HONGSAMUT SEARCH :
ค้นหานักเขียน
ค้นหานิยาย
ค้นหาหนังสือพร้อมขาย
เต้าหู้ไซซี
นักเขียน : Hongsamut Team
จำนวนผู้เข้าชม : 422,090 ครั้ง
ตอนที่ 6 Up 100%

ตอนที่ 6

 

        เอี้ยนอ๋องทรงมีพระดำริจะสร้างกำแพงใหญ่

        เริ่มตั้งแต่ด่านอวี้โหวกวน อ้อมเขาอีหลู เชื่อมไปยังตงเหลียว เพื่อป้องกันการรุกรานของชนเผ่าตงหูที่มักเข้ามาก่อกวนต้าเอี้ยนอยู่บ่อยๆ บังเอิญมู่หรงลี่อยู่ในกองทัพพอดี พระองค์จึงมีพระบัญชาให้เขาไปที่ด่านอวี้โหวกวนเพื่อตรวจดูสภาพภูมิประเทศว่าควรสร้างกำแพงในแนวทางใด

        ท้องของเซียงเซียงโตขึ้นทุกวัน แต่สุขภาพกลับอ่อนแอลงเรื่อยๆ นางกำนัลทั้งสองเห็นแล้วอดหวาดกลัวไม่ได้ ด้วยนิสัยของมู่หรงลี่ หากโมโหขึ้นมาจริงๆ จะมีใครห้ามปรามได้?

        ทั้งสองทำได้แค่พยายามคัดเลือกอาหารส่วนที่พอกินได้จัดไว้ให้นาง อากาศหนาวเหน็บ โชคดีที่ในตำหนักข้างมีเตาอยู่ ทั้งสองจึงแอบใช้เตาอุ่นอาหาร เซียงเซียงถึงพอมีอาหารร้อนๆ ให้กินบ้าง

        คาดไม่ถึงว่าพออิ๋นจือจับได้จะอาละวาดเป็นการใหญ่ ซ้ำนับแต่นั้นมา นางก็ไม่ยอมส่งถ่านมาให้อีก

        อากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ ตำหนักข้างหนาวเย็นไม่ต่างอะไรกับถ้ำน้ำแข็ง นางกำนัลทั้งสองกลัวต้องรับผิดชอบ จึงบอกให้เซียงเซียงไปขอเข้าเฝ้าซูเฟย มาถึงขั้นนี้มีแต่ต้องให้นางไปเอง อิ๋นจือถึงจะทำอะไรไม่ได้

        แต่อิ๋นจือกลับจับได้เสียก่อน นับแต่นั้นมานางก็ส่งสาวใช้ของตัวเองไปเฝ้าตำหนักข้างเอาไว้ ไม่ยอมให้คนข้างในได้ออกมาอีกเลย

 

        นางกำนัลทั้งสองทั้งกลัวทั้งโมโห แต่ก็ไม่กล้าตอแยอิ๋นจือ เพราะเห็นว่าซูเฟยโปรดปรานนางมากกว่าใคร ดังนั้นจึงได้แต่พยายามเกลี้ยกล่อมด้วยความอดทน “แม่นางอิ๋นจือเมตตาด้วยเถิด นับวันครรภ์ของฮูหยินก็โตขึ้น ซ้ำยังเป็นครรภ์แรก เกรงว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปจะทนไม่ไหว หากมีอะไรเกิดขึ้น ซวิ่นอ๋องทรงตำหนิลงมา เกรงว่าเราจะไม่อาจแบกรับได้”

        อิ๋นจือแค่นเสียงเย็น  “นางคลอดลูกออกมาไม่ได้ก็เพราะนางไม่เอาไหนเอง! พวกเจ้ามีความผิดตรงไหนกัน?!”

        นางกำนัลพยายามอดทนเกลี้ยกล่อมต่อ “แม่นางอิ๋นจือ ท่านก็รู้นิสัยของซวิ่นอ๋องดี หากฮูหยินผู้นั้นเป็นอะไรไปจริงๆ ท่านอ๋องกลับมาเมื่อไหร่จะไม่ระบายโทสะใส่บ่าวอย่างพวกเราหรือ? ถึงตอนนั้นทุกคนก็จะหมดหนทางรอดท่านทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไรกัน?”

        คำว่า ‘บ่าวอย่างเรา’ ทำให้อิ๋นจือโกรธแค้นมาก นางอยู่ข้างกายซูเฟยมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นจึงเคียดแค้นทุกครั้งที่มีใครพูดถึงชาติกำเนิดของตน ซูเฟยดีต่อนางมาก นางเคยคิดอยู่บ่อยๆว่า หากตัวเองไม่ใช่บุตรสาวของนางกำนัล แต่เป็นธิดาของซูเฟย นางจะต่างอะไรกับองค์หญิงองค์หนึ่ง?

        เอี้ยนอ๋องไม่มีพระธิดา หากมีขึ้นมา ด้วยนิสัยของพระองค์ ไม่รู้จะโปรดปรานถึงเพียงไหน!

        ทำไมโชคชะตาจึงลิขิตเช่นนี้? ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตา หรือความสามารถในการดีดพิณ เล่นหมากล้อม เขียนอักษร วาดภาพ นางมีอะไรด้อยกว่าคุณหนูในตระกูลสูงคนไหนบ้าง? ทำไมนางถึงต้องเป็นบุตรสาวของนางกำนัลต่ำต้อยด้วย?!

        นางจงใจมองข้ามชาติกำเนิดของตัวเอง อยู่ข้างกายซูเฟย ใครๆ ในตำหนักจางเหวินก็ต้องมองสีหน้านางกันทั้งนั้น บางครั้งทำอะไรเอาแต่ใจบ้าง ซูเฟยก็เพียงแค่ยิ้มแล้วปล่อยให้นางทำตามใจชอบต่อ

        นานวันเข้า นางก็ลืมฐานะของตัวเองไปโดยสิ้นเชิง ยามนี้ จู่ๆ ก็มีคนเอ่ยขึ้นมา นางจะไม่โมโหได้อย่างไร? อิ๋นจือตวัดมือตบหน้าอีกฝ่ายดังฉาด

        นางกำนัลผู้นั้นมีชื่อว่าหลิงชิว อายุอานามมากพอจะเป็นมารดาของอิ๋นจือได้ จู่ๆ โดนตบเช่นนี้ นางก็ทั้งตกใจทั้งโมโห อิ๋นจือตวาดเสียงดัง  “พระสนมตรัสแล้วว่า ต่อไปให้ข้าเป็นคนรับผิดชอบดูแลท้องของนางแพศยานี่ เกิดอะไรขึ้นข้าจะรับผิดชอบเอง พวกเจ้านับเป็นตัวอะไรถึงกล้าพูดมากต่อหน้าข้าแบบนี้?!”

        พวกนางพูดกันอยู่ในห้อง คาดไม่ถึงว่าด้านนอกจะมีคนมาได้ยินเข้าพอดี หงลี่หัวหน้านางกำนัลของฮองเฮายืนฟังคำพูดทั้งหมดอยู่ด้านนอก ก่อนจะถอยออกไปเงียบๆ

        กลับไปถึงตำหนักของฮองเฮา นางก็นำเรื่องทั้งหมดไปทูลให้ฮองเฮาทรงทราบ ฮองเฮาทรงรู้สึกเหมือนได้ยินเรื่องขำขันไม่มีผิด ผ่านไปครู่ใหญ่จึงตรัสขึ้นว่า “น่าสนใจจริงๆ” พระนางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตรัสถามว่า  “เจ้าว่า ถ้ามู่หรงลี่กลับมาได้ยินว่าอนุภรรยาคนโปรดตายทั้งกลมอยู่ที่ตำหนักของซูเฟย เขาจะทำอย่างไร?”

        หงลี่ก้มหน้าต่ำ  “เรื่องของหลันโย่วเมื่อครั้งก่อนก็ทำให้ท่านอ๋องกับองค์ชายใหญ่ขัดแย้งกันมากพอแล้ว หากเกิดเรื่องนี้ขึ้นอีก... เกรงว่าไม่เห็นเลือดคงไม่ยอมเลิกรา”

        ฮองเฮาลูบกำไลหยกบนข้อมือเบาๆ  “ในเมื่อแม่นางอิ๋นจือคนนั้นรู้ใจข้าถึงเพียงนี้ เจ้าก็หาทางช่วยนางเสียหน่อย”

        หงลี่ย่อกายเล็กน้อย  “เพคะ”

        วันรุ่งขึ้น ฮองเฮาให้คนนำขนมดอกเหมยจานหนึ่งมาส่งให้ นางกำนัลส่งมาเร็ว ขนมยังร้อนอยู่ เซียงเซียงไม่ได้เห็นอาหารร้อนๆ มานานแล้ว อากาศหนาวเย็นขึ้นทุกวัน อาหารเย็นๆ ยิ่งมาก็ยิ่งรับประทานได้ยาก

        ตอนนี้มีขนมร้อนๆ ส่งมาให้ นางจึงหยิบขึ้นมาชิ้นหนึ่ง แต่เพราะไม่รู้สึกอยากอาหารเลยสักนิด กินไปได้สองคำนางก็ไม่กินอีก

        ตกค่ำ นางทั้งคลื่นไส้ทั้งปวดท้อง ตอนแรกอิ๋นจือยังไม่ยอมให้นางกำนัลทั้งสองไปเรียกหมอหลวง แต่ต่อมาเซียงเซียงเริ่มหายใจไม่ออก แม้แต่สีหน้าก็พลันเปลี่ยน อิ๋นจือถึงได้รู้สึกกลัวขึ้นมา และยอมให้นางกำนัลทั้งสองออกไปได้ พอเรียกหมอหลวง เรื่องก็ล่วงรู้ไปถึงพระกรรณของซูเฟย

        พระสนมซูเฟยได้ยินว่าเกิดเรื่องกับเซียงเซียงที่ตำหนักข้างก็ไม่มีเวลามาสนใจรูปโฉมอยู่อีก คว้าเสื้อคลุมมาได้ตัวหนึ่งก็เร่งรุดมาอย่างรวดเร็ว ตอนที่มาถึงนางกำนัลทั้งสองคุกเข่าอยู่ตรงกลางห้อง ส่วนอิ๋นจือคุกเข่าอยู่ข้างๆ

        เห็นหมอหลวงมีสีหน้าเคร่งเครียด ซูเฟยก็ตกพระทัยจนทำอะไรไม่ถูก พระนางไม่มีใครให้ปรึกษาหารือได้เลย ดังนั้นจึงให้คนเร่งรุดออกไปจากวังไปตามตัวมู่หรงป๋อมาอย่างเร่งด่วน

        หมอหลวงตรวจดูชีพจรอยู่นาน ลมหายใจของเซียงเซียงแผ่วเบามาก ซ้ำเหงื่อเย็นเยียบยังซึมไปทั่วร่าง ร่างกายของนางอ่อนแอมากเหลือเกิน

        คำพูดของหมอหลวงทำให้ซูเฟยตกพระทัยจนหน้าเปลี่ยนสี  “พระสนม ฮูหยินเซียงถูกพิษ ซ้ำยังเป็นพิษอูโถวที่ร้ายแรงอีกด้วย!”

