HONGSAMUT SEARCH :
ค้นหานักเขียน
ค้นหานิยาย
ค้นหาหนังสือพร้อมขาย
เต้าหู้ไซซี
นักเขียน : Hongsamut Team
จำนวนผู้เข้าชม : 425,149 ครั้ง
ตอนที่ 4 Up100%

ตอนที่ 4

 

          กัวหยางกำลังคุกเข่าอยู่ กัวเถียนก็มาไล่เขาออกไป

        จากนั้นตัวเขาเองก็คุกเข่าลงตรงหน้ามู่หรงลี่แทน ในเมื่อไม่อาจแก้ไขอะไรได้อีก ซ้ำอีกฝ่ายก็ตัดสินใจแล้วว่าต้องพาเซียงเซียงไปให้ได้ ถ้าอย่างนั้นเป็นอนุภรรยาย่อมต้องดีกว่าเป็นนางบำเรอแน่

        กัวเถียนเป็นคนที่เข้าใจสถานการณ์ดี หากการก้มหัวต่อหน้ามู่หรงลี่จะช่วยให้บุตรสาวมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ เพียงกล่าววิงวอนสักสองสามประโยคจะเป็นอะไรไป

        มู่หรงลี่กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน กัวเถียนโขกศีรษะ “ท่านอ๋อง...” อยากถามว่าที่เมื่อครู่ท่านบอกว่าจะแต่งเซียงเซียงเป็นอนุภรรยายังมีผลอีกหรือไม่ แต่คิดอยู่นาน เขาก็ไม่กล้าเอ่ยปาก

        เซียงเซียงเข้ามาเห็นบิดากำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น น้ำตาก็เอ่อขึ้นมาทันที แต่มู่หรงลี่กลับไม่รู้สึกว่าการปล่อยให้พ่อตาคุกเข่าอยู่ตรงหน้ามีอะไรไม่เหมาะสม เขาเอ่ยขึ้นว่า  “ตอนนี้จะพูดเรื่องสินสอดได้หรือยัง?”

        กัวเถียนถอนใจโล่งอก รู้ว่าอีกฝ่ายยินดีมอบฐานะที่ถูกต้องให้บุตรสาว เขาก็รีบกล่าวอย่างนอบน้อม “เรียนท่านอ๋อง... การแต่งอนุภรรยามีประเพณีไม่มาก ถึงครอบครัวของข้าน้อยจะไม่ร่ำรวย แต่ก็นับว่าพอมีกินมีใช้ หวังเพียงแค่ว่า...”

        ยังพูดไม่ทันจบ มู่หรงลี่ก็หมดความอดทน  “ข้าแต่งอนุเข้าบ้าน เกี่ยวอะไรกับฐานะของครอบครัวเจ้าด้วย?”

        กัวเถียนยังอยากจะพูดต่อ แต่เซียงเซียงกลับเป็นฝ่ายเอ่ยเสียงเบาขึ้นก่อน  “การแต่งอนุภรรยาไม่มีประเพณีกำหนดแน่นอนตายตัว ท่านอ๋องเพียงนำสินสอดมามอบให้แล้วนำเกี้ยวหลังเล็กมารับไปเท่านั้นก็พอ”

        กล่าวจบ ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ มู่หรงลี่พยักหน้า  “ข้ารับบัญชามาปราบโจรที่ลิ่งจือ ไม่อาจรั้งอยู่นาน พรุ่งนี้ข้าจะให้คนนำสินสอดมามอบให้ วันมะรืนค่อยรับเข้าบ้าน”

        กัวเถียนฟังแล้วอดซาบซึ้งใจไม่ได้ เขาโขกศีรษะคำนับอีก “ขอบพระทัยท่านอ๋อง”

        มู่หรงลี่ลุกขึ้นเตรียมจากไป เซียงเซียงไม่รู้ว่าควรตามไปดีหรือไม่ เขาปรายตามองนางครั้งหนึ่งก่อนจะพูดว่า  “วันมะรืนจะมารับ”

        เซียงเซียงรู้ว่าเขาอนุญาตให้นางอยู่ที่บ้านได้สองวัน สีหน้าจึงเบิกบานขึ้นมาทันที  “ขอบคุณท่านอ๋อง”

 

        เรื่องที่ซวิ่นอ๋องมาเยือนร้านเต้าหู้ตระกูลกัว ทำให้กัวเถียนมีชื่อเสียงโด่งดังในชั่วพริบตา

        แขกที่มาที่ร้านต่างแอบพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ สายตาก็เอาแต่จับจ้องอยู่ที่ร่างของเซียงเซียงราวกับแมลงวันเห็นน้ำตาล

        กัวหยางตามตื๊อถามนั้นถามนี่จากเซียงเซียงไม่เลิก “พี่ ท่านอ๋องแต่งกับพี่แล้ว พี่ก็ต้องไปอยู่ที่จวนซวิ่นอ๋องใช่หรือไม่?”

        เขายังเด็ก ไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ ดีใจก็พูดออกมาเสียงดัง ได้ยินเช่นนี้ รอบด้านก็บังเกิดความวุ่นวายขึ้นทันที เพื่อนบ้านที่คุ้นเคยกันดีตะโกนถามว่า  “เหล่ากัว ท่านอ๋องซวิ่นจะแต่งกับเซียงเซียงอย่างนั้นหรือ?”

        ทุกคนแย่งกันพูดจนบังเกิดเสียงดังเซ็งแซ่ มีคนหยอกล้อว่า  “มิน่าถึงได้ตามกองทัพออกจากเมือง ซ้ำยังถอนหมั้นจากตระกูลหม่า คงเพราะพบกิ่งไม้สูงสินะ เยี่ยมจริงๆ เหล่ากัว! อำเภอลิ่งจือเล็กๆ ของเราก็มีหงส์ทองคำด้วย!”

        สีหน้าของกัวเถียนแดงก่ำ  “พูดเหลวไหลอะไรกัน เราถอนหมั้นจากบ้านหม่าเพราะจำเป็นต่างหาก”

          แต่ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไร กล่าวด้วยรอยยิ้มต่อว่า “ใช่ ตอนนั้นท่านอ๋องซวิ่นผู้นี้ก็เป็นคนส่งเซียงเซียงกลับมา จุ๊ๆ เป็นบุพเพสันนิวาสที่ฟ้าประทานให้จริงๆ”

        ทันใดนั้น เสียงอวยพรก็ดังเซ็งแซ่ไปทั่วร้าน

 

        ข่าวแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักก็มีขุนนางท้องถิ่นนำของขวัญมามอบให้เซียงเซียงถึงบ้าน กัวเถียนใช้ชีวิตอย่างสง่าผ่าเผยมาชั่วชีวิตก็จริง แต่เขาก็เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น เคยได้รับความสนใจจากขุนนางเสียที่ไหน?

        ชั่วขณะนั้น ลูกผู้ชายผู้สง่าผ่าเผยทำอะไรไม่ถูกเลย

          กำลังวุ่นวายกับการเชื้อเชิญขุนนางทั้งหลายให้เข้าไปดื่มน้ำชาในร้าน หานซวี่กับโจวจั๋วก็เดินนำทหารสองคนแบกหีบไม้ใบหนึ่งเข้ามา

        ทุกคนพากันเงียบเสียงลงทันที หานซวี่กับโจวจั๋วไม่เคยนำสินสอดไปมอบให้ใครมาก่อน ทหารสองคนจะรู้อะไรเสียที่ไหน? พวกเขาจึงพูดเพียงแค่ว่า  “ท่านกัว นี่เป็นสินสอดที่ท่านอ๋องมอบให้คุณหนูเซียงเซียง”

        กัวเถียนรีบเดินเข้ามารับ คนอื่นๆ ก็พากันล้อมลงเข้ามาดู พอเห็นว่าสินสอดนั้นมีจำนวนเท่าไหร่ พวกเขาก็อดผิดหวังไม่ได้ สินสอดของท่านอ๋อง ตามหลักแล้วไม่ควรน้อย แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะส่งหีบมาเพียงใบเดียว

        รึว่าตอนนี้ท่านอ๋องไม่ได้อยู่ที่จวน ทำอะไรก็คงต้องให้เรียบง่ายไว้ก่อน?

        กัวเถียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่กัวหยางอายุยังน้อย อยากรู้อยากเห็น เขาจึงเอื้อมมือไปเปิดฝาหีบใบนั้นออก หีบใบนั้นไม่ได้ใส่กุญแจเอาไว้ เพียงออกแรงเล็กน้อย ก็เปิดได้อย่างง่ายดาย

        ทันใดนั้น ทุกคนก็ได้เห็นเพชรนิลจินดาเต็มหีบ ทั้งเงินทอง เพชรพลอย มุกแท้ มรกต หยกงาม หินโมราสีแดง ฯลฯ ส่องประกายระยิบระยับจนตาพร่า

        นี่ถ้าเอาไปแลกเป็นเงินต้องไม่ต่ำกว่าห้าหมื่นตำลึงทองเป็นแน่!

        กัวเถียนใจสั่น ท่านอ๋องผู้นี้ ช่าง...

        แต่เซียงเซียงกลับรู้ดีว่าบิดา... เขาคงจะให้คนยกสมบัติที่ได้มาจากรังโจรมาทั้งหีบล่ะสิท่า

        เหล่าขุนนางพากันล้อมวงเข้ามาดูสมบัติในหีบใบนั้นพลางส่งเสียงชื่นชม ใครคนหนึ่งกล่าวขึ้นเสียงเบาว่า  “ท่านอ๋องผู้นี้...” ทำไมถึงไม่ชอบบุตรสาวของบ้านข้านะ!

