวให้สุก ยัดกลับเข้าไปในผลแอปเปิ้ลแล้วนำไปนึ่งอีกครั้ง ก่อนยกขึ้นโต๊ะค่อยราด ซีอิ๊วที่มีรสเปรี้ยวอมหวานลงไปเล็กน้อย ด้านบนประดับด้วยผลซานจาสีแดงฉ่ำ เปลือกนอกของผลแอปเปิ้ลแกะสลักลวดลายงดงาม ดูประณีตมาก

        มู่หรงป๋อแทบจะหัวเราะออกมา ทำของแบบนี้ให้น้องห้าจะต่างอะไรกับเอาดอกโบตั๋นให้วัวเคี้ยว?

        เขาหยิบขึ้นมาลูกหนึ่งแล้วใช้ช้อนเล็กๆ ตักขึ้นมาชิมดู รู้สึกว่ารสชาติไม่เลว อากาศร้อนอบอ้าว มีแต่อาหารแบบนี้เท่านั้นถึงพอจะกินลงได้บ้าง เซียงเซียงตักน้ำแกงให้เขาชามหนึ่ง น้ำแกงนั้นข้นจนเกือบเป็นสีขาว มู่หรงป๋อดื่มไปหลายคำค่อยสังเกตเห็นว่ามันเป็นซุปข้าว

        น้ำซุปที่ได้จากการประกอบอาหาร ยกมาขึ้นโต๊ะแบบนี้ได้ด้วยหรือ? แต่มันไม่มีกลิ่นอะไรเลยนี่นา... มีเพียงกลิ่นหอมของข้าวเท่านั้น

        มู่หรงป๋อดื่มไปครึ่งชาม กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย มู่หรงลี่ก็เอ่ยถามว่า  “ท่านแต่งตัวแบบนี้ เพราะจะมากินข้าวที่จวนของข้าเท่านั้นหรือ?!”

        มู่หรงป๋อถูกดักคอจนพูดไม่ออก เขารีบกล่าวด้วยใบหน้าแดงก่ำ  “เสด็จพ่อเกิดเรื่องแล้ว เจ้าน่าจะพอสังเกตเห็น?”

        มู่หรงลี่ชะงักไปเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร มู่หรงป๋อกล่าวต่อ  “ข้าคิดว่าที่เสด็จพ่อเรียกตัวพวกหานซวี่กับโจวจั๋วกลับมา ไม่ใช่เพราะต้องการลิดรอนอำนาจทางทหารของเจ้า แต่เพราะต้องการส่งสัญญาณให้เรา และต้องการให้ทั้งสามคนกลับมาช่วยเจ้าที่จิ้นหยางมากกว่า”

        คิ้วเข้มของมู่หรงลี่ขมวดเข้าหากันแน่น มู่หรงป๋อพูดต่อ  “น้องห้า ตอนนี้เสด็จพ่อเป็นตายยังไม่รู้ชะตากรรม รัชทายาทอาจลงมือทำอะไรบางอย่างได้ทุกเมื่อ ข้าอาจต้องหลบออกจากเมืองไปก่อนชั่วคราว”

        มู่หรงลี่จ้องอีกฝ่ายเขม็ง  “หมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าท่านต้องหลบออกจากเมืองไปก่อนชั่วคราว?”

        สีหน้าของมู่หรงป๋อแฝงด้วยความร้อนรน “น้องห้า ถึงรัชทายาทจะระแวงในตัวเจ้า แต่ก็ไม่มีหลักฐาน เจ้าไม่จำเป็นต้องทำอะไรทั้งสิ้น ส่วนข้าต้องออกจากจิ้นหยาง หากเสด็จพ่อเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ ทหารรักษาเมืองจิ้นหยางทั้งหมดอยู่ในมือของรัชทายาท เจ้า...” เจ้าก็สวามิภักดิ์กับเขา ลาภยศสรรเสริญ คงไม่ขาดแน่

        สีหน้าของมู่หรงลี่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ แต่ยังคงไม่พูดอะไร มู่หรงป๋อเอื้อมมือออกมากดบ่าของเขาเบาๆ  “น้องห้า ตอนนี้เจ้าก็มีลูกเมียแล้ว ข้ามาที่นี่เพราะกลัวเจ้าจะวู่วามทำอะไรลงไป”

        สีหน้าของเซียงเซียงซีดขาวไปหมด ถึงจะไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ แต่นางก็รู้ว่าในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ พวกเขาอาจมีอันตราย

        มู่หรงลี่ยิ้มเย็น  “อาศัยท่านเพียงคนเดียว จะหนีออกจากเมืองจิ้นหยางได้หรือ?”

        มู่หรงป๋อลุกขึ้น  “น้องห้า ข้าจะพยายามสุดความสามารถ เจ้าอยู่ที่จิ้นหยาง เสด็จแม่..” แววตาของเขาแทบจะเป็นขอร้อง “รบกวนเจ้าแล้ว”

        มู่หรงลี่กล่าวเสียงเบา  “จวนของท่านคงถูกจับตามองแล้วสินะ?”

        มู่หรงป๋อยิ้มขื่น  “ไม่เช่นนั้นข้าก็คงไม่ต้องแต่งกายเช่นนี้ แต่เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ข้าย่อมมีวิธีออกจากเมืองเอง”

        มู่หรงลี่ถามต่อ  “พี่สะใภ้เล่า? หลานชาย หลานสาวเล่า?”

        มู่หรงป๋อตอบ “ที่นอกเมืองมีครอบครัวชาวนาหลายครอบครัวที่พอไว้ใจได้ ข้าเตรียมการไว้แล้วว่าจะมอบเด็กๆ ให้พวกเขาช่วยดูแลก่อน”

        มู่หรงลี่ถาม  “หากข้ามีอันตรายแล้วไปพูดกับท่านเช่นนี้ ท่านจะนั่งดูอยู่เฉยๆ หรือไม่?”