        ซูเฟยแทบจะทรงพระวรกายไม่อยู่  “เป็น… เป็นไปได้อย่างไร?!”

        อิ๋นจือได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจจนหน้าซีดขาว หมอหลวงรีบเขียนใบสั่งยา ตำหนักจางเหวินเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย

        ซูเฟยพยายามตั้งสติ  “รีบรักษาเดี๋ยวนี้ แต่อย่าบอกให้ฮูหยินเซียงรู้”

        หมอหลวงรับพระบัญชาแล้วรีบไปเจียดยามาเคี่ยวทันที ซูเฟยทรงเดินนำหน้านางกำนัลทั้งสองกับอิ๋นจือออกไปด้านนอก “ข้าจะถามแค่ครั้งเดียว เกิดอะไรขึ้น พวกเจ้าคิดให้ดีก่อนค่อยตอบ”

        นางกำนัลทั้งสองมองอิ๋นจือด้วยสายตาลังเล อิ๋นจือรีบกล่าวขึ้นว่า  “พระสนม หม่อมฉัน......”

        ซูเฟยตัดบท  “เจ้าหุบปาก! หลิงชิว อวี๋หรุ่ย พวกเจ้าพูด!”

        นางกำนัลสูงวัยทั้งสองตัวสั่นระริกแต่ยังไม่กล้าพูดอะไร สองตาเอาแต่เหลือบมองอิ๋นจือ ซูเฟยทรงพิโรธมาก “ลูกสาวนางกำนัลคนหนึ่งมีอำนาจเหนือตำหนักจางเหวินของข้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?!”

        อิ๋นจือหน้าซีดขาว ตั้งแต่เล็กจนโต ซูเฟยไม่เคยพูดถึงนางเช่นนี้มาก่อน

        ในที่สุดนางกำนัลหลิงชิวก็ยอมปริปาก “พระสนม นับแต่แม่นางอิ๋นจือรับบัญชามาดูแลฮูหยินเซียง อาหารก็ส่งมาสายทุกมื้อ กว่าจะส่งมาก็เย็นหมดแล้ว ซ้ำบางครั้งยังถูกเทลงพื้นก่อนจะโกยขึ้นมาใส่จานใหม่ ช่างเลวร้ายเหลือเกินเพคะ ระยะหลังๆอากาศหนาวเหน็บจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง เดิมฮูหยินเซียงก็กินอะไรไม่ค่อยลงอยู่แล้ว นับวันครรภ์ก็โตขึ้นเรื่อยๆ ฮูหยินก็ยิ่งกินอะไรไม่ลง”

        อวี๋หรุ่ยรีบเอ่ยขึ้นบ้าง  “ข้ากับหลิงชิวพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่หลายครั้ง ฮูหยินเซียงอายุยังน้อย ซ้ำยังเป็นครรภ์แรก จะทนรับความทรมานเช่นนี้ได้อย่างไร? บ่าวกับหลิงชิงใช้เตาถ่านในตำหนักอุ่นอาหารให้ฮูหยินเซียง พอแม่นางอิ๋นจือมาเห็นเข้าก็ไม่ยอมส่งถ่านมาให้อีก อากาศเช่นนี้ ฮูหยินจะทนได้อย่างไร?”

        ทั้งสองแย่งกันเล่าถึงการกระทำทั้งหมดในช่วงนี้ของอิ๋นจือ ซูเฟยทรงกำพระหัตถ์ขวาแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ  “ใครเป็นคนวางยาพิษ?”

        นางกำนัลทั้งสองส่ายหน้าพร้อมกัน อิ๋นจือคว้าชายฉลองพระองค์ของซูเฟยไว้พลางร่ำไห้ออกมา “พระสนม ข้าไม่ได้วางยาพิษ! ข้าไม่ได้วางยาพิษ! ไม่ใช่ข้า!”

        ซูเฟยแกะมือของนางออก “ที่ลี่เอ๋อร์ไม่ชอบเจ้าก็สมควรแล้ว เหตุใดผู้หญิงคนหนึ่งจึงมีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตถึงเพียงนี้?”

        พระนางทรงหมุนกายกลับเข้าไปในห้อง เซียงเซียงซึ่งเพิ่งดื่มยาถอนพิษลงไปนอนหลับใหลไม่ได้สติ ซูเฟยตื่นตระหนกเป็นอันมาก ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงกล้าเอ่ยถามว่า  “เป็นอย่างไรบ้าง?”

        หมอหลวงคนหนึ่งคอยเฝ้าอยู่ที่หน้าเตียงของเซียงเซียง ส่วนอีกคนคุกเข่าลงทูลตอบว่า  “ทูลพระสนม ฮูหยินถูกพิษไม่มาก ตอนนี้ไม่มีอันตรายถึงชีวิตพะย่ะค่ะ”

        ซูเฟยถอนพระทัยโล่งอกก่อนจะตรัสถามเสียงเบา  “เด็กเล่า?”

        หมอหลวงโขกศีรษะ  “ตอนนี้เด็กยังไม่เป็นอะไรพะย่ะค่ะ เพียงแต่ฮูหยินมีสุขภาพอ่อนแอ ซ้ำยังมาถูกพิษ ต่อไป... ก็ยังไม่แน่ ทารกอยู่ในครรภ์มารดา ย่อมได้รับผลกระทบจากพิษบ้างไม่มากก็น้อย เกรงว่าถึงจะคลอดออกมาได้ก็คงมีสุขภาพอ่อนแอ เลี้ยงดูยาก...”

        พระหัตถ์ทั้งสองของซูเฟยสั่นระริก ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้ตรัสว่า  “ไม่ว่าอย่างไร เด็กจะต้องคลอดออกมาอย่างปลอดภัย”

        ซู่หยูหัวหน้านางกำนัลที่อยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นว่า  “พระสนม หม่อมฉันมีความเห็นว่าควรส่งฮูหยินกลับไปที่จวนอ๋อง ที่จวนมีกว่านอวี้อยู่ เขาเป็นคนละเอียดรอบคอบ ปกติท่านอ๋องก็ทรงไว้ใจเขา ให้เขาคอยดูแล ส่วนเราก็ส่งนางกำนัลไปคอยช่วยเหลือ คงต้องดีกว่าให้อยู่ในวังต่อไปแน่”

        ซูเฟยมีเหงื่อซึมไปทั่วทั้งร่าง อี่เยว่ที่ด้านข้างพูดเกลี้ยกล่อมขึ้นบ้าง  “พระสนม สุขภาพของฮูหยินเซียงอ่อนแอถึงเพียงนี้ เมื่อครู่บ่าวไปดู แม้กระทั่งขาก็แทบจะไม่มีเนื้ออยู่แล้ว ขออภัยที่บ่าวพูดตามตรง เดิมท่านอ๋องกับองค์ชายใหญ่ก็มีเรื่องขัดแย้งกันอยู่แล้ว ไม่อาจปล่อยให้เกิดเรื่องซ้ำขึ้นอีก หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาจริงๆ เรื่องก็ควรจะเกิดขึ้นที่จวนซวิ่นอ๋อง ไม่ควรมีส่วนเกี่ยวข้องกับท่านหรือองค์ชายใหญ่แม้แต่น้อย”

        ซูเฟยน้ำตาร่วง  “ข้าเห็นลี่เอ๋อร์เป็นลูกชายแท้ๆ ของข้า! เด็กในท้องของเซียงเซียงเป็นหลานของข้า! ข้ารับพวกนางแม่ลูกมา เพราะข้าอยากเอาใจลี่เอ๋อร์อย่างนั้นหรือ?! ข้าแค่ไม่ไว้ใจที่ในจวนอ๋องไม่มีใครคอยดูแลหลานข้าก็เท่านั้น...”

        ซู่หยูได้แต่เกลี้ยกล่อม “ความรู้สึกของพระสนม พวกเราเข้าใจดี พระสนมทรงมีพระทัยเมตตา แต่หากเกิดเรื่องขึ้นที่ตำหนักจางเหวินของเรา ท่านอ๋องกลับมาเมื่อไหร่ เกรงว่าคงต้องกล่าวโทษพระสนมเป็นแน่ ครั้งนี้ยังมีคนวางยาพิษอีกด้วย พระสนมเองก็คงเข้าพระทัยดี หากให้ฮูหยินเซียงอยู่ในวังต่อไปคงไม่ปลอดภัย”

        ซูเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ตรัสขึ้นว่า  “ให้พักฟื้นอีกสักสองสามวัน รอให้เคลื่อนย้ายได้เมื่อไหร่ค่อยส่งกลับไปที่จวน ข้าจะให้คนไปแจ้งกว่านอวี้ก่อน เขาจะได้เตรียมตัว”

        จากนั้นทุกคนจึงออกจากห้องไป

 

        อิ๋นจือกับนางกำนัลทั้งสองยังคงคุกเข่าอยู่

        อิ๋นจือน้ำตานองหน้า ได้ยินคนในห้องพูดว่าเซียงเซียงกับเด็กไม่เป็นอะไรก็มีความหวังขึ้นมา “พระสนม หม่อมฉันผิดไปแล้ว ลูกของนางไม่เป็นอะไรไม่ใช่หรือเพคะ? พระนางให้อภัยหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันไม่กล้าอีกแล้ว...”