        กัวเถียนพูดคุยกับทุกคนรอบหนึ่ง หลังจากเหล่าขุนนางท้องถิ่นจากไป นายอำเภอลิ่งจือก็มาเยือน นางกัวเฉินซื่อเก็บเสื้อผ้าของเซียงเซียงกลับมาก็พบว่าในร้านมีผู้คนอยู่เต็มไปหมด

        นางตกใจมากเพราะคิดว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ดังนั้นจึงรีบเร่งฝีเท้าเดินเข้าไป แต่แล้วก็ต้องพบว่ามีคนแปลกหน้ามากมายกำลังล้อมกัวเถียนเอาไว้ สีหน้าของแต่ละคนดูนอบน้อมมาก บรรยากาศก็ดูสนิทสนมกันดี

        นางกัวเฉินซื่อถอนใจโล่งอก จากนั้นจึงเดินเข้าไปหาเซียงเซียงที่ยืนอยู่กับกัวเถียน พอเซียงเซียงเล่าเรื่องที่ตัวเองกำลังจะแต่งงานให้ฟัง สีหน้าของนางกัวเฉินซื่อก็เต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม นางกอดบุตรสาวเอาไว้พลางพูดติดๆ กันว่า “เช่นนี้ก็ดีแล้ว ดีแล้ว อย่างน้อยก็มีฐานะที่ถูกต้อง ถึงจะเป็นอนุภรรยา แต่… แต่ตระกูลที่มีฐานะสูงส่งเช่นนั้น เรายังหวังจะเรียกร้องอะไรอีก”

        อ้อมกอดของมารดาทำให้เซียงเซียงสบายใจขึ้นมาก กัวเถียนถูกผู้คนมากมายห้อมล้อม คิ้วที่ขมวดแน่นมาหลายวันเพราะเรื่องของบุตรสาวเพิ่งจะคลายออก ใบหน้าของมารดาก็ประดับด้วยรอยยิ้ม เมฆหมอกดำครึ้มที่ปกคลุมอยู่เหนือบ้านตระกูลกัวมาช้านานก็พลันสูญสลาย แสงแดดอันสดใสเริ่มสาดส่องลงมา

        เซียงเซียงก้มหน้าลง ที่แท้คำพูดของหานซวี่ก็ถูกต้อง ในมือของท่านอ๋องมีทุกสิ่งทุกอย่างที่นางคาดไม่ถึง แค่เพียงประทานมาให้สักเล็กน้อย ก็สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดของนางและบิดามารดาได้

        เพชรนิลจินดาหีบนี้ ต่อให้คนตระกูลกัวไม่กินไม่ดื่มไปตลอดชาติก็คงหามาไม่ได้ แต่เขาเพียงแค่ชี้นิ้วก็สามารถยกมาตบแต่งอนุภรรยาได้ตามอำเภอใจ

        ใครๆ ต่างก็คิดว่าเขาโปรดปรานนาง เขาโปรดปรานนางจริงๆ อย่างนั้นหรือ?

        รอจนผู้คนที่มาแสดงความยินดีจากไป ร้านเต้าหู้ตระกูลกัวค่อยกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง วันนี้ที่ร้านย่อมไม่ได้ทำเต้าหู้ กัวเถียนกับนางกัวเฉินซื่อฉุดมือเซียงเซียงให้นั่งลง ผ่านไปครู่ใหญ่ นางกัวเฉินซื่อค่อยเอ่ยขึ้นว่า  “วันมะรืนก็จะแต่งงานแล้ว ต่อไปเจ้าก็เป็นคนของท่านอ๋องซวิ่น ไม่ว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างไร เจ้าก็ต้องทำหน้าที่ของภรรยาให้ดีที่สุด”

        เซียงเซียงพยักหน้า นางกัวเฉินซื่ออบรมให้รู้จักปรนนิบัติสามีดูแลลูกๆ เซียงเซียงก็ก้มหน้าฟัง ที่ด้านนอกมีเสียงประทัดดังครึกครื้น ตามมาด้วยเสียงทหารตะโกนว่า------วันมะรืนท่านอ๋องซวิ่นจะแต่งอนุเข้าบ้าน งานเลี้ยงจะถูกจัดขึ้นบนท้องถนน ใครๆ ก็สามารถมาร่วมฉลองได้

        ทุกคนที่ได้ยินต่างพากันโห่ร้องด้วยความยินดี

        ถึงตอนบ่ายก็มีแขกมาเยือนอีก กัวเถียนเปิดประตูออกไปดูก็พบว่าเป็นอวี๋ชิ่ง ที่ด้านหลังยังมีฮูหยินเฒ่าตระกูลอวี๋ตามมาด้วย ทั้งสองเห็นกัวเถียนก็พากันส่งยิ้มมาให้  “พี่กัว ได้ยินว่าเซียงเซียงจะแต่งงานแล้ว เราก็เลยนำของขวัญมามอบให้” ฮูหยินเฒ่าตระกูลกัวมีวาทศิลป์เป็นเลิศ สีหน้าท่าทางเต็มไปด้วยความเมตตาอ่อนโยน “ข้าเห็นเซียงเซียงมาตั้งแต่เด็ก ไม่ต่างอะไรจากลูกของตัวเอง นางจะแต่งงานแล้ว นี่เป็นน้ำใจเล็กน้อยของตระกูลอวี๋เรา”

        ตั้งแต่เห็นพวกเขา สีหน้าของกัวเถียนก็เคร่งขรึมลง ได้ยินคำพูดนี้สีหน้าก็ไม่ดีขึ้นสักเท่าไหร่ “ขอบคุณ แต่ไม่จำเป็น เซียงเซียงของเราจะแต่งงาน ท่านอ๋องเตรียมทุกอย่างเอาไว้เรียบร้อยหมดแล้ว พวกท่านเอากลับไปเถิด”

        มือของฮูหยินเฒ่าตระกูลอวี๋ที่ถือห่อข้าวของเอาไว้ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ สีหน้าเต็มไปด้วยความอิหลักเหลื่อ

        กัวเถียนอยากไม่ถือสาเรื่องในอดีต แต่กับคนที่ทำร้ายบุตรสาวของตัวเอง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่อาจอภัยให้ได้

        หากไม่ใช่เซียงเซียงได้แต่งเข้าไปในตระกูลสูง วันนี้พวกเขาจะมาอย่างนั้นหรือ?!

        ฮูหยินเฒ่าตระกูลอวี๋รู้ว่ากัวเถียนโกรธจึงได้แต่กล่าวกับเซียงเซียงด้วยรอยยิ้ม  “เซียงเซียง เรื่องในอดีต ป้าเป็นคนผิดต่อเจ้า เจ้าเป็นเด็กดี อย่าได้เคียดแค้นป้าเลย จริงๆ แล้วชิ่งเอ๋อร์ก็ไม่ได้อยากทำเช่นนี้ แต่เรา... จะว่าไป หากไม่ใช่ชิ่งเอ๋อร์หลีกทางให้ เจ้าก็คงไม่ได้พบเนื้อคู่ที่ดีเช่นนี้หรอก”      

          คำพูดนี้ทำให้ไฟโทสะของกัวเถียนลุกโชนขึ้นทันที “พูดแบบนี้หมายความว่าเซียงเซียงต้องขอบคุณพวกท่านสินะ?”

        ฮูหยินเฒ่าตระกูลอวี๋รู้ตัวว่าพูดผิดไป แต่ยังพยายามรักษารอยยิ้มเอาไว้  “ข้าบอกว่าบุพเพสันนิวาสเป็นสิ่งที่ถูกลิขิตเอาไว้แล้วต่างหาก คนมีวาสนาเช่นเซียงเซียงย่อมไม่มีทางแต่งเข้ามาในตระกูลเล็กๆ แน่ ตระกูลอวี๋ของเราไร้วาสนาเอง”

        กัวเถียนแค่นเสียงคำหนึ่ง เซียงเซียงจำต้องกล่าวว่า  “ท่านป้าอวี๋ น้ำใจของท่านข้าขอรับไว้ด้วยใจ เอาข้าวของกลับไปเถิด”

        ฮูหยินเฒ่าตระกูลอวี๋เห็นว่าสิ้นหนทางแล้วจริงๆ อีกฝ่ายไม่ให้พวกนางเหยียบเข้าไปในบ้านเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงได้แต่หันหลังจากไปด้วยท่าทางเก้อๆ อวี๋ชิ่งเหลือบมองเซียงเซียงครั้งหนึ่ง เขาทำท่าเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ได้แต่เก็บงำเอาไว้แล้วเดินตามมารดาไปเงียบๆ

        ทั้งสองออกจากบ้านตระกูลกัวมาได้ไม่นาน ฮูหยินเฒ่าตระกูลอวี๋ก็ร้องขึ้นด้วยความเคียดแค้น  “ถือดีอะไรกัน คิดว่าแค่บินขึ้นไปบนต้นไม้ได้ก็กลายเป็นหงส์ได้อย่างนั้นหรือ? คนอย่างท่านอ๋อง คุณหนูตระกูลใหญ่ที่ไหนบ้างที่ไม่เคยเห็น? แต่งนางไปก็แค่เห็นเป็นของเล่นสนุก คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน!”

        อวี๋ชิ่งรีบร้องห้าม  “ท่านแม่....”