        มู่หรงป๋อเงียบไป... ไม่ ย่อมไม่แน่นอน นับแต่วันที่เขาลากมู่หรงลี่ขึ้นมาจากสระน้ำ เขาก็คือพี่ใหญ่ของมู่หรงลี่

        ถึงจะรู้ว่าสิ่งที่ซูเฟยปฏิบัติต่อเขาแตกต่างจากสิ่งที่ปฏิบัติต่อมู่หรงป๋อมาก แต่ตำหนักจางเหวินของซูเฟยก็เป็นสถานที่เดียวในวังเอี้ยนที่เขาสามารถ ‘กลับไป’ ได้

        มู่หรงป๋อกล่าวว่า “รัชทายาทไม่ได้ลงมือกับเจ้าก็หมายความว่าเสด็จพ่อยังมีพระชนม์ชีพอยู่ แต่อาจจะประชวรหนัก ไม่สามารถว่าราชการได้ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่เหิมเกริมถึงเพียงนี้” แม้กระทั่งจวนซวิ่นอ๋องก็ยังกล้าส่งคนมาจับตามอง

        มู่หรงลี่พยักหน้า สองพี่น้องสบตากันครั้งหนึ่ง จากนั้นมู่หรงลี่จึงเอ่ยขึ้นว่า  “พวกหานซวี่อยู่นอกเมืองจิ้นหยาง ขอเพียงออกจากเมืองได้ ก็จะมีคนมารอรับ”

        มู่หรงป๋อชะงัก  “พวกเขานำทหารกลับมาด้วยอย่างนั้นหรือ?”

        มู่หรงลี่ตอบ  “นำกลับมาไม่มาก แต่ก็พอจะให้พวกเราหนีไปยังด่านผิงตู้กวนได้”

        มุมปากของมู่หรงป๋อกระตุก  “น้องห้า... ถ้าหนีไปครั้งนี้ก็หมายความว่าเราจะกลายเป็นที่จับตามอง หาก… หากเสด็จพ่อทรงสวรรคต นอกจากก่อกบฏแล้ว เจ้ากับข้าคงไม่มีทางเลือกอื่นอีก รัชทายาทไม่มีทางปล่อยข้าไปแน่ แต่เจ้าไม่เหมือนกัน!”

        มู่หรงลี่แย้งว่า “เขายอมรับท่านไม่ได้ ก็ยอมรับข้าไม่ได้เช่นเดียวกัน” มู่หรงป๋อเถียงไม่ได้อีก เพราะคนตรงหน้าคือพี่น้องที่เหลือคนเดียวของเขา

        มู่หรงลี่พุ้ยข้าวเข้าปากอย่างรวดเร็วก่อนจะหันไปพูดกับเซียงเซียง  “เก็บข้าวของ อุ้มลูกไปด้วย”

        ป… ไปเดี๋ยวนี้เลยรึ?

        หน้าผากของเซียงเซียงมีเหงื่อซึมออกมาเต็มไปหมด นางรับคำคำหนึ่ง

        มู่หรงลี่กำชับซ้ำว่า  “อย่าเอาอะไรไปมากนัก”

 

        ฟ้าค่อยๆ มืดลง

        เซียงเซียงไม่ได้เอาอะไรไปมาก มีเพียงสัมภาระห่อเดียวเท่านั้น มู่หรงลี่ให้กว่านอวี้ออกไปเตรียมรถม้า รอจนถึงยามสี่ เขาค่อยพาเซียงเซียงออกจากจวน ชายหนุ่มหันไปกล่าวกับกว่านอวี้และจ้าวอู่ว่า “แบ่งเงินทองทั้งหมดในบัญชีให้พวกบ่าวรับใช้ ก่อนฟ้าจะสาง ทุกคนต้องแยกย้ายกันไปให้หมด พวกเจ้าสองคนก็หาที่หลบซ่อนซะ”

        กว่านอวี้กับจ้าวอู่รับคำอย่างรวดเร็วโดยไม่ถามอะไรให้มากความ  “ขอรับ”

        มู่หรงลี่ให้เซียงเซียงอุ้มลูกขึ้นรถม้า ตัวเองทำหน้าที่สารถี กำลังจะออกเดินทาง กว่านอวี้กับจ้าวอู่ก็คุกเข่าลง  “ท่านอ๋อง หากท่านกลับมาจิ้นหยางแล้วขาดพ่อบ้านหรือบ่าวรับใช้  ได้โปรด.......”

        มู่หรงลี่มองทั้งสองอีกครั้งหนึ่งก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงบังคับรถม้าให้แล่นออกจากตรอกหลังจวนซวิ่นอ๋องไป

        รอบด้านมีแต่ความมืด เซียงเซียงกอดทารกน้อยเอาไว้แนบอก นางแอบเลิกม่านขึ้นมองด้านนอก ไม่ใช่ไม่กลัว นางรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปยังตอนที่หลบซ่อนอยู่ในพงหญ้าเมื่อครั้งหลบหนีออกจากเผ่าถูเหอไม่มีผิด

        ความมืดกับสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยทำให้รู้สึกหวาดผวาขึ้นมาบ้าง

        มู่หรงลี่ไปสมทบกับมู่หรงป๋อที่หอช่างจิง พวกเขาพาบุตรภรรยาหลบหนีออกจากตรอกหลิวเซี่ยง มุ่งหน้าไปยังประตูซีหัว ยามนั้นยังเช้าอยู่มาก ประตูซีหัวยังไม่เปิด พอกลุ่มของมู่หรงลี่เข้าไปใกล้ ทหารที่เฝ้ารักษาประตูอยู่ก็ตะคอกเสียงดัง  “ใคร?!”

        มู่หรงลี่กล่าวเสียงหนัก  “เปิดประตู!”

        ทหารเฝ้าประตูเห็นเป็นเขาก็ตะลึงงันไป กำลังลังเลอยู่ จู่ๆ คบไฟรอบด้านก็ถูกจุดขึ้นพร้อมๆ กัน คนๆ หนึ่งซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟกล่าวขึ้นว่า  “ที่แท้ก็เป็นท่านอ๋องซวิ่น ดึกๆ ดื่นๆ รีบร้อนออกจากเมือง ไม่ทราบว่ามีราชโองการจากฝ่าบาทหรือไม่?”

        มู่หรงลี่หันไปมอง เห็นคนๆ หนึ่งก้าวออกมาจากวงล้อมของแสงไฟช้าๆ แววตาของเขาเย็นเยียบ  “เป็นเจ้า?”

        คนสนิทของรัชทายาท เว่ยฉือชงผู้บัญชาการทหารค่ายขวา!