        ซูเฟยหันไปตรัสกับหลิงชิวและอวี๋หรุ่ยโดยไม่ยอมหันไปมองนาง “อีกสองวัน ให้พวกเจ้ากลับไปที่จวนซวิ่นอ๋องเป็นเพื่อนฮูหยินเซียง ดูแลนางให้ดี เด็กคลอดเมื่อไหร่ หากปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูก ข้าจะถือว่าพวกเจ้าทำดีลบล้างความผิด แต่หากเกิดอะไรขึ้น ข้าจะเอาชีวิตพวกเจ้าชดใช้ให้ฮูหยินเซียง!”

          ทั้งสองลนลานรับคำตัวสั่น ซูเฟยหันไปทอดพระเนตรอิ๋นจือซึ่งมีน้ำตาไหลนองหน้าก่อนจะตรัสกับซู่หยูเสียงเรียบ “ไปตามนายหน้ามา ขายออกจากวังไปซะ หาบ่าวรับใช้สักคนให้นางแต่งงานไป”

        ซู่หยูรับคำคำหนึ่ง อิ๋นจือร้องเสียงดังด้วยความตกใจ  “พระสนม! หลายปีมานี้ ท่านบอกว่าเห็นข้าเหมือนกับลูกสาว ที่แท้ก็เป็นเพียงคำโกหกอย่างนั้นหรือ? เห็นแก่ท่านแม่ที่จากไปแล้วของข้า อภัยให้ข้าสักครั้ง อภัยให้ข้าสักครั้งเถอะ!!”

        ซูเฟยปรายพระเนตรมองนางด้วยสายตาเย็นชา “ข้าเห็นเจ้าเหมือนลูกสาว แต่เจ้ากลับคิดจะทำร้ายหลานของข้า! เจ้าเคยคิดแทนข้าบ้างหรือไม่ว่า หากเกิดเรื่องขึ้นที่ตำหนักของข้าจริงๆ ข้าจะไปบอกลี่เอ๋อร์ว่าอย่างไร? ลี่เอ๋อร์จะมองข้าอย่างไร?! หากเจ้ามีใจให้ลี่เอ๋อร์จริง แปดปีมานี้เขาไม่เคยมีใครเลย ยากนักกว่าจะมีเลือดเนื้อเชื้อไขสักคน ทำไมเจ้าถึงใจร้ายทำกับลูกที่ยังไม่ลืมตาดูโลกของเขาได้ลงคอ?! แค่คิดขึ้นมาว่าข้าเคยอยากให้เจ้าแต่งงานกับลี่เอ๋อร์ ข้าก็หวาดผวาแล้ว เจ้ายังมีหน้ามาพูดถึงแม่ของเจ้าอีกหรือ? เกรงว่าหากแม่ของเจ้ายังอยู่ก็คงไม่ยอมรับลูกสาวอย่างเจ้าแน่นอน ต่อให้โลกนี้มียาดีวิเศษถึงเพียงไหนก็รักษาใจที่โหดเหี้ยมอำมหิตไม่ได้ ไปซะ ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีก”

        อิ๋นจือยังร้องไห้คร่ำครวญไม่หยุด นางกำนัลมาลากตัวนางออกไป ในตำหนักข้างก็เหลือเพียงความเงียบสงัด ซูเฟยทรงยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูตำหนักครู่หนึ่ง เห็นเซียงเซียงหลับสนิทจึงค่อยจากไปเงียบๆ

 

        เซียงเซียงพักฟื้นอยู่ในตำหนักจางเหวินต่ออีกหลายวัน

        ทุกวันต้องดื่มยาชนิดต่างๆ มากมาย จนนางรู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างอะไรกับกระปุกยา หลิงชิวกับอวี๋หรุ่ยยังคงปรนนิบัติอยู่ในตำหนัก ซูเฟยเองก็มาเยี่ยมเกือบทุกวัน มาทีไรก็มาอยู่เป็นเพื่อนนางเกือบครึ่งค่อนวัน

        จริงๆ แล้วนางไม่ชอบให้ซูเฟยมาเลย... กับ ‘แม่สามี’ ผู้นี้ นางไม่รู้จะพูดอะไรด้วย ซ้ำมาทีไรนางก็เครียดจนไม่มีแก่ใจจะพักผ่อน

        ซูเฟยรู้ แต่พระนางไม่กล้าปล่อยปละละเลยเซียงเซียงอีก เรื่องที่เกิดขึ้นครั้งก่อนทำให้พระนางหวาดผวา คิดขึ้นมาทีไรก็ยังอดหลั่งเหงื่อเย็นออกมาไม่ได้

        เซียงเซียงนอนอยู่บนเตียงเป็นส่วนใหญ่ เพราะหมอหลวงกำชับไม่ให้เคลื่อนไหวมาก บางครั้งหากซูเฟยมาพบนางกำลังหลับอยู่ พระนางก็จะนั่งอยู่ในห้องเงียบๆ ปักดอกไม้หรือไม่ก็ถักเส้นไหม ฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ

        เซียงเซียงรู้สึกผิดไม่น้อย “บ่าวไม่เป็นอะไรแล้ว พระสนมไม่ต้องเป็นห่วง” ตามกฎของราชสำนัก นางเป็นเพียงอนุภรรยาของซวิ่นอ๋อง ดังนั้นจึงต้องแทนตัวเองกับซูเฟยว่าบ่าว

          ซูเฟยทรงถอนพระทัย  “จะไม่เป็นห่วงได้อย่างไร พูดตามตรงแล้ว เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นก็เพราะข้าละเลย ไม่ควบคุมคนในตำหนักของตัวเองให้ดี เจ้าถึงต้องลำบากเช่นนี้”

        เซียงเซียงก้มหน้าลง ซูเฟยทรงเอื้อมพระหัตถ์มากุมมือนางไว้  “เด็กดี แม่ผิดต่อเจ้า แต่เจ้าเองก็รู้ว่าแม่ไม่ได้ตั้งใจ ทางด้านลี่เอ๋อร์...”

        เซียงเซียงเข้าใจทันที “อยู่ต่อหน้าท่านอ๋อง บ่าวย่อมไม่พูดเรื่องที่ไม่บังควรอยู่แล้วเพคะ” ถึงอย่างไรพระนางก็ทรงหวังดีจริงๆ

        ซูเฟยตบหลับมือนางเบาๆ  “เจ้าเป็นเด็กดีจริงๆ ลี่เอ๋อร์มีเจ้าคอยดูแล ข้าก็วางใจแล้ว”

 

        เวลาผ่านไปอีกครึ่งเดือน

        จนกระทั่งหมอหลวงบอกว่าสามารถเคลื่อนย้ายได้ ซูเฟยถึงได้ส่งนางกลับไปยังจวนอ๋อง พระนางให้อี่เยว่ตามไปกำชับกว่านอวี้รอบหนึ่ง ทั้งยังให้หมอหลวงที่คอยดูแลเซียงเซียงอยู่ตลอดตามกลับไปที่จวนด้วย

        ในที่สุด เซียงเซียงก็ได้กลับมาที่ตำหนักฉีเจี้ยนเก๋ออีกครั้ง หญิงสาวรู้สึกผ่อนคลายลงมาก หนิงชุ่ยกับปี้จูตรงเข้ามาประคอง เห็นนางผอมลงก็อดสงสารไม่ได้ แต่เซียงเซียงไม่อยากพูดอะไรมาก ตอนนี้นางอยากจะนอนเพียงอย่างเดียว

        สาวใช้หลายคนช่วยกันประคองนางกลับไปนอนที่ห้อง กว่านอวี้ส่งหญิงรับใช้สูงวัยอีกสองคนมาคอยปรนนิบัตินางด้วย ทั้งสองเคยมีลูกมาแล้วหลายคน ดังนั้นจึงมีประสบการณ์เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ไม่น้อย

        ตอนค่ำ เซียงเซียงเพิ่งตื่น หนิงชุ่ยก็ก้าวเข้ามาประคองนางให้ลุกขึ้นนั่ง  “ฮูหยินนอนหลับไปนานเลย ดื่มยาก่อนเถิดเจ้าค่ะ”

        ได้ยินคำว่าดื่มยาเซียงเซียงก็หวาดผวา ยาที่เคยดื่มมาชั่วชีวิตรวมกันแล้วยังไม่มากเท่ากับสองเดือนนี้เลย นางส่ายหน้า หลิงชิวกับอวี๋หรุ่ยเข้ามาช่วยกันเกลี้ยกล่อม ในที่สุดก็กล่อมให้นางยอมดื่มยาลงไปจนได้

        อาหารเย็นถูกยกเข้ามา แต่เซียงเซียงเพิ่งดื่มยาเข้าไปเต็มท้อง ดังนั้นจึงกินอาหารเย็นไม่ลง กินไปไม่กี่คำ นางก็ไม่ยอมกินอีก

        กว่านอวี้เห็นนางกินได้น้อยเช่นนี้ก็ตกใจ การที่ซูเฟยรีบร้อนส่งคนกลับมา เขาก็รู้สึกว่ามีอะไรไม่ถูกต้องอยู่แล้ว คนฉลาดอย่างเขาย่อมทายได้ว่าอาจมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น

        ตอนนี้ได้เห็นกับตาถึงได้รู้ว่าไม่ใช่เรื่องเล็กจริงๆ กว่านอวี้เป็นคนรอบคอบ คิดทบทวนดูรอบหนึ่งก็รีบส่งคนไปยังอำเภอลิ่งจือทันที

 

        ทุกวันนี้บ้านตระกูลกัวที่อำเภอลิ่งจือไม่เหมือนก่อน

        ร้านเต้าหู้ขยายใหญ่กินเนื้อที่ไปถึงครึ่งหนึ่งของตรอกใต้ มีคนมาขอซื้อบ้านเดิมของตระกูลกัวในราคาสูงถึงสองหมื่นตำลึง แต่กัวเถียนไม่ยอมขาย หนึ่งเพราะมีเงินทองมากพอใช้ ไม่มีเหตุผลต้องขายบ้านเดิมของบรรพบุรุษ สองคือเขารู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง ตระกูลกัวของเขาเลี้ยงชีพด้วยการขายเต้าหู้มาหลายชั่วอายุคน จู่ๆ ก็กลายมาเป็นชนชั้นสูงของอำเภอลิ่งจือ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ใช่เรื่องจริง

        ทุกวันนี้ไม่ว่าใครเห็นเขาก็ล้วนแต่ยิ้มให้ทั้งนั้น แต่เขาเองก็วางตัวเป็นมิตร ไม่เคยขัดแย้งกับใคร และไม่เคยวางอำนาจข่มเหงรังแกใคร

        หลายวันก่อนมีข่าวมาจากจิ้นหยางว่า เซียงเซียงถูกรับไปดูแลครรภ์ในวัง บ้านตระกูลกัวก็ยิ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว แม้กระทั่งบ้านนายอำเภอและขุนนางท้องถิ่นคนอื่นๆก็ยังยอมลงให้เขาถึงเจ็ดส่วน มีลูกสาวบ้านไหนบ้างที่มีหน้ามีตาเท่า ‘เต้าหู้ไซซี’ ผู้นี้?