        ฮูหยินเฒ่าตระกูลอวี๋ยังเคียดแค้นไม่เลิก “เรียกทำไม? ทำตัวอย่างกับท่อนไม้ วันๆ ไม่พูดไม่จา เจ้าไม่เห็นหรือว่าเหล่าขุนนางเอาใจคนพวกนั้นมากแค่ไหน? หากนางกล่าวยุแยงท่านอ๋องสักคำสองคำ เจ้ายังจะรักษาหัวไว้ได้อีกหรือ?”

        อวี๋ชิ่งก้มหน้าต่ำพลางแอบเหลือบมองไปทางด้านหลัง เดิมทีนางควรเป็นผู้หญิงของเขา เป็นภรรยาของเขา ทั้งที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก บัดนี้กลับจะแต่งเข้าไปในจวนอ๋อง... ถึงเป็นอนุภรรยาก็เป็นอนุภรรยาของซวิ่นอ๋องมู่หรงลี่เชียวนะ เขาไม่ใช่อ๋องทั่วไปที่ไร้อำนาจในมือ แต่เป็นซวิ่นอ๋องผู้กุมอำนาจทางทหารของต้าเอี้ยนเอาไว้ทั้งหมด

        ต่อให้คนอย่างอวี้ชิ่งเขย่งสุดปลายเท้า ก็อย่าหวังจะได้เห็นฝุ่นที่เกาะฝ่าเท้าของนางอีก

        คิดอย่างไรก็ไม่อาจทำใจยอมรับได้จริงๆ

 

        หลังจากสองแม่ลูกจากไป กัวเถียนกับนางกัวเฉินซื่อก็หันมาสบตากัน แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งกังวลใจ จนใจ ปลาบปลื้มใจ มีใครบ้างไม่หวังอยากให้บุตรสาวได้มีที่พึ่งที่ดี?

        ชื่อเสียงและเกียรติยศของลูกผู้หญิงมีความสำคัญมากเพียงใด? ยิ่งผ่านประสบการณ์เช่นนี้มา นอกจากชายหนุ่มผู้ทรงอำนาจผู้นี้ ยังจะมีใครสามารถช่วยเหลือนาง มอบชีวิตที่สุขสบายให้แก่นาง และทำให้นางรอดพ้นจากคำติฉินนินทาของผู้อื่นไปได้?

        ว่ากันว่าโชคดีและโชคร้ายมักมาคู่กัน เรื่องราวบนโลกไม่อาจคาดเดาได้จริงๆ

 

        คืนวันนั้น

        นางกัวเฉินซื่อนอนกับเซียงเซียง ทั้งคู่เพิ่งหลับไปได้ไม่นานก็มีคนมาเคาะประตูบ้าน ที่แท้เป็นพี่สาวกับพี่เขยของเซียงเซียงกลับมา พวกเขายังพาบุตรชายอายุสองขวบมาด้วย

        ทุกคนรีบลุกขึ้นมาต้อนรับ หลายวันมานี้ หลังจากเซียงเซียงกลับมา กัวหยงหยงผู้เป็นพี่สาวก็ไม่ได้กลับมาที่บ้านอีก ไม่ใช่ไม่เป็นห่วง แต่ในเมื่อชื่อเสียงของน้องสาวเสียหายเช่นนี้... พี่สาวที่แต่งออกไปแล้ว ย่อมต้องระวังตัวให้มาก

        นางอยากกลับมา แต่มารดาและบิดาของสามีไม่อนุญาต นางจึงได้แต่ให้สามีนำข้าวของกลับมาเยี่ยมเท่านั้น

        บัดนี้ได้ยินว่าน้องสาวกำลังจะแต่งเข้าไปในจวนซวิ่นอ๋อง ตอนแรกบิดาและมารดาของสามียังไม่เชื่อ ต่อมาได้ยินว่าเหล่าขุนนางท้องถิ่นมาแสดงความยินดีถึงบ้าน ทั้งคู่ก็พลอยดีอกดีใจและรีบให้บุตรชายพาสะใภ้กลับมาเยี่ยมบ้านทันที

        เซียงเซียงได้พบพี่สาวย่อมต้องดีใจมาก ทั้งคู่เข้าไปพูดคุยกันในห้อง กัวหยงหยงน้ำตาร่วง สองมือจับมือน้องสาวเอาไว้แน่น  “เซียงเซียง เจ้าตำหนิพี่หรือไม่? เจ้ากลับมาหลายวันแล้ว แต่พี่ไม่ได้มาหาเจ้าเลย ข้าเป็นพี่แท้ๆ แต่กลับไม่ยื่นมือช่วยเหลือในยามที่เจ้าลำบาก ได้แต่มาร่วมแสดงความยินดีในยามที่เจ้าได้ดีเท่านั้น หาก...หากไม่ใช่เจ้าจะแต่งเข้าไปในจวนอ๋อง พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้พบหน้าเจ้าเมื่อไหร่...”

        หัวใจของเซียงเซียงเจ็บปวดเหลือเกิน ตอนเด็กๆ บิดามารดาต้องดูแลร้านเต้าหู้ คนที่ดูแลนางกับน้องชายเป็นส่วนใหญ่คือพี่สาว พี่สาวเปรียบเหมือนมารดา ในใจของพี่คิดอย่างไรนางย่อมรู้ดี

        นางรีบเช็ดน้ำตาให้อีกฝ่าย “พี่ ข้าไม่เป็นไรแล้ว ท่านดูสิ ตอนนี้ข้าสบายดี”

        กัวหยงหยงพยักหน้า  “น้องสาวของข้ามีวาสนา จริงๆ แล้วตอนที่ได้ยินว่าเจ้าได้คู่ครองเช่นนี้ ข้าก็คิดว่าจะได้กลับมาหรือไม่ก็ไม่เป็นอะไร ถึงอย่างไรข้าก็วางใจได้แล้ว”

        เซียงเซียงกอดอีกฝ่ายไว้ กัวหยงหยงยิ้มออกมา  “ดูข้าสิ ยากนักกว่าจะได้กลับมาสักครั้ง ยังจะทำให้เจ้าร้องไห้อีก” นางหยิบเสื้อผ้าสองสามชุดออกมาจากห่อสัมภาระ “ใช่แล้ว พี่เย็บเสื้อผ้าให้เจ้าด้วย หลายวันก่อนตอนได้ยินว่าเจ้ากลับมาพี่ก็เริ่มตัดเย็บให้ ลองสวมดูหน่อยดีไหม?”

        เซียงเซียงรับเสื้อผ้ามา เห็นเนื้อผ้าดีกว่าชุดที่พี่สาวสวมอยู่มากก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงตั้งใจเก็บผ้าเนื้อดีเอาไว้ให้ น้ำตาของนางเอ่อขึ้นมาอีก

        กัวหยงหยงช่วยสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ให้  “เจ้าใส่แล้วสวยมากจริงๆ เกรงแต่ว่าอีกหน่อยเจ้าไปอยู่ในจวนอ๋อง คงไม่ได้สวมเสื้อผ้าพวกนี้แล้ว”

        เซียงเซียงรู้สึกโศกเศร้าขึ้นมา  “ข้าจะใส่! ข้าต้องใส่แน่!”

        สองพี่น้องกอดกันพลางยิ้มออกมาทั้งน้ำตา

 

        สามแม่ลูกนอนคุยกันตลอดทั้งคืน

        ฟ้าค่อยๆ สว่าง แสงแดดยามเช้าเริ่มสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา เซียงเซียงกับพี่สาวกำลังผลัดกันหวีผมให้อีกฝ่าย ที่ด้านนอกก็บังเกิดเสียงดังเอะอะขึ้น ที่แท้โจวจั๋วกับหานซวี่ให้ทหารเอาหมวกหงส์กับชุดแต่งงานมาให้

        นี่เป็นความคิดของหานซวี่ ด้วยนิสัยของมู่หรงลี่แล้ว ย่อมไม่มีทางคิดถึงเรื่องพวกนี้แน่ เขาเพียงแค่โบกมือแล้วพูดว่า  “ต้องเตรียมอะไร พวกเจ้าก็ไปจัดการซะ!”

        ทั้งสามก็ช่วยเตรียมการให้ ถึงอย่างไรก็เป็นเงินของผู้อื่น ใช้แค่ไหนก็ไม่เสียดาย เห็นอะไรทำแล้วดูดีมีหน้ามีตาก็ทำไปก็พอ

        ชุดแต่งงานสีแดงสดและหมวกหงส์ประดับไข่มุกถูกส่งมาที่บ้านตระกูลกัว แม้แต่กัวเถียนได้เห็นยังรู้สึกว่าเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เท่านี้ก็นับว่าท่านอ๋องดีต่อบุตรสาวของเขามากแล้ว

        เขาถอนใจแล้วหันไปกล่าวกับนางกัวเฉินซื่อว่า  “อบรมลูกให้ดี วันหน้าเข้าไปอยู่ในจวนอ๋อง จะได้ไม่ผิดต่อน้ำใจที่ท่านอ๋องมีให้เรา”

        นางกัวเฉินซื่อพยักหน้า ปล่อยให้กัวหยงหยงช่วยเซียงเซียงลองเสื้อผ้า มองดูบุตรชายกับบุตรสาวทั้งสองแล้ว นางกับกัวเถียนก็หันไปสบตากัน ทั้งคู่ต่างเห็นแววปลาบปลื้มใจอยู่ในดวงตาของอีกฝ่าย

