HONGSAMUT SEARCH :
ค้นหานักเขียน
ค้นหานิยาย
ค้นหาหนังสือพร้อมขาย
เต้าหู้ไซซี
นักเขียน : Hongsamut Team
จำนวนผู้เข้าชม : 422,087 ครั้ง
ตอนที่ 3 Up 100%

ตอนที่ 3

 

          มู่หรงลี่หมุนกายเดินกลับไปที่ค่าย ทิ้งเซียงเซียงให้นอนนิ่งอยู่บนพื้น

        หานซวี่ก้าวเข้าไปประคองนาง แต่พอนิ้วทั้งห้าสัมผัสกับร่างของนาง เซียงเซียงก็กรีดร้องเสียงดัง นางผลักเขาสุดแรงแล้ววิ่งหนีไปทันที หานซวี่วิ่งฝ่าพงอ้อไล่ตามนางไป แต่นางไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน สุดท้ายหานซวี่ก็ต้องใช้วิธีโผไปตะครุบร่างนางให้ล้มลงกับพื้น

        นางพยายามดิ้นรนสุดแรง ร่างเปียกชื้นสองร่างพัวพันอยู่ด้วยกัน ร่างของหญิงสาวมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกกุ้ยฮัว พอเสียดสีกันเช่นนี้ หานซวี่ก็เกิดปฏิกิริยาบางอย่างขึ้นมา

        เซียงเซียงรู้สึกได้เช่นกัน นางร้องไห้โฮออกมาแล้วกัดมือของเขาสุดแรง หานซวี่เจ็บแปลบ เขาใช้มือซ้ายบีบคางนางไว้  “อย่าทำแบบนี้ ข้าไม่แตะต้องเจ้า ไม่แตะต้องเจ้า!”

        น้ำตาของเซียงเซียงไหลพรากราวกับทำนบแตก เขาดึงมือข้างที่ถูกนางกัดกลับคืนไป  “กลับค่ายกันก่อน”

        เซียงเซียงส่ายหน้าพลางร้องตะโกนเสียงสะอื้น “ท่านฆ่าข้าเถิด ถึงอย่างไรข้าก็กลับบ้านไม่ได้แล้ว ท่านฆ่าข้าเสียเถิด!”

        หานซวี่ใช้มือกุมบาดแผลบนมือของตัวเองไว้ “ฆ่าเจ้าแล้วส่งศพกลับคืนไปให้บิดาของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”

        เซียงเซียงชะงักไป เขาย่อตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้านาง  “เซียงเซียง ท่านอ๋องมิใช่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับเจ้า เพียงแต่ท่านไม่พูดและไม่แสดงออกเท่านั้น เจ้าอยู่กับท่านอ๋องเถิด แต่งให้คนอื่นก็ต้องปรนนิบัติคนอื่นเหมือนกันไม่ใช่หรือ? นี่จะเลวร้ายกว่าการปรนนิบัติอวี๋ชิ่งอะไรนั่นหรืออย่างไร?”

        เซียงเซียงไม่พูดไม่จา เขาพยายามเกลี้ยกล่อมต่อเสียงเบา “ผ่านไปสองวันท่านก็หายโกรธแล้ว เจ้าตามใจหน่อยก็หมดเรื่อง คนอย่างท่านอ๋อง ขอเพียงแค่ยอมตามใจ อยู่ด้วยไม่ยากหรอก แค่ยอมพูดดีๆ สักสองประโยค ต่อไปเจ้าก็จะสบายขึ้นไม่น้อย หากเจ้าอยู่กับท่านดีๆ พ่อแม่ของเจ้าก็จะพลอยได้รับอานิสงค์ไปด้วย ยังมีน้องชายของเจ้าอีก เซียงเซียง ผู้หญิงไม่ว่าอยู่กับใครก็ต้องอยู่แบบนี้ไปชั่วชีวิต นี่ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลย”

        เซียงเซียงปิดหน้าร้องไห้ ไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้ “แต่ข้ากลัว ข้ากลัว!”

        หานซวี่เอื้อมมือไปพยุงนาง “ลุกขึ้น” เซียงเซียงปัดมือเขาออกด้วยความหวาดกลัว ชายหนุ่มถอนใจ  “กลับค่ายกันก่อน”

        หานซวี่ให้คนกางกระโจมให้นางอยู่ต่างหาก เซียงเซียงนอนไม่หลับทั้งคืน นางไม่ได้เอาเสื้อผ้าติดตัวมาด้วย บนร่างจึงยังคงสวมผ้าเปียกชื้นชุดเดิม หานซวี่จึงไปหาเสื้อผ้าของมู่หรงลี่มาให้นางสวมเหมือนเดิม

        กว่าจะหลับได้ก็ผ่านไปครู่ใหญ่ จู่ๆ ที่ด้านนอกก็บังเกิดเสียงฆ่าฟันดังขึ้น นางนอนตะลึงอยู่ในกระโจม เสียงนั้นดังอยู่ประมาณครึ่งชั่วยามก็เงียบลง

        เซียงเซียงโผล่หน้าออกไปดู เห็นมู่หรงลี่สาวเท้ายาวๆ เข้ามาในค่าย นางก็รีบหดตัวกลับเข้าไปในกระโจม

 

        วันรุ่งขึ้น

        ในค่ายวุ่นวายกับการนับจำนวนหารที่บาดเจ็บล้มตาย นางไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการสู้รบ แต่เมื่อเห็นแพทย์ทหารรักษาอาการให้ทหารที่บาดเจ็บ นางก็ตามไปช่วยเหลือ