        เว่ยฉือชงเห็นคนที่ฝ่าด่านเป็นเขาก็สั่งให้พลธนูตั้งแถวสองแถวขวางอยู่เบื้องหน้า แต่กระนั้นก็ยังไม่วางใจนัก เมื่อเผชิญหน้ากับคนที่โหดเหี้ยมอำมหิตเช่นมู่หรงลี่ ความปลอดภัยเป็นแค่ความเพ้อฝันเท่านั้น “อย่าขยับ ไม่เช่นนั้นข้าจะคิดว่ามีคน...”

        ยังพูดไม่ทันจบ เงาดำร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า เขาไม่มีเวลามามัวพูดพล่ามทำเพลงอยู่อีก เว่ยฉือชงกุมศีรษะเอาไว้พลางร้องตะโกน  “ยิงธนู! ยิงธนู!”

        แต่ถึงตอนนี้แล้วจะยิงธนูทันเสียที่ไหน? ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเจ็บแปลบตรงลำคอ

        ฉิบหาย! ข้าตายแล้วหรือ? ข้าต้องตายแล้วแน่ๆ!

        มู่หรงป๋อกุมลำคอของเขาเอาไว้พลางกล่าวเสียงเรียบ  “เปิดประตู”

        สองพี่น้องร่วมมือกันได้อย่างไร้ช่องโหว่ มู่หรงลี่ปรากฏตัวเพื่อดึงดูดความสนใจของทุกผู้ ส่วนมู่หรงป๋อฉวยโอกาสลอบโจมตี เหล่าทหารพากันมองซ้ายทีขวาที ในที่สุด รองแม่ทัพคนหนึ่งก็ก้าวออกมาเปิดประตูด้วยสีหน้าหวาดหวั่น

        เว่ยฉือชงเห็นคนที่จับตัวเองไว้เป็นมู่หรงป๋อก็บังเกิดความหวังขึ้นหลายส่วน อยู่ในมือมู่หรงป๋อหาทางรอดได้ง่ายกว่ามาก! เขารีบวางท่านอบน้อมทันที  “ท่านอ๋องคัง ท่านอ๋องคังโปรดไว้ชีวิต! ผู้น้อยเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น! ผู้น้อยผิดไปแล้ว หากท่านยอมไว้ชีวิตผู้น้อย...”

        ยังพูดไม่ทันจบ มู่หรงลี่ก็ขับรถม้าออกจากเมือง

        ตอนที่รถแล่นผ่านข้างกาย มู่หรงป๋อก็กระโดดขึ้นไป เว่ยฉือชงกำลังจะถอนใจโล่งอก มู่หรงลี่ก็ตวัดดาบเข้าใส่เสียก่อน

        เลือดกระเซ็นอาบร่างมู่หรงป๋อ ชายหนุ่มขมวดคิ้ว  “น้องห้า!”

          มู่หรงลี่ก็ขมวดคิ้ว  “ข้าผิดเอง” มู่หรงป๋อถอนใจ กำลังจะอ้าปากพูด มู่หรงลี่ก็เอ่ยขึ้นอีกว่า  “ไม่คิดว่าเลือดจะกระเซ็นโดนท่าน”

        มู่หรงป๋อโมโห  “ข้าหมายความว่าเจ้าไม่ควรฆ่าคนส่งเดชต่างหาก! ที่นี่คือเมืองหลวงของต้าเอี้ยน ไม่ใช่สนามรบ!!”

        มู่หรงลี่หันไปตั้งอกตั้งใจขับรถ คร้านจะพูดอะไรพี่ชายอีก

 

        เซียงเซียงอุ้มบุตรสาวตัวน้อยเอาไว้แนบอก

        ที่ข้างกายคือซูจิงพระชายาของมู่หรงป๋อ ข้างกายซูจิงมีเด็กชายสองคน คนโตอายุสักแปดปี ส่วนคนเล็กอายุประมาณสี่ปีเห็นจะได้

        พวกผู้ชายพูดคุยกันอยู่ด้านนอก พวกผู้หญิงนอนไม่หลับ เซียงเซียงเห็นซูจิงเพียงคนเดียวก็ถามเสียงเบา “ท่านอ๋องคัง... พามาเพียงพระชายากับท่านชายน้อยทั้งสองเท่านั้นหรือเจ้าคะ?”

        “สถานการณ์คับขับ ไม่อาจคำนึงถึงอะไรมาก” ซูจิงตอบ

        มู่หรงป๋อเป็นโอรสองค์โตของเอี้ยนอ๋อง ในจวนไม่มีทางมีพระชายาเพียงคนเดียวแน่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาพาคนทั้งครอบครัวออกไปท่องเที่ยว นอกจากชายาเอกแล้ว แม้แต่ชายารองยังไม่อาจพามา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเหล่าอนุภรรยา

        ซูจิงยิ้มอ่อนโยน “พวกนางรั้งอยู่ที่จวนยังจะปลอดภัยเสียกว่า สำคัญแต่ต้องพาเด็กๆ ออกมาเท่านั้น”

          เซียงเซียงพยักหน้า ไม่กล้าพูดอะไรอีก

        จริงๆ หากจะพูดกันตามฐานะ นางไม่มีสิทธิแม้แต่จะเสวนากับพระชายาของท่านอ๋องคังเสียด้วยซ้ำ

        นางกอดบุตรสาวแน่น รถม้าที่โยกไปมากลับทำให้เด็กๆ หลับสนิท เซียงเซียงคิดว่า บางทีสถานการณ์ในตอนนี้อาจดีกว่าตอนที่นางหลบหนีออกจากเผ่าถูเหอมาก เพราะครั้งนี้นางยังมีเพื่อน... มีสามี

        เมื่อไม่มีแม่นม นางก็จำต้องให้นมลูกเอง

        ซูจิงไม่มีอะไรจะพูดกับนาง ฐานะของทั้งสองแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน หากไม่ใช่มู่หรงลี่ เปลี่ยนเป็นองค์ชายองค์อื่นๆ ด้วยฐานะเช่นนาง เกรงว่าจะพบหน้าซูจิงก็ยังเป็นไปไม่ได้

 

รถม้าแล่นออกจากเมืองได้ไม่นาน

        มู่หรงลี่ก็ส่งสัญญาณให้มู่หรงป๋อมาขับรถแทน หลังจากรถแล่นผ่านไป เขาก็อุ้มลูกทั้งสองของมู่หรงป๋อลงมา เซียงเซียงกับซูจิงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ตามลงมาแต่โดยดี

        มู่หรงป๋อยกก้อนหินตรงข้างทางสองก้อนขึ้นไปไว้บนรถม้า ทำให้รอยล้อของรถม้าดูหนักไม่ต่างจากตอนที่มีคนนั่งอยู่ จากนั้นก็จงใจขับรถให้แล่นห่างออกไป ไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ว่าเคยหยุดอยู่ตรงบริเวณนี้

        มู่หรงลี่อุ้มเด็กๆเข้าไปในบ้านเล็กๆ หลังหนึ่ง ในนั้นมีหญิงชาวนาสามคนรออยู่ก่อนแล้ว มู่หรงลี่ส่งสัญญาณให้พวกนางมารับเด็กไป เซียงเซียงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเบา  “ท่านอ๋อง...”