        ในที่สุดก็ถึงวันแต่งงาน เซียงเซียงสวมชุดแต่งงานสวยงามหรูหรา ศีรษะสวมมงกุฎหงส์ประดับไข่มุกเป็นสาย บนท้องถนนมีงานเฉลิมฉลองคึกคัก ทหารห้าพันนายต่างเข้าเมืองมาช่วยงาน ไม่ว่าใครก็สามารถมาร่วมงานได้ทั้งสิ้น

        อาหารในงานจัดตามมาตรฐานโต๊ะละสองตำลึง พ่อครัวที่เชิญมาล้วนเป็นพ่อครัวที่มีชื่อเสียง งานเลี้ยงมีตลอดทั้งวัน เกี้ยวเล็กๆ หลังหนึ่งรับเซียงเซียงออกจากบ้านตระกูลกัว มุ่งหน้าไปยังเรือนรับรองของอำเภอลิ่งจือท่ามกลางเสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหว

        ชาวบ้านทั้งอำเภอต่างก็รู้ว่า บุตรสาวของกัวเถียนแห่งร้านเต้าหู้ตระกูลกัวแต่งให้กับซวิ่นอ๋อง ในใจต่างก็อดรู้สึกริษยาไม่ได้

        เซียงเซียงนั่งอยู่ในเกี้ยว สองมือประสานกันอยู่บนตัก ม่านไข่มุกตรงหน้าสั่นไหวไปมาตามจังหวะการเคลื่อนไหวของเกี้ยว นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว นางรู้สึกว่าไม่ต่างอะไรกับความฝันเลย

        ถึงจะไม่ใช่สาวน้อยบริสุทธิ์อีกต่อไป แต่นางก็อดตื่นเต้นเขินอายไม่ได้

        นับแต่นี้ไป เขาก็คือสามีของนาง หญิงสาวก้มหน้าลง นึกถึงใบหน้าของคนผู้นั้น นางก็ทั้งหวาดกลัว ทั้งซาบซึ้ง นอกจากนี้ก็ยังมีความคาดหวังแฝงอยู่ด้วย

 

        เรือนรับรองในค่ำวันนั้นไม่ได้มีการประดับประดาอะไรมากนัก นอกจากติดอักษรมงคลตัวใหญ่ไว้บนประตูและหน้าต่าง

        เมื่อเซียงเซียงก้าวผ่านประตูเข้าไป มู่หรงลี่เพียงเลิกผ้าคลุมหน้าขึ้นดู เห็นว่าไม่ผิดตัวก็โบกมือให้คนส่งนางเข้าไปในห้องหอ... หานซวี่ โจวจั๋ว เหยียนชิงเห็นเช่นนี้ก็ไม่กล้ารบกวนอีก พวกเขาจึงชักชวนกันออกไปดื่มสุราแทน

        มู่หรงลี่ก้าวเข้าไปในห้องก่อนจะเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก ใบหน้าของเซียงเซียงแดงก่ำ เขายื่นมือไปปลดเครื่องประดับบนศีรษะของนางออกทีละชิ้น พอสังเกตเห็นเครื่องสำอางบนใบหน้าของนาง ชายหนุ่มก็เอ่ยขึ้นว่า  “ล้างให้สะอาดซะ” ทำไมเวลาแต่งงานผู้หญิงต้องแต่งหน้าแต่งตัวแบบนี้ด้วยแบบนี้ด้วย? กว่าจะแกะออกได้ก็ยุ่งยากชะมัด!

        เซียงเซียงรีบตักน้ำมาล้างน้ำมันบนเส้นผมและเครื่องสำอางบนใบหน้า พอถอดชุดเจ้าสาวออก มู่หรงลี่ค่อยอารมณ์ดีขึ้น เขากอดเซียงเซียงไว้กับอกก่อนจะสะบัดแขนเสื้อดับตะเกียง จากนั้นเสียงครางแผ่วเบากับเสียงหายใจหอบหนักก็ดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิด

        คืนเข้าหอ ย่อมต้องทำเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว!

 

        เช้าวันรุ่งขึ้น

        กองทัพถอนค่ายเตรียมเดินทางกลับจิ้นหยาง เซียงเซียงตื่นแต่เช้า ออกไปยกน้ำอุ่นมาให้มู่หรงลี่ล้างหน้าล้างตา ชายหนุ่มปล่อยให้นางปรนนิบัติ นางเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขาเสร็จเรียบร้อยก็จัดการเก็บข้าวของ รอให้ทหารมายกออกไป

        กัวเถียนมาแต่เช้า เขาเดินตามไปส่งกองทัพถึงประตูอำเภอลิ่งจือ ตะวันเริ่มลอยขึ้นสูง แสงแดดในฤดูใบไม้ร่วงสาดส่องไปทั่ว เขาทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างอยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็กล่าวว่า  “ท่านอ๋อง เซียงเซียง... เอ้อ… รบกวนท่านแล้ว”

        มู่หรงลี่ซึ่งนั่งอยู่บนหลังม้าพยักหน้าเล็กน้อย กัวเถียนหันไปเหลือบมองเซียงเซียงด้วยความกังวล แต่นางไม่กล้าพูดอะไร เพราะกลัวจะร้องไห้ออกมา

        กัวเถียนยืนอยู่ตรงประตูเมือง มองกองทัพถอนค่ายออกเดินทางไปยังจิ้นหยาง เซียงเซียงกุมมือสองข้างของตนเข้าหากันแน่น ความทุกข์จากการพลัดพรากท่วมท้นอยู่ในหัวใจ

        ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน ในที่สุดเมื่อหันกลับไป เซียงเซียงก็ไม่เห็นประตูเมืองอีก ริมฝีปากของนางปัดเข้ากับปลายคางของมู่หรงลี่โดยไม่ได้ตั้งใจ ชายหนุ่มก้มลงมองนาง หญิงสาวหน้าแดงเรื่อ ก่อนจะรีบหันหน้ากลับไปทันที

        จิ้นหยาง เมืองหลวงของต้าเอี้ยน ที่แท้เป็นสถานที่อย่างไรกัน? จวนซวิ่นอ๋องที่ไม่ต่างอะไรกับถ้ำเสือรังหมาป่าในสายตาของบิดานาง เป็นสถานที่อย่างไรกันแน่?

        ชายที่อยู่ข้างกายผู้นี้ จะเป็นที่พึ่งของนางไปตลอดชีวิตจริงๆ อย่างนั้นหรือ?

        นางไม่รู้จริงๆ หนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยทางแยก คดเคี้ยวทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุด

        แต่ไม่ว่าอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ตอนนี้นางก็มีเพียงเขา นางมีแต่ต้องพึ่งพิงเขา เดินตามเขาไปเพียงอย่างเดียว

        นางหันกลับไปสบตากับมู่หรงลี่เข้าพอดี มุมปากของหญิงสาวยกขึ้นเล็กน้อย อยากจะยิ้ม แต่ก็ดูฝืนเสียเหลือเกิน แววกลัดกลุ้มในดวงตาไม่อาจปกปิดได้มิด มู่หรงลี่เอ่ยถามขึ้นว่า  “คิดถึงพ่อกับแม่อย่างนั้นหรือ?”

        เซียงเซียงกัดริมฝีปาก ยังมีน้องชายและพี่สาวด้วย

        มู่หรงลี่ไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกเช่นนี้สักเท่าไหร่ ดังนั้นจึงได้แต่พูดว่า  “ต่อไปอยู่กับข้าก็ทำตัวให้ดี”

        เซียงเซียงพยักหน้า ข้าจะ...เป็นภรรยาที่ดีของท่าน

        ไม่สิ ไม่ใช่ภรรยา!

 

        กองทัพเดินทางทั้งวันทั้งคืน

        ในที่สุดก็เห็นประตูเมืองจิ้นหยางปรากฏตรงหน้า เซียงเซียงอดชะเง้อมองไม่ได้ มู่หรงลี่สั่งให้โจวจั๋วกับนายทหารที่ออกมาต้อนรับนำกองทัพกลับค่ายทหาร ส่วนตัวเองเดินทางกลับไปยังจวนอ๋อง

        เมืองจิ้นหยางคึกคักกว่าอำเภอลิ่งจือมาก บนท้องถนนมีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา เหงื่อของพวกเขาไหลกระเซ็นราวกับห่าฝน เซียงเซียงทั้งเครียดทั้งตื่นเต้น ไม่กล้ามองอะไรมากนัก มู่หรงลี่ควบม้าไปตามถนนสายยาวโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

        เจ้าหน้าที่ของทางการคนหนึ่งวิ่งออกมา ตั้งท่าจะร้องว่า ‘ใครกัน กล้ามาควบม้าที่นี่’ แต่พอเห็นเข้าจริงๆว่าเป็นใคร เขาก็รีบหลบไปด้านหนึ่งแล้วร้องว่า  “ท่านอ๋องซวิ่นกลับมาแล้ว ใครไม่เกี่ยวข้องก็รีบถอยไปซะ!” จริงๆ เขาอยากตะโกนว่า ‘ทุกคนรีบหนีเร็ว’ เสียมากกว่า... การเดินขวางหน้าม้าศึกของอ๋องซวิ่น หากโดนเหยียบตายก็นับว่าตายเปล่า ซ้ำฝ่าบาทยังอาจลงโทษทางการฐานบกพร่องต่อหน้าที่อีกด้วย อย่างมากก็เพียงฆ่าม้าชดใช้ชีวิตให้ผู้เคราะห์ร้ายเท่านั้น ใครไม่อยากโดยม้าเหยียบตายก็ต้องรีบถอยไปเอง!

