HONGSAMUT SEARCH :
ค้นหานักเขียน
ค้นหานิยาย
ค้นหาหนังสือพร้อมขาย
เต้าหู้ไซซี
นักเขียน : Hongsamut Team
จำนวนผู้เข้าชม : 422,092 ครั้ง
ตอนที่ 5 Up 100%

ตอนที่ 5

 

            มู่หรงลี่ถูกเรียกตัวเข้าวัง

            ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะเขาก่อเรื่อง

          เอี้ยนอ๋องทรงตรัสถามอย่างมีความหมาย “ลูกข้า ได้ยินว่าเจ้าแต่งอนุมาคนหนึ่ง?”

          มู่หรงลี่ส่งเสียงอืมคำหนึ่ง ถือเป็นการตอบรับ เอี้ยนอ๋องทรงตรัสว่า  “ถ้าอย่างนั้นเจ้าลองคิดเรื่องแต่งพระชายาหน่อยดีหรือไม่ อายุก็ไม่น้อยแล้ว ลูกๆ ของพี่ชายเจ้าล้วนแต่ท่อง ‘ตำราหลุนอวี่’ กันได้หมด”

          มู่หรงลี่ไม่พูดอะไร เอี้ยนอ๋องทรงถอนพระทัย “ไปหาแม่ของเจ้าเถิด นางคิดถึงเจ้ามาก”

          ด้วยเหตุนี้ มู่หรงลี่จึงไปที่วังหลัง มารดาแท้ๆ ของเขาจากไปนานแล้ว มารดาที่เอี้ยนอ๋องทรงตรัสถึง หมายถึงพระสนมซูเฟยที่เลี้ยงดูเขามาจนเติบใหญ่ ซูเฟยเห็นเขากลับมาก็ดีพระทัย พระนางรีบให้คนไปนำผลไม้และของหวานมาต้อนรับราวกับเขาเป็นเด็กเล็กๆ

          มู่หรงลี่กินขนมไปสองชิ้น พี่ใหญ่มู่หรงป๋อก็เข้ามา สองพี่น้องจ้องหน้ากันนิ่งนาน ในที่สุดมู่หรงป๋อก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน  “น้องห้า กลับมาแล้วหรือ?”

          เพราะอยู่ต่อหน้าซูเฟย มู่หรงลี่จึงส่งเสียงอืมครั้งหนึ่ง เป็นการตอบรับ

          พระสนมซูเฟยเห็นบุตรชายทั้งสองอยู่กันพร้อมหน้าก็ปลาบปลื้มพระทัย  “ลี่เอ๋อร์ ได้ยินว่าเจ้าแต่งอนุเข้าตำหนัก ทำไมถึงไม่พาเข้าวังมาให้แม่ดูหน่อยเล่า?”

          มู่หรงลี่แค่นเสียง  “แค่ผู้หญิงคนเดียว มีอะไรน่าดูกัน?”

          ซูเฟยถูกอีกฝ่ายตัดบทแต่ก็ไม่สนพระทัยนัก เพราะเคยชินอยู่แล้ว  “แม่เฝ้าหวังมาหลายปี ในที่สุดเจ้าก็ยอมแต่งงาน แม่ย่อมต้องอยากเห็นนาง”

          มู่หรงลี่กลืนขนมลงคอ จริงๆ แล้วขนมในตำหนักของซูเฟยหวานเกินไป ไม่ค่อยอร่อยนัก แต่เขาก็ยังยอมกล่าวว่า “หากเสด็จแม่อยากเห็น วันหลังหม่อมฉันจะพานางมาให้ทอดพระเนตร”

          ซูเฟยพยักพระพักตร์ ทั่วทั้งวัง มีเพียงซูเฟยกับเอี้ยนอ๋องเท่านั้นที่เขายอมลงให้

          มู่หรงป๋อที่อยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้นว่า  “เสด็จพ่อพูดเรื่องแต่งพระชายากับเจ้าแล้วอย่างนั้นหรือ?”

          มู่หรงลี่ได้ยินแต่คร้านจะตอบ ซูเฟยตรัสขึ้นว่า “ครั้งก่อนเสด็จพี่รัชทายาทของเจ้าเคยกล่าวว่า บุตรสาวของใต้เท้าฟู่ไม่เลว... ตอนที่แม่นางผู้นั้นเข้าวัง แม่ก็เคยพบหน้า รูปร่างหน้าตางดงามมาก นิสัยก็อ่อนโยน...”

          มู่หรงลี่กลืนขนมลงไปอีกชิ้น รู้สึกว่าตัวเองทำหน้าที่ครบถ้วนดีแล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า  “ในจวนยังมีเรื่องให้ทำอีกมาก วันหลังลูกค่อยมาเยี่ยมเสด็จแม่ใหม่”

          กล่าวจบลุกขึ้นเดินจากไปทันที มู่หรงป๋อรีบร้อนเดินตาม ซูเฟยทอดพระเนตรเงาหลังของบุตรชายทั้งสองแล้วได้แต่ส่ายพระพักตร์

          เอี้ยนอ๋องทรงมีพระชนมายุไม่น้อยแล้ว รัชทายาทมู่หรงเซิ่นก็มีฮองเฮาหนุนหลัง จึงเริ่มเข้ามามีบทบาทในการบริหารราชการแผ่นดินมากขึ้น ส่งผลให้มู่หรงป๋อผู้เป็นโอรสองค์โตมีสถานะที่ยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนบุตรชายอีกคนหนึ่งของพระนางก็กุมอำนาจทหารไว้มือ จึงยิ่งกลายเป็นเป้าให้ผู้อื่นอิจฉาริษยา แต่เขากลับไม่สนใจจะแต่งงานสร้างครอบครัว ซ้ำยังไม่ถูกกับพี่ชายเสียอีก

          ลูกสองคนนี้ เหมือนก้อนหินที่ทับอยู่บนทรวงอกของพระนางเสียจริงๆ

          ชายหนุ่มทั้งสองเดินไปถึงประตูตำหนักจางเหวิน มู่หรงป๋อเอ่ยขึ้นว่า  “น้องห้า เสด็จแม่อยากให้เจ้าเป็นฝั่งเป็นฝา หลายปีมานี้พระนางเป็นห่วงเจ้ามาก...”

          ยังพูดไม่ทันจบ มู่หรงลี่ก็ตัดบทเสียงเย็น  “ข้าเคยมีครอบครัวอยู่แล้ว”

          มู่หรงป๋อนิ่งอึ้งไป ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้กล่าวว่า  “น้องห้า ขอโทษด้วย”

          มู่หรงลี่สาวเท้าจากไปทันที คำขอโทษไม่อาจทำให้นางฟื้น และไม่อาจทำให้เขาหายเจ็บปวด คำขอโทษไม่มีประโยชน์อะไรเลยสักนิด

 

          กว่านอวี้ส่งวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารมาที่ตำหนักฉีเจี้ยนเก๋อมากมาย

          เซียงเซียงเห็นแล้วถึงกับพูดไม่ออก บางอย่างเป็นวัตถุดิบที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนเสียด้วยซ้ำ แต่ยังดีที่กว่านอวี้ส่งสาวใช้ประจำห้องครัวสองคนมาช่วย

          เซียงเซียงตุ๋นน้ำแกงไก่ใส่แตงกับเนื้อหอย ฤดูใบไม้ร่วงอากาศแห้ง สมควรต้องบำรุงบ้าง ตอนที่มู่หรงลี่เข้ามา น้ำแกงเพิ่งตุ๋นเสร็จพอดี เซียงเซียงตักให้เขาโถหนึ่ง เขาก็ดื่มลงไปแต่โดยดี

          เซียงเซียงเห็นเขาชอบก็อดดีใจไม่ได้ ดื่มน้ำแกงเสร็จก็ให้ยกกับข้าวขึ้นโต๊ะ วัตถุดิบอื่นมีราคาแพงมาก นางปรุงไม่เป็น แต่หากเป็นเต้าหู้แล้ว นางเชี่ยวชาญเป็นที่สุด

          เต้าหู้ผัดฝีมือเซียงเซียงใช้น้ำ ปรุงรสด้วยซีอิ๊วเปรี้ยวหวานที่หมักขึ้นเป็นพิเศษ... เต้าหู้ก้อนของนางสีเหลืองทองโรยด้วยหัวแครอทซอยสีส้ม แซมอีกทีด้วยเห็ดหูหนูซอยสีดำ ผัดแห้งแต่พอดี ราดซ้ำด้วยน้ำซีอิ๊วเข้มข้น

          มู่หรงลี่เจริญอาหารไม่น้อย

          นี่เป็นเพียงแค่อาหารทานเล่นเท่านั้น คนอย่างเขา หากไม่มีเนื้อมีปลาย่อมไม่มีทางอิ่ม ดังนั้นอาหารหลักจึงยังมีขาหมูพะโล้ ไก่ผัดพริกแห้ง เนื้อผัด ซีอิ๊วแดง ส่วนข้าวก็เป็นข้าวผัดห้าสี ตบท้ายด้วยขนมถั่วแดงรสชาติกลมกล่อม