        มู่หรงลี่คำรามเสียงต่ำ  “หุบปาก!”

        เซียงเซียงกัดริมฝีปาก  “เซวียนเซวียนยังเล็กมาก ไม่อาจ...”

        มู่หรงลี่แย่งเซวียนเซวียนจากมือนางไปส่งให้หญิงชาวนาคนหนึ่ง หญิงผู้นั้นอุ้มเด็กอย่างระมัดระวัง นางเห็นเซียงเซียงน้ำตาคลอก็รีบเอ่ยเสียงเบา “ฮูหยินวางใจเถิด ครอบครัวของเราทั้งสามได้รับบุญคุณจากท่านอ๋องคังมาหลายชั่วอายุคน ขอเพียงท่านอ๋องมีคำสั่ง เราย่อมไม่กล้าทำให้ผิดหวังแน่ รับรองว่าเด็กๆ อยู่กับเรา เราจะดูแลให้ทั้งขาวทั้งอวบอ้วนเชียวเจ้าค่ะ”

        เซียงเซียงคิดจะหยิบข้าวของที่เตรียมไว้ให้ลูกน้อยในห่อสัมภาระออกมาส่งให้ แต่มู่หรงลี่ก็ใช้มือข้างเดียวลากนางขึ้นไปบนรถม้า แล้วเร่งเดินทางต่อไปทันที

        พวกเขาเร่งเดินทางตลอดทั้งคืน จนกระทั่งฟ้าใกล้สาง มู่หรงป๋อก็ไปเปลี่ยนเวรกับมู่หรงลี่  “เข้าไปพักเถิด”

        มู่หรงลี่ไม่เกรงใจ หนทางเช่นนี้ ทั้งสองย่อมต้องพยายามรักษากำลังกายเอาไว้ให้มากที่สุด เขาขยับเข้าไปในรถม้า ซูจิงกับเซียงเซียงล้วนไม่ได้นอน มู่หรงลี่นั่งลงตรงข้างกายเซียงเซียงแล้วหลับตาลงโดยไม่พูดอะไรทั้งสิ้น

        รถม้าโยกไปมา ร่างของเขาจึงกระทบกับนางเป็นพักๆ เซียงเซียงเห็นรอยเลือดตรงหัวไหล่ของเขาก็ขยับเข้าไปใกล้แล้วแหวกเสื้อออกดูเบาๆ มู่หรงลี่ปรายตามองนางพลางเลิกคิ้วขึ้น ‘เมียข้านี่อะไรกัน ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้มาแหวกเสื้อผ้าของสามีอยู่ได้... ไม่เห็นหรือว่าพี่สะใภ้อยู่ข้างๆ’

        เซียงเซียงดึงเสื้อของเขาลงมากองไว้ตรงเอว ซูจิงประหลาดใจไม่น้อยที่จู่ๆ ผู้หญิงคนนี้ก็ถอดเสื้อของน้องห้า ‘เดิมน้องสามีกับพี่สะใภ้นั่งอยู่ในรถคันเดียวกันก็น่าขัดเขินมากอยู่แล้ว แต่นี่ นี่มัน’

        นางรีบหันหลังให้ด้วยใบหน้าแดงก่ำ เซียงเซียงเงยหน้าขึ้น พบว่าสีหน้าของมู่หรงลี่ก็เปลี่ยนเป็นสีแดงด้วย ‘ที่แท้ผู้ชายคนนี้ก็รู้จักอายต่อหน้าผู้หญิงด้วยเหมือนกัน’

        พอถอดเสื้อออกก็เห็นบาดแผลบนร่างของมู่หรงลี่ชัดเจน นางส่งเสียงร้องออกมา แต่มู่หรงลี่กลับไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ ‘แค่บาดแผลภายนอกเท่านั้น โวยวายไปได้’

        ซูจิงเป็นห่วง  “ไม่มียา จะทำอย่างไรดี?”

        มู่หรงลี่ขมวดคิ้ว  “ไม่เป็นไร”

        “ข้าเอามา” เซียงเซียงเปิดห่อสัมภาระแล้วหยิบยาออกมา นางเป็นคนรอบคอบ คิดว่าในเมื่อต้องหลบหนี ก็คงยากจะหลีกเลี่ยงเรื่องบาดเจ็บ ดังนั้นจึงเอายารักษาบาดแผลติดมาด้วย

        นางใช้ผ้าสะอาดชุบสุราล้างบาดแผลให้เขาเบาๆ ครั้งก่อนตอนที่มู่หรงลี่ไปปราบโจรที่อำเภอลิ่งจือ นางก็ตามไปด้วย ทั้งยังเคยช่วยทำแผลให้ทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้นางจึงทำได้อย่างคล่องแคล่ว หญิงสาวย่อตัวลงใส่ยาให้เขาอย่างเบามือ ทรวงอกอวบอิ่มลอยไปมาอยู่ตรงหน้ามู่หรงลี่ ร่างของนางมีกลิ่นหอมของนมผสานกับกลิ่นดอกไม้ ยวนใจผู้คนนัก

        มู่หรงลี่เริ่มรู้สึกลำคอแห้งผาก อาการโป่งนูนใต้เสื้อผ้ายิ่งทำให้เขาอึดอัด

        กว่าเซียงเซียงจะใส่ยาและสวมเสื้อให้เขาเสร็จ อาการโป่งนูนนั้นก็ยิ่งเห็นชัด นางเพิ่งตั้งท่าจะหย่อนตัวนั่งลงข้างๆ มู่หรงลี่ก็ใช้ปลายเท้าสะกิด เซียงเซียงกรีดร้องด้วยความตกใจ ร่างทั้งร่างโถมลงมาในอ้อมอกของเขาพอดี