        แต่เพราะหวั่นเกรงอำนาจของอีกฝ่าย เขาก็เลยไม่กล้าพูดออกมา

 

        เพราะหน้าบางไม่กล้าตะโกน

        สุดท้ายม้าของมู่หรงลี่ก็วิ่งไปประจันหน้ากับเกี้ยวของใต้เท้ากานเข้าพอดี ใต้เท้ากานเป็นขุนนางฝ่ายตรวจสอบ บ่าวรับใช้ในบ้านย่อมเย่อหยิ่งถือดีไม่น้อย

        พอเห็นคนควบม้าตรงม้า ก็ร้องขึ้นทันทีว่า  “บังอาจ! ไม่เห็นใต้เท้ากานอยู่ที่นี่รึ? ยังไม่ลงจากหลังม้าอีก!”

        มู่หรงลี่แค่นเสียงเย็น  “ถอยไป”

        เหล่าบ่าวรับใช้ได้ยินเช่นนี้ก็โมโหมาก นี่มันใครกัน? ถึงกับกล้าสั่งให้เกี้ยวของใต้เท้ากานของพวกเราหลีกทางให้ หัวหน้าบ่าวรับใช้ชี้นิ้วใส่หน้าอีกฝ่าย  “ตาสุนัขของเจ้าบอดหรือไร?”

        ยังพูดไม่ทันจบ ม้าของมู่หรงลี่ก็ยกเท้าหน้าขึ้นแล้วพุ่งตรงเข้าใส่เกี้ยวทันที เซียงเซียงเห็นม้ากำลังจะพุ่งชนเกี้ยวก็ส่งเสียงร้องด้วยความตกใจพลางซุกหน้าเข้ากับแผงอกของมู่หรงลี่

        สีหน้าของเหล่าบ่าวรับใช้เปลี่ยนไปทันที ทุกคนพากันส่งเสียงร้องเอะอะโวยวาย ใต้เท้ากานที่นั่งอยู่ในเกี้ยวเลิกม่านขึ้นดูก็เห็นม้าสีดำตัวหนึ่งกำลังพุ่งตรงมา

          ใต้เท้ากานตกใจจนหัวใจแทบจะหลุดจากอก ปากได้แต่ร้องว่า  “ไอ้หยา นี่มันอะไรกัน”

        ม้าตัวนั้นโผนตัวขึ้นแตะเท้าหน้าเข้ากับหลังคาเกี้ยวแล้วกระโดดข้ามไปอย่างง่ายดาย ในยามปกติ... ใต้เท้ากานมักมีท่าทีเรียบเรื่อยเฉื่อยชา แต่ยามนี้เขากลับยกมือขึ้นกุมศีรษะแล้วกลิ้งตัวออกจากเกี้ยวด้วยความเร็วปานสายฟ้า จนกระทั่งกลิ้งไปถึงริมถนน ถึงได้มีบ่าวรับใช้มาช่วยพยุงให้ลุกขึ้น

        สีหน้าของคนหามเกี้ยวเต็มไปด้วยความชื่นชม  “ใต้เท้ายอดเยี่ยมจริงๆ ขอรับ ท่านดูไม่แก่แม้แต่น้อย!”

        ใต้เท้ากานยังตกใจไม่หาย เขาไม่ได้สนใจจะปัดฝุ่นบนร่างเสียด้วยซ้ำ พอหันไปก็เห็นแต่ก้นม้าของมู่หรงลี่ เขาโมโหจนมือเท้าสั่นระริกไปหมด  “มู่… มู่หรงลี่!! ท่านควบม้ากลางถนน ทำร้ายผู้คน ข้าต้องร้องเรียนแน่!”

        มู่หรงลี่ไม่หันกลับมาเสียด้วยซ้ำ... ใครสน? ปกติเจ้าก็เห็นเจ้าชอบร้องเรียนอยู่แล้วนี่

 

        เพิ่งส่งเซียงเซียงกลับไปที่จวน เอี้ยนอ๋องก็ให้คนมาเรียกตัวเขาเข้าวัง

        มู่หรงลี่ฮึดฮัดด้วยความไม่พอใจ ฮึ…รวดเร็วจริงนะ! ถ้าครั้งหน้าข้าเหยียบขาเจ้าจนหัก เจ้าคงจะเข้าวังช้ากว่านี้หน่อยใช่หรือไม่?

        เขายกร่างเซียงเซียงลงจากหลังม้า ครั้งนี้เขารู้แล้วว่าควรวางนางลงเบาๆ เซียงเซียงถึงได้ไม่ล้มแผละลงกับพื้น ประตูจวนซวิ่นอ๋องใหญ่โตมาก หน้าประตูมีสิงโตหินคาบลูกแก้วท่าทางสง่างามคู่หนึ่ง ประตูทองแดงทาสีทอง ด้านบนแขวนป้ายที่เขียนไว้ด้วยอักษรสีทองว่า ‘จวนซวิ่นอ๋อง’ สามคำช่างดูเหิมเกริมวางอำนาจเสียเหลือเกิน

        ทหารสวมเกราะถือง้าวยาวสองนาย พอเห็นมู่หรงลี่ก็รีบทำความเคารพ แล้วยืนตัวตรง สีหน้าไร้ความรู้สึก ดวงตาไม่วอกแวกเหมือนเดิม พ่อบ้านนำบ่าวรับใช้กลุ่มใหญ่มายืนรอต้อนรับอยู่ตรงหน้าประตู

        เซียงเซียงที่เพิ่งลงจากหลังม้าได้แต่นิ่งอึ้งอยู่กับที่ ในจวนมีบ่าวรับใช้มากถึงสองร้อยกว่าชีวิต ทุกคนล้วนแต่งกายเรียบร้อยมายืนประสานมือก้มหน้ารอต้อนรับอย่างเป็นระเบียบอยู่ตรงหน้าประตู... ท่านอ๋องซวิ่นผู้นี้แม้แต่ผีเห็นก็ยังต้องร้องไห้ เป็นบ่าวรับใช้ของเขา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ

 

        มู่หรงลี่ไม่ยอมเสียเวลา ส่งเซียงเซียงลงจากหลังม้าแล้วก็มุ่งหน้าเข้าวังไปทันที

        เอี้ยนอ๋องมู่หรงเซวียนกำลังพิโรธ “เจ้าลูกบัดซบ! ควบม้ากลางถนน ทำให้ขุนนางได้รับบาดเจ็บ เจ้ามีความผิดสถานใด?!”

        มู่หรงลี่คุกเข่าตัวตรง ที่ด้านหลังมีเหยียนชิง โจวจั๋ว หานซวี่คุกเข่าเรียงกันเป็นแถว ใต้เท้ากานที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่งยังฟ้องร้องไม่เลิก “ฝ่าบาท ไม่เพียงเท่านี้ บนท้องถนนมีผู้คนมากมาย ท่านอ๋องไม่เพียงควบม้าวิ่งอยู่กลางถนน แต่ยังสั่งให้เจ้าหน้าที่ของทางการขับไล่พ่อค้าและชาวบ้านไปให้พ้นอีกด้วย ไม่เห็นกฎหมายอยู่ในสายตาจริงๆ กฎหมายของต้าเอี้ยนเราเป็นเพียงกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่งเท่านั้นหรือ?”

        เอี้ยนอ๋องตบโต๊ะพลางตะคอกเสียงดัง  “องครักษ์ ลากออกไปโบยหนึ่งร้อยที”

        มู่หรงลี่หันไปถลึงตาใส่ใต้เท้ากาน แค่นเสียงฮึออกมา โบยหนึ่งร้อยทีแล้วอย่างไร?

        เอี้ยนอ๋องทรงเบนสายพระเนตรไปที่หานซวี่ โจวจั๋ว และเหยียนชิง จากนั้นก็ตะคอกเสียงดังขึ้นมาอีกว่า “พวกเจ้าทั้งสาม ข้าสั่งให้ไปติดตามซวิ่นอ๋อง แต่พวกเจ้ากลับกล้าละเลยต่อหน้าที่! พวกเจ้าก็ต้องถูกลงโทษด้วย”

        ทั้งสามหันไปสบตากันก่อนจะกัดฟัน  “กระหม่อมมีความผิดพ่ะย่ะค่ะ”

          เอี้ยนอ๋องทรงพยักพระพักตร์ “ในเมื่อต่างก็มีความผิด สมควรต้องรับโทษร่วมกัน อืม โทษโบยร้อยที พวกเจ้าสามคนแบ่งกันไปคนละสามสิบทีก็แล้วกัน อีกสิบทีที่เหลือยกให้เป็นของซวิ่นอ๋อง เอาล่ะ... ออกไปได้แล้ว”

        สีหน้าของหานซวี่เขียนเอาไว้ว่า ‘นี่มันเรื่องบ้าอันใดกัน’ อย่างชัดเจน ฝ่าบาททรงเรียนวิชาคำนวณมาจากสุนัขหรือ? เขาหันไปถลึงตาใส่ใต้เท้ากาน

        สีหน้าของใต้เท้ากานกลายเป็นสีเขียวคล้ำ  “ฝ่าบาท!”