        กัวเถียนได้ยินข่าวยังรู้สึกพลอยมีหน้ามีตาไปด้วย ตอนนี้ลูกสาวของเขานับได้ว่าเป็นชนชั้นสูงจริงๆ แล้วสินะ

        ผ่านไปไม่นานนัก จวนซวิ่นอ๋องก็ส่งคนมาบอกว่าฮูหยินเซียงไม่คุ้นเคยกับอาหารในวัง ดังนั้นจึงรับตัวกลับมาอยู่ที่จวนแล้วเชิญฮูหยินกัวให้ไปช่วยดูแลที่จวนด้วย

        กัวเถียนกับนางกัวเฉินซื่อได้ยินเช่นนี้ก็ดีใจมาก นางกัวเฉินซื่อรีบเก็บข้าวของตามคนที่มาแจ้งข่าวกลับไปยังจิ้นหยางทันที

        หลายวันต่อมา เซียงเซียงซึ่งกำลังอาบแดดอยู่ที่ข้างสระฉีเจี้ยนเก๋อก็ได้เห็นเงาร่างอันคุ้นเคยปรากฏขึ้นที่ประตู นางไม่กล้าเชื่อสายตาของตัวเอง ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้ร้องเรียกออกมาเสียงเบา “ท่านแม่?!” เป็นท่านใช่หรือไม่? ข้ามองไม่ผิดใช่ไหม?

        นางกัวเฉินซื่อน้ำตาร่วง  “เซียงเซียง!”

        เซียงเซียงทำท่าจะโผไปหา แต่กลับถูกหนิงชุ่ยกับอวี๋หรุ่ยรั้งตัวไว้เสียก่อน  “ฮูหยิน ฮูหยิน! วิ่งไม่ได้ วิ่งไม่ได้นะเจ้าคะ!”

        นางกัวเฉินซื่อรีบสาวเท้าเข้ามาหา เห็นรูปร่างผอมบางราวกับจะปลิวตามลมของบุตรสาว น้ำตาก็ยิ่งร่วง  “ลูกแม่! ทำไมถึงผอมแบบนี้?!”

        เซียงเซียงกอดมารดาร่ำไห้โดยไม่สนใจจะเช็ดน้ำตาเสียด้วยซ้ำ  “ท่านแม่!”

        หลิงชิงกับอวี๋หรุ่ยหันไปสบตากัน กลัวเซียงเซียงจะพูดเรื่องที่เกิดขึ้นออกมา แต่เซียงเซียงย่อมไม่พูดอยู่แล้ว เพราะนางรู้ดีว่าท่านพ่อท่านแม่เป็นห่วงนางอยู่ เรื่องพวกนี้มีแต่จะทำให้พวกท่านยิ่งเจ็บปวดใจ ยิ่งเป็นห่วงมากกว่าเดิม

        เซียงเซียงเช็ดน้ำตาพลางยิ้มออกมา “ข้าแค่... ดีใจมากเท่านั้น ท่านแม่ คิดไม่ถึงเลยว่าท่านจะมาได้!”

        นางกัวเฉินซื่อพยักหน้าติดๆ กัน ท้องของบุตรสาวโตมากแล้ว เดินเหินไม่สะดวก นางจึงประคองเซียงเซียงให้นั่งลง ระหว่างทางที่เดินเข้ามา ได้เห็นความใหญ่โตโอ่อ่าของจวนอ๋อง นางก็อดร้องอมิตตาพุทธอยู่ในใจไม่ได้

        ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วบ้านตระกูลกัวทำบุญมามากถึงเพียงไหน บุตรสาวถึงได้แต่งเข้ามาเสพสุขในตระกูลที่สูงศักดิ์และมั่งคั่งเช่นนี้

        บัดนี้เห็นเซียงเซียงร้องไห้ก็คิดเพียงว่านางดีใจที่ได้พบหน้ามารดา  “ลูกแม่ ตั้งครรภ์อยู่ต้องระวังให้มาก พ่อบ้านใหญ่ของเจ้าตั้งใจไปรับแม่มาดูแลเจ้า แต่กลับทำให้เจ้าร้องไห้เสียนี่”

        เซียงเซียงกุมมือมารดาเอาไว้ สองแม่ลูกนั่งลงพูดคุยกันครู่หนึ่ง นางกัวเฉินซื่อเห็นสาวใช้ยืนรอปรนนิบัติอยู่ด้านข้างก็เริ่มอึดอัดขึ้นมา นางเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา เคยเห็นอะไรแบบนี้เสียที่ไหน?

        แต่บ่าวรับใช้ในจวนซวิ่นอ๋องทุกคนล้วนถูกกว่านอวี้อบรมมาเป็นอย่างดี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหลิงชิวและอวี๋หรุ่ยซึ่งเป็นคนเก่าคนแก่ในวัง

        เฉพาะในเรือนของเซียงเซียงก็มีสาวใช้มากถึงสิบกว่าคน บ่าวรับใช้ทำงานหนักด้านนอกยิ่งมีมากจนนับไม่ถ้วน นางกัวเฉินซื่อมองดูด้วยความตื่นตระหนก แต่ในใจกลับรู้สึกดีใจแทนบุตรสาว

        กว่านอวี้ให้หมอหลวงมาตรวจดูอาการของเซียงเซียงทุกวัน อาหารและของบำรุงต่างๆ ถูกส่งมาที่ตำหนักฉีเจี้ยนเก๋อไม่ขาดสาย ถึงอย่างไรตอนนี้ในจวนก็มีนายเพียงคนเดียว ซ้ำยังตั้งครรภ์อยู่ด้วย ใครจะกล้าไม่ตั้งใจปรนนิบัติ พ่อบ้านคนก่อนถูกมู่หรงลี่สั่งโบยจนตายต่อหน้าต่อตาเขาเชียวนะ

        อาหารราคาแพงเรียกชื่อไม่ถูกมากมายนับไม่ถ้วนทำให้นางกัวเฉินซื่อตาลายไปหมด ย้อนกลับมาดูการประดับตกแต่งภายในเรือน มีข้าวของชิ้นไหนบ้างที่ไม่ใช่แบบที่บุตรสาวของนางชอบ แล้วนางยังจะพูดอะไรได้อีก?

        ถือเสียว่าเซียงเซียงเป็นหนูตกถังข้าวสาร เสพสุขไม่หมดไปตลอดชาติเสียก็แล้วกัน

        เซียงเซียงไม่เคยพูดถึงเรื่องไม่สบายใจต่อหน้ามารดา เมื่อมีมารดาอยู่ข้างกาย สภาพจิตใจของนางก็ดีขึ้นมาก

        ปกตินางมักทานอะไรไม่ค่อยลง แต่เพื่อไม่ให้มารดาเป็นห่วง ต่อให้ไม่อยากกินแค่ไหน นางก็ยังพยายามฝืนกลืนลงคอ

        ไม่นานนักสุขภาพของนางก็ค่อยๆ ดีขึ้น เซียงเซียงส่งจดหมายไปให้มู่หรงลี่อีกฉบับหนึ่ง พร้อมกับเสื้อผ้าอีกไม่น้อย

        ตอนนั้นมู่หรงลี่กำลังนำเหล่านายช่างสำรวจสภาพภูมิประเทศอยู่ การสร้างกำแพงใหญ่ไม่ใช่แค่พูดแต่ปากเปล่า หากถึงเวลาแล้วพบว่ารากฐานไม่มั่นคงพอ ต้องเปลี่ยนแนวใหม่ คงต้องเป็นเรื่องใหญ่มาก

        แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่รู้ว่าบ่ายวันนั้นตัวเองอยู่ที่ไหน แล้วจะได้รับจดหมายจากคนส่งสารได้อย่างไร? ด้วยเหตุนี้ จดหมายจึงถูกทิ้งไว้ที่ด่านอวี้โหวกวนเหมือนเช่นเคย

        ดีที่มีนางกัวเฉินซื่อคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งยังคอยเดินเล่นเป็นเพื่อนอยู่ในจวนบ่อยๆ เซียงเซียงถึงได้ไม่รู้สึกอึดอัดทรมานมากนัก

        ความโอ่อ่าของจวนอ๋องทำให้นางกัวเฉินซื่อได้เปิดหูเปิดตาไม่น้อย ศาลาหอสูง คานแกะสลัก เสาประดับด้วยภาพวาด ต้นหลิวสะพานทอดตัวอยู่เหนือสระน้ำสีเขียวมรกต และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายจนสาธยายความโอ่อ่าร่ำรวยไม่จบสิ้น

        สาวใช้ปูเบาะนุ่นลงบนม้านั่งใต้ต้นหลิวเสร็จ นางกัวเฉินซื่อก็ประคองเซียงเซียงให้นั่งลง

        นางกัวเฉินซื่อทอดตามองแสงแดดที่ลอดผ่านกิ่งหลิวลงมาพลางทอดถอนใจ “ตอนนั้นคิดอย่างไรก็คาดไม่ถึงว่าลูกของแม่จะมีวาสนามากถึงเพียงนี้” นางลูบท้องของเซียงเซียง “หลานของแม่ยิ่งมีวาสนา เกิดมาก็เป็นเชื้อพระวงศ์แล้ว”