          ทั้งหมดล้วนเป็นอาหารของชาวบ้านธรรมดา ไม่มีอาหารราคาแพงให้เห็นแม้แต่จานเดียว แต่มู่หรงลี่ก็รับประทานอย่างเอร็ดอร่อย ผู้ชายมีไอร้อนในร่างกายมากกว่าผู้หญิง สำหรับพวกเขาแล้วอากาศในเดือนสิบก็ยังนับว่าร้อน อาหารรสเปรี้ยวหวานจึงช่วยให้เจริญอาหารได้ดีมาก

          มู่หรงลี่เป็นคนลิ้นจระเข้ ไม่ว่าอะไรก็กินได้ทั้งนั้น แต่วันนี้เขากลับกินข้าวมากกว่าปกติถึงหนึ่งชาม

          พอเขากินอิ่ม เซียงเซียงก็ชงชามะนาวใส่น้ำผึ้งให้หนึ่งกา เพื่อช่วยย่อยอาหารและแก้เลี่ยน

          แม้แต่มู่หรงลี่ก็ยังรู้สึกว่าวันนี้ตนกินอาหารได้มากกว่าปกติ ต่อให้มีลิ้นจระเข้ เขาก็อยากกลับมากินอาหารที่นี่

          ตอนค่ำ เขาใช้เวลาช่วงหนึ่งเพื่อฝึกวรยุทธ์ เซียงเซียงนั่งอยู่ตรงทางเดินยาวหน้าประตู นางจุดตะเกียงทุกดวงให้สว่าง เตรียมน้ำและผ้าซับเหงื่อไว้ให้เขา จากนั้นจึงหยิบเข็มขัดที่ปักค้างเอาไว้เมื่อตอนกลางวันขึ้นมาปักต่อ

          เมื่อมู่หรงลี่หันกลับมา ก็มองเห็นแสงสว่างอันอบอุ่นที่ข้างกายนางได้พอดี

          บางครั้งเมื่อเขาหยุดพัก หญิงสาวจะเป็นฝ่ายมองไป ท่ามกลางแสงสีแดงอมส้มนั้น หญิงสาวลุกขึ้นรินน้ำอุ่นถ้วยหนึ่งยกไปให้เขาแล้วช่วยซับเหงื่อให้ มู่หรงลี่ดื่มไปอึกหนึ่งก็ขมวดคิ้ว  “ไม่มีสุราหรือ?”

          เซียงเซียงกล่าวเสียงอ่อน  “ดื่มน้ำเถอะเจ้าค่ะ เมื่อครู่ร่ำสุราไปไม่น้อยแล้ว”

          มู่หรงลี่ไม่ถือสาหาความ ช่างเถิด ดื่มน้ำก็ดื่มน้ำ

          ตามปกติเขาจะฝึกวรยุทธ์ประมาณหนึ่งชั่วยาม เมื่อฝึกเสร็จสาวใช้ก็เตรียมน้ำร้อนไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เซียงเซียงปรนนิบัติเขาอาบน้ำ เขาก็แกล้งลากนางลงไปในอ่างด้วย เซียงเซียงตกใจจนหน้าเปลี่ยนสีเพราะด้านนอกยังมีสาวใช้สองคนรออยู่ แต่ชายหนุ่มไม่สนใจแม้แต่น้อย ทำตามใจตัวเองเสร็จก็จัดการอาบน้ำให้ตัวเองและหญิงสาวลวกๆ แล้วอุ้มนางขึ้นไปบนเตียง

          หนิงชุ่ยกับปี้จูที่ด้านนอกก้มใบหน้าแดงก่ำลงต่ำ ไม่กล้ามองอะไรทั้งสิ้น มู่หรงลี่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ก้าวขึ้นไปบนเตียงแล้วทำตามใจอีกรอบ เซียงเซียงหน้านิ่ว แต่ยอมโอนอ่อนตามใจเขาแต่โดยดี เรี่ยวแรงของชายหนุ่มมากมายราวกับไม่มีวันหมด ตลอดคืนนั้นเซียงเซียงหมดสติแล้วฟื้น ฟื้นแล้วหมดสติไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

          ท้ายที่สุดนางไม่มีแรงจะขยับอีก ผล็อยหลับไปจนกระทั่งฟ้าสาง

 

          เมื่อมู่หรงลี่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า

          เซียงเซียงยังนอนหลับอยู่ ที่ราวแขวนเสื้อข้างเตียงมีเสื้อผ้าสะอาดพาดเตรียมไว้ให้เรียบร้อย มู่หรงลี่ลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าแล้วก้าวออกจากห้องไป

          หนิงชุ่ยเดินเข้ามาดูหลายรอบกว่าเซียงเซียงจะตื่น เห็นนางลุกขึ้นนั่งก็รีบตรงเข้าไปช่วยพยุง เสื้อผ้าของเซียงเซียงหลุดลุ่ยจนไม่อาจปกปิดร่องรอยบนเรือนร่างได้ หนิงชุ่ยปิดปากแน่น ใบหน้าแดงก่ำเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

          เซียงเซียงปล่อยให้อีกฝ่ายประคองไปที่อ่างอาบน้ำอย่างอ่อนแรง อาบน้ำสระผมเสร็จเรียบร้อยก็จัดการคลี่ผมออกผึ่งให้แห้ง มู่หรงลี่ทำตัวราวกับกระเพาะอูฐ หิวกี่วันก็กินส่วนของวันที่ขาดหายไปจนครบแล้วกลับไปนอนต่อ

          หญิงสาวนอนงีบอยู่ในอ่างน้ำร้อนครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “วันนี้ท่านอ๋องจะกลับมาหรือไม่?”

          ปี้จูตอบ “ได้ยินพ่อบ้านใหญ่บอกว่าเอี้ยนอ๋องทรงมีพระบัญชาให้ท่านอ๋องไปฝึกทหารที่ค่าย คิดว่าตอนกลางวันคงไม่มีเวลากลับมาเจ้าค่ะ”

          เซียงเซียงพยักหน้า “ตอนเที่ยงเรามาทำอาหารส่งไปให้ท่านอ๋องกันเถอะ”

          ปี้จูเม้มปากยิ้มอย่างมีนัย “ฮูหยินใส่ใจท่านอ๋องตลอดเวลาเลยนะเจ้าคะ”

          ใบหน้าของเซียงเซียงแดงขึ้นเล็กน้อย แต่แววตากลับแฝงด้วยความอ้างว้าง “ที่จิ้นหยางนี่ข้าไม่มีใคร นอกจากท่านอ๋องแล้วข้ายังจะคิดถึงใครได้?”

          หนิงชุ่ยเห็นอีกฝ่ายเซื่องซึมลงก็เกรงว่าปี้จูจะทำให้นางเสียใจขึ้นมา จึงรีบกล่าวว่า “รออีกไม่นาน หากฮูหยินตั้งครรภ์เมื่อไหร่ก็จะได้ขยายกิ่งก้านสาขาให้ท่านอ๋องของเราแล้ว”

          สีหน้าของเซียงเซียงแดงก่ำราวกับผ้าสีแดงสด ปี้จูพลอยผสมโรงไปด้วย  “ใช่ๆ ดูจากความขยันของท่านอ๋อง คาดว่าคงอีกไม่นาน”

          เซียงเซียงถูกพวกนางหยอกล้อจนเขินอาย นางรีบเปลี่ยนเรื่องพูด  “ข้าอยากส่งจดหมายกลับไปที่ลิ่งจือ พวกเจ้าช่วยส่งไปที่จุดพักม้าให้ข้าได้หรือไม่?”