        เอี้ยนอ๋องทรงเลิกขนงขึ้น... เจ้ายังมีอะไรจะพูดอีก? ไม่เห็นหรือว่าลูกชายข้าก็โดนโบยด้วย?! โอย ลูกพ่อ อาการบาดเจ็บเมื่อครั้งก่อนหายดีหรือยังก็ไม่รู้ ให้มันรู้ไปว่าใครกล้าโบยลูกข้าสุดแรง

        มารดาของมู่หรงลี่จากไปนานแล้ว ตอนเด็กๆ เขาเคยถูกผลักตกน้ำจนเกือบจะจมน้ำตาย โชคดีที่พี่ใหญ่มู่หรงป๋อช่วยลากเขาขึ้นมา นับแต่นั้นมา เอี้ยนอ๋องก็ทรงมีบัญชาให้พระสนมซูเฟยมารดาของมู่หรงป๋อเป็นผู้เลี้ยงดูมู่หรงลี่

        ซูเฟยดีต่อเขาจากใจจริง ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกินหรือเสื้อผ้าเครื่องใช้ก็ไม่เคยให้ด้อยกว่ามู่หรงป๋อ แต่มู่หรงลี่เป็นคนหัวแข็งราวกับวัว จะใช้ไม้แข็งหรือไม้อ่อนก็ไม่ค่อยได้ผล ลากก็ไม่ยอมเดินไปข้างหน้า ตีก็ไม่ยอมเดินถอยหลัง

        พี่ใหญ่ของเขามู่หรงป๋อเป็นคนสุภาพอ่อนโยน กิริยามารยาทเรียบร้อย ปฏิบัติต่อทุกคนด้วยความใจกว้าง ทั่วทั้งเมืองจิ้นหยาง มีเพียงมู่หรงลี่คนเดียวเท่านั้นที่กล้าต่อยหน้ามู่หรงป๋อตรงๆ

        ซูเฟยสงสารลูกชาย แต่ก็ไม่กล้าตำหนิลูกเลี้ยง วันๆ จึงได้แต่คอยเฝ้าเป็นห่วงและหวาดผวา

          เดิมคิดว่าเขาเป็นแค่เด็กเกเรคนหนึ่ง โตขึ้นก็คงเป็นได้เพียงท่านอ๋องที่นั่งกินนอนกินอยู่ในเมืองหลวง เขาแยกออกไปอยู่ในจวนของตัวเองเมื่ออายุสิบสองปี คาดไม่ถึงว่าพออายุครบสิบห้า เขาจะทูลขอออกจากเมืองหลวงอันเจริญรุ่งเรือง ติดตามกองทัพไปยังดินแดนรกร้างอย่างด่านผิงตู้กวนและด่านอวี้โหวกวน

        เอี้ยนอ๋องทรงดำริว่า ในเมื่อไปอยู่ที่ไหนก็เป็นตัวก่อกวน ถ้าอย่างนั้นให้ไปก่อกวนอยู่ในที่ไกลๆ ย่อมสบายใจมากกว่า หากอยู่ใกล้ตัว พระองค์ก็ต้องแสร้งทำเป็นตำหนิลงโทษเขา แต่หากไปอยู่ไกลๆ ใครจะกล้าแตะต้องเขาอีก?

        ขอเพียงพระองค์ยังดำรงยศเป็นถึงเอี้ยนอ๋อง ดูซิว่าจะมีใครกล้าแตะต้องโอรสของพระองค์กัน! เมื่อตัดสินพระทัยได้ เอี้ยนอ๋องก็ยกพระบาทเตะมู่หรงลี่เข้าไปในกองทัพทันที ซ้ำเมื่อส่งตัวเขาให้เหล่าแม่ทัพ พระองค์ยังทรงกำชับด้วยว่ ‘ถึงแม้ข้าจะรักราษฎรเหมือนลูกหลาน แต่เขาต่างหากที่เป็นลูกชายแท้ๆ ของข้า! ดังนั้นพวกเจ้าจงหรุบหางให้ดี หากมีเรื่องกับเขาขึ้นมาเมื่อไหร่ คิดว่าข้าจะเข้าข้างพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ?’

 

        ถึงซวิ่นอ๋องผู้นี้จะมีนิสัยเกเร แต่ก็มีฝีมือด้านการทำศึก ฝีมือการรบของเขานับได้ว่าไร้พ่าย ไม่มีเมืองใดที่ตีไม่ได้ ความชอบและความผิดของเขาจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเท่าเทียมกัน

        เอี้ยนอ๋องทรงปลาบปลื้มพระทัยมาก นับวันพระองค์ก็ยิ่งลำเอียง ‘พวกเจ้าไม่พอใจก็กบฏสิ หากพวกเจ้ากบฏขึ้นมาเมื่อไหร่ ข้าก็แค่ส่งลูกรักไปปราบปรามเท่านั้น มีอะไรน่ากังวลกัน’

        จนถึงบัดนี้ เขาก็วางก้ามอยู่ในกองทัพมาเป็นสิบปีแล้ว คนที่ไม่เคยถูกมู่หรงลี่ชกหน้า ล้วนไม่มีใครกล้าพูดว่าตัวเองเคยเป็นแม่ทัพของแคว้นต้าเอี้ยน

        เอี้ยนอ๋องทอดพระเนตรโอรสที่ยังมีสีหน้าไม่ยินยอมพร้อมใจ พลางตะคอกด้วยความพิโรธ  “ครั้งหน้าเจ้ายังจะกล้าทำเช่นนี้อีกหรือไม่?!”

        มู่หรงลี่แค่นเสียงคำหนึ่งก่อนจะเบือนหน้าหนี พระองค์ทรงประคองเขาให้ลุกขึ้น จากนั้นจึงหันไปรับสั่งให้ใต้เท้ากานออกไป ดำริอยู่ครู่หนึ่งก็ตรัสขึ้นว่า  “ช่างเถิด ถึงอย่างไรเจ้าก็ได้รับบทเรียนไปแล้วถึงสิบไม้... หยงลี่ เดือนหนึ่งเจ้าจะควบม้าอยู่กลางถนนสักกี่ครั้งกัน? เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ฉวยโอกาสที่พวกขุนนางอยู่กันพร้อมหน้า ไม่สู้ให้พ่อโบยเจ้าล่วงหน้าให้มันครบเดือนไปเสียเลย ครั้งหน้าเวลามีใครมาฟ้องจะได้อ้างได้ว่าโดนทำโทษไปแล้ว”

        หานซวี่ เหยียนชิง โจวจั๋วที่ด้านหลังคิดจะยกทัพก่อกบฏเสียเดี๋ยวนั้น

          นี่มันอะไรกันว?!

        ท่านเป็นฮ่องเต้นะ อย่าลำเอียงแบบนี้ได้หรือไม่?

          จะลำเอียงก็อย่าให้มันออกหน้าออกตานักสิ!

 

มู่หรงลี่กลับไปที่จวน สำหรับเขาแล้วการโบยสิบครั้งไม่ต่างอะไรกับการเกาให้คัน

        พ่อบ้านรีบตรงเข้ามารับหน้า  “ท่านอ๋อง”

        “จัดให้ฮูหยินอยู่ห้องไหน?” มู่หรงลี่เอ่ยถาม

        พ่อบ้านมีนามว่ากว่านอวี้ เห็นมู่หรงลี่พาผู้หญิงคนหนึ่งกลับมา ซ้ำยังปฏิบัติต่อนางด้วยความอ่อนโยน ไม่ใช่โยนลงมากองกับพื้นก็พอจะคาดเดาฐานะของนางได้ถึงสามส่วน

          ครั้งนี้เขาไม่ได้โยนนางลงจากหลังม้า เพราะครั้งแรกตอนที่เขาส่งเซียงเซียงกลับไปบ้าน นางถูกเขาโยนลงไปคลุกฝุ่นจนดูไม่ได้ ทำให้นางเสียหน้ากับผู้คน

        มู่หรงลี่เคยนึกประหลาดใจ เหตุใดเพียงแค่ลงจากม้าผู้หญิงก็ล้มหน้าคว่ำได้นะ? เขาไม่เคยร่วมขี่ม้ากับผู้ใดมาก่อน หลันโย่วขี่ม้าเป็น ส่วนคนอื่นๆ ก็ไม่มีใครดวงซวยจนต้องมาขี่ม้ากับเขา

        เพราะบทเรียนครั้งก่อน ครั้งนี้เขาถึงรู้ว่าต้องค่อยๆ ยกร่างนางขึ้น รอให้ปลายเท้าสัมผัสพื้นก่อนค่อยปล่อยมือ

        กว่านอวี้รีบค้อมกายคำนับ  “เรียนท่านอ๋อง ฮูหยินอยู่ที่ตำหนักฉีเจี้ยนเก๋อขอรับ”

        มู่หรงลี่สาวเท้าไปยัง ‘ตำหนักฉีเจี้ยนเก๋อ’ โดยไม่พูดอะไรอีก ตำหนักฉีเจี้ยนเก๋อ หรือ ‘ตำหนักล้างกระบี่’ เป็นตึกสองชั้นขนาดเล็ก ด้านนอกมีสระน้ำ ว่ากันว่าขุนพลผู้มีชื่อเสียงของต้าเอี้ยนล้วนเคยมาล้างกระบี่ที่นี่ น้ำในสระจึงเป็นสีชมพูจางๆ

        ตอนออกจากวัง มู่หรงลี่ไม่ลังเลที่จะเลือกสถานที่แห่งนี้เป็นจวนของตัวเอง ปกติเขามักจะฝึกเพลงกระบี่อยู่ที่ริมสระฉีเจี้ยนเก๋ออยู่บ่อยๆ ดังนั้น เขาจึงพอใจไม่น้อยที่กว่านอวี้จัดให้เซียงเซียงพักอยู่บริเวณนั้น