        นางไม่กล้ามองบาดแผลเหวอะหวะ แต่แผลเล็กๆ ยังพอรับมือได้ ยังดีที่ครั้งนี้เป็นเพียงการมากวาดล้างโจรเท่านั้น จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายจึงมีไม่มาก โดยรวมแล้วมีทหารบาดเจ็บเพียงเก้าคนเท่านั้น

        พลังของผู้คนแตกต่างกันอย่างน่าประหลาด เมื่อก่อนตอนที่ชาวบ้านพบโจรก็รู้สึกว่าพวกเขาล้วนมีพละกำลังมหาศาล ไม่มีวันที่จะเอาชนะได้ แต่ในสายตาของเหล่าทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี พวกโจรกลับเป็นเพียงแค่เศษสวะที่ไม่อาจต้านทานการโจมตีได้ของพวกเขาเลย

        มือของหานซวี่ถูกนางกัดเป็นแผลลึก เขาจึงมาให้แพทย์ทหารทำแผลให้ ฟันของมนุษย์มีพิษร้ายที่สุด ยามนี้บาดแผลของเขาจึงกลายเป็นสีม่วงคล้ำ แพทย์ทหารให้เซียงเซียงช่วยล้างแผลให้เขา เซียงเซียงทั้งกลัวทั้งเสียใจ แต่หานซวี่กลับบอกว่า  “ไม่เป็นไร รีบทำแผลเถอะ” อย่าให้ท่านอ๋องมาเห็นเข้าแล้วคิดว่าข้าทำอะไรเจ้าลงไปจริงๆล่ะ! พูดไปแล้วข้าก็ซวยจริงๆ คนอื่นนอนกับเจ้า เจ้าไม่กล้ากัด ทีกับข้าล่ะกัดไม่ปล่อยเชียว

        เขาเม้มปากแน่น เห็นเซียงเซียงนั่งยองๆ อยู่ตรงหน้าเหมือนกระต่ายน้อย สองมือล้างแผลให้เขาด้วยท่าทีกล้าๆ กลัวๆ เขาก็รู้สึกอยากหัวเราะขึ้นมา แต่พอหันไปสบตากับมู่หรงลี่เข้า เขาก็ไม่รู้สึกขำเลยสักนิด

        แววตาเยือกเย็นนั้นสื่อความหมายอย่างชัดเจน----รักกันมากใช่ไหม?

        หานซวี่รีบกระชากมือกลับ  “ข้าทำเอง”

        เฮอะ! ถ้าต้องถูกโบยหนึ่งร้อยครั้งเพราะเจ้าอีกคงไม่สนุกแน่

 

        โจรที่บุกมาลอบโจมตีตายไปไม่น้อย

        ที่ถูกจับเป็นก็มีสิบกว่าคน เหยียนชิงพยายามเค้นถามที่อยู่ของโจรส่วนที่เหลือ แต่พวกเชลยก็ปิดปากเงียบ ทำอย่างไรก็ไม่ยอมพูด ซ้ำยังถ่มน้ำลายใส่หน้าเหยียนชิงเสียอีก

        มู่หรงลี่เดินตรงเข้ามาถามเสียงเรียบ  “รังของพวกเจ้าอยู่ที่ไหน?”

        โจรผู้นั้นร้อง ‘โว้ย’ คำหนึ่ง มู่หรงลี่ก็คว้าแท่งเหล็กที่เผาจนร้อนแดงทิ่มเข้าไปในปากของมัน! เสียงชี่ๆ ดังขึ้นตามด้วยไอร้อนที่พวยพุ่งขึ้นมา โจรผู้นั้นเบิกตากว้างแล้วล้มลงหมดสติไปทันที ตอนนั้นเซียงเซียงกำลังทำแผลให้ทหารที่ได้รับบาดเจ็บอยู่ด้านข้างพอดี พอเห็นเข้าก็ร้องออกมาคำหนึ่งก่อนจะขาอ่อนล้มแผละลงกับพื้น

        มู่หรงลี่ปรายตามองนางครั้งหนึ่ง นางตัวสั่นมากจนดูเหมือนกำลังจะหมดสติ ยังดีที่มู่หรงลี่ไม่ได้สนใจนาง เขาหันกลับไปถามโจรคนที่สองด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนเดิม  “รังของพวกเจ้าอยู่ที่ไหน?”

        โจรคนที่สองตัวสั่นระริก ไม่นานนัก ปัสสาวะก็ไหลลงมาตามหว่างขา มู่หรงลี่ขมวดคิ้ว มือยกแท่งเหล็กขึ้น ไม่คิดจะถามอีก โจรรีบร้องตะโกนว่า  “มี มีทางขึ้นเขา... ข้าจะพาพวกท่านไป....”

 

        พวกเขาไปกันนานมากแล้ว

        ในค่ายเหลือเพียงทหารและองครักษ์แค่ไม่กี่คนเท่านั้น บางครั้งเซียงเซียงก็ไปช่วยแพทย์ทหารดูแลทหารบาดเจ็บ มู่หรงลี่ไม่อยู่ เซียงเซียงก็สบายขึ้นมาก

        คนที่กลับมาก่อนคือหานซวี่ เขาจับโจรกลับมาไม่น้อย ซ้ำยังขนเอาทรัพย์สินเงินทองจำนวนมากกลับมาด้วย ผู้หญิงหลายคนบอกว่าตัวเองถูกจับมา หานซวี่ก็มอบเงินให้เล็กน้อยแล้วปล่อยพวกนางไปแต่โดยดี

        เซียงเซียงอยากพูดเหลือเกินว่านางเองก็ถูกจับมาเหมือนกัน แต่นางไม่กล้า

        หานซวี่จดบันทึกจำนวนทรัพย์สินที่ได้มาเสร็จเรียบร้อย มู่หรงลี่ก็กลับมา ทุกคนช่วยกันนับจำนวนทหารที่บาดเจ็บล้มตาย พอตกค่ำก็นำสุราอาหารออกมาดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน เป็นการปลอบขวัญเหล่าทหาร

        มู่หรงลี่ขมวดคิ้วเล็ก วันนี้อาหารของเขากลับไปเป็นผลงานของทหารหน่วยประกอบอาหารอีกแล้ว อ้อ ใช่ เขายกผู้หญิงคนนั้นให้หานซวี่ไปแล้วนี่

        วันนี้เจ้าหานซวี่ได้กินอะไรกันนะ?!