          หนิงชุ่ยรับคำทันที  “ฮูหยินเขียนเถิดเจ้าค่ะ ตอนบ่ายบ่าวจะไปส่งให้”

          เซียงเซียงคิดทบทวนดูหลายรอบ ในที่สุดก็เขียนจดหมายขึ้นฉบับหนึ่ง หนิงชุ่ยก็ช่วยไปส่งให้จริงๆ จากนั้นนางจึงเข้าครัวไปทำกับข้าวสี่อย่างกับน้ำแกงหนึ่งอย่าง ให้ปี้จูนำไปส่งที่ค่ายทหาร

          ตอนนั้นมู่หรงลี่กำลังอารมณ์เสียกับการกระเดือกอาหารในค่ายอยู่พอดี เห็นปี้จูนำกล่องอาหารเข้ามา เขาก็รับมาเปิดออกดู ข้าวในกล่องนั้นเป็นข้าวผัดสับปะรดหอมหวาน กับข้าวล้วนเป็นอาหารง่ายๆ อย่างเนื้อรมควันผัดกระเทียม ปลาทอด เต้าหู้กรอบ ยังมีขนมเปี๊ยะหัวไช้เท้าจานหนึ่ง ส่วนน้ำแกงเป็นกระดูกหมูตุ๋นข้าวโพดหวานกับแปะก๊วย

          อาหารง่ายๆ แต่กลับมีรสชาติไม่เหมือนใคร รสชาติเช่นนี้ ต่อให้เป็นร้านอาหารระดับสูงก็เลียนแบบไม่ได้

         

          เย็นวันนั้น เมื่อมู่หรงลี่กลับมา

          กว่านอวี้ก็นำสมุดบัญชีมาส่งให้ ชายหนุ่มรับมาพลิกดู จวนซวิ่นอ๋องมีสวน บ้าน ที่นา คอกเลี้ยงม้าอยู่มากมาย นึกสนุกขึ้นมาเมื่อไหร่ก็หาซื้อมาเพิ่มไว้แล้วก็ไม่ได้ใส่ใจอีก ปล่อยให้กว่านอวี้หาคนไปดูแลเอาเอง แต่หลายปีมานี้ก็นับได้ว่ามีผลประกอบการที่ไม่เลวนัก

          มู่หรงลี่ไม่สนใจว่าตัวเองมีเงินเท่าไหร่ มีให้กินก็กิน มีให้ใช้ก็ใช้ แต่เงินจะถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง เขาไม่เคยสนใจมาก่อน ดีที่กว่านอวี้ทำงานได้ยอดเยี่ยม เขาจึงแทบไม่ต้องวุ่นวายใจกับเรื่องในจวน

          พลิกดูสมุดบัญชีไปเพียงไม่กี่หน้า เขาก็เดินไปหาเซียงเซียง ตำหนักฉีเจี้ยนเก๋อมีลูกพลัมสีแดงวางเรียงเอาไว้มากมาย เซียงเซียงกำลังใช้มีดเงินเล่มเล็กกรีดลงไปบนลูกพลัมทีละลูก

          มู่หรงลี่ประหลาดใจ  “ทำอะไรรึ?”

          ตรงขมับของเซียงเซียงมีเหงื่อซึมออกมาไม่น้อย แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “หมักสุราลูกพลัมเจ้าค่ะ อีกไม่กี่เดือนก็คงได้ดื่ม เมื่อก่อนท่านแม่ของข้าชอบนำผลไม้ที่ทานไม่หมดในแต่ละฤดูมากหมักเป็นสุราแล้วฝังเอาไว้ บ้านเราก็เลยมีสุราผลไม้ดื่มกันตลอด”

          มู่หรงลี่ขมวดคิ้ว  “ไม่ขายหรือ?”

          รอยยิ้มของเซียงเซียงเลือนหายไป ข้า… พูดอะไรผิดอย่างนั้นหรือ? นางเอ่ยอย่างระมัดระวัง  “อยากนำไปขายก็ได้เจ้าค่ะ”

          มู่หรงลี่ไม่พูดอะไรอีก เขาแค่รู้สึกว่ายุ่งยากเท่านั้น แค่ดื่มสุราทำไมต้องวุ่นวาย?

          เซียงเซียงวางลูกพลัมลงแล้วไปยกนมเปรี้ยวผลไม้แช่เย็นชามหนึ่งมาให้ มู่หรงลี่นั่งลงกินไปพลางมองดูนางกรีดลูกพลัมทีละลูกด้วยความอดทน เวลาดูเหมือนจะช้าลง เซียงเซียงเอ่ยขึ้นว่า “ข้ารู้สึกว่าในสวนโล่งไปหน่อย ข้าจะบอกให้กว่านอวี้ซื้อเมล็ดพันธุ์ดอกไม้มาปลูกได้ไหมเจ้าคะ?”

          “ตามใจ แต่ให้คนไปย้ายดอกเบญจมาศมาเสียก็สิ้นเรื่อง” ตอนนี้เป็นช่วงที่ดอกเบญจมาศกำลังบานสวยพอดีไม่ใช่หรือ?

          เซียงเซียงเอ่ยเสียงเบา “ข้าอยากจะปลูกเอง จริงๆ การปลูกดอกไม้สนุกไม่น้อย แค่ดูดอกไม้ที่บานสะพรั่งเพราะฝีมือผู้อื่นไม่สู้ลงมือเอง ภูมิใจกว่ากันมาก”

          มู่หรงลี่สงสัย “เราปลูกดอกไม้ก็เพราะจะดูดอกมันบานไม่ใช่หรือ?” มีอะไรแตกต่างกัน

          เซียงเซียงยิ้มน้อยๆ “ไม่ใช่แค่อยากให้มันบานเท่านั้น ข้าชอบดูมันเติบโตด้วยเจ้าค่ะ” ข้าอยากเห็นต้นอ่อนงอกจากเมล็ดโผล่ขึ้นมาบนพื้นดิน จากนั้นก็ค่อยๆ ผลิใบ ทอดตัวไปตามหลักไม้หรือไม่ก็สูงขึ้นเรื่อยๆ... ขั้นตอนเหล่านี้ ความสนุกสนานเช่นนี้ ท่านอ๋องอย่างมู่หรงลี่อาจไม่มีวันเข้าใจ

         

          เซียงเซียงลงมือโปรยเมล็ดดอกไม้ไว้ในสวนจริงๆ

          มู่หรงลี่ไม่ค่อยได้อยู่ในจวน ดังนั้นจึงไม่สนใจนางมากนัก หากตอนกลางวันนางรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ก็จะให้หนิงชุ่ยหรือไม่ก็ปี้จูนำอาหารไปส่งให้ ส่วนตอนค่ำมู่หรงลี่มักกลับมาทานอาหารที่จวนเป็นส่วนใหญ่

          เซียงเซียงเตรียมอาหารเช้าและอาหารเย็นให้เขาด้วยความตั้งอกตั้งใจ ไม่ว่ามู่หรงลี่จะตื่นเช้าแค่ไหนหรือกลับมาดึกเพียงไร ขอเพียงมาที่เรือนของนาง ก็จะมีอาหารร้อนๆ เตรียมไว้ให้เสมอ

          หากดื่มสุรามา ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน เซียงเซียงก็มักเตรียมชาสร่างเมาเอาไว้ให้ เขาไม่ชอบดื่มชา แต่ถ้าเซียงเซียงเป็นผู้ยก ถึงจะหน้านิ่วคิ้วขมวด เขาก็มักยอมดื่มลงคอสองสามอึกทุกครั้ง

          นานวันเข้า เขาก็คร้านจะสนใจอีกว่าผู้หญิงคนนี้จะยกอะไรมาให้ นางให้ดื่มอะไรเขาก็ดื่ม ถึงอย่างไรนางก็คงไม่วางยาพิษเขาอยู่แล้ว

          เซียงเซียงดีใจมากที่ได้รับจดหมายจากทางบ้าน กัวเถียนผู้เป็นบิดาบอกว่าตอนนี้ทุกคนทางบ้านสบายดี กิจการร้านเต้าหู้เจริญรุ่งเรืองขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก คนที่บ้านทำกันเองไม่ไหว นอกจากจะขยายร้านให้กว้างขึ้นแล้ว ยังจ้างคนงานเพิ่มขึ้นอีกหลายคนด้วย

          น้อยชายเริ่มไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนแล้ว แต่เขาก็ตื๊อจะไปเรียนวิทยายุทธ์ให้ได้ ครูฝึกยุทธ์ผู้หนึ่งที่อำเภอเดินทางมาหากัวเถียน บอกว่าเต็มใจสอนวิทยายุทธ์ให้กับกัวหยาง มือปราบคนอื่นๆ ก็มาช่วยพูด กัวเถียนจึงยอมให้กัวหยางไปฝึกวิทยายุทธ์กับพวกเขา แต่ยามปกติก็ต้องไปเรียนหนังสือ

          ทางการช่วยดูแลร้านเต้าหู้ตระกูลกัวเป็นอย่างดี แม้แต่ภาษีก็ยกเว้นให้ บรรดาขุนนางมักแวะเวียนไปรับประทานอาหารที่ร้านอยู่บ่อยๆ แม้กระทั่งเต้าหู้ที่ทหารรักษาเมืองกินก็มาซื้อจากร้านเต้าหู้ตระกูลกัวทั้งหมด

          ช่วงท้ายจดหมาย กัวเถียนทอดถอนใจว่า ‘เรียกว่าคนเดียวได้ดี หมูหมากาไก่รอบตัวก็พลอยได้ดีไปด้วย’ จากนั้นก็บอกว่าเสียดายที่เจ้าไม่อยู่ด้วย ตอนนี้ไม่ว่าทำอย่างไร ซีอิ๊วก็ไม่เข้มข้นเหมือนก่อน

          เซียงเซียงอ่านแล้วทั้งดีใจทั้งกลัดกลุ้ม ในที่สุดที่บ้านก็มีคนดูแล เช่นนี้นางคงวางใจได้แล้วสิ