        เมื่อมู่หรงลี่เดินเข้าไปก็พบว่าตำหนักฉีเจี้ยนเก๋อถูกเก็บกวาดสะอาดเรียบร้อย ต้นอู่ถงยืนตระหง่านอยู่ที่มุมหนึ่งของสวน น้ำในสระถูกลมพัดเป็นระลอก เปล่งประกายสีชมพูจางๆ

        ใบไม้แห้งสองสามใบร่วงลงมาบนทางเดินหิน ขับเน้นให้สวนเล็กๆ แห่งนี้ยิ่งดูสะอาดสะอ้าน

        ด้านในมีสาวใช้สองคนกำลังวุ่นวายกับการจัดเก็บข้าวของ เขามักอยู่ในกองทัพเป็นส่วนใหญ่ นานๆ ถึงจะได้กลับจวนสักครั้ง ซ้ำเมื่อก่อนในจวนก็ไม่มีนายหญิง บ่าวรับใช้จึงละเลยไปบ้าง ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นคนอารมณ์ร้าย สิ่งของของเขา บ่าวรับใช้ทั่วไปย่อมไม่กล้าแตะต้อง

        บ่าวรับใช้ในจวนไม่รู้ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไร กว่านอวี้จึงจำต้องตบแต่งห้องตามความชอบของเซียงเซียงแทน

        ตอนที่มู่หรงลี่ก้าวเข้าไป เซียงเซียงกำลังช่วยสาวใช้จับผ้าห่ม ทั้งสองคนตบฝุ่นบนผ้าห่มไปก็หัวเราะกันไป ในห้องมีนุ่นฟุ้งกระจายเต็มไปหมด มู่หรงลี่ไอออกมาครั้งหนึ่ง สาวใช้ตกใจหน้าซีด สองขาอ่อนแรงจนต้องทรุดลงคุกเข่ากับพื้น  “ท่านอ๋อง! ท่านอ๋องโปรดอภัยด้วย!”

        เซียงเซียงเองก็ตกใจกระทั่งพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนจับผ้าห่มนิ่งอยู่ตรงนั้น มู่หรงลี่โบกมือครั้งหนึ่ง  “ออกไป!”

        ตัวสั่นทำไมกัน? ข้าไม่ได้กินคนเป็นอาหารสักหน่อย! ชายหนุ่มไม่กินคนก็จริง แต่เขาเคยสั่งโบยพ่อบ้านคนก่อนจนตายต่อหน้าต่อตาบ่าวรับใช้ในจวน พ่อบ้านคนนั้นฮองเฮาเป็นผู้ประทานมาให้เพราะเห็นว่าจวนของเขาไม่มีผู้ดูแล

        พ่อบ้านคนนั้นถือดีว่ามีฮองเฮาหนุนหลังจึงไม่เห็นใครอยู่ในสายตา มู่หรงลี่ออกจากวังมาตั้งแต่อายุสิบสอง พ่อบ้านเห็นว่าท่านอ๋องอายุยังน้อย ซ้ำยังไม่ค่อยอยู่บ้าน จึงฉวยโอกาสกุมอำนาจไว้ในมือ เขาเชื่อว่าหากตนกุมอำนาจปกครองคนในจวนและบัญชีทั้งหมดเอาไว้ได้ ต่อให้ผู้เป็นนายคิดดึงอำนาจกลับไปทีหลัง ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว

        ครั้นมื่อมู่หรงลี่กลับจวน พ่อบ้านก็เพียงยืนค้อมกายให้เล็กน้อยโดยไม่ยอมคุกเข่า มู่หรงลี่สั่งให้คนลากตัวเขาไปที่ลานกว้างทันที ทหารสิบคนใช้ไม้กระบองโบยเขาอยู่หนึ่งชั่วยาม จนกระทั่งสิ้นใจ

        เลือดกระเซ็นโดนต้นไม้ใบหญ้ารอบด้านจนกลายเป็นสีแดงฉาน ฮองเฮาได้แต่ส่งคนมาแอบดูศพโดยไม่กล้าบอกเอี้ยนอ๋องเสียด้วยซ้ำ

        สาวใช้ที่ปูเตียงอยู่กับเซียงเซียงแทบจะตะเกียกตะกายออกจากห้องไป เซียงเซียงรีบก้าวเข้าไปรับหน้า นางจัดการถอดเสื้อคลุมให้เขาก่อนจะกล่าวว่า  “ที่นี่ยังเก็บกวาดไม่เรียบร้อย เชิญท่านอ๋องไปที่ห้องโถงก่อนเถิด”

        มู่หรงลี่รับคำคำหนึ่ง ห้องโถงเล็กเก็บกวาดเรียบร้อยดีแล้ว บ่าวรับใช้เห็นทั้งสองเดินเข้ามาก็รีบยกชามาให้ มู่หรงลี่จิบชาคำหนึ่ง... ปกติเขาแทบจะไม่ดื่มชา อยู่ในค่ายทหารมาจนเคยชิน จะมัวดื่มชาไปทำไม เอาสุรามาให้ยังจะสะใจเสียกว่า

        เซียงเซียงมองออกจึงเอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านอ๋อง ข้าขอสร้างห้องครัวเล็กๆ ในเรือนนี้ได้หรือไม่?” มู่หรงลี่หันมามองนาง ห้องครัวใหญ่ทำอาหารไม่ได้อย่างนั้นหรือ?

          เซียงเซียงยิ้มน้อยๆ กล่าวเสียงอ่อนโยน  “ข้า… ข้าอยากให้มีห้องเตรียมอาหารอยู่ที่นี่บ้าง...” นางหน้าแดงเรื่อ แต่ยังแข็งใจกล่าวต่อให้จบ “เวลาท่านอ๋องมา จะได้ปรนนิบัติได้สะดวกหน่อย”

        “ตามใจ” มู่หรงลี่ว่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเสียหน่อย ทำไมต้องถามเขาด้วย?

        เห็นว่าเย็นมากแล้ว มู่หรงลี่จึงสั่งให้นำอาหารเย็นมาที่ตำหนักฉีเจี้ยนเก๋อ เซียงเซียงชอบสระฉีเจี้ยนเก๋อมาก ถึงนางจะไม่มีความฮึกเหิมเหมือนอย่างเหล่าขุนพลที่มาล้างกระบี่ที่นี่ แต่ก็มีจิตใจอ่อนโยนของสาวน้อย

        นางให้บ่าวรับใช้จัดโต๊ะที่ริมสระฉีเจี้ยนเก๋อ ทั้งยังให้อุ่นสุรามากาหนึ่ง สายลมในฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านมาเบาๆ เมื่อก่อนมู่หรงลี่ไม่ชอบทานอาหารในจวนสักเท่าไหร่ อยู่คนเดียว ไม่มีอะไรน่าสนใจ บ่าวรับใช้ก็ดีแต่ตามอกตามใจเขา ทำอะไรก็ไม่มีใครกล้าขัดใจ

        ตอนนี้มีคนอยู่เป็นเพื่อน เขาจึงยอมกินบ้าง แต่ก็ไม่กระตือรือร้นสักเท่าไหร่

        รอจนกระทั่งจานชามถูกเก็บไปจนหมด เซียงเซียงเตรียมปรนนิบัติเขาอาบน้ำล้างหน้าล้างตา เขาก็เอ่ยขึ้นว่า  “เจ้านอนก่อน”

        นางคิดว่าเขาคงมีงานต้องทำอีก ดังนั้นจึงรับคำคำหนึ่ง จากนั้นก็เริ่มลงมือจัดเก็บห้องนอนต่อ มู่หรงลี่เห็นเข้าก็บอกว่า  “ให้บ่าวรับใช้ทำเถอะ”

        เซียงเซียงร้องรับคำ ในใจรู้สึกอบอุ่นอยู่บ้าง ที่นี่เป็นบ้านของนางแล้ว นางย่อมต้องลงมือตบแต่งเอง หากให้คนอื่นทำแทนหมด จะมีความหมายได้อย่างไร?

        คืนนั้นมู่หรงลี่ไม่ได้กลับมา สาวใช้สองคนถูกส่งมารับใช้เซียงเซียง พวกนางล้วนอายุยังน้อย อยู่ในวัยสดใสร่าเริง เซียงเซียงรู้สึกว่าเสียงหัวเราะของพวกนางทำให้บรรยากาศในห้องมีชีวิตชีวาขึ้นไม่น้อย

        สาวใช้คนที่อายุมากกว่าชื่อหนิงชุ่ย รูปร่างค่อนข้างอวบ นิสัยเงียบขรึม คนที่อายุน้อยกว่าชื่อปี้จู รูปร่างผอมบาง นิสัยร่าเริงช่างพูด

        ทั้งสามช่วยกันปูเตียงและจัดเก็บข้าวของเครื่องใช้ประจำวันที่กว่านอวี้ส่งมาให้ เซียงเซียงเอ่ยถามขึ้นว่า  “ท่านอ๋องออกจากจวนไปแล้วหรือ?”

        “ยังเจ้าค่ะ ท่านอ๋องอยู่ในจวน ตอนนี้น่าจะดื่มสุราอยู่ที่ตำหนัก ‘ทิงฟงย่วน’...” หนิงชุ่ยตอบ

        เซียงเซียงประหลาดใจอยู่บ้าง “ที่ตำหนักทิงฟงย่วนมี... อนุคนอื่นๆ อยู่อย่างนั้นหรือ?”