        มู่หรงลี่ก้าวไปยังกระโจมของหานซวี่ หานซวี่ตกใจจนเส้นผมบนศีรษะลุกชัน “ท่านอ๋อง นาง… นาง นางอยู่ในกระโจมทางด้านขวาของกระโจมท่าน” ว่าแล้วก็รีบขยับให้อีกฝ่ายเห็นว่าในกระโจมของเขาไม่มีใครอยู่แม้แต่คนเดียว... ท่านดู ไม่ได้อยู่กับข้าจริงๆ นะ ข้าไม่ได้แตะต้องนางเลยด้วย!

        สีหน้าของมู่หรงลี่เขียวคล้ำ ท่าทางเหมือนอยากจะกัดใครสักคน หานซวี่เดาเอาว่า ท่านอ๋องคงเสียหน้าที่จะเดินไปที่กระโจมของนางตรงๆ ดังนั้นจึงรีบกล่าวว่า  “เมื่อครู่เห็นนางกำลังเคี่ยวโจ๊กอยู่ ท่านอ๋องไม่ได้ทานอาหารเย็นสักเท่าไหร่ ลองไปชิมดูหน่อยดีไหมขอรับ? เรื่องทำอาหารนี่ไม่ว่าอย่างไรผู้หญิงก็ชำนาญมากกว่า ทหารหน่วยประกอบอาหารพวกนั้นสมควรลากไปโบยก้นเสียจริงๆ!”

        กล่าวจบเดินนำไปทันทีโดยไม่สนใจว่ามู่หรงลี่จะมีปฏิกิริยาอย่างไร

        เซียงเซียงกำลังเคี่ยวโจ๊กอยู่จริงๆ นางเอาข้าวมาเคี่ยวช้าๆ ทั้งยังเติมถั่วเขียวลงไปเล็กน้อย โจ๊กเคี่ยวอยู่นานจนข้น เมื่อกินกับหัวไช้เท้าดองก็ไม่มีกลิ่นน้ำมันเลยสักนิด

        ตอนที่มู่หรงลี่กับหานซวี่เดินเข้ามาในกระโจม นางกำลังเตรียมจะกินข้าวอยู่พอดี พอเห็นใบหน้าไร้ความรู้สึกของมู่หรงลี่ นางก็มืออ่อนจนแทบจะทำตะเกียบหลุดมือ หานซวี่เอ่ยขึ้นว่า  “ตักโจ๊กของเจ้าให้ท่านอ๋องสักชามสิ”

        เซียงเซียงรีบหยิบชามมาตักโจ๊กให้ ชายหนุ่มนั่งลงข้างโต๊ะ หานซวี่เห็นเช่นนี้ก็ไม่เดินตามเข้าไป พอได้โอกาสก็หลบหน้าออกไปจากกระโจมทันที

        มู่หรงลี่รับโจ๊กมาพลางถามว่า  “มีแค่นี้หรือ?” บนโต๊ะมีแค่หัวไช้เท้าดองจานหนึ่งเท่านั้น

        เซียงเซียงลนลาน  “ข้า… ยังมีมะเขือหมักกระเทียมอยู่อีก เดี๋ยวข้าจะไปทำเพิ่ม” นางตั้งท่าจะลุกออกจากกระโจมไป มู่หรงลี่ตัดบท  “ช่างเถอะ”

        หญิงสาวได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ มู่หรงลี่ถลึงตาใส่ นางนึกขึ้นได้ก็รีบนั่งลงกินข้าว ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันอีก นางตัวสั่นไม่หยุดจนมู่หรงลี่กลัวว่าหากพูดอะไรออกไปนางอาจเป็นลมไปเลยก็เป็นได้

        หัวไช้เท้าดองมีรสชาติหวานกรอบ เมื่อราดด้วยน้ำส้มสายชูก็ยิ่งมีรสชาติกลมกล่อม เซียงเซียงตักมะเขือหมักกระเทียมออกมาเล็กน้อย อาหารจานนี้มีรสค่อนข้างเค็ม เอามากินกับโจ๊กได้พอดี

        มู่หรงลี่กินๆ ไปก็อดคิดไม่ได้ว่า กลับไปเมื่อไหร่ต้องเชือดทหารหน่วยประกอบอาหารพวกนั้นทิ้งซะ!

        รอจนเขาทานอาหารเสร็จ เซียงเซียงก็ก้มหน้าก้มตาเก็บจานชาม มู่หรงลี่นั่งนิ่งอยู่กับที่ ไม่ได้มีทีท่าจะจากไปแม้แต่น้อย เซียงเซียงรีบเก็บชามใส่กล่องอาหาร ท่าทางของนางดูเหมือนกับสะใภ้ที่ถูกข่มเหงไม่มีผิด มู่หรงลี่อดประหลาดใจไม่ได้

        ผู้หญิงแบบนาง โตมาจนป่านนี้ได้อย่างไรกัน?