        เซียงเซียงยกมือขึ้นลูบท้องของตัวเองบ้าง เด็กในท้องขยับเบาๆ เหมือนจะรับรู้ สองแม่ลูกหยอกล้อเด็กในครรภ์กันอย่างมีความสุข

 

        ถึงต้นเดือนเจ็ด

        เซียงเซียงก็เริ่มเจ็บท้อง กว่านอวี้เตรียมพร้อมไว้นานแล้ว แม้แต่หมอตำแยก็เรียกมาพักอยู่ในจวน

        คนทั้งจวนวุ่นวายกันจนหัวหมุน ในวังทราบเข้าก็ส่งคนมารอฟังข่าว แม้กระทั่งมู่หรงป๋อก็ยังให้พระชายาของตัวเองมาคอยเฝ้า นางกัวเฉินซื่อได้ยินว่านี่คือพระชายาขององค์ชายใหญ่ นี่คือหัวหน้านางกำนัลของฮองเฮา นี่คือนางกำนัลคนสนิทของพระสนมซูเฟย ก็อดคิดในใจไม่ได้ว่าในห้องช่างมีแต่คนบุญหนักศักดิ์ใหญ่อยู่เต็มไปหมด

        ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า บุตรสาวของตัวเองเป็นเพียงอนุภรรยาคนหนึ่ง ทำไมคนใหญ่คนโตเหล่านี้ถึงต้องลำบากมาคอยเฝ้าด้วย

 

        เซียงเซียงคลอดยาก ผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้วก็ยังไม่คลอด

        กว่านอวี้ตกใจมาก หมอหลวงที่ถูกเชิญมายืนอยู่นอกห้อง คอยปรึกษากับหมอตำแยว่าควรจะใช้ยาอะไร เซียงเซียงกรีดร้องจนเสียงแหบ นางกัวเฉินซื่อไม่มีเวลาจะสนใจอะไรอีก นางวิ่งเข้าไปในห้อง กุมมือของบุตรสาวเอาไว้พลางกล่าวระล่ำละลัก  “ลูกแม่ อดทน อดทนหน่อย เจ้าต้องผ่านไปได้แน่ เมื่อก่อนตอนที่แม่คลอดเจ้าสามคนก็เจ็บเหมือนกัน แต่แม่ก็ผ่านมาได้ไม่ใช่หรือ? ดูสิว่าตอนนี้พวกเจ้าสามคนแข็งแรงแค่ไหน...”

        เซียงเซียงกัดท่อนไม้ในปากแน่น นางสลบไปสองครั้ง แต่หมอหลวงก็ใช้ยากระตุ้นให้ฟื้นขึ้นมา ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยามกว่า ในที่สุดเสียงเด็กทารกก็ดังก้องไปทั่วจวนอ๋อง คนทั้งจวนถึงได้ถอนใจโล่งอก

        เป็นเด็กผู้หญิง...

        เพียงนางกัวเฉินซื่ออุ้มเด็กก้าวออกมา คนทั้งกลุ่มก็รุมเข้ามาดู เด็กน้อยตัวยับย่นอ้าปากร้องไห้เสียงดัง ทุกคนพากันกล่าวแสดงความยินดี แย่งกันพูดว่าเด็กน้อยเหมือนมู่หรงลี่ที่ตรงไหน

        นางกัวเฉินซื่อแอบคิดในใจว่าหากหน้าตาแบบนี้เหมือนท่านอ๋องซวิ่น ลูกสาวข้าคงต้องร้องไห้แน่ ยิ่งมองหลานสาวก็ยิ่งรัก นางก้มลงจุมพิตใบหน้าเล็กๆ สีแดงเรื่อนั้นเบาๆ

        เด็กน้อยคลอดออกมาอย่างราบรื่น ปลอดภัยทั้งแม่และลูก นางกำนัลจากตำหนักต่างๆ จึงได้กลับไปแจ้งข่าวดีให้ผู้เป็นนายทราบ

        เซียงเซียงหลับสนิทไปถึงตอนเย็น พอลืมตาขึ้นก็เห็นนางกัวเฉินซื่ออุ้มเด็กนั่งอยู่ข้างเตียง หญิงสาวยิ้มน้อยๆ อย่างอ่อนแรงตอบ... ดีจริงๆ ทั้งมารดาและบุตรสาวต่างก็อยู่ข้างกายนาง ช่างดีจริงๆ

        นางกัวเฉินซื่อส่งเด็กน้อยให้นางอย่างระมัดระวัง  “มา ลองอุ้มดู”

        เซียงเซียงเอื้อมมือออกไปรับ สัมผัสนั้นทั้งอ่อนนุ่มและอบอุ่น แม่หนูน้อยกำลังหลับสนิท นานๆ ถึงจะทำปากจุ๊บจั๊บสักครั้ง หัวใจของเซียงเซียงแทบจะละลายกลายเป็นน้ำเลยทีเดียว

        นางกัวเฉินซื่อกล่าวว่า “ตอนนี้ลูกก็เป็นแม่คนบ้างแล้ว แม่ดีใจจริงๆ” นางเอื้อมมือออกมากอดเซียงเซียงกับเด็กน้อยไว้กับอก “แม่ดีใจมาก เห็นเจ้ามีที่พึ่งพิงเช่นนี้ แม่กับพ่อก็วางใจแล้ว”

        ขอบตาของเซียงเซียงร้อนผ่าว  “พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้า ท่านแม่ ข้าสบายดี เพียงแค่คิดถึงพวกท่านเท่านั้นเอง”

        นางกัวเฉินซื่อพยักหน้าติดๆ “เจ้าสบายดีก็ดีแล้ว ทุกคนที่บ้านก็สบายดี เมื่อก่อนลำบากแบบนั้นก็ยังผ่านมาได้ เดี๋ยวนี้ใครๆ ต่างก็รู้ว่าเจ้าเป็นคนของท่านอ๋อง ยังจะมีใครกล้ารังแกเราอีก?”

        เซียงเซียงพยักหน้า นางกัวเฉินซื่อกล่าวต่อ  “ตอนนี้เจ้าคลอดแล้ว แม่ก็ควรกลับไปได้ ถ้าแม่อยู่ในจวนนานเกินไป คงจะไม่ดีนัก” ถึงอย่างไรก็เป็นแค่อนุภรรยา มีมารดามาอยู่เป็นเพื่อนตอนคลอดก็นับว่าเมตตามากแล้ว หากอยู่ต่อคงจะไม่เหมาะสมนัก

        เซียงเซียงกอดลูกไว้ พยักหน้าครั้งหนึ่ง คนเราเมื่อเติบโตขึ้นก็ต้องไปจากครอบครัวเดิมที่เคยอยู่ร่วมกันทุกวันทุกคืน ไปมีครอบครัวของตัวเอง

        ไม่ใช่ไม่กลับบ้าน เพียงแต่กลับไปยังบ้านอีกหลังหนึ่งที่เป็นของตัวเองเท่านั้นเอง

 

วันรุ่งขึ้น

        เมื่อเซียงเซียงลืมตาตื่น ตรงหน้าก็มีเพียงหนิงชุ่ยกับปี้จูเท่านั้น นางกัวเฉินซื่อจากไปตั้งแต่ฟ้าสางโดยไม่ได้มาร่ำลาบุตรสาว

          ท่านแม่กลับไปยังบ้านของท่านแล้ว ที่บ้านนั้นมีบุตรชายของท่าน มีสามีของท่าน พี่สาวเองก็กลับไปยังบ้านของตัวเองซึ่งมีสามีและบุตรชายอยู่เช่นกัน

        ช่างโหดร้ายเหลือเกิน ทำไมถึงไม่เคยมีใครบอกพวกเรามาก่อนเลยว่า การเติบโตเป็นขั้นตอนหนึ่งของการพลัดพราก

        เซียงเซียงอายุยังไม่เต็มสิบเจ็ดปีดีก็มีลูกคนแรก... เป็นลูกสาว

        ลูกสาวของนางยังไม่ได้ตั้งชื่อ ซูเฟยเองบอกให้รอมู่หรงลี่กลับมาตั้งชื่อให้ลูกสาวด้วยตนเอง

        เด็กน้อยล้มป่วยบ่อยๆ เซียงเซียงเองก็ยังไม่แข็งแรงดี เพราะตอนที่ตั้งครรภ์ช่วงสองสามเดือนแรกร่างกายถูกทำร้าย ไม่สามารถบำรุงให้แข็งแรงได้ในทันที แต่เด็กเล็กเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาด ความรู้สึกว่างเปล่าของนางที่เกิดขึ้นหลังจากมู่หรงลี่จากไปถูกเติมเต็มอีกครั้ง ในตำหนักฉีเจี้ยนเก๋อมีแม่นมสองคน สาวใช้สี่คนคอยดูแลเด็กน้อยตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เสื้อผ้าตัวน้อยๆ ถูกเย็บขึ้นตัวแล้วตัวเล่าจนนับไม่ถ้วน

 

        กว่ามู่หรงลี่จะกลับมาก็เข้าสู่กลางฤดูร้อน

        บุตรสาวของเขาอายุครบสองเดือนพอดี เอี้ยนอ๋องทรงดำริว่าเขาควรกลับมาดูลูกเสียที อย่างน้อยก็ควรกลับมาตั้งชื่อ พระองค์จึงให้องค์ชายหกมู่หรงซู่ไปทำหน้าที่แทนเขา

        มู่หรงลี่กลับมาถึงจวนก็ถามกว่านอวี้ว่า  “ฮูหยินเล่า?”

        กว่านอวี้เห็นท่านอ๋องกลับมา สีหน้าก็เต็มไปด้วยความดีอกดีใจ “ฮูหยินอยู่ที่ตำหนักฉีเจี้ยนเก๋อ นางเลี้ยงลูกอยู่ขอรับ”

        “เลี้ยงลูก?!” มู่หรงลี่ตะลึงงันไป ลูกใคร?