        ปี้จูตอบเสียงรัวเหมือนประทัด  “ไม่มีเจ้าค่ะ จวนซวิ่นอ๋องไม่มีฮูหยินมาแปดปีแล้ว เมื่อก่อนมีฮูหยินหลันโย่วอยู่คนหนึ่ง พักอยู่ที่ตำหนักทิงฟงย่วน หลังจากที่สิ้นนางไปแล้ว ทุกครั้งที่ท่านอ๋องกลับมาที่จวน ก็มักไปขลุกอยู่ที่นั่น”

        นางกล่าวรวดเดียวจบโดยไม่ได้สนใจหนิงชุ่ยที่พยายามกระตุกแขนเสื้อส่งสัญญาณให้แม้แต่น้อย

        เซียงเซียงร้องอ้อคำหนึ่ง นางเคยได้ยินหานซวี่พูดถึงหลันโย่วมาก่อน มู่หรงลี่เองก็เคยเรียกชื่อหลันโยว่หลายครั้ง ทั้งที่จากไปแปดปีแล้ว เขาก็ยังอยากอยู่ที่เรือนของหลันโย่ว

        หลังจากสาวใช้ออกไป เซียงเซียงนอนอยู่เพียงลำพัง ในห้องจุดเทียนไว้เพียงเล่มเดียว ความมืดที่ทอดตัวผ่านหน้าต่างเข้ามาและความเงียบที่บังเกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้นางรู้สึกอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก

        นี่เป็นค่ำคืนในเมืองจิ้นหยางแคว้นต้าเอี้ยน เป็นค่ำคืนแรกในจวนซวิ่นอ๋องของนาง บ้านเกิดของนางอยู่ห่างไกลไปนับพันลี้ ที่ผู้คนว่ากันว่ามองไปทางไหนก็ไม่เห็นญาติมิตร คงเป็นเช่นนี้กระมัง

        นางพลิกตัวครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถสะกดกลั้นความกลัดกลุ้มเอาไว้ได้ นางคิดถึงบ้าน คิดถึงบิดามารดา คิดถึงพี่สาวกับน้องชาย ใกล้จะเข้าฤดูหนาวแล้ว ไม่รู้ว่าพ่อแม่กับน้องชายเตรียมเสื้อผ้าสำหรับฤดูหนาวเอาไว้สวมแล้วหรือยัง

        เมื่อนอนไม่หลับจริงๆ นางก็ลืมตาขึ้น ม่านที่เห็นตรงหน้าเหมือนผ้าไหมแต่ก็เหมือนผ้าต่วน มันดูมีน้ำหนักทิ้งตัวมากกว่าผ้าไหม แต่ก็ดูเรียบลื่นเนื้อละเอียดกว่าผ้าต่วน

        ผ้าห่มทำจากไหมชั้นดีปักลายนกกระเรียนกางปีก หมอนเป็นหมอนหินลายสิงโตคู่ประดับลายปลาและนก ปลายจมูกอบอวลด้วยกลิ่นหอม ทุกสิ่งทุกอย่างที่สัมผัสได้ดูราวกับไม่ใช่ความจริง

        ความรู้สึกเหมือนหลงเข้ามาอยู่ในภาพวาด ทำให้นางหวาดกลัวเหลือเกิน

        ที่แท้ค่ำคืนในจวนอ๋องก็เงียบสงัดเช่นนี้ ไม่มีเสียงผู้คน ไม่มีเสียงสุนัขเห่าหอน เงียบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงน้ำค้าง

        เซียงเซียงหลับๆ ตื่นๆ ได้ครู่หนึ่ง ท้องฟ้าด้านนอกก็เริ่มสว่าง จะตื่นตอนนี้ก็เช้าเกินไป เหล่าสาวใช้ก็ยังไม่มาปรนนิบัติ นางไม่มีอะไรจะทำ ดังนั้นจึงลุกขึ้นจัดเรียงข้าวของในห้องรอบหนึ่ง

        หญิงสาวเปิดประตูออกไป แสงแดดยามเช้าอาบไล้น้ำในสระฉีเจี้ยนเก๋อจนกลายเป็นอีกสีหนึ่ง ในสวนปกคลุมด้วยหมอกจางๆ ต้นอู่ถงเพียงต้นเดียวของที่นี่ยืนต้นตั้งตระหง่าน ใบไม้ร่วงลงมาบนทางเดินที่ปูด้วยเศษหิน

        นางไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงได้ถอนใจออกมา

 

        ดีที่ไม่นานนัก กว่านอวี้ก็พาคนมาเก็บกวาดห้องข้างทางด้านขวาเพื่อทำเป็นห้องครัวเล็ก

        เซียงเซียงยืนดูอยู่ด้านข้าง เดิมคิดจะบอกพวกเขาว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง แต่ผู้อื่นกลับรอบคอบเสียยิ่งกว่านาง

        มีเงินทำอะไรก็ง่ายดาย ใช้เวลาเพียงครึ่งวัน เตาก็ถูกก่อเสร็จเรียบร้อย ปล่องไฟและส่วนอื่นๆ ก็เป็นรูปเป็นร่าง เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่อาจใช้งานได้

        เซียงเซียงขอให้กว่านอวี้ช่วยซื้อผ้าและเส้นไหมมาให้ เดิมคิดจะปักดอกไม้ฆ่าเวลา แต่ผ้าเหล่านั้นล้วนเป็นผ้าเนื้อดีที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน เซียงเซียงมองจนตาพร่าไปหมด ในที่สุดก็ตัดสินใจทำงานชิ้นเล็กๆ อย่างถุงเงิน, เข็มขัด เพื่อฝึกฝีมือ

        เซียงเซียงมีฝีมือด้านการเย็บปักถักร้อยไม่น้อย มารดาพร่ำสอนนางกับพี่สาวมาตั้งแต่เล็ก นางฉลาด เรียนรู้ไว เมื่อก่อนตอนอยู่ที่บ้าน เสื้อผ้าของบิดามารดาและน้องชายส่วนใหญ่นางก็เป็นคนตัดเย็บ

        ระหว่างที่เซียงเซียงกำลังก้มหน้าก้มตาปักเข็มขัด ปี้จูก็เอ่ยหยอกล้อขึ้นว่า  “ฮูหยินปักให้ท่านอ๋องหรือเจ้าคะ?”

        เซียงเซียงหลุบตาลงพลางยิ้มอายๆ  “อยู่ว่างๆ ทำฆ่าเวลาเท่านั้น”

        แต่หนิงชุ่ยกลับกล่าวว่า “ถ้าเติมหยกขาวกับไข่มุกเข้าไป ก็คงเข้ากับเสื้อผ้าของท่านอ๋องพอดีนะเจ้าคะ”

        เซียงเซียงยิ้ม  “อืม แต่ว่า...” หยกขาวกับไข่มุก นางมีเสียที่ไหน?

        หนิงชุ่ยเหมือนจะอ่านความคิดของอีกฝ่ายออก จึงส่งยิ้มมาให้ “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ขาดอะไรก็ให้ไปบอกพ่อบ้าน ให้เขาไปเอามาจากคลังเสียก็สิ้นเรื่อง” 

        เซียงเซียงส่งยิ้มขอบคุณกลับไป สาวใช้ทั้งสองล้วนมองออกว่านางเป็นคนใจกว้าง เมื่ออยู่ต่อหน้านางจึงรู้สึกสบายใจไม่น้อย

        คงเป็นเพราะยังปรับตัวกับการเปลี่ยนที่อยู่ไม่ได้ พอตกบ่าย เซียงเซียงก็พบว่ารอบเดือนของตัวเองมาเสียแล้ว

        เมื่อมู่หรงลี่มาหาในค่ำวันนั้น นางก็ตะกุกตะกักบอกเขาด้วยใบหน้าแดงก่ำ “ท่านอ๋อง คืนนี้ข้า... ข้า… เกรงว่าคงจะปรนนิบัติท่านไม่ได้”

        ท่าทางอึกๆ อักๆ ของนางทำให้มู่หรงลี่ขมวดคิ้ว  “ทำไม?”

        สีหน้าของเซียงเซียงยิ่งแดงก่ำกว่าเดิม ถึงจะกลัวเขาอาละวาด แต่ก็จำต้องตอบเสียงเบา  “ข้า… รอบเดือนมา”

        มู่หรงลี่นิ่งอึ้งไปก่อนจะรับคำว่า  “อืม”

        จากนั้นเขาก็ออกจากห้องของนางไป และไม่ได้กลับมาอีกหลายวัน

 

————————

VOTE นิยาย
ชอบตอนนี้จังเลย
( 304 ) Vote
เรื่องมันเศร้า
( 15 ) Vote
โกรธแล้วนะ
( 25 ) Vote
โอ๊ย...เขิน
( 34 ) Vote
ลุ้นๆ
( 226 ) Vote
อ้าว... ซะงั้น
( 45 ) Vote
เดี๋ยวเจอดี!
( 9 ) Vote
INTRODUCE WRITER
(แนะนำนักเขียน)
toggles
ลงแล้ว : 8 ตอน
โดย : Hongsamut Team
จำนวนคนชม : 425,149 ครั้ง


toggles :
ตอน
  • 1. โปรยย่อ “เต้าหู้ไซซี”

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 2. ตอนที่ 1 แผลเก่า

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 3. ตอนที่ 2 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 4. ตอนที่ 3 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 5. ตอนที่ 4 Up100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 6. ตอนที่ 5 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 7. ตอนที่ 6 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 8. ตอนที่ 7 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

CONTACT WRITER
(ติดต่อนักเขียน)
* all fields are required