          ตอนที่มู่หรงลี่เข้ามา นางกำลังเดี๋ยวยิ้มเดี๋ยวร้องไห้ให้กับจดหมายในมือ เขาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมผู้หญิงถึงได้มีความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายเช่นนี้ เซียงเซียงรีบพับจดหมายเก็บแล้วยกน้ำแกงตะพาบที่ตุ๋นเตรียมไว้มาให้เขา

          ระยะนี้นางกำลังปรับตัวให้คุ้นเคยกับวัตถุดิบราคาแพง เพราะจะให้ท่านอ๋องทานอาหารง่ายๆ อย่างหมูรมควันผัดกระเทียมไปเรื่อยๆ ก็คงไม่เหมาะนัก เพียงแต่อาหารจำพวกรังนกยังต้องฝึกฝีมืออีกมาก นางยังไม่กล้ายกมาให้เขาทาน

          มู่หรงลี่ไม่สนใจอะไรนัก เซียงเซียงยกมาให้เขาก็กิน ขอเพียงแค่อร่อย เขาไม่สนใจหรอกว่าสิ่งที่กินเข้าไปคืออะไร มีราคาถูกหรือแพง

          เซียงเซียงให้สาวใช้ตั้งโต๊ะที่ริมสระฉีเจี้ยนเก๋อ มู่หรงลี่เจริญอาหารไม่น้อย เขากินไปพลางพูดคุยไปพลาง “อีกไม่นานทหารเฝ้าด่านผิงตู้กวนจะผลัดเวรกันแล้ว ข้าต้องไปดูเสียหน่อย”

          เซียงเซียงรับคำเสียงเบา เมื่อครู่กำลังคิดถึงเรื่องของบิดามารดาจึงเผลอใจลอยไปบ้าง มู่หรงลี่ก้มหน้าก้มตากินโดยไม่พูดซ้ำอีก เซียงเซียงแกะปูใส่จานเล็กให้เขา  “จะไปนานไหมเจ้าคะ?”

          มู่หรงลี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง  “ก็คงต้องหลายเดือน แค่เดินทางไปกลับก็หนึ่งเดือนแล้ว”

          เซียงเซียงถามเสียงเบา  “มี… มีอันตรายหรือไม่?”

          “อันตรายอะไร ไม่ได้ทำสงครามเสียหน่อย” มู่หรงลี่ว่า

          เซียงเซียงค่อยวางใจขึ้นบ้าง จากนั้นก็ก้มหน้าแกะปูให้เขาต่อ

          มู่หรงลี่กำลังทานอาหารอยู่ พ่อบ้านก็มารายงานว่ารัชทายาทมู่หรงเซิ่นมาเยือน เขาตอบรับคำหนึ่ง โยนตะเกียบในมือทิ้งแล้วจากไปทันที

          เซียงเซียงคิดไม่ถึงเลยว่า ที่เขาบอกว่าจะจากไปหมายความว่าเขาจะจากไปเดี๋ยวนั้น

 

          คืนนั้น มู่หรงลี่เร่งรุดเข้าวัง

          พอรุ่งเช้าก็ออกจากเมืองจิ้นหยาง มุ่งหน้าไปยังด่านผิงตู้กวนทางตะวันตกเฉียงเหนือ เซียงเซียงกำลังคิดว่าจะเตรียมอาหารอะไรให้เขาดี กว่านอวี้ก็มาแจ้งให้ทราบว่าท่านอ๋องออกเดินทางไปแล้ว

          เซียงเซียงพูดไม่ออก แต่กว่านอวี้กลับกล่าวอย่างยิ้มแย้ม  “ท่านอ๋องมีนิสัยเช่นนี้เอง ฮูหยินก็ทำตัวให้ชินเข้าไว้ นี่ยังดีนะขอรับที่ยังบอกท่านก่อน สมัยที่ฮูหยินหลันโย่วยังอยู่....”

          ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าการพูดถึงหลันโย่วต่อหน้าเซียงเซียงไม่เหมาะสมนัก เขาจึงรีบหุบปาก

          แต่เซียงเซียงกลับยิ้มน้อยๆ อย่างไม่ถือสา “ข้าเข้าใจดี ขอบคุณพ่อบ้านกว่านมาก”

          ถึงจะพูดเช่นนี้ แต่ในใจก็อดคิดถึงไม่ได้ เพราะในเมืองจิ้นหยางนี้ นางมีคนใกล้ชิดเพียงคนเดียวเท่านั้น พอมู่หรงลี่จากไป ก็เหมือนขาดองค์ประกอบสำคัญไปส่วนหนึ่ง นางรู้สึกว่าการนับวันเวลาเชื่องช้ามากขึ้นเรื่อยๆ

          เซียงเซียงยังคงปลูกดอกไม้ หมักเหล้า ทำงานฝีมือทุกวัน บางครั้งนางยังฝันเห็นเขาด้วย เด็กสาวอายุสิบหกปี ถึงจะไม่ฉลาดมากนักก็ยังรู้จักคิดถึง นางมักจะเขียนจดหมายกลับบ้านอยู่บ่อยๆ วันนี้ จู่ๆ กว่านอวี้ก็มาบอกว่า  “ฮูหยินเซียง ข้างนอกมีคนผู้หนึ่ง บอกว่าเป็นคนบ้านเดียวกับท่าน บิดาของท่านฝากเขานำสิ่งของมามอบให้ขอรับ”

          เซียงเซียงได้ยินก็รีบถาม  “อยู่ที่ไหน?”

          กว่านอวี้ค้อมกายเล็กน้อย  “รออยู่ที่ห้องรับแขกขอรับ”

 

          เซียงเซียงเดินตามพ่อบ้านไป เขากล่าวขึ้นอีกว่า  “ฮูหยิน ถึงจะเป็นคนบ้านเดียวกับท่าน แต่ตอนนี้ท่านแต่งเข้ามาในจวนอ๋องแล้ว ท่านอ๋องก็ไม่อยู่ ต่อไป...ท่านก็... ได้โปรดอย่าพบหน้าพวกเขาจะดีกว่านะขอรับ”

          เซียงเซียงลังเลไปครู่หนึ่ง  “พบไม่ได้หรือ?”

          “ไม่ใช่ไม่ได้ เพียงแต่อย่าพบให้บ่อยนักจะเป็นผลดีต่อฮูหยินมากกว่า แต่หากให้สาวใช้ออกมาพบก็ไม่เป็นไรขอรับ” กว่านอวี้กล่าว

          เซียงเซียงถามต่อ  “ข้าจะพบเขาสักครู่ แล้วให้ท่านอยู่ข้างๆ ด้วย เช่นนี้ได้หรือไม่?”

          กว่านอวี้ตอบว่า  “พยายามพูดให้สั้นที่สุด พวกเขาไม่รู้มารยาท อาจทำผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่หากผู้อื่นเห็นเข้าก็อาจครหาได้อยู่ดี”

          ไปถึงโถงรับแขก เซียงเซียงถึงได้รู้ว่าผู้มาคือหม่าจิ้งซาน นี่มัน...ดูไม่ค่อยจะเหมาะสมจริงๆ

          หม่าจิ้งซานกลับไม่คิดอะไรมาก เขาเป็นคนใจกว้าง ถึงบ้านตระกูลกัวจะถอนหมั้นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการคบหากันระหว่างทั้งสองตระกูล พบหน้าเซียงเซียงก็ไม่ได้ทำความเคารพ เขาเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา ย่อมไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติของราชสำนัก เห็นหน้าก็สาวเท้าเข้ามาหาพลางเรียกว่า  “น้องเซียงเซียง”

          กว่านอวี้รีบขวางเอาไว้  “น้องหม่า เจ้าต้องทำความเคารพฮูหยินเซียงเสียก่อน”

          หม่าจิ้งซานชะงักไป แต่เพียงครู่เดียวก็นึกขึ้นได้ เขารีบคุกเข่าลงทันที  “ข้าน้อยหม่าจิ้งซาน คำนับฮูหยินเซียง”

          เซียงเซียงอึ้งไป พอจะเดินเข้าไปหาก็เห็นสายตาที่กว่านอวี้ส่งมาให้ นางจึงได้แต่ยืนพูดอยู่ห่างๆ  “พี่หม่าลุกขึ้นเถิด”

          หม่าจิ้งซานยิ้มให้ “บิดาของเจ้าให้ข้านำของมามอบให้ เจ้า… เจ้าสบายดีหรือไม่?”