        กว่านอวี้มองเขาด้วยสายตาระแวดระวัง  “ฮูหยินเซียงคลอดแล้วขอรับ”

        มู่หรงลี่งงหนักอย่างที่นานๆ จะเป็นสักครั้ง  “ท้องตั้งแต่เมื่อไหร่?”

        กว่านอวี้ตะลึงงัน  “ปีที่แล้ว ฮูหยินส่งจดหมายไปเรียนท่านอ๋องแล้วนี่ขอรับ ท่านอ๋องไม่ได้รับหรือ?”

        พูดไปเดินไป ไม่นานทั้งสองก็ไปถึงตำหนักฉีเจี้ยนเก๋อ มู่หรงลี่กล่าวกลบเกลื่อน  “ได้รับแล้ว ต้องได้รับแล้วสิ” เขาเดินเข้าไปพลางเอ่ยถาม  “ท่านอ๋องน้อยอยู่ที่ไหน?”

        เซียงเซียงกำลังเล่นกับลูกอยู่ในห้อง สองมือของนางสอนมือน้อยๆ ให้จับพู่ในมือของตน ได้ยินเช่นนี้ก็อึ้งไปทันที หนิงชุ่ยกับปี้จูที่อยู่ข้างๆ คุกเข่าลง หนิงชุ่ยจะเอ่ยเสียงเบา  “ท่านอ๋อง ฮูหยินคลอดท่านหญิงน้อยเจ้าค่ะ”

        ทุกคนเงียบกันไปหมด ทันใดนั้นเซียงเซียงก็เข้าใจ เขาไม่ได้ขี้เกียจตอบจดหมาย แต่เขาไม่เคยอ่านจดหมายที่นางส่งไปเลยต่างหาก บางทีสำหรับเขาแล้ว อนุภรรยาเป็นเพียงอนุภรรยาเท่านั้น ไม่นับว่าเป็นคนในครอบครัว จดหมายที่นางส่งไปจะนับว่าเป็นจดหมายจากทางบ้านได้อย่างไร?

        หากรู้เช่นนี้ตั้งแต่แรก ไยต้องลำบากไหว้วานให้คนส่งจดหมายไปทุกเดือนด้วย? ช่างน่าขันเสียจริง

        หญิงสาวสูดหายใจลึกก่อนจะยิ้มน้อยๆ พลางส่งเด็กไปให้เขาอุ้ม

        มู่หรงลี่ยื่นหน้าเข้ามาดู เขารู้สึกเพียงแค่ว่า ‘นี่เป็นลูกของข้าอย่างนั้นหรือ? ไม่เห็นรู้สึกเลย เป็นลูกของข้าจริงๆ หรือ?’

        มองอีกสองทีแล้วพูดว่า  “ข้าต้องเข้าวังก่อน”

        ตอนกลับมาค่อนข้างเร่งรีบ ยังไม่ทันได้เข้าวังไปเข้าเฝ้าเอี้ยนอ๋อง กล่าวจบก็หมุนกายเดินออกจากตำหนักฉีเจี้ยนเก๋อ มุ่งหน้าเข้าวังไปทันที เซียงเซียงค่อยๆ ดึงมือทั้งสองกลับมาช้าๆ กอดลูกเอาไว้กับอกเหมือนเดิม

        นางยังไม่ทันได้ปรับสีหน้า หนิงชุ่ยที่ยืนอยู่ด้านข้างก็เอ่ยเสียงเบาว่า  “ท่านอ๋องมีนิสัยเช่นนี้เอง ฮูหยินอย่าได้คิดมากนะเจ้าคะ”

        เซียงเซียงพยักหน้า นางย่อมต้องไม่คิดมากอยู่แล้ว เพราะถึงคิดมากไปก็คงทำอะไรไม่ได้

        เด็กน้อยส่งเสียงอ้อแอ้ ถึงเวลากินนมแล้ว แม่นมจึงเข้ามารับ

 

        มู่หรงลี่เข้าวัง

        พอพบหน้าเอี้ยนอ๋องก็ตรัสถามว่า  “เห็นลูกสาวของเจ้าหรือยัง?”

        มู่หรงลี่พยักหน้า ได้เห็นแวบหนึ่ง อืม นั่นเป็นลูกสาวของข้าจริงๆ อย่างนั้นหรือ? ทำไมถึงได้รู้สึกว่ากะทันหันเหลือเกิน

        เอี้ยนอ๋องตรัสต่อ  “ยังไม่ได้ตั้งชื่อ เจ้าตั้งเองเถิด ชื่อของเด็กต้องตั้งใจตั้งหน่อยล่ะ” เฮ้อ พระองค์อดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าตอนนั้นตั้งชื่อให้เจ้าลูกคนนี้ไม่ดี เหตุใดถึงได้เลือกคำว่า ‘ลี่’ นะ… ตอนพระราชทานตำแหน่งอ๋องก็คิดอยู่เป็นนานกว่าจะเลือกตัวอักษร ‘ซวิ่น’ ให้ แต่ก็ช่วยเปลี่ยนนิสัยเขาไม่ได้อยู่ดี

        มู่หรงลี่รับคำคำหนึ่ง แต่เอี้ยนอ๋องยังไม่วางพระทัย  “ลูกข้า เจ้าคิดจะตั้งชื่ออะไรให้ลูกสาวตนเองล่ะ?”

        มู่หรงลี่เริ่มปวดหัว นี่ไม่ใช่เรื่องที่เขาถนัดเลยสักนิด  “ชื่อมู่หรงเจี๋ยเป็นอย่างไร?”

        เอี้ยนอ๋องถามว่าเป็นอักษรตัวไหน พอรู้ชีพจรตรงขมับก็เต้นตุบๆ เด็กผู้หญิงชื่อมู่หรงเจี๋ย เจ้าไม่กลัวว่าอนุของเจ้าจะอุ้มลูกไปกระโดดแม่น้ำไป๋หลางฆ่าตัวตายอีกรึไง? เอี้ยนอ๋องทรงถอนพระทัยคำหนึ่งพลางเสนอขึ้นว่า  “ลูกข้าเจ้าไม่รู้สึกหรือว่าชื่อมู่หรงเซวียนน่าจะเหมาะสมกว่า? นางเป็นเด็กผู้หญิงนะ”

        “ถ้าอย่างนั้นชื่อมู่หรงเซวียนก็แล้วกัน” คิดไว้แล้วแท้ๆ ยังจะถามเขาทำไมอีก?

        เอี้ยนอ๋องพยักพระพักตร์ ในบรรดาโอรสทั้งหก คนที่พระองค์เป็นห่วงที่สุดก็คือเขาผู้นี้ มู่หรงลี่มีความชอบทางทหาร ทั้งยังเป็นคนแรกในบรรดาองค์ชายทั้งหกที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์อ๋อง แต่เขาก็ดันเป็นคนที่ชอบก่อเรื่องมากที่สุดในบรรดาทั้งหกคนด้วย

        เอี้ยนอ๋องตรัสว่า  “หากมีเวลาว่างก็พาลูกเข้าวังสักหน่อยเถิด แม่ของเจ้าคิดถึงอยู่ทุกวัน”

        มู่หรงลี่เริ่มหมดความอดทน ดังนั้นจึงไม่ตอบอะไรอีก... ลูกสาวของข้า ข้าดูเองก็พอ จะอุ้มไปอุ้มมาทำไมกัน?

        เอี้ยนอ๋องเริ่มรู้สึกว่าตัวเองช่างน่าสมเพชเหลือเกิน พระองค์จึงโบกหัตถ์ราวกับกำลังไล่แมลงวัน  “ไสหัวไปๆ” เรียกเจ้ามาตอแยก็เพราะกลัวเจ้าจะซี้ซั้วตั้งชื่อให้หลานสาวของข้านี่ล่ะ!

        มู่หรงลี่ตั้งท่าจะก้าวเท้าจากไป แต่พอเห็นเส้นพระเกษาสีเทาปนขาวที่โผล่ออกมาจากใต้มงกุฎของเสด็จพ่อ เขาก็ตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ในใจรู้สึกกลัดกลุ้มอย่างน่าประหลาด จากนั้นจึงก้าวออกจากตำหนักเต๋อเจิ้งไป

 

        ชายหนุ่มมุ่งตรงไปยังตำหนักจางเหวิน

        ซูเฟยเห็นเขากลับมาก็ดีพระทัยนัก สองแม่ลูกพูดคุยกันอยู่ในตำหนัก

        “ไปชายแดนทีหนึ่งก็ไปเป็นหลายเดือน เจ้าผอมลงมากเลย” ซูเฟยปวดพระทัย แต่มู่หรงลี่กลับวางท่าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปกติเขาก็อยู่ข้างนอกมากกว่าอยู่ที่จิ้นหยางอยู่แล้ว

        ซูเฟยหยิบขนมดอกเหมยขึ้นราซึ่งถูกปิดผนึกเอาไว้เรียบร้อยออกมา มู่หรงลี่ไม่เข้าใจ  “ทำไมหรือ?”

        ซูเฟยตรัสว่า  “หลังจากเจ้าจากไป เซียงเซียงก็ตั้งครรภ์ แม่เลยรับนางเข้ามาในวัง เพราะอยากให้มีคนช่วยดูแลนางมากขึ้น” มู่หรงลี่เลิกคิ้ว... แล้วอย่างไรต่อ?

        ซูเฟยยื่นขนมดอกเหมยกล่องนั้นไปตรงหน้าเขา  “ฮองเฮาทรงให้คนส่งขนมกล่องนี้มา จากนั้นเซียงเซียงแม่ลูกก็เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด แม่… ไม่ได้ดูแลพวกนางแม่ลูกให้ดี”

          น้ำพระเนตรของพระนางไหลลงมา มู่หรงลี่ปรายตามองขนมในกล่องครั้งหนึ่ง สีพระพักตร์ของซูเฟยเต็มไปด้วยความหวาดผวา  “ในวังสงบสุขมาหลายปี รัชทายาทเองก็เริ่มเข้าไปช่วยบริหารราชการแผ่นดิน แม่ไม่อยากให้เกิดเรื่องอีก แถมตอนนี้เซียงเซียงกับลูกก็ไม่ได้เป็นอะไรแล้ว ดังนั้นจึงปกปิดเรื่องนี้ไว้ ไม่ได้ทูลให้ฝ่าบาททรงทราบ”

        มู่หรงลี่ลุกขึ้นกล่าวเพียงประโยคเดียว  “ก็แค่อนุภรรยาคนหนึ่ง มีค่าให้ฮองเฮาต้องใส่พระทัยถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”

        ชายหนุ่มยิ้มเย็นก่อนจะก้าวออกจากตำหนักจางเหวินไป

        ซูเฟยลุกขึ้นวิ่งตามไปถึงประตูตำหนัก อี่เยว่กล่าวเสียงเบาว่า  “พระสนม ท่านอ๋องไปแล้วเพคะ”

        ซูเฟยถอนพระทัยคำหนึ่งก่อนจะตรัสถามว่า  “อี่เยว่ เจ้าว่าลี่เอ๋อร์รู้เรื่องนี้แล้ว ยังจะลำเอียงเข้าข้างรัชทายาทอีกหรือ?”