        มู่หรงลี่ฉวยโอกาสกอดนางไว้ ซุกใบหน้าเข้ากับซอกคอของนางแล้วแสร้งทำเป็นหลับ

        ซูจิงหน้าแดงก่ำหัวใจเต้นแรง คนที่มากมารยาทอย่างมู่หรงป๋อก็ไม่เคยทำตัวใกล้ชิดกับภรรยาต่อหน้าผู้อื่นเช่นนี้มาก่อน

        ซูจิงไม่กล้าพูดอะไร แต่ใบหน้าของเซียงเซียงกลับเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ มู่หรงลี่ฉวยโอกาสที่รถม้าโคลงเคลงไปมายกเอวขึ้นเสียดสีกับนางเบาๆ นางสัมผัสได้ถึงเจตนาร้ายกาจของเขาก็คิดจะลุกขึ้น แต่มือขวาของมู่หรงลี่กลับกดนางไว้กับอกแน่นราวกับคีมเหล็ก

        อยู่ต่อหน้าซูจิง เขาย่อมไม่กล้าทำอะไรมาก ได้แต่ทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ แล้วปล่อยให้ตัวเองอารมณ์ค้างอยู่แบบนี้ มู่หรงลี่โมโหจนคิดจะจับมู่หรงป๋อโยนลงจากรถไปซะ นี่มันพักผ่อนอะไรกันวะ ไม่สู้ขับรถอยู่ด้านนอกเสียยังจะดีกว่า!

 

        พวกเขาเร่งเดินทางไปเรื่อยๆ

        พอถึงตอนเที่ยง มู่หรงป๋อก็บังคับรถม้าให้หยุดลงตรงหน้าบ้านชาวนาครอบครัวหนึ่ง เขากำหนดเส้นทางหลบหนีไว้นานแล้ว ดังนั้นระหว่างทางจึงมีการเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า

        พอก้าวเข้าไป ชาวนาก็ไปเตรียมน้ำร้อนให้พวกเขาอาบโดยไม่ถามอะไรทั้งสิ้น

        เซียงเซียงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ในใจยังคงคิดเป็นห่วงลูก แต่ที่นี่ไม่มีใครให้นางถามได้ หญิงชาวนากำลังวุ่นวายกับการเตรียมอาการกลางวัน เพราะถึงมู่หรงป๋อจะเตรียมเส้นทางหลบหนีไว้ล่วงหน้า แต่ก็ไม่ได้กำหนดเวลาไว้แน่นอนว่าจะมาเมื่อไหร่

        เซียงเซียงก้าวเข้าไปในห้องครัวพลางกล่าวเสียงเบา  “ให้ข้าช่วยนะ”

        หญิงชาวนาตกใจมาก นางรีบกล่าวเสียงลนลาน “ฮูหยิน ไม่ได้เจ้าค่ะ ท่านเป็นผู้สูงศักดิ์ จะเข้ามาในสถานที่เช่นนี้ไม่ได้ ข้าทำเองก็พอ ท่านรอสักครู่นะเจ้าคะ”

        แต่เซียงเซียงกลับไม่ได้คิดอะไรมาก จริงๆ แล้วไม่ว่าจะก่อนหรือหลังแต่งงานกับมู่หรงลี่ นางก็ไม่เคยรู้สึกว่าผู้สูงศักดิ์หรือบ่าวรับใช้แตกต่างกันอย่างไร นางก้าวเข้าไปหยิบผักขึ้นมาเลือกใบที่เสียทิ้งแล้วล้างให้สะอาดอย่างรวดเร็ว

        หญิงชาวนาเห็นนางทำงานอย่างคล่องแคล่วก็ไม่ห้ามปรามอีก นางกล่าวเพียงแค่ว่า  “ตอนอยู่ที่จวนฮูหยินคงเข้าครัวบ่อยๆ สินะเจ้าคะ”

        เซียงเซียงยิ้ม “ตอนอยู่ที่บ้านเดิมข้าเคยช่วยท่านแม่ทำอาหารบ่อยๆ เลยคุ้นกับงานในครัวดี”

        หญิงชาวนาเห็นนางมีท่าทีเป็นกันเองก็อดพูดคุยด้วยไม่ได้ “ฮูหยินรู้ไหมว่าพวกท่านอ๋องชอบทานอาหารอะไร? ไม่ทราบว่าอาหารเหล่านี้ถูกปากหรือไม่เจ้าคะ”    

        ถึงพวกมู่หรงป๋อวางแผนคิดจะหนี แต่ก็ไม่อาจเตรียมการซื้อเสบียงอาหารจำนวนมากไว้ล่วงหน้า เพราะหากรัชทายาทไล่ตามมา อาจกลายเป็นเบาะแสให้สืบสาวได้ง่ายๆ

        เซียงเซียงยิ้ม นางไม่รู้หรอกว่าปกติพวกเขาชอบกินอะไร มู่หรงลี่เป็นคนลิ้นจระเข้ ต่อให้เป็นอาหารราคาแพงแค่ไหนก็กินไปอย่างนั้น ถ้าถึงยามจำเป็น แม้แต่หญ้าเขาก็ยังกลืนได้

        ทั้งสองวุ่นวายกับการทำอาหารอยู่ในครัว มู่หรงลี่ มู่หรงป๋อ และพระชายาซูจิงอาบน้ำเสร็จก็พักผ่อนกันเงียบๆ

        ซูจิงเหนื่อยมากจริงๆ นางเป็นคุณหนูตระกูลสูง หลังจากแต่งเข้าไปในจวนคังอ๋องก็มีชีวิตที่สุขสบาย ไม่เคยต้องลำบากเช่นนี้มาก่อน เพียงเอนหลังแตะตั่งเตี้ย หนังตาก็ทำท่าจะปิดเสียให้ได้ ดีที่ครอบครัวชาวนาเตรียมห้องสะอาดไว้ จึงรีบพานางเข้าไปพักผ่อนในห้องแทน

        มู่หรงลี่กับมู่หรงป๋อนั่งอยู่ตรงข้างโต๊ะ กำลังมองแผนที่ไปพลางวงตำแหน่งที่หานซวี่และเหยียนชิงประจำการอยู่ในขณะนี้

        คุยไปๆ อาหารก็เสร็จพอดี

 