        ท้ายที่สุดเขาก็ฉกสองมืออุ้มเซียงเซียงลากเข้ามากอดไว้ ให้นางนั่งอยู่บนตักของเขา เซียงเซียงตัวสั่นจนลมหายใจก็ยังพลอยสั่นไปด้วย มู่หรงลี่รู้สึกว่าสัมผัสในอ้อมกอดไม่เลวเลย ผิวของนางทั้งนุ่มทั้งขาว นางไม่ใช่คนตัวเล็กบาง แต่เมื่อเทียบกับขนาดรูปร่างของเขาแล้ว นางก็นับว่ามีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นมาก

        นางไม่ผอม สัมผัสดูก็รู้ว่ามีน้ำมีนวล ไม่เลวเลยจริงๆ

 

        เขารู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนดีอะไร และไม่เคยแสร้งวางท่าเป็นคนดี เอี้ยนอ๋องทรงมีโอรสทั้งหมดหกคน เขาเป็นคนที่เอาแต่ใจมากที่สุด เมื่อก่อนตอนอยู่กับหลันโย่ว ข้างกายเขาก็ใช่ว่าจะไม่มีหญิงอื่น

        หลันโย่วเป็นคนที่รู้กาลเทศะดี รู้ว่าซวิ่นอ๋องไม่มีวันครองคู่อยู่กับใครไปชั่วชีวิตก็ไม่ดึงดัน บางครั้งเมื่อตีเมืองแตก หากพบสตรีที่มีรูปร่างหน้าตาสะสวย เขาก็มักนำตัวกลับมาเสพสุขอยู่บ่อยๆ

          ทหารใต้บังคับบัญชาของเขามีพวกที่มีนิสัยเกะกะระรานอยู่ไม่น้อย เขารู้ แต่ก็ไม่สนใจสักเท่าไหร่ คงเพราะคานบนไม่ตรงคานล่างก็เลยเอียงตาม ทหารของเขาล้วนเป็นทหารชั้นเยี่ยมที่ผ่านศึกมานับร้อย ไม่ว่าทำศึกครั้งไหนก็ล้วนแต่บุกไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ กว่าจะเอาชีวิตรอดมาได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

        ไม่มีใครรู้เลยว่าวันไหนต้องพลีชีพอยู่ในสนามรบ คนอื่นๆ ยังอาจพอนับได้ว่าจะมีชีวิตเหลืออยู่อีกกี่วัน แต่พวกเขาไม่อาจนับได้เลย

        ดังนั้น ปกติมู่หรงลี่จึงมักจะปิดตาข้างหนึ่ง นานวันเข้า ผู้ใต้บังคับบัญชาก็กลายเป็นคนที่ไม่กลัวตายยามอยู่ในสนามรบ แต่ยามว่างเว้นจากการรบก็กลายเป็นอันธพาลเที่ยวระรานผู้อื่น

        ความรู้สึกของชาวต้าเอี้ยนที่มีต่อพวกเขาออกจะสับสนอยู่มาก พวกเขาเพิ่งสละชีพช่วยชีวิตคนในครอบครัวของเขาเอาไว้ทั้งครอบครัว แต่พริบตาเดียวก็หันมาลวนลามลูกสาวของพวกเขา ไม่รู้เหมือนกันว่าควรสำนึกบุญคุณหรือควรเคียดแค้นดี

        เหล่าขุนนางแห่งสำนักตรวจการถวายฎีการ้องเรียนไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ปีนี้มู่หรงลี่อายุยี่สิบห้าปี โจมตีทัพใหญ่ของซีจิ้งให้ล่าถอยไปสามครั้ง ขับไล่ตงหูออกจากดินแดนของต้าเอี้ยน ปราบปรามชาวซานหยง ทำศึกใหญ่น้อยมาสิบหกครั้ง ไม่มีครั้งไหนที่ไม่ได้รับชัยชนะ บนร่างมีบาดแผลจากคมหอกคมดาบถึงยี่สิบกว่าแห่ง คิดจะลากเขาออกไปประหารอย่างนั้นหรือ?!

        ยามซีจิ้งมารุกราน เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาคนไหนบ้างที่ไม่ได้ใช้ร่างกายแทนกำแพงป้องกัน? คิดจะลากคนที่รอดชีวิตมาได้จากกองซากศพออกไปประหารอย่างนั้นหรือ?

          ดังนั้น ถึงผู้คนจะพูดกันว่าความชอบไม่อาจลบล้างความผิด วีรบุรุษต้องเป็นเหมือนหยกงามไร้รอยตำหนิ แต่ในความเป็นจริงแล้ว นั่นไม่ใช่วีรบุรุษ แต่เป็นเทพเจ้าต่างหาก!

        ศึกที่ม่อหยางในครั้งนั้น เอี้ยนอ๋องรับปากว่าจะส่งทัพหนุนมาช่วยภายในสามวัน ขอให้มู่หรงลี่ใช้กำลังทหารสองหมื่นนายรักษาเมืองม่อหยางเอาไว้ให้ได้สามวัน แต่สุดท้ายมู่หรงป๋อกลับนำทัพหนุนมาล่าช้าไปถึงห้าวัน มู่หรงลี่ได้แต่ใช้กำลังสองหมื่นต้านรับการโจมตีของทหารซีจิ้งมากถึงหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นคน

        แม่ทัพรักษาเมืองทางตะวันตกแอบสมคบกับข้าศึก นัดหมายว่าจะชูคบไฟเป็นสัญญาณในยามสาม เพื่อเปิดประตูเมืองปล่อยให้ชาวซีจิ้งบุกเข้ามา มู่หรงลี่ไม่อาจปลีกตัวไปจัดการกับไส้ศึกได้ เพราะหากเมืองแตก ชาวซีจิ้งจะรุกเข้าสู่ด่านผิงกวน ถึงตอนนั้นต้าเอี้ยนก็คงต้องสูญเสียดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือไปทั้งหมด