        อี่เยว่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยตอบว่า  “พระสนม ท่านเลี้ยงท่านอ๋องมากับมือ หลายปีมานี้ก็ดีต่อท่านอ๋องไม่น้อย ท่านอ๋องไม่ใช่คนเนรคุณหรอกเพคะ”

        ซูเฟยส่ายพระพักตร์  “คนเราก็เป็นเช่นนี้ หากไม่มีใครร้ายกับเขา เขาก็ไม่รู้หรอกว่าใครดีกับเขา” ข้าเห็นลี่เอ๋อร์เหมือนลูกแท้ๆ แต่ก็เพียงแค่ ‘เหมือนลูกแท้’ เท่านั้น เพราะจริงๆ แล้วเขาก็ไม่ใช่ลูกแท้ๆอยู่ดีนั่นแหละ

        พระนางให้อิ๋นจือไปปรนนิบัติเซียงเซียงก็เพราะมีจุดหมายแอบแฝง หากอิ๋นจือสามารถใกล้ชิดเซียงเซียงและแต่งเข้าไปในจวนซวิ่นอ๋องได้ ไม่ว่าจะเป็นพระชายารองหรือแม้กระทั่งอนุภรรยาธรรมดา อย่างน้อยพระนางก็จะได้รู้ความเคลื่อนไหวของมู่หรงลี่ ทั้งยังจะมีคนที่ไว้ใจได้คอยช่วยพูดจาเกลี้ยกล่อมเขา เช่นนี้พระนางก็คงวางพระทัยได้บ้าง

        แต่อิ๋นจือกลับโง่เขลา เมื่อรู้แล้วว่าเด็กสาวคนนั้นใช้การไม่ได้ พระนางก็จำต้องสละเรือเล็กทิ้งไป คิดไปคิดมา ไม่สู้พายเรือตามน้ำ เปิดโอกาสให้ฮองเฮาเสียจะดีกว่า

        ตอนที่ฮองเฮาส่งขนมดอกเหมยมา หลิงชิวเป็นคนรับเอาไว้ ฮองเฮาโง่เขลาจนวางยาพิษในขนมตรงๆ จริงๆ อย่างนั้นหรือ? ฮองเฮาก็แค่อยากหยั่งเชิงดูว่า ตำหนักจางเหวินไม่ใส่ใจเรื่องอาหารการกินของเซียงเซียงจริงหรือไม่เท่านั้นเอง

        หลิงชิวนำขนมไปนึ่งกับพิษอูโถว ให้ไอพิษค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในเนื้อขนม..

        จากนั้น ซูเฟยก็ลงโทษอิ๋นจือที่เลี้ยงดูมากับมือตั้งแต่เด็กนอกห้องนอนของเซียงเซียง อิ๋นจือร้องไห้เสียงดังปานนั้น ไม่มีทางที่เซียงเซียงจะไม่ได้ยินแน่ นางย่อมต้องซาบซึ้งในบุญคุณของพระนาง และปักใจเชื่อว่าพระนางต้องไม่มีวันทำร้ายนาง

        แน่นอน จะให้ดีก็ต้องรักษาเด็กเอาไว้ได้ด้วย  แปดปีแล้วกว่าลี่เอ๋อร์จะมีเลือดเนื้อเชื้อไขขึ้นมาสักคน หากรักษาเอาไว้ไม่ได้ คงจะน่าเสียดายมากทีเดียว

 

        กลับไปถึงจวนซวิ่นอ๋อง

        มู่หรงลี่เรียกกว่านอวี้ให้มาพบ เขาสั่งให้คนอื่นๆ ถอยออกไปหมดก่อนจะตบหน้ากว่านอวี้อย่างแรง พ่อบ้านยืนนิ่งไม่กล้าขยับ มู่หรงลี่เอ่ยถาม  “ข้าไม่อยู่ ให้เจ้าดูแลเรื่องในจวน เจ้าก็ดูแลแบบนี้หรือ? คนในจวนของข้า ปล่อยให้ใครๆ มารับไปได้ตามใจชอบอย่างนั้นหรือ?!”

        กว่านอวี้ก้มหน้า “บ่าวทราบว่าผิด แต่… ราชโองการของฝ่าบาท บ่าว...”

        มู่หรงลี่ตบหน้าอีกฝ่ายซ้ำอีกครั้ง “หากฝ่าบาทคิดจะรับคนของข้าไปก็ต้องให้คนส่งราชโองการไปให้ข้าที่ด่านผิงตู้กวน!”

        กว่านอวี้คุกเข่าลง  “บ่าวบกพร่องต่อหน้าที่ ยินดีรับโทษ!”

        มู่หรงลี่หมุนกายเดินไปยังตำหนักฉีเจี้ยนเก๋อโดยไม่บอกให้อีกฝ่ายลุกขึ้น ถึงตอนนี้เขาค่อยคิดถึงเด็กน้อยขึ้นมาได้ ไปถึงชายหนุ่มก็เอ่ยปากกับแม่นม  “อุ้มเด็กมา”

        นางหวังซื่อผู้เป็นแม่นมรีบอุ้มเด็กน้อยมาให้ มู่หรงลี่มองซ้ายมองขวาอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกพอใจไม่น้อย เขาค่อยรู้สึกขึ้นมาบ้างว่า ที่แท้นี่ก็เป็นลูกสาวของเขาจริงๆ!

        นางตัวเล็กมาก ราวกับว่าแค่ใช้นิ้วทั้งห้าบีบก็จะบีบให้แตกสลายได้ เขาไม่ได้อุ้ม เพียงแค่ยื่นมือออกไปจิ้มใบหน้าของนางเบาๆ เด็กน้อยลืมตาขึ้นส่งเสียงอ้อแอ้ ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังพูดอะไร

        เซียงเซียงส่งเสื้อผ้าที่เขาเพิ่งถอดออกให้สาวใช้แล้วไปยกของว่างมาให้ มู่หรงลี่เล่นกับลูกสาวอยู่ครู่หนึ่งค่อยนึกขึ้นได้  “ต่อไปเรียกแกว่ามู่หรงเซวียน”

        เซียงเซียงรับคำ ก้มหน้าเงียบ แม่นมเห็นว่ามีตัวเองอยู่ด้วย ทั้งสองไม่สะดวกจะพูดคุยกันก็รีบย่อกายทำความเคารพแล้วอุ้มเด็กจากไป

        พอแม่นมจากไป ในห้องก็เหลือเพียงมู่หรงลี่กับเซียงเซียง มู่หรงลี่กวักมือเรียกเซียงเซียงให้เข้าไปหา หญิงสาวค่อยขยับไปตรงหน้าเขา ไม่ได้พบกันมาหลายเดือน เขาคล้ำลงเล็กน้อย แต่รูปร่างกลับดูแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

        จริงๆ แล้วเซียงเซียงก็อยากพูดคุยกับเขาเหมือนกัน นางไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้เลย แต่พอคิดดูดีๆ นางก็พบว่าเดิมนางก็ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับมู่หรงลี่อยู่แล้ว

        นางไม่รู้จะเอ่ยปากพูดกับเขาอย่างไร เขาจากไปแปดเดือน ทำให้นางรู้สึกห่างเหินกับเขาไม่น้อย แต่พอมู่หรงลี่คว้าตัวนางเข้าไปกอด เชยคางนางขึ้นแล้วก้มลงมาจูบ เซียงเซียงก็หลับตาลงและไม่คิดถึงเรื่องอื่นอีก

        บางทีเขาคงไม่ต้องการให้ใครมาคอยเป็นห่วงเป็นใยสินะ? เขาพาผู้หญิงคนหนึ่งกลับมาก็เพื่อตอบสนองความต้องการทางกายเท่านั้น

        นี่คงเป็นความหมายของอนุภรรยา... สำหรับผู้ชายกระมัง

        ปลายลิ้นของเขาเคลื่อนไหวไปมาระหว่างริมฝีปากกับฟันของนางด้วยท่าทีรุกราน เซียงเซียงทานรับน้ำหนักของเขาไม่ไหวจึงแหงนศีรษะขึ้นเล็กน้อย เขาเอื้อมมือมาอุ้มนางขึ้นไปวางบนโต๊ะไม้ประดู่ ร่างสูงใหญ่ของชายฉกรรจ์ที่โถมทับลงมาทำให้เซียงเซียงแทบจะหายใจไม่ออก

        แต่มู่หรงลี่กลับคิดเพียงว่า เหตใดจู่ๆ ผู้หญิงคนนี้ถึงได้ผอมลงมากถึงเพียงนี้? แค่กอดไว้ก็สัมผัสได้ถึงกระดูก

        ชายหนุ่มว่างเว้นมานานถึงแปดเดือน ย่อมอดใจไม่ไหว เซียงเซียงรู้นิสัยของเขาดี นางขมวดคิ้วเพียงเล็กน้อยแล้วก็ยอมตามใจเขาแต่โดยดี รอจนพายุฝนผ่านพ้นไป ค่อยปรนนิบัติเขาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า

        มู่หรงลี่นอนอยู่บนเตียง เห็นนางทำท่าเหมือนจะออกไปข้างนอกก็เอ่ยถามขึ้นว่า  “จะไปไหน?”