        อาหารจานแรกคือเนื้อสันแตงโม

        ทำจากเนื้อสันในหมูล้างสะอาด หั่นเป็นชิ้นแล้วนำไปหมักกับน้ำแตงโม จากนั้นตำกระเทียมให้ละเอียด ตั้งน้ำมันให้ร้อนแล้วเทกระเทียมลงไปผัดให้หอม เอาเนื้อหมูขึ้นมาสะเด็ดน้ำจนแห้ง ตอกไข่ เลือกไข่แดงทิ้ง คลุกเนื้อหมูกับไข่ขาวให้ทั่ว ใส่เนื้อหมูลงในกระทะ ผัดช้าๆ จนสุก จากนั้นก็ตอกไข่อีกสองสามฟอง ตีให้เข้ากันแล้วทอดเป็นแผ่นบางๆ เสร็จแล้วเลือกเปลือกแตงโมเฉพาะส่วนที่เป็นสีเขียวอ่อนซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างเปลือกนอกกับเนื้อในซึ่งนุ่มที่สุดออกมา นำไปหมักกับเกลือ

        ตอนจัดใส่จาน นำเปลือกแตงโมส่วนที่เลือกไว้ไปหั่นเป็นชิ้นให้มีขนาดเท่ากับเนื้อหมู รองไว้ด้านล่าง วางเนื้อหมูไว้ตรงกลาง ด้านบนเป็นไข่ทอดแผ่นบางขนาดเท่าๆ กัน ผสมน้ำแตงโมเล็กน้อยกับแป้งมัน เทลงในกระทะ พอสุกดีแล้วตักราดไว้ด้านบน

        ฝีมือการใช้มีดของเซียงเซียงไม่เลวนัก ดังนั้นนางจึงแกะสลักเนื้อแตงโมเป็นรูปเด็กตัวอ้วนวางประดับไว้ที่ด้านบนด้วย

        มู่หรงป๋อมองดูพลางยิ้มแย้ม “น้องห้า เจ้าแต่งผู้หญิงคนนี้มาไม่ผิดหวังจริงๆ”

        มู่หรงลี่แค่นเสียงคำหนึ่ง แต่พอมู่หรงป๋อลุกไปเรียกซูจิงมาทานอาหาร มู่หรงลี่ก็คีบขึ้นมากิน รู้สึกว่ารสชาติไม่เลวเลย

        พอนั่งลงที่โต๊ะอาหาร ซูจิงก็ร้องอุทานด้วยความชื่นชม  “หญิงชาวนาผู้นี้ฝีมือไม่เลวเลย”

        มู่หรงป๋อยิ้ม  “เป็นฝีมืออนุของน้องห้าต่างหาก”

        ซูจิงตะลึงงัน แต่จากนั้นก็ยกมือขึ้นปิดปากพลางยิ้มออกมา  “น้องห้ามีสายตาแหลมคมจริงๆ”

        มู่หรงลี่ก้มหน้าก้มตาทานอาหารโดยไม่สนใจคนทั้งสอง ‘ตอนนี้กำลังหนีเอาชีวิตรอดอยู่นะ คิดว่ามาเที่ยวกันรึไง?’

        อาหารจานที่สองเป็นขนมเปี๊ยะงาไส้เนื้อวัว ขนมเปี๊ยะงาสีเหลืองทอง ด้านนอกโรยงาไว้เต็มไปหมด ส่วนด้านในเป็นเนื้อวัวสับละเอียดหอมสดใหม่ ทุกชิ้นทอดจนเป็นสีเหลืองกรอบ

        นี่เป็นอาหารชั้นยอด พวกเขากำลังหลบหนี จำเป็นต้องกินเนื้อให้มากเพื่อให้มีกำลังมากพอ ขนมเปี๊ยะงาไส้เนื้อวัวไม่เพียงมีรสชาติไม่เลว ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ หากกินไม่หมดยังสามารถห่อไปได้อีกด้วย

        จานที่สามเป็นหัวมันผัดไก่ ทำง่ายๆ แต่มีรสชาติเข้มข้น พวกผู้ชายชอบ

        จานสุดท้ายเป็นซุปข้าว หญิงชาวนาไม่กล้ายกมา เซียงเซียงจึงจัดการตักซุปข้าวใส่ชามแล้วยกมาด้วยตัวเอง

        ซูจิงรู้สึกว่าอีกฝ่ายช่างไม่ให้ความสำคัญกับความสวยงามบ้างเลย แต่อาหารมื้อนี้ทานอิ่มจริงๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่จวนอ๋องหรือที่บ้านเดิม นางก็ไม่เคยได้สัมผัสกับความรู้สึกที่กระเพาะเต็มไปด้วยอาหารอุ่นๆ เช่นนี้มาก่อน

          เซียงเซียงยกซุปข้าวมาวางบนโต๊ะแล้วนั่งลงข้างๆ มู่หรงลี่ เพิ่งกินไปได้สองคำมู่หรงลี่ก็วางตะเกียบ หยิบผ้าชุบน้ำขึ้นมาเช็ดหน้าเช็ดมือแล้วพูดว่า  “ออกเดินทาง”

        ชายชาวนาเจ้าของบ้านรีบจัดการเปลี่ยนน้ำให้พวกเขาและนำสุรามาเพิ่มให้ มู่หรงลี่ก้าวขึ้นไปบนรถม้า มู่หรงป๋อเอ่ยเสียงเบา  “น้องห้า!” ผู้หญิงของเจ้ายังไม่ได้กินอะไรเลย!

        มู่หรงลี่ขมวดคิ้ว แต่เซียงเซียงก้าวออกจากบ้านมาแล้ว เพราะไม่กล้าให้เขารอนาน

        พอก้าวขึ้นไปบนรถม้า ซูจิงยื่นอาหารแห้งไปให้เซียงเซียงด้วยความรู้สึกผิดอยู่บ้าง  “กินสิ”

         เซียงเซียงพยักหน้า หยิบขนมเปี๊ยะงาสองชิ้นขึ้นมากินแล้วดื่มน้ำตามลงไป

        จนกระทั่งถึงยามพลบค่ำ พวกเขากำลังจะออกพ้นเขตปริมณฑล บนเส้นทางเชื่อมระหว่างจิ้นหยางกับต้าจี้มีด่านแห่งหนึ่ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนที่เฝ้าด่านอยู่ตอนนี้ต้องเป็นคนของรัชทายาทแน่