        มู่หรงลี่จึงส่งหลันโย่วอนุคนโปรดไปยังประตูเมืองตะวันตกโดยอ้างว่าต้องการปลอบขวัญเหล่าทหาร และให้นางดื่มสุราร่วมกับแม่ทัพรักษาเมืองทั้งสี่ หลันโย่วเสียสละใช้ร่างกายของตนถ่วงเวลาเอาไว้ตลอดทั้งคืน เขาจึงมีโอกาสรอให้การโจมตีของฝ่ายตรงข้ามอ่อนแรงลง จนหันกลับมาจัดการกับแม่ทัพผู้ทรยศได้

        พวกเขารอจนกระทั่งถึงวันที่แปด ทหารที่เฝ้ารักษาเมืองพลีชีพไปกว่าครึ่งจนเหลือเพียงหกพันคนเท่านั้น มู่หรงป๋อถึงได้นำทัพหนุนมาถึง

        เขาสัญญาว่าจะตบแต่งหลันโย่วเป็นพระชายา แต่หลังจากเขามีชัยเหนือซีจิ้ง นางกลับกระโดดลงสู่แม่น้ำไป๋หลาง เขางมหาอยู่ในแม่น้ำนานถึงสองเดือน แต่ก็ไม่พบแม้แต่ซาก

        ส่วนสาเหตุที่ทำให้มู่หรงป๋อมาช้านั้น เป็นเพราะหมู่บ้านแห่งหนึ่งระหว่างทางเกิดโรคระบาด ทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้ประสบภัยจำนวนมาก เขาสงสารราษฎรเหล่านั้น จึงสั่งให้แพทย์ทหารให้การช่วยเหลือ และให้เหล่าทหารไปเก็บสมุนไพร แต่ถึงจะเร่งมือเต็มที่ก็ยังต้องเสียเวลาไปมาก

        มู่หรงลี่คว้าตัวมู่หรงป๋อไว้แล้วต่อยเสียจนหน้าแตกปากเยิน

        มู่หรงลี่ย่อมไม่ร้องไห้คร่ำครวญ เขาเพียรค้นหาอยู่ในแม่น้ำไป๋หลางเงียบๆ ตลอดสองเดือน ท้ายที่สุดก็ต้องยอมจากไป นับแต่นั้นมา เขาก็ไม่เข้าใกล้ผู้หญิง และไม่เข้าใกล้แม่น้ำไป๋หลางอีก

        เจ็บปวดย่อมต้องเจ็บปวด แต่เขาก็ไม่อาจตีโพยตีพาย สิ่งที่เขาทำได้คือค่อยๆ กัดฟันทน เหมือนดังเช่นทุกครั้งที่ได้รับบาดเจ็บ

        เซียงเซียงซึ่งอยู่ในอ้อมกอดตัวสั่นระริก มู่หรงลี่เชยคางนางขึ้นให้นางสบตากับเขา ผ่านมานานถึงเพียงนี้ ทำไมถึงยังหวาดกลัวอยู่อีก? เขาเองก็สงสัยเช่นกัน เขาไม่เคยตบตีนางเสียหน่อย

        อ้อ ใช่แล้ว ครั้งก่อนเขาเคยจับนางกดน้ำ แต่นั่นก็เพราะนางหาเรื่องเองไม่ใช่หรือ?

        สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเยียบเย็นในชั่วพริบตา เซียงเซียงขยับถอยหลังโดยไม่รู้ตัว แต่เขาก็ใช้มือซ้ายโอบเอวของนางไว้แล้วกดร่างนางให้แนบเข้ากับร่างของเขา เดิมคิดจะก้มลงลิ้มรสริมฝีปากของนาง แต่เขากลับได้กลิ่นกระเทียมจางๆ เข้าเสียก่อน

        คิดว่าปากของเขาก็คงจะมีกลิ่นเดียวกัน ชายหนุ่มปล่อยมือจากนางแล้วเดินออกไปบ้วนปาก

        เซียงเซียงถอนใจโล่งอก ก่อนจะไปตักน้ำมาล้างหน้าล้างตาตนเอง นางไม่ได้เอาเสื้อผ้ามาด้วย หานซวี่จึงไปหาเสื้อผ้าของมู่หรงลี่มาให้ เสื้อตัวนั้นยาวมาก แต่พอเอามาแก้ก็พอจะใส่ได้

        กำลังเย็บเสื้อผ้าอยู่ เสียงของทหารที่ด้านนอกกระโจมก็ดังขึ้น  “แม่นางกัว ท่านอ๋องให้เก็บข้าวของกลับไปที่กระโจมของท่าน”

        เซียงเซียงร้องอ้อคำหนึ่ง สองมือเคลื่อนไหวช้าลง เขายกนางให้คนอื่นไปแล้ว ครั้งนี้แค่พูดเฉยๆ แต่ครั้งหน้าเล่า? หานซวี่เคยบอกว่า เขาเคยยกผู้หญิงของตัวเองเพื่อไปปลอบขวัญทหารมาแล้ว

        ในใจของนางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว นางยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ผ่านไปครู่ใหญ่ก็มีคนเปิดม่านหน้ากระโจมออก

        คนที่ยืนอยู่ด้านนอกคือหานซวี่ เซียงเซียงก้าวถอยหลังก้าวหนึ่ง เห็นบริเวณที่ถูกนางกัดยังคงพันผ้าเอาไว้ก็ทำอะไรไม่ถูก หานซวี่เอ่ยขึ้นว่า “ไปเถอะ มัวทำอะไรอยู่? ตามใจท่านอ๋องสักหน่อย ครั้งนี้ท่านยกเจ้าให้ข้าเพราะรู้ว่าข้าไม่มีวันแตะต้องสิ่งของของท่าน หากยังมีครั้งหน้า จะเป็นอย่างไรก็ไม่แน่เหมือนกัน”