          “ข้าสบายดี รบกวนพี่หม่าแล้ว” เซียงเซียงกล่าว

          หม่าจิ้งซานกล่าวต่อ  “ข้ามาทำการค้าที่จิ้นหยางพอดี ทางเดียวกันน่ะ”

          เซียงเซียงถามเรื่องทางบ้านอีกสองสามประโยค กว่านอวี้ก็ส่งสัญญาณเตือนไม่ให้นางพูดอะไรอีก นางจึงจำต้องลุกขึ้นบอกให้กว่านอวี้ส่งแขก บทสนทนาในวันนี้ทำให้นางคิดถึงบ้านเกิดขึ้นมา แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าทุกวันนี้ไม่เหมือนก่อนอีกแล้ว นางจึงยิ่งกลัดกลุ้มมากขึ้นไปอีก

          กว่านอวี้สั่งให้หนิงชุ่ยกับปี้จูส่งนางกลับไปที่ตำหนักฉีเจี้ยนเก๋อ จากนั้นจึงไปตรวจตราข้าวของที่หม่าจิ้งซานนำมาอย่างละเอียด เห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติถึงให้คนนำไปที่เรือนของเซียงเซียง

          กัวเถียนส่งเครื่องประดับมาให้บุตรสาวไม่น้อย เขาบอกว่าเมื่อก่อนครอบครัวยากจน ไม่ได้ตระเตรียมสินเดิมอะไรให้นาง เพชรนิลจินดาที่ท่านอ๋องมอบให้เมื่อครั้งก่อนมีค่ามาก เขาจะเก็บไว้ก็หวาดผวา ดังนั้นจึงเลือกส่วนที่ใช้ได้ส่งมาให้นาง นอกจากนี้ก็มีเครื่องประดับที่มารดาและพี่สาวของนางสั่งทำให้ บอกให้นางเก็บไว้เป็นที่ระลึก

          เซียงเซียงเก็บเครื่องประดับที่มารดาและพี่สาวสั่งทำให้ไว้เป็นอย่างดี ในใจอดคิดถึงบ้านไม่ได้ จู่ๆใจนางก็คิดถึงมู่หรงลี่ขึ้นมา ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้เขากำลังทำอะไรอยู่

 

          วันเวลาผ่านไปทีละวันๆ จนกระทั่งถึงเดือนสิบเอ็ด

          กว่านอวี้มาหานาง  “ฮูหยิน ท่านมีจดหมายจะส่งให้ท่านอ๋องหรือไม่?”

          เซียงเซียงประหลาดใจ  “ส่งจดหมายไปได้ด้วยหรือ?”

          กว่านอวี้ยิ้มน้อยๆ “ย่อมได้ ในกองทัพมีคนส่งสาร เร็วกว่าคนส่งสารทั่วไปมาก จดหมายไม่มีทางหาย”

          เซียงเซียงหยุดคิด  “นอกจากจดหมายแล้ว สามารถส่งสิ่งของอื่นๆ ไปได้หรือไม่?”

          “ได้ ฮูหยินคิดดูสิว่ามีอะไรจะส่งไปบ้าง ตอนบ่ายข้าจะให้คนมารับ” กว่านอวี้ตอบ

          เวลากระชั้นชิด เซียงเซียงตระเตรียมอะไรไม่ได้มากนัก นางจึงเพียงแค่นำเสื้อผ้า เข็มขัด ถุงใส่เงินที่ทำไว้ให้เขามาห่อให้เรียบร้อย แต่พอจับพู่กันขึ้นเขียนจดหมาย นางกลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี

          คิดอยู่นาน ในที่สุดนางก็เขียนเพียงเรื่องราวทั่วไปที่เกิดขึ้นในจวน ตบท้ายด้วยการถามเขาว่าสบายดีหรือไม่ จากนั้นจึงพับจดหมายใส่ซองให้เรียบร้อย ตกบ่ายก็มีบ่าวรับใช้มารับข้าวของและจดหมายไปมอบให้คนส่งสาร นำไปส่งที่ด่านผิงตู้กวน

 

          ข้าวของถูกส่งไปถึงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสารทางทหาร

          มู่หรงลี่หยิบสารขึ้นมาอ่านพลางโบกมือให้ชานจวินนำห่อข้าวของไปเก็บ จากนั้นก็ไม่ได้ถามถึงอีกเลย

          หลังจากรู้ว่าสามารถส่งของไปได้ เซียงเซียงก็เริ่มคิดว่าจะส่งอะไรไปดี นางนำเนื้อกวางมาแล่เป็นแผ่น นำไปหมักกับเครื่องปรุงที่ปรุงขึ้นเป็นอย่างดีแล้วนำไปตากแห้ง ทำเป็นเนื้อกวางแห้ง นอกจากนี้นางยังนำปลาตัวเล็กๆ มาตากแดด ทำเป็นปลาแห้งอีกด้วย

          รอจนคนส่งสารกลับมา นางก็ฝากไปพร้อมกับแนบจดหมายไปด้วยฉบับหนึ่ง มู่หรงลี่ไม่ตอบจดหมาย แต่นางก็ไม่ได้ใส่ใจนัก

          มู่หรงลี่ไม่ใช่คนติดบ้าน นับแต่มารดาของเขาจากไป เขาก็ไม่คิดว่าตัวเองมีบ้านอีก เมื่อก่อนตอนที่หลันโย่วยังอยู่ นางไม่เคยเขียนจดหมายถึงเขา หากคิดถึงเขาขึ้นมาเมื่อไหร่ นางก็จะเก็บเสื้อผ้าแล้วขี่ม้ามาหาเขาที่ค่ายเอง ไล่อย่างไรก็ไม่กลับ

          หลันโย่วดูแลใครไม่เป็น แม้แต่เสื้อผ้าของนางเอง สกปรกเมื่อไหร่ก็โยนทิ้ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเสื้อผ้าที่ขาด

          ตอนนี้เมื่อมาอยู่ในค่ายทหารเขาก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า ‘นี่มันอาหารเฮงซวยอะไรกัน’ นี่มันอาหารหมูชัดๆ! แต่ในเมื่อไม่มีอาหารสำหรับคน ก็ต้องทนกินอาหารหมูไปก่อน

          แต่จากนั้นเขาก็ได้รับเนื้อแห้งกับปลาตากแห้งที่เซียงเซียงฝากคนส่งสารมาให้ ลองชิมดูรู้สึกว่ารสชาติไม่เลว อืม ยังดีที่มีอาหารพวกนี้มาช่วยประทังชีวิต

 

          ปลายเดือนสิบเอ็ด

            เซียงเซียงเริ่มนอนเก่งมากขึ้น แต่กลับทานอาหารได้น้อยลง โดยเฉพาะอาหารที่มีกลิ่นคาวและมันยิ่งทานไม่ได้เข้าไปใหญ่ นางเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบหกปี หนิงชุ่ยกับปี้จูก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก สาวน้อยสามคนจะไปรู้เรื่องอะไร?

          ดังนั้น พวกนางจึงไม่ได้ใส่ใจสักเท่าไหร่ แต่วันนี้ เซียงเซียงแค่ได้กลิ่นอาหารที่ห้องครัวใหญ่ส่งมาให้ก็อาเจียน สาวใช้ทั้งสองถึงได้รู้สึกว่าอาการของเซียงเซียงไม่ดีนัก พวกนางลนลานไปเชิญท่านหมอมาทันที

          ท่านหมอตรวจชีพจรดูรอบหนึ่งก็เอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ “ยินดีกับฮูหยิน ด้วย ท่านตั้งครรภ์แล้ว!”

          เซียงเซียงนิ่งอึ้งไป ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้รู้สึกตัว บรรดาบ่าวรับใช้ต่างยินดีปรีดาเป็นอันมาก แม้แต่กว่านอวี้ก็ดีใจ ผ่านมาหลายปี ในที่สุดท่านอ๋องก็มีทายาทแล้ว

          มู่หรงลี่อยู่ไกลถึงด่านผิงกวนตู้ พวกเขาจึงได้แต่ส่งข่าวเข้าไปในวังเท่านั้น เอี้ยนอ๋องทรงทราบข่าวก็ดีพระทัยเป็นอันมาก พระองค์ทรงพระราชทานสิ่งของต่างๆ มาให้มากมาย

          ของพระราชทานจากฮองเฮาและซูเฟยตามมาติดๆ ของพระราชทานของฮองเฮาเป็นของมีค่าเสียส่วนใหญ่ ซูเฟยรอบคอบกว่า สิ่งของที่ประทานมาให้จึงล้วนแต่เป็นสิ่งของที่สตรีมีครรภ์ในระยะนี้จำเป็นต้องใช้ จากนั้นในวังก็ส่งหมอหลวงมาตรวจดูอาการของเซียงเซียงซ้ำอีกครั้ง

          หลังจากความวุ่นวายผ่านพ้นไป กว่านอวี้เอ่ยกับเซียงเซียงว่า  “ฮูหยิน เขียนจดหมายไปแจ้งข่าวดีให้ท่านอ๋องทราบสิขอรับ หากท่านอ๋องรู้ ต้องดีใจมากแน่ๆ”

          เซียงเซียงยกมือขึ้นลูบหน้าท้องที่ยังแบนราบอยู่ อายุครรภ์สองเดือน ยังมองอะไรไม่เห็น หญิงสาวพยักใบหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อย