        มู่หรงลี่สั่งให้พวกหานซวี่รออยู่นอกด่าน หากถูกค้นพบจะได้ช่วยเหลือได้ทัน

        ระหว่างที่กำลังผ่านช่องเขา จู่ๆ มู่หรงลี่ก็กล่าวขึ้นว่า  “มีกับดัก”

        มู่หรงป๋อส่งเสียงอืมคำหนึ่ง ยามนี้พระอาทิตย์กำลังจะตก สมควรเป็นเวลาที่นกทั้งหลายบินกลับรัง แต่ในป่าแห่งนี้กลับเงียบสงัดอย่างน่าประหลาด ซ้ำยังไม่เห็นวี่แววของนกสักตัว

        ใบไม้ร่วงในป่าดูเหมือนเจตนากลบร่องรอยของอะไรบางอย่าง มู่หรงป๋อเอ่ยขึ้น  “เป้าหมายที่รัชทายาทต้องการคือข้า เราแยกกันสองทาง เจ้าพาผู้หญิงของเจ้ากับจิงจิงไป ส่วนข้าจะขี่ม้าไปอีกทาง พวกมันต้องแบ่งกำลังส่วนมากไล่ตามข้าไปแน่ ทีนี้พวกมันต้องก็ละทิ้งกับดักที่วางเอาไว้ ซ้ำเรายังจะแบ่งแยกกำลังของพวกมันได้อีกด้วย”

        มู่หรงลี่ไม่มีความเห็น  “ระวังตัวด้วย”

        มู่หรงป๋อยิ้ม  “วางใจเถอะ พี่ใหญ่ของเจ้าไม่ได้อ่อนแอถึงเพียงนั้น”

        แต่มู่หรงลี่ก็ยังไม่วางใจ “ที่นี่เหมาะกับการวางกับดักมาก ท่านคงเตรียมการไว้แล้วสินะ?”

        มู่หรงป๋อพยักหน้า  “จากที่นี่ มีเส้นทางไปต้าจี้สองเส้นทาง ทางหนึ่งเป็นถนนใหญ่ ถนนเรียบเดินทางง่าย ส่วนอีกทางเป็นถนนสายเล็ก คดเคี้ยวไปมา คนของรัชทายาทไม่รู้มาก่อนว่าเราจะเดินทางผ่านเส้นทางนี้ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าเรานั่งรถม้ามา พวกนั้นต้องวางกับดักไว้บนถนนใหญ่แน่ ข้าจะหนีไปทางถนนสายเล็ก ล่อให้พวกนั้นตามไป ส่วนเจ้าก็ขับรถม้าไปตามเส้นทางเดิม”

        สองพี่น้องมองหน้ากันนิ่งนาน ในที่สุดมู่หรงลี่ก็พยักหน้า มู่หรงป๋อหันไปพูดกับคนในรถ ซูจิงก็รับคำ ชายหนุ่มกระโดดลงจากรถม้า ปลดม้าลากรถหนึ่งในสองตัวออกมา จากนั้นจึงเหวี่ยงตัวขึ้นบนหลังม้าแล้วหันมาร้องบอกมู่หรงลี่ว่า  “พี่ใหญ่ล่วงหน้าไปก่อน! พบกันที่เมืองต้าจี้ ไม่พบไม่เลิกรา!”

        มู่หรงลี่โบกมือด้วยความรำคาญ  “ไสหัวไปเร็วๆ” พูดมากน่ารำคาญ

        มู่หรงป๋อหัวเราะ  “มารยาทของเจ้านี่มัน... ทำไมตอนนั้นอาจารย์ถึงไม่โมโหจนกระอักเลือดตายนะ...”

        ชายหนุ่มควบม้ามุ่งหน้าไปทางตะวันตก เหล่าพลธนูที่แอบซุ่มอยู่ในป่าเห็นเข้าถึงกับทำอะไรไม่ถูก!

        เป้าหมายสำคัญของรัชทายาทมู่หรงเซิ่นคือมู่หรงป๋อ ดังนั้นจะปล่อยเขาไปไม่ได้เด็ดขาด! คนในป่ารีบไล่ตามไปทันที ส่วนมู่หรงลี่ก็ยังคงขับรถม้าไปตามเส้นทางเดิม

        ฝีมือขี่ม้าของมู่หรงป๋อยอดเยี่ยมมาก เหล่าพลธนูย่อมไม่อาจไล่ตามเขาทัน แต่หัวหน้ากลุ่มพลธนูก็ไม่ใช่คนโง่เขลา ไล่ตามไปได้ครู่หนึ่งก็หันกลับมาร้องสั่งว่า  “หลี่หลิน เจ้ารีบนำกำลังส่วนหนึ่งไล่ตามรถม้าไปเดี๋ยวนี้!”

        รถม้าแล่นไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังช้ากว่าม้าอยู่มาก อีกอย่างตอนนี้ก็เหลือม้าเพียงแค่ตัวเดียว

        เสียงฝีเท้าม้าทางด้านหลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ มู่หรงลี่ปล่อยให้ม้าวิ่งไปโดยอิสระ สองมือคว้าเกาทัณฑ์ขึ้นมายิงใส่ทหารที่ไล่ตามจนตายคาที่ไปหลายคน หลี่หลินรีบสั่งให้กำลังพลยิงธนูใส่อีกฝ่าย แต่ผนังรถม้าเสริมด้วยเหล็กกล้า ไม่อาจยิงทะลุได้ง่าย

        เซียงเซียงกับซูจิงซึ่งอยู่ในรถได้ยินเสียงธนูพุ่งเข้าใส่ราวกับห่าฝน แทรกด้วยเสียงร้องของผู้คนซึ่งต้องเกาทัณฑ์จนตกหลังม้า สีหน้าของทั้งสองซีดขาว ยามนี้ซูจิงได้แต่จับมือของเซียงเซียงไว้แน่นโดยไม่มีเวลามาสนใจเรื่องยศฐาบรรดาศักดิ์อะไรอีก

        รถม้ายิ่งวิ่งเร็วก็ยิ่งโคลงไปมา ร่างของหญิงสาวทั้งสองจึงกระแทกเข้าใส่ผนังรถเป็นพักๆ