        เซียงเซียงกัดริมฝีปาก พอเห็นหานซวี่เลิกคิ้ว นางถึงได้รับคำเสียงเบา  “ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”

        หานซวี่ถอนใจคำหนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน  “เซียงเซียง เจ้าไม่เข้าใจจริงๆ หรือ? ตอนนี้ก็เป็นแบบนี้ไปแล้ว เจ้าไม่มีที่ไปที่ดีกว่านี้อีก ขอเพียงท่านยอมแต่งเจ้าเป็นอนุภรรยา บิดามารดาของเจ้าก็คงวางใจและพลอยมีหน้ามีตาตามไปด้วย น้องชายกับพี่สาวของเจ้าก็จะได้รับอานิสงค์ ในมือของท่านอ๋องมีทุกสิ่งทุกอย่างที่เมื่อก่อนเจ้าอาจคาดไม่ถึงเสียด้วยซ้ำ ชีวิตของเจ้าไม่มีค่าในสายตาของท่านอ๋องเลย เจ้ามีแต่ต้องตามใจท่านไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย ไม่ว่าจะมีหน้ามีตาหรือถูกเหยียดหยาม”

        เซียงเซียงก้มหน้าลงโดยไม่พูดอะไร

 

        มู่หรงลี่นั่งอยู่ตรงโต๊ะตัวเตี้ย ด้านข้างมีตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่ง

        เขากำลังก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรบางอย่าง เห็นเซียงเซียงเข้ามาก็วางพู่กันลงแล้วม้วนกระดาษจนเรียบร้อย มือขวาของเซียงเซียงกำชายเสื้อเอาไว้แน่น มู่หรงลี่เอ่ยขึ้นว่า  “มาปรนนิบัติข้าเปลี่ยนเสื้อผ้า”

        เซียงเซียงก้มหน้าเดินเข้าไปถอดเสื้อผ้าให้เขาด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ เขาก้มลงมองนาง นางยังคงสวมเสื้อคลุมของเขาซึ่งเอาไปแก้ใหม่จนพอดีกับรูปร่าง บนเส้นผมมีกลิ่นหอมจางๆ ของดอกกุ้ยฮัว หอมสดชื่นยิ่งกว่ากลิ่นหอมของแป้งหอมใดๆ

        ผิวหน้าของนางดูนุ่มราวกับเต้าหู้จนอยากจะกัดดูสักคำ “เงยหน้า” ชายหนุ่มสั่ง

        เซียงเซียงเงยหน้าขึ้น มู่หรงลี่ก้มลงมาแนบริมฝีปากเข้ากับริมฝีปากของนาง ริมฝีปากของนางทั้งอวบอิ่มและอ่อนนุ่ม เขาค่อยๆ ละเลียดช้าๆ เซียงเซียงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็เผยอริมฝีปากแดงเรื่อออกน้อยๆ ปล่อยให้ชายหนุ่มแทรกลิ้นเข้าไปสัมผัสกับลิ้นเล็กๆ ที่ทั้งอบอุ่นและหอมหวานของตน

        มู่หรงลี่ชะงักไป... นางตอบรับเขา?

        ชายหนุ่มสังเกตดูสีหน้าของเซียงเซียง ใบหน้าเล็กๆ นั้นกำลังขมวดคิ้วน้อยๆ ดวงตายังคงหลุบต่ำ สีหน้าแฝงด้วยความหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ก็ยอมคล้อยตามแต่โดยดี เขาคลายมือจากร่างของนาง ปล่อยให้นางค่อยๆ เปลี่ยนเสื้อคลุมตัวหลวมกว้างให้เขา เซียงเซียงเพิ่งได้เห็นร่างกายของเขาชัดๆเป็นครั้งแรก นี่เป็นร่างของชายฉกรรจ์ มันช่างดูแข็งแกร่ง กล้ามเนื้อนูนแข็งเห็นเส้นเอ็นชัด แต่กลับเต็มไปด้วยบาดแผล

        มือเล็กๆ ขาวนุ่มคู่นั้นสวมเสื้อคลุมนอนให้เขาเบาๆ ในที่สุดมู่หรงลี่ก็เอ่ยถามว่า  “ทำไมถึงได้ลงไปในทะเลสาบ?”

        สีหน้าของเซียงเซียงซีดขาว “ข้า...” มู่หรงลี่อดทนรอฟัง หญิงสาวเอ่ยเสียงสั่น  “ข้า… พวกเขาบอกว่า.... ท่านจะยกข้า...”

        มู่หรงลี่เข้าใจทันที เวลาผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาอยู่ด้วยกันจะพูดเรื่องดีอะไรได้? คงจะพูดเรื่องเฮงซวยอะไรให้นางได้ยินเข้าล่ะสิ

        “ไม่หรอก” เขาว่า

        เซียงเซียงชะงัก มู่หรงลี่เลิกคิ้วมองนาง... ก็ข้าบอกแล้วว่าไม่ เจ้ายังมีปัญหาอะไรอีกเล่า?