          นางคิดอยู่นาน ในที่สุดก็เขียนจดหมายส่งไปให้มู่หรงลี่ด้วยความเขินอาย

 

          ซูเฟยทรงรักและเมตตาพระโอรสของนางไม่น้อย

          พอนึกว่าเซียงเซียงยังเป็นเพียงสาวน้อย อยู่ที่จวนเพียงลำพัง ไม่มีบ่าวรับใช้ที่เป็นผู้ใหญ่อยู่ด้วยก็ไปขออนุญาตเอี้ยนอ๋องเพื่อรับตัวเซียงเซียงเข้ามาดูแลในวัง

          เอี้ยนอ๋องทรงอนุญาตทันที ตกบ่ายก็มีคนนำราชโองการไปที่จวน บอกให้เซียงเซียงจัดเก็บข้าวของให้เรียบร้อย อีกสามวันให้หลังจะส่งรถมารับนางเข้าวัง

          เซียงเซียงเพิ่งเคยรับราชโองการเป็นครั้งแรก จึงรู้สึกตื่นตระหนก

          อ่านราชโองการจบ ก็มีนางกำนัลสูงวัยจากในวังมาสอนกฎเกณฑ์ภายในวังให้นางทราบ เซียงเซียงกำลังตั้งครรภ์อยู่ เดิมทีก็ทานอะไรไม่ค่อยได้อยู่แล้ว ยิ่งต้องมาเรียนรู้กฎเกณฑ์ที่แสนสับสนวุ่นวายก็ยิ่งทานอาหารไม่ลง

          นางกำนัลสูงวัยผู้นั้นไม่ได้เข้มงวดกับนางมากนัก แต่จะเข้าวังทั้งที จะปล่อยให้พบฮองเฮา แล้วไม่รู้ว่าต้องทำความเคารพได้อย่างไร?

          ดังนั้นนางจึงใช้เวลาตลอดวันนั้นสอนเซียงเซียงว่า หากพบเอี้ยนอ๋อง ฮองเฮา หรือพระสนมตำหนักต่างๆ ควรต้องทำความเคารพอย่างไร หากเอี้ยนอ๋องทรงตรัสถามต้องตอบอย่างไร หากฮองเฮาตรัสถามต้องตอบว่าอะไรบ้าง

          เซียงเซียงส่งจดหมายไปถึงมู่หรงลี่ ถามเขาอย่างระมัดระวังว่านางไม่เข้าวังได้หรือไม่ ขออยู่ที่จวนได้หรือไม่

          แต่ทุกครั้งที่คนส่งสารนำจดหมายไปส่ง นอกจากสารทางทหารแล้ว บางครั้งก็ยังมีจดหมายของเอี้ยนอ๋อง ซูเฟย ฮองเฮา มู่หรงป๋อและพี่น้องคนอื่นๆ ส่งไปด้วย ชานจวินนำจดหมายทั้งหมดไปมอบให้มู่หรงลี่ เขาดูผ่านๆ เพียงรอบหนึ่ง จากนั้นก็เลือกเฉพาะจดหมายของเอี้ยนอ๋องที่ประทับตราเรื่องด่วนเอาไว้ออกมา ส่วนฉบับอื่นๆ โยนทิ้งไว้ในลิ้นชักโดยไม่ใส่ใจจะแตะต้องอีก

 

          สามวันให้หลัง ในวังส่งรถม้ามารับเซียงเซียงไป

          หนิงชุ่ยกับปี้จูช่วยกันเก็บข้าวของเครื่องใช้ให้แล้วไปส่งนางขึ้นรถ กว่านอวี้เองก็นำเหล่าบ่าวรับใช้มายืนอยู่ที่หน้าประตูตามธรรมเนียมการส่งผู้เป็นนาย เขารู้ว่าฮูหยินผู้นี้ขี้กลัว ดังนั้นจึงเอ่ยปลอบใจว่า  “ซูเฟยเป็นพระมารดาเลี้ยงของท่านอ๋องเรา ทรงสนิทสนมกับท่านอ๋องดี ฮูหยินวางใจได้”

          เซียงเซียงพยักหน้าก่อนจะปล่อยม่านหน้าต่างลง แต่ในใจกลับรู้สึกหวาดกลัวเหลือเกิน

          รถม้ามุ่งตรงไปยังตำหนักจางเหวินของซูเฟย พระนางให้คนจัดห้องรอท่าไว้เรียบร้อยแล้ว ยามนี้กำลังยืนรออยู่ที่หน้าตำหนัก เซียงเซียงปล่อยให้นางกำนัลสูงวัยประคองลงจากรถม้าก่อนจะย่อกายทำความเคารพตามธรรมเนียม ซูเฟยทรงยิ้มพลางเอื้อมมือมาประคองนางไว้  “เจ้ากำลังตั้งครรภ์ ยังจะสนใจธรรมเนียมพวกนี้อีกหรือ?”

          เซียงเซียงยังไม่หายตื่นเต้น นางไม่รู้ว่าตัวเองควรพูดอะไรกับอีกฝ่าย ซูเฟยเดินนำนางเข้าไปในตำหนัก  “ข้าให้คนเก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว เจ้าดูซิว่ายังขาดเหลืออะไรอีกบ้าง ข้าจะให้คนเอามาเพิ่มให้”

          เซียงเซียงรีบย่อกายลงพลางตอบกลับไปตามธรรมเนียม  “ทูลพระสนม ที่นี่เรียบร้อยดีแล้ว ไม่ต้องรบกวนพระสนมแล้วเพคะ”

          ซูเฟยทรงจูงนางเข้าไปนั่งในห้อง พระนางได้ยินมานานแล้วว่ามู่หรงลี่รับบุตรสาวของเจ้าของร้านเต้าหู้มาเป็นอนุภรรยา บัดนี้ได้เห็น ต้องยอมรับว่าต่อให้อีกฝ่ายเป็นเพียงบุตรสาวของครอบครัวเล็กๆ แต่ก็มีรูปร่างหน้าตาไม่เลว ผิวเนียนละเอียด ดวงตาทอประกายอ่อนโยน นิสัยก็อ่อนน้อมถ่อมตน แตกต่างจากหลันโย่วโดยสิ้นเชิง เทียบกันแล้ว ซูเฟยชอบสาวน้อยนางนี้มากกว่าหลันโย่ว นิสัยไม่พูดพล่ามทำเพลงก็ผลักองค์รัชทายาทล้มก้นกระแทกพื้นอย่างหลันโย่วนั่น ออกจะทำให้ราชวงศ์เสียหน้าไม่น้อย ครอบครัวหนึ่งมีวัวหัวแข็งตัวเดียวก็น่าปวดหัวมากพอแล้ว หากต้องมีอีกตัว...

          พระนางยิ่งมองก็ยิ่งชอบ ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงอนุภรรยา ฐานะครอบครัวเป็นอย่างไรไม่จำเป็นต้องใส่ใจมาก ขอเพียงเป็นครอบครัวที่ดี ไม่มีรอยด่างพร้อยเท่านั้นพอ     มองดูรูปโฉมของแม่หนูนี่แล้ว เด็กที่เกิดมาต้องมีหน้าตางดงามเป็นแน่

          เมื่ออยู่ต่อหน้าซูเฟย เซียงเซียงรู้สึกเครียด ร่างทั้งร่างแข็งทื่อ ถามคำหนึ่งก็ตอบว่าทูลพระสนมคำหนึ่ง

          ซูเฟยทรงมองออก ดังนั้นจึงได้แต่กำชับให้นางกำนัลสูงวัยดูแลเซียงเซียงให้ดี จากนั้นก็ปล่อยให้นางพักผ่อนตามลำพัง

          เห็นซูเฟยจากไป เซียงเซียงจึงค่อยผ่อนคลายลงบ้าง นางกำนัลสูงวัยทั้งสองล้วนเป็นผู้ที่อยู่รับใช้อยู่ข้างกายซูเฟยมานาน เชี่ยวชาญการดูแลสตรีมีครรภ์ ซูเฟยจึงวางพระทัยไม่น้อย

          แต่ซูเฟยเพิ่งจากไปได้ไม่นาน ฮองเฮาก็เสด็จมาที่ตำหนักจางเหวิน ซูเฟยไม่มีทางเลือก จำต้องไปเยี่ยมเซียงเซียงเป็นเพื่อนฮองเฮาอีกรอบ เซียงเซียงเพิ่งล้มตัวลงพักผ่อนพอดี เห็นเช่นนี้ก็จำต้องลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วคุกเข่าลงรอรับเสด็จฮองเฮา

          ฮองเฮาทรงประทับนั่งก่อนจะตรัสว่า  “ลุกขึ้นเถิด กำลังตั้งครรภ์อยู่ต้องระวังให้มาก ไม่ต้องมากพิธีไป”

          ซูเฟยนั่งลงในตำแหน่งที่ต่ำลงมา ตามธรรมเนียมแล้วเซียงเซียงต้องยืน แต่โชคดีที่ฮองเฮาทรงตรัสอนุญาตให้นั่งได้

          ตอนที่มู่หรงลี่แต่งกับนาง มีเพียงพวกทหารคอยช่วยจัดการอยู่ข้างๆ เท่านั้น ไม่ได้คำนึงถึงขนบธรรมเนียมประเพณีอะไรทั้งสิ้น ดังนั้นจึงไม่ได้มีการระบุให้ชัดเจนว่า ท่านอ๋องทรงแต่งนางให้เป็นพระชายารองหรือเป็นเพียงอนุธรรมดาๆกันแน่ แต่ในเมื่อเขาไม่ได้แจ้งให้ทางราชสำนักทราบก็หมายความว่าเป็นเพียงอนุเท่านั้น

          บ่าวรับใช้ในจวนอ๋องไม่เคยสนใจในเรื่องนี้ ถึงอย่างไรก็เป็นนาย จะสนไปทำไมว่าเป็นฮูหยินหรือเป็นพระชายารอง?