        มู่หรงลี่คอยเฝ้าจับตามองการเคลื่อนไหวที่ด้านหลังอยู่ตลอดเวลา เขามีเพียงหนึ่งคนหนึ่งเกาทัณฑ์ แต่กลับไม่มีทหารคนไหนสามารถเข้าประชิดตัวได้เลย หลังจากมีคนต้องเกาทัณฑ์ตายไปสิบกว่าคน เหล่าทหารที่ไล่ตามมาก็เริ่มหวาดหวั่น ไม่กล้าไล่ตามอย่างกระชั้นชิดอีก

        มู่หรงลี่กระตุ้นให้ม้าวิ่งไปสุดแรง ม้าก็วิ่งไปอย่างรวดเร็วจนเท้าทั้งสี่แทบไม่แตะพื้น แต่ไปได้ไม่นานนัก รถม้าก็กระแทกเข้ากับก้อนหินใหญ่ ตัวรถเอียงไปทางด้านหนึ่ง เพลาของรถม้าซึ่งติดคาอยู่กับซอกหินบังเกิดรอยแตกเห็นชัด ไม่ได้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ต้องถูกไล่ตามทันแน่

        ศัตรูที่ไล่ตามมามีจำนวนไม่มาก เขาเพียงลำพังคนเดียวอาจมีทางรอด แต่หากต้องปกป้องผู้หญิงอีกสองคนด้วยเล่า...

        ไม่มีเวลาลังเลอีกแล้ว เขาต้องตัดสินใจเดี๋ยวนี้!

        เขาหันกลับเข้าไปในรถ มือข้างหนึ่งคว้าแขนซูจิง อีกข้างตวัดดาบตัดเชือกที่ล่ามม้าเอาไว้กับตัวรถ จากนั้นจึงอุ้มซูจิงขึ้นไปบนหลังม้าอย่างรวดเร็ว

        เซียงเซียงเกาะรถม้าไต่ลงมาอย่างยากลำบาก มู่หรงลี่เบือนหน้าหนี ไม่ยอมมองนาง ก่อนจะทิ้งคำพูดที่แสนเย็นชาเอาไว้เพียงประโยคเดียว “หากไม่อยากตายก็รีบวิ่งเข้าไปในป่าลึกซะ!” 

        เซียงเซียงตะลึงงัน วิ่งตามไปได้สองก้าวนางถึงได้เข้าใจ หญิงสาวหยุดนิ่งอยู่กับที่

        เขาทิ้งนาง.... เขาทิ้งนางแล้วเลือกพี่สะใภ้ของเขา

        เขา…

        ผู้ชายคนนี้ทิ้งนางอีกแล้ว!

        มู่หรงลี่ตวัดแส้ขึ้นฟาดม้าครั้งเดียว ม้าก็พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วราวเกาทัณฑ์พุ่งออกจากแหล่งจนบังเกิดฝุ่นตลบตามหลัง

 

        แสงตะวันยามเย็นดูราวกับผืนผ้าสีแดงสด เซียงเซียงยืนลนลานอยู่กลางถนนในหุบเขา

        ซูจิงซึ่งตื่นตระหนกจนวิญญาณแทบออกจากร่าง เพิ่งเข้าใจ นางรีบคว้าชายเสื้อของมู่หรงลี่ไว้พลางร้องตะโกนเสียงสะอื้น  “น้องห้า!”

        มู่หรงลี่ไม่หันกลับไปมอง หางตาของเขาเหลือบเห็นเซียงเซียงยืนตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นนางก็ยกกระโปรงขึ้นวิ่งโซซัดโซเซเข้าไปในป่า

        ความเจ็บปวดนั้นราวกับหนามแหลมที่แทงทะลุผ่านผิว ฝังลึกเข้าไปในเลือดเนื้อโดยที่นางไม่อาจตั้งตัว

        เซียงเซียงวิ่งเข้าไปในป่าลึก วิ่งสุดฝีเท้า ใบหญ้าเรียวยาวแต่แหลมคมบาดผิวอ่อนนุ่มของนางจนเป็นแผล

        แต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บ เสียงฝีเท้าม้าที่ด้านหลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ สมองของนางว่างเปล่าไปหมด รู้แต่เพียงว่าต้องวิ่งไปข้างหน้า นางคิดว่าบางทีนางไม่ควรเสียใจ ระหว่างนางกับพระชายาใครสำคัญกว่ากัน ไม่ใช่ปัญหาที่ต้องเลือกเสียด้วยซ้ำ    

        แต่วิ่งหนีไป น้ำตาของนางก็ไหลลงมาเป็นทาง สำหรับผู้ชายซึ่งมีฐานันดรศักดิ์มีฐานะสูงส่งแล้ว อนุภรรยาเป็นแค่ของเล่นฆ่าเวลาในยามว่างเท่านั้น

        นางไม่ควรต้องเสียใจ...

          กาลครั้งหนึ่งมีแพะตัวหนึ่ง มันตั้งอกตั้งใจกินหญ้าเพราะอยากจะโตเร็วๆ มันคลอดลูกแพะ มันยอมให้เจ้าของรีดนม ให้เจ้าของตัดขน มันไม่รู้สึกว่านี่คือการเสียสละ เพราะนี่คือการเติบโต นี่คือความสุขอย่างหนึ่ง 

        แต่หากวันหนึ่งมันรู้ว่าเนื้อแพะหนึ่งชั่งมีราคาแค่สิบสี่เหรียญทองแดง ต่อให้มันเข้มแข็งแค่ไหน... ก็คงอดเสียใจไม่ได้

 

VOTE นิยาย
ชอบตอนนี้จังเลย
( 87 ) Vote
เรื่องมันเศร้า
( 688 ) Vote
โกรธแล้วนะ
( 183 ) Vote
โอ๊ย...เขิน
( 4 ) Vote
ลุ้นๆ
( 183 ) Vote
อ้าว... ซะงั้น
( 67 ) Vote
เดี๋ยวเจอดี!
( 40 ) Vote
INTRODUCE WRITER
(แนะนำนักเขียน)
toggles
ลงแล้ว : 8 ตอน
โดย : Hongsamut Team
จำนวนคนชม : 425,150 ครั้ง


toggles :
ตอน
  • 1. โปรยย่อ “เต้าหู้ไซซี”

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 2. ตอนที่ 1 แผลเก่า

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 3. ตอนที่ 2 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 4. ตอนที่ 3 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 5. ตอนที่ 4 Up100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 6. ตอนที่ 5 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 7. ตอนที่ 6 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 8. ตอนที่ 7 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

CONTACT WRITER
(ติดต่อนักเขียน)
* all fields are required