        เซียงเซียงค่อยสบายใจขึ้นมา มู่หรงลี่ก้มลงจุมพิตนางอีกครั้ง หญิงสาวอ้าแขนออกเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ สัมผัสกับเอวแกร่งอย่างระมัดระวัง มือของนางกำเนื้อผ้าบริเวณนั้นเอาไว้ด้วยความลังเล ร่างของเขาร้อนผ่าวราวกับไฟ

        การเคลื่อนไหวในกระโจมค่ำคืนนั้นทำเอาโจวจั๋ว หานซวี่ เหยียนชิงนอนไม่หลับ สุดท้ายก็เรียงแถวพากันไปอาบน้ำที่ริมทะเลสาบ

 

วันรุ่งขึ้น

        มู่หรงลี่ตื่นสายกว่าปกติครึ่งชั่วยาม แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาปลุก

        ด้านนอกสว่างมากแล้ว แต่ยังดีที่พวกโจรถูกจัดการไปเรียบร้อย กองทัพไม่มีเรื่องสำคัญอะไร มู่หรงลี่อารมณ์ดีไม่น้อย ดังนั้นจึงให้เหล่าทหารประลองฝีมือขี่ม้ายิงธนูกัน ทั้งยังสั่งให้นำทรัพย์สินเงินทองที่ได้จากพวกโจรออกมาหีบหนึ่งเพื่อใช้เป็นรางวัลสำหรับผู้ชนะ

        ภูเขาลูกใหญ่นอกอำเภอลิ่งจือกลายเป็นสนามประลองไปทันที ทหารทั้งหลายต่างคว้าเกาทัณฑ์กระโดดขึ้นบนหลังม้า ต่อสู้กันด้วยง้าวยาวอย่างสนุกสนาน ภูมิประเทศบนเขาค่อนข้างซับซ้อน แต่กลับทำให้การประลองมีรสชาติมากยิ่งขึ้น

        มู่หรงลี่ซึ่งนั่งอยู่ตรงกลางมองดูเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งสวมเกราะเหล็ก แขวนดาบไว้ตรงข้างเอวต่อสู้กันอย่างดุเดือดพลางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

        ตอนที่เซียงเซียงก้าวออกมา ก้เห็นนักรบกลุ่มนี้กำลังต่อสู้กับพวกเดียวกันอย่างเอาเป็นเอาตายราวกับว่าเสียสติไปแล้ว นางหวาดหวั่นจนไม่กล้ามอง นางเด็ดดอกกุ้ยฮัวจำนวนหนึ่งมาผสมกับน้ำผึ้งชงเป็นชากุ้ยฮัวน้ำผึ้งให้มู่หรงลี่ นางไม่ได้คิดจะเอาใจเขา แต่เป็นเพราะนิสัยที่อยู่ว่างไม่ได้ คิดว่าหากมีอะไรให้ทำบ้างก็คงพอจะฆ่าเวลาไปได้

        มู่หรงลี่ดื่มชากุ้ยฮัวน้ำผึ้งและรับประทานขนมเกาลัด ในใจอดคิดไม่ได้ว่าผู้หญิงเกิดมาเพื่อประดับโลกใบนี้จริงๆ หากผู้ชายเป็นดิน ผู้หญิงก็คงเป็นดอกไม้ที่งอกออกมาจากดิน พวกนางเกิดมาพร้อมพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งเน่าเปื่อยผุพังให้กลับกลายเป็นความอัศจรรย์

        แน่นอน หลันโย่วไม่มีวันทำเรื่องพวกนี้ หากหลันโย่วอยู่ ป่านนี้นางคงวิ่งเข้าไปร่วมวงต่อสู้กับพวกหานซวี่แล้ว

        ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสเช่นนี้ น่าเสียดายเหลือเกินที่ไม่มีนาง

        โจวจั๋วซึ่งอยู่ด้านข้างคว้าอาวุธขึ้นมาพลางถกแขนเสื้อขึ้น  “ท่านอ๋อง จะยืดเส้นยืดสายหน่อยหรือไม่ขอรับ? พวกโจรภูเขานั่น ยังไม่ทันได้อบอุ่นร่างกายก็สิ้นท่าเสียแล้ว ไม่สะใจเลยจริงๆ”

        เพียงมู่หรงลี่ยื่นมือออกมาก็มีคนนำอาวุธมาส่งให้ ชายหนุ่มเอ่ยเสียงดังกังวาน  “มา!”

        เหล่าทหารพากันส่งเสียงโห่ร้องสะเทือนเลื่อนลั่น ราวกับว่าเห็นผืนหญ้าเขียวขจีบนเขาลูกนี้เป็นสมรภูมิสำหรับลูกผู้ชายไปแล้วจริงๆ

          เซียงเซียงกำลังช่วยเปลี่ยนยาให้ทหารที่ได้รับบาดเจ็บ หันมาอีกทีก็เห็นท่านอ๋องของนางกำลังตะลุมบอนอยู่กับพวกทหาร ทั้งยิงเกาทัณฑ์ ต่อสู้มือเปล่า ต้นไม้ใบหญ้ารอบด้านถูกทำลายจนเสียหาย ฝุ่นดินฟุ้งกระจายไปทั่วฟ้า ไม่มีใครสนใจเรื่องฐานะอันสูงส่งของเขาเสียด้วยซ้ำ

        มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างห้ามไม่ได้

 

          ทุกคนเล่นสนุกกันอยู่ที่เชิงเขากว่าครึ่งค่อนวัน จนกระทั่งทรัพย์สินเงินทองในหีบถูกแบ่งไปจนหมด มู่หรงลี่ถึงได้ออกคำสั่ง  “กลับเข้าเมือง”

        ชายหนุ่มยังคงขี่ม้าเหมือนเช่นเคย เซียงเซียงย่อมต้องขี่ม้าตัวเดียวกับเขา เขาใช้มือทั้งสองโอบเอวนางเอาไว้ เพียงออกแรงเล็กน้อยก็ยกร่างนางขึ้นไปบนหลังม้าได้อย่างง่ายดาย เหล่าโจรที่ถูกจับมาถูกจับขังกรงวางไว้บนรถเข็นแล้วใช้ม้าลากตามหลังมา

        เหล่าโจรภูเขาแห่งอำเภอลิ่งจือออกอาละวาดมานานแล้ว พอชาวบ้านได้ยินว่ารังโจรถูกกวาดล้างก็พากันมารอมุงดู ม้าของมู่หรงลี่เดินนำอยู่ด้านหน้าสุด สองฟากฝั่งถนนในอำเภอลิ่งจือมีผู้คนยืนออกันอยู่เต็มไปหมด