          เซียงเซียงรีบตอบ “ตอนกลางคืนลูกมักหลับไม่สนิท ข้าจะไปดูเสียหน่อย”

        “มีแม่นมไม่ใช่หรือ? หากเห็นว่าพวกนางดูแลไม่ดี เปลี่ยนคนใหม่เสียก็สิ้นเรื่อง” มู่หรงลี่ว่า

        เซียงเซียงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ไม่เจ้าค่ะ พวกนางดีมากแล้ว เพียงแต่..” นางเป็นแม่ ย่อมต้องไปดูสักครั้งถึงจะวางใจ

        มู่หรงลี่โบกมือ เป็นความหมายว่าตามใจ อยากไปก็ไปเถอะ

 

        เซียงเซียงเดินเข้าไปในห้องของบุตรสาว

        เซวียนเซวียนน้อยยังไม่หลับ แม่นมพยายามกล่อมอยู่ครู่ใหญ่แล้ว แต่เพราะแกมีสุขภาพไม่ดีมาตั้งแต่เกิด ตอนกลางคืนจึงมักจะร้องไห้อยู่บ่อยๆ วันนี้แกไม่ได้ร้องไห้ เพียงแค่เบิกตากว้าง ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังมองอะไร

        เซียงเซียงรับเด็กน้อยมาอุ้มแล้วเดินไปเดินมาอยู่ในห้อง พอได้อยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นแม่ แกก็เหมือนจะสบายใจขึ้น หลับตาลงไม่นานนักก็หลับสนิท

        แม่นมกล่าวเสียงเบาว่า “ท่านอ๋องไปข้างนอกมาหลายเดือน ยากนักกว่าจะได้กลับมา ฮูหยินเซียงไปอยู่เป็นเพื่อนท่านเถิดเจ้าค่ะ ที่นี่มีบ่าวอยู่ ไม่ต้องเป็นห่วง”

        เซียงเซียงพยักหน้าพลางวางลูกลงบนเตียง ปล่อยให้แม่นมหยิบพัดเล็กๆ ขึ้นมาพัดให้แม่หนูเบาๆ

        ทั้งสองพูดคุยกันอยู่อีกครู่หนึ่ง เห็นลูกหลับสนิทดีแล้ว เซียงเซียงถึงได้กลับไปที่ห้อง

        มู่หรงลี่ซึ่งนอนอยู่บนเตียงหลับไปแล้วเช่นกัน เซียงเซียงเอนกายลงนอนข้างๆ เขาอย่างระมัดระวัง เห็นมู่หรงลี่ไม่ได้ลืมตา นางก็ขยับเข้าไปใกล้อีกนิด เขามีหน้าผากกว้าง สันจมูกโด่ง แม้ในยามที่ไม่ได้พูดไม่ได้ขยับ ก็ยังดูเต็มไปด้วยสง่าราศีและนิสัยหัวแข็งดื้อรั้นซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของคนตระกูลมู่หรง

        นางไม่ใช่ภรรยาของเขา แต่เขากลับเป็นสามีของนาง คิดถึงฉากรักที่ไม่อาจควบคุมได้เมื่อครู่ หญิงสาวก็หน้าแดงก่ำ นางขยับศีรษะเข้าไปใกล้หัวไหล่ของเขาอีกนิดแล้วหลับตาลง ไม่นานนักก็หลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน

        รอจนเสียงลมหายใจของนางสม่ำเสมอเพราะหลับสนิทไปแล้ว มู่หรงลี่ถึงได้ลืมตาขึ้น เขาเป็นคนฝึกยุทธ์ หากแม้กระทั่งนางเข้าใกล้ก็ยังไม่รู้ตัว คงเป็นเรื่องอันตรายมากแล้ว หญิงสาวข้างกายมีกลิ่นหอมของดอกพุดซ้อน นางคงทำน้ำหอมอะไรขึ้นมาอีกสินะ?

        ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบผมตรงข้างหูของนางเบาๆ น่าอัศจรรย์เหลือเกิน ผู้หญิงคนนี้คลอดบุตรสาวให้เขาคนหนึ่ง

 

        เช้าวันรุ่งขึ้น

        มู่หรงลี่ตื่น เซียงเซียงก็ปรนนิบัติเขาล้างหน้าล้างตา ไม่นานนัก บ่าวรับใช้ที่ด้านนอกก็เข้ามารายงานว่า มู่หรงเชียนพี่ชายคนที่สามของเขามาเยือน

        มู่หรงลี่จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วเดินออกไปข้างนอก มู่หรงเชียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง “น้องห้า เจ้าไม่เลวเลยนี่ ออกไปข้างนอกรอบหนึ่ง กลับมาก็มีลูกสาวแล้ว!”

        กล่าวพลางเอื้อมมือออกมาทำท่าจะตบบ่ามู่หรงลี่ แต่มู่หรงลี่เบนตัวหลบเสียก่อน มู่หรงเชียนเคยชินเสียแล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้รู้สึกขัดเขิน  “หลานสาวเล่า! อุ้มออกมาให้ข้าดูหน่อย”

        มู่หรงลี่โบกมือให้แม่นมอุ้มเซวียนเซวียนน้อยออกมา มู่หรงเชียนรับไปอุ้มไว้พลางหยอกล้อ ท่าทางติดอกติดใจจนไม่อยากปล่อยมือ

        มู่หรงลี่เริ่มรำคาญ  “มีอะไร?” มาแต่เช้าปานนี้ คงไม่ใช่แค่มาดูลูกสาวของข้าหรอกนะ!

        มู่หรงเชียนค่อยเอ่ยขึ้นว่า “โจวไท่เว่ยเชิญเราไปที่จวน ระยะนี้ซีจิ้งเคลื่อนย้ายกำลังทหารบ่อยๆ เกรงว่าจะมีเหตุเปลี่ยนแปลงขึ้น ไท่เว่ยบอกว่าอยากจะส่งแม่ทัพคนสนิทสองคนไปคอยเฝ้าดูสถานการณ์ เราปรึกษากันก่อน พรุ่งนี้ตอนประชุมเช้า เสด็จพ่ออาจถามว่าควรส่งใครไป เราจะได้เตรียมตัวไว้”

        มู่หรงลี่ขมวดคิ้ว ก้าวตามอีกฝ่ายออกจากจวนไป “หลังจากการศึกที่เมืองเจี้ยนหมิง หนึ่งปีมานี้ซีจิ้งก็ไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรอีก ใครเป็นคนส่งข่าวมาว่าซีจิ้งเคลื่อนย้ายกำลังพลบ่อยๆ แล้วเคลื่อนย้ายอย่างไร? มีการสั่งสมเสบียงหรือไม่?”

 

        ทั้งสองเดินไปพลางพูดคุยกันไปพลางจนไปถึงจวนไท่เว่ย มู่หรงเชียนถึงได้รู้ตัวว่าในมือยังอุ้มเด็กน้อยเอาไว้ เขารีบส่งเซวียนเซวียนน้อยไปให้มู่หรงลี่

        มู่หรงลี่อุ้มเด็กน้อยเอาไว้กับอก รู้สึกว่าแกช่างตัวเล็กจนเหมือนจะละลายหายไปได้ตลอดเวลา ยังดีที่จวนไท่เว่ยมีแม่นมอยู่ พวกนางจึงมารับแกไปดูแล

        โจวไท่เว่ยมีชื่อว่าโจวอี้ เป็นบิดาของโจวจั๋ว ดังนั้นจึงสุภาพอ่อนน้อมต่อมู่หรงลี่มาก เห็นท่านอ๋องทีไรเขามักจะส่งยิ้มกว้างๆให้เห็นอยู่เสมอ แต่ในใจก็เอาแต่คิดว่า ‘เห็นแก่ที่ข้าอายุมากขนาดนี้ ทั้งยังอ่อนน้อมต่อท่านถึงเพียงนี้ หากมีอันตรายเกิดขึ้นในสนามรบ ท่านคงต้องเกรงใจไม่กล้าส่งลูกชายของข้าไปบ้างสิน่า’

        เขารีบเชิญทั้งสองเข้าไปในห้องหนังสือ จากนั้นก็ปรึกษาหารือกันอยู่ในนั้นตลอดทั้งวัน

        ค่ำวันนั้น มู่หรงลี่กลับไปที่จวนซวิ่นอ๋อง เห็นเซียงเซียงรออยู่ที่หน้าประตูก็อดประหลาดใจไม่ได้ เพราะปกตินางมักไม่ค่อยก้าวออกจากตำหนักฉีเจี้ยนเก๋อ ชายหนุ่มตรงเข้าไปถาม  “มีอะไรหรือ?”

        เซียงเซียงกวาดตามองเขาขึ้นๆ ลงๆ สีหน้าซีดขาว  “ท่านอ๋อง...” มู่หรงลี่เลิกคิ้ว เสียงของนางสั่น “เซวียนเซวียนเล่า?”

        “……….” ทันใดนั้นมู่หรงลี่ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขารีบหมุนกายเดินกลับไปยังจวนไท่เว่ยทันที!

        ฉิบหายแล้ว... เขาลืมลูกไว้ที่นั่น!

 

-----------------------------------------------------------------------

VOTE นิยาย
ชอบตอนนี้จังเลย
( 224 ) Vote
เรื่องมันเศร้า
( 195 ) Vote
โกรธแล้วนะ
( 69 ) Vote
โอ๊ย...เขิน
( 6 ) Vote
ลุ้นๆ
( 155 ) Vote
อ้าว... ซะงั้น
( 131 ) Vote
เดี๋ยวเจอดี!
( 38 ) Vote
INTRODUCE WRITER
(แนะนำนักเขียน)
toggles
ลงแล้ว : 8 ตอน
โดย : Hongsamut Team
จำนวนคนชม : 422,090 ครั้ง


toggles :
ตอน
  • 1. โปรยย่อ “เต้าหู้ไซซี”

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 2. ตอนที่ 1 แผลเก่า

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 3. ตอนที่ 2 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 4. ตอนที่ 3 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 5. ตอนที่ 4 Up100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 6. ตอนที่ 5 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 7. ตอนที่ 6 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 8. ตอนที่ 7 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

CONTACT WRITER
(ติดต่อนักเขียน)
* all fields are required