          แต่เมื่อเข้ามาในวัง ความแตกต่างนี้ก็ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด ตามหลักแล้ว อนุภรรยาคนหนึ่งตั้งครรภ์ ย่อมไม่มีความสำคัญพอที่ฮองเฮาจะเสด็จมาเยี่ยมด้วยพระองค์เอง แต่เนื่องจากมู่หรงลี่อยู่ในกองทัพมานับสิบปี กุมอำนาจทางทหารมาตั้งแต่อายุสิบเจ็ด จนถึงบัดนี้ก็มีชื่อเสียงเกียรติภูมิโด่งดังไปทั่วทั้งกองทัพ

          ฮองเฮาทรงเป็นพระมารดาของรัชทายาทมู่หรงเซิ่น ดังนั้น ไม่ว่าอย่างไร พระนางก็ต้องหาทางดึงคนๆ นี้มาเป็นพวกให้ได้

          ฮองเฮาทรงรู้สึกผิดอยู่บ้าง ตอนนั้นพระมารดาของมู่หรงลี่สิ้นพระชนม์ เด็กเล็กๆ คนหนึ่งอยู่ในวังเพียงลำพังไร้ที่พึ่งพิง พระนางเคยคิดจะรับเขามาเลี้ยงดู เพราะเห็นว่ามีคนกินข้าวเพิ่มอีกคนหนึ่งก็ไม่นับเป็นปัญหาแต่อย่างใด ซ้ำเมื่อเติบใหญ่ก็ยังเป็นที่พึ่งพิงให้พระนางได้

          แต่ใครจะคาดว่าเอี้ยนอ๋องกลับทรงไม่อนุญาต ตอนนั้นพระนางไม่พอพระทัยเป็นอันมาก

          ต่อมาได้ยินว่าเอี้ยนอ๋องทรงดำริจะให้ซูเฟยเป็นผู้เลี้ยงดู พระนางก็ยิ่งไม่พอพระทัย มู่หรงป๋อบุตรชายของซูเฟยเป็นโอรสองค์โต ซ้ำยังฉลาดปราดเปรื่อง มีน้ำใจกว้างขวาง มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในราชสำนัก หากมิใช่เป็นลูกของพระสนม เกรงว่าคงจะมีโอกาสได้เป็นรัชทายาทสูงกว่ามู่หรงเซิ่นเสียด้วยซ้ำ หากซูเฟยได้มู่หรงลี่ไปเป็นลูกอีกคน จะไม่เป็นการต่อปีกให้พยัคฆ์หรอกหรือ?

          พระนางจึงฉวยโอกาสที่เรื่องราวทั้งหมดยังไม่แน่นอนตายตัว วางแผนให้ขันทีคนหนึ่งผลักมู่หรงลี่ลงไปในสระน้ำ ตอนนั้นมู่หรงลี่เพิ่งจะสี่ขวบ เขาจึงเกือบจะจมน้ำตาย

          โชคดีที่มู่หรงป๋อมาพบเข้าเสียก่อน เขารีบกระโดดลงไปช่วยมู่หรงลี่ขึ้นมาโดยไม่ได้สนใจว่าตอนนั้นเป็นฤดูหนาวอากาศกำลังหนาวเหน็บ มู่หรงลี่จึงรอดชีวิตมาได้

          เอี้ยนอ๋องทรงเฝ้าอยู่ข้างกายมู่หรงลี่หลายวัน รอจนกระทั่งเขาตื่นขึ้นมาถึงได้มีราชโองการให้องค์ชายห้าย้ายไปยังตำหนักจางเหวิน ให้ซูเฟยเป็นผู้เลี้ยงดู

          แม้จะไม่มีใครสืบได้ว่าผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นใคร แต่ตัวฮองเฮาเองย่อมรู้แก่ใจดี

          บัดนี้มู่หรงลี่กุมอำนาจทางทหารไว้ในมือ เขาเติบโตจนกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ มู่หรงเซิ่นจะขึ้นครองราชย์ได้อย่างราบรื่นหรือไม่ก็ต้องดูว่าไม้ใหญ่ต้นนี้จะยอมเป็นบันไดให้เขาปีนป่ายหรือเป็นอุปสรรคขัดขวางกันแน่

          แต่ยังดีที่เขากับมู่หรงป๋อเข้ากันไม่ได้ ฮองเฮาทรงรู้สึกว่ามู่หรงป๋อโง่เขลามากที่ไม่เห็นคุณค่าของน้องชายคนนี้

          การศึกที่ม่อหยางเมื่อแปดปีก่อน เอี้ยนอ๋องทรงมีบัญชาให้มู่หรงป๋อยกทัพหนุนไปยังม่อหยาง แต่เขากลับหยุดช่วยเหลือชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่งจนเป็นเหตุให้กองทัพล่าช้าไปถึงห้าวัน มู่หรงลี่เกือบต้องทิ้งชีวิตไว้ที่ม่อหยาง ซ้ำยังต้องสูญเสียหลันโย่วอนุคนโปรดไป นับแต่นั้นมาสองพี่น้องก็มีสภาพไม่ต่างจากน้ำกับไฟ

          เรื่องนี้ทำให้ฮองเฮาพอจะมองเห็นความหวังขึ้นมาบ้าง พระนางทรงทำทุกวิถีทางเพื่อดึงซวิ่นอ๋องมาเป็นพวก ถึงอย่างไรลูกเลี้ยงก็คือลูกเลี้ยง จะดึงมาเป็นพวกไม่ใช่เรื่องยากนัก

          แต่มู่หรงลี่กลับมีนิสัยดื้อรั้นราวกับลา ต่อให้เป็นคนที่มีสติปัญญาปราดเปรื่องแค่ไหนก็ไม่อาจทำอะไรเขาได้

          บัดนี้อนุภรรยาของเขาตั้งครรภ์ขึ้นมา ฮองเฮาย่อมต้องยื่นไมตรีให้สุดความสามารถ อาหารบำรุงต่างๆ ถูกส่งมาไม่ขาดสาย แล้วซูเฟยจะไม่ล่วงรู้ความคิดของพระนางได้อย่างไร?

          แต่ฮองเฮาเป็นผู้ปกครองวังหลัง ซูเฟยจะกล้าพูดอะไร? ที่ทำได้คือคอยดูแลให้ดีเท่านั้น

          คนไม่พอใจที่เซียงเซียงมาอยู่ตำหนักจางเหวินยังมีอีกคนหนึ่ง นางมีชื่อว่าอิ๋นจือ เป็นบุตรสาวของนางกำนัลคนสนิทของซูเฟย หลังจากนางกำนัลผู้นั้นจากไป ซูเฟยเห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีตจึงรับอิ๋นจือมาเลี้ยงดูอยู่ข้างกาย ถึงจะเป็นสาวใช้ แต่ก็รักเหมือนลูกในไส้

          ตอนเด็กๆ อิ๋นจือมักวิ่งเล่นตามหลังมู่หรงป๋อและมู่หรงลี่อยู่บ่อยๆ นางมีใจให้มู่หรงลี่มานานแล้ว ซูเฟยเองก็เคยตรัสว่าหากมู่หรงลี่มีใจให้นาง ก็จะแต่งนางให้เป็นพระชายารอง

          ตอนมู่หรงลี่ออกจากวังไปสร้างจวนของตัวเอง ซูเฟยเคยส่งอิ๋นจือให้ไปช่วยดูแลเรื่องภายในจวนอยู่ระยะหนึ่ง จนนางมองว่าตัวเองเป็นนายหญิงของจวนอ๋อง

          แต่ใครจะคิดว่ามู่หรงลี่มีหลันโย่วแล้วก็ไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหนอีก

          นางมองหลันโย่วอย่างไรก็ไม่ถูกชะตา พอได้โอกาสก็พูดจาเหน็บแนมถากถางว่าหลันโย่วมีลูกไม่ได้ เป็นแค่แม่ไก่ที่ดีแต่หัดขันเท่านั้น แต่คนอย่างหลันโย่วทนฟังได้เสียที่ไหน? ได้ยินเช่นนี้ก็ตรงเข้าไปตบหน้าอีกฝ่าย ซ้ำยังถีบเข้าให้อีกด้วย

          อิ๋นจือกุมหน้าซีกหนึ่งเอาไว้แน่น โมโหจนได้แต่ร้องไห้ จากนั้นไปฟ้องมู่หรงลี่ แต่มู่หรงลี่ฟังแล้วกลับพูดว่า “หากเจ้าคิดว่าจวนอ๋องไม่ดีก็กลับไปอยู่กับเสด็จแม่เถอะ”

          กล่าวจบก็ไม่สนใจอีกว่านางจะร้องไห้อ้อนวอนอย่างไร สุดท้ายอิ๋นจือก็ถูกส่งกลับไปยังตำหนักจางเหวิน

          หลังจากหลันโย่วจากไป อิ๋นจือเคยบอกซูเฟยว่าอยากกลับไปดูแลมู่หรงลี่ที่จวนซวิ่นอ๋องอีกครั้ง แต่พอซูเฟยบอกกับมู่หรงลี่ เขากลับพูดว่า  “ครั้งก่อนเห็นแก่หน้าเสด็จแม่ นางถึงได้มีชีวิตกลับมา แต่ครั้งหน้าลูกไม่ขอรับรอง”

          ซูเฟยจึงไม่กล้าพูดอะไรอีก

          จนถึงตอนนี้นางก็ยังรับใช้อยู่ข้างกายซูเฟย อายุสิบเก้าปีแล้วก็ยังไม่ได้แต่งงาน แต่มู่หรงลี่กลับแต่งอนุภรรยามาคนหนึ่ง ซ้ำอีกฝ่ายยังตั้งครรภ์อีกด้วย นางจะทำใจยอมรับได้อย่างไร?

 

          หลังจากย้ายมาที่ตำหนักจางเหวิน

            เซียงเซียงต้องต้อนรับพระสนมจากตำหนักต่างๆ คนแล้วคนเล่า ในที่สุดก็เหนื่อยจนทนไม่ไหว อาหารเย็นก็ทานไปได้ไม่กี่คำ เหล่านางกำนัลเห็นว่านางทานอาหารไม่ลงจริงๆ ก็ไปยกน้ำชาชงกับบ๊วยแห้งมาให้

          หลายวันมานี้เซียงเซียงต้องเรียนรู้ธรรมเนียมต่างๆ ในวังจนไม่ได้พักผ่อน วันนี้พอหัวถึงหมอน นางก็หลับทันที

          นางกำนัลทั้งสองก้าวออกจากห้องก็พบกับอิ๋นจือเข้าพอดี คนในวังต่างก็รู้ว่าพระสนมซูเฟยโปรดปรานอิ๋นจือ ดังนั้นพวกนางจึงรีบย่อกายทำความเคารพ  “แม่นางอิ๋นจือ”

          อิ๋นจือปรายตามองเข้าไปในห้องพลางแค่นเสียง  “พวกเจ้าปรนนิบัติได้ดีจริงนะ”

          นางกำนัลทั้งสองไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด พวกนางสบตากันครั้งหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างลังเล “นางคืออนุภรรยาของท่านอ๋องซวิ่น พระสนมทรงมีรับสั่งให้ดูแลให้ดี...”

          ดวงตาของอิ๋นจือทอประกายอำมหิต “ก็แค่อนุภรรยา คู่ควรให้ต้องดูแลเป็นอย่างดีถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”

          นางกำนัลทั้งสองตั้งท่าจะพูดต่อ แต่อีกฝ่ายกลับหันกายจากไปเสียแล้ว

 

          วันรุ่งขึ้น อิ๋นจือขออนุญาตซูเฟยไปอยู่เป็นเพื่อนเซียงเซียงที่ตำหนักข้าง ซูเฟยรู้ว่านางยังตัดใจจากมู่หรงลี่ไม่ได้ จึงตรัสว่า “ไปเถิด ไปพูดคุยเป็นเพื่อนนางก็ดี ข้าไปทีไรนางก็ตื่นตระหนกทุกครั้ง เพิ่งมีลูกคนแรก หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ เจ้าไปช่วยดูแลแทนข้าก็ดี”

          ใจคิดว่าหากอิ๋นจือเข้ากับเซียงเซียงได้ดี ถ้าเซียงเซียงช่วยพูดกับมู่หรงลี่ให้ อิ๋นจือก็คงมีโอกาสแต่งเข้าไปในจวนอ๋อง พระนางเชื่อว่าตัวเองรู้จักนิสัยของมู่หรงลี่ไม่น้อย หากไม่ถูกใจแล้ว เขาคงไม่มีทางรับเข้าไปอยู่ในจวนแน่

          ตอนที่เซียงเซียงตื่นขึ้นมา ตะวันลอยสูงมากแล้ว ทางห้องครัวไม่ได้ส่งอาหารเช้ามาให้ พอนางกำนัลทั้งสองไปตาม ทางห้องครัวก็อึกอักด้วยความลำบากใจ แต่สุดท้ายก็แอบบอกว่าแม่นางอิ๋นจือสั่งไว้ว่าจะเป็นคนนำอาหารมาส่งให้เอง

          นางกำนัลทั้งสองไม่กล้าไปตาม รอจนใกล้เที่ยงอิ๋งจือถึงได้ส่งอาหารเช้ามาให้ อาหารเย็นหมดแล้ว ในตำหนักก็ไม่มีเตาสำหรับอุ่น เดิมเซียงเซียงก็ไม่อยากกินอะไรอยู่แล้ว เห็นเช่นนี้ก็ยิ่งไม่อยากกินเข้าไปใหญ่

          แม้กระทั่งอาหารเที่ยงและอาหารเย็นก็ส่งมาช้า เซียงเซียงรู้สึกว่าวันเวลาช่างผ่านไปอย่างทุกข์ทรมานเหลือเกิน อาหารที่ถูกทิ้งไว้จนเย็นเหล่านี้ บางครั้งยังถูกคลุกเข้าด้วยกันจนดูไม่ได้

          หากนางกำนัลคนไหนเอ่ยปาก อิ๋นจือก็จะด่าอย่างไม่ไว้หน้า

 

          เซียงเซียงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

          ที่ตำหนักจางเหวินไม่มีคนที่นางคุ้นเคย ดังนั้นจึงไม่มีใครอธิบายให้นางฟัง ซูเฟยเองอยากให้นางพักผ่อน ดังนั้นจึงไม่ได้ผ่านมาเยี่ยมทางฝั่งนี้เลย

          บางครั้งฮองเฮาส่งคนมาดู แต่ก็เพียงสอบถามไม่กี่คำเท่านั้น เพราะนางเป็นเพียงอนุภรรยา ฐานะต่ำต้อย หัวหน้านางกำนัลจึงเพียงแค่มาสอบถามผ่านๆ พอเป็นพิธี

          ใครจะคิดว่า คนใจดีอย่างซูเฟยจะปฏิบัติต่ออนุภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ของมู่หรงลี่อย่างโหดร้ายกันเล่า?

 

          สองเดือนมานี้ เซียงเซียงฝากคนส่งจดหมายไปให้มู่หรงลี่ที่ค่ายทหารสามครั้ง แต่กลับไม่เคยได้รับจดหมายตอบเลยสักครั้ง

          นานวันเข้า ชานจวินรู้ว่าเขาไม่อ่านจดหมายจากทางบ้านก็คร้านจะส่งจดหมายเหล่านี้ไปให้เขารำคาญอีก ดังนั้น พอได้รับมาเขาก็จะโยนเข้าไปเก็บไว้ในกล่องทุกครั้งไป

 

———————— จบตอน ————————

         

 

VOTE นิยาย
ชอบตอนนี้จังเลย
( 216 ) Vote
เรื่องมันเศร้า
( 72 ) Vote
โกรธแล้วนะ
( 53 ) Vote
โอ๊ย...เขิน
( 60 ) Vote
ลุ้นๆ
( 120 ) Vote
อ้าว... ซะงั้น
( 44 ) Vote
เดี๋ยวเจอดี!
( 20 ) Vote
INTRODUCE WRITER
(แนะนำนักเขียน)
toggles
ลงแล้ว : 8 ตอน
โดย : Hongsamut Team
จำนวนคนชม : 422,092 ครั้ง


toggles :
ตอน
  • 1. โปรยย่อ “เต้าหู้ไซซี”

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 2. ตอนที่ 1 แผลเก่า

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 3. ตอนที่ 2 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 4. ตอนที่ 3 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 5. ตอนที่ 4 Up100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 6. ตอนที่ 5 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 7. ตอนที่ 6 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 8. ตอนที่ 7 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

CONTACT WRITER
(ติดต่อนักเขียน)
* all fields are required