        เซียงเซียงเห็นเช่นนี้ก็รีบซุกหน้ากับอ้อมอกของมู่หรงลี่ ชาวบ้านย่อมเห็นหญิงสาวที่อยู่บนหลังม้า แต่ในเมื่อมองไม่เห็นหน้าก็พากันคาดเดาไปต่างๆ นานา เซียงเซียงเป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมเงยหน้า มู่หรงลี่พอใจกับสัมผัสอันอบอุ่นและอ่อนนุ่มในอ้อมกอดมาก ดังนั้นจึงปล่อยให้นางซุกไซ้ได้ตามอำเภอใจ

        เดินไปเรื่อยๆ จนถึงกลางถนน ขุนนางท้องถิ่นก็ออกมาต้อนรับ มู่หรงลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาคร้านที่จะพูด ดังนั้นจึงส่งสัญญาณให้หานซวี่ออกไปรับหน้าแทน

        หานซวี่รู้นิสัยเจ้านายของตัวเองดี ดังนั้นจึงรีบมอบตัวโจรที่จับมาได้ให้ขุนนางท้องถิ่น แต่ขุนนางท้องถิ่นก็ยังอยากให้มู่หรงลี่กล่าวอะไรสักสองสาม ประโยค หานซวี่ยิ้มน้อยๆ บัดซบเอ๊ย... เอี้ยนอ๋องทรงปรารถนาอยากจะให้บุตรชายเอ่ยปากสักคำ ยังต้องแทบจะใช้มีดง้างปาก เจ้าบอกให้พูดท่านอ๋องก็พูดอย่างนั้นหรือ?

        เจ้าเป็นบิดาท่านอ๋องหรือไร?

        มู่หรงลี่พาเซียงเซียงกลับไปส่งที่เรือนรับรองก่อนจะออกไปตรวจตราการตั้งค่ายของกองทัพที่นอกเมือง ถึงทหารห้าพันนายจะไม่มาก แต่หากอันธพาลห้าพันคนก่อเรื่องขึ้นก็คงวุ่นวายไม่ใช่น้อย

        เซียงเซียงอยากกลับไปดูที่บ้านเหลือเกิน แต่นางไม่กล้าบอกเขา อีกอย่างถ้ากลับไปบ้านเวลานี้... คนอื่นๆ จะมองอย่างไร?

        กำลังคิดๆอยู่ ที่ด้านนอกก็มีเสียงดังขึ้น  “ผู้น้อยกัวเถียน ขอเข้าพบท่านอ๋องหรือแม่ทัพท่านอื่นๆ รบกวนนายท่านช่วยเรียนให้ด้วย”

        ทหารที่เฝ้าอยู่ด้านนอกเป็นคนใต้บังคับบัญชาของเหยียนชิง ได้ยินเช่นนี้ก็กล่าวเพียงแค่ว่า “ท่านอ๋องออกไปข้างนอก ท่านแม่ทัพทั้งหลายก็ยังไม่กลับมา แล้วเจ้าเป็นใครกัน? ท่านอ๋องกับแม่ทัพของเรา เจ้าบอกว่าขอพบก็พบได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?!”

        เซียงเซียงถลาออกไปพลางร้องตะโกนเรียก  “ท่านพ่อ!”

        กัวเถียนเห็นนางก็แทบจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ “เซียงเซียง!” เขาผลักทหารเฝ้าประตูให้พ้นทางพลางตั้งท่าจะก้าวเข้าไป ทหารคนนั้นเหลือบมองเซียงเซียงแล้วกล่าวเสียงลังเล “ยืนคุยกันตรงนี้เถิด เจ้าเข้าไปไม่ได้ แล้วก็พานางไปไม่ได้ด้วย”

        เซียงเซียงคว้ามือของกัวเถียนขึ้นมากุมไว้ น้ำตาเอ่อเต็มดวงตา “ท่านพ่อ!” นางสูดจมูก แต่พอเห็นสีหน้าห่วงใยของกัวเถียน นางก็ยิ้มออกมา  “ข้าไม่เป็นไร ข้าสบายดี”

        กัวเถียนเห็นว่าถึงเสื้อผ้าของนางจะเป็นเสื้อผ้าของทหาร แต่ก็ดูสะอาดสะอ้าน จึงพยักหน้า ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้ถามว่า  “ท่านอ๋อง... บอกหรือไม่ว่าจะทำอย่างไรกับเจ้าต่อ?”

        เซียงเซียงก้มหน้าลง ผ่านไปนานค่อยกล่าวว่า  “ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้า ท่านอ๋อง... จะดูแลข้าเอง” บางทีหานซวี่อาจจะพูดถูก นางมองดูเส้นผมสีขาวประปรายตรงจอนผมของกัวเถียนแล้วเอื้อมมือไปสัมผัสเบาๆ ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดใจ  “ท่านพ่อ ได้โปรดอย่าเป็นห่วงลูก”

        กัวเถียนกุมมือนางเอาไว้พลางถอนใจยาว  “เจ้าเป็นลูกสาวของพ่อ พ่อจะไม่เป็นห่วงได้อย่างไร? เซียงเซียง เรื่องอื่นๆ พ่อจะไม่ถามอะไรอีก พ่อแค่อยากบอกเจ้าว่า ท่านอ๋องไม่ใช่คนที่ชาวบ้านตัวเล็กๆ อย่างเราจะอาจเอื้อมได้ ต่อให้จวนซวิ่นอ๋องใหญ่โตแค่ไหน ก็ไม่มีที่ยืนสำหรับเจ้าอยู่ดี หากท่านอ๋องเพียงแค่... ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ เจ้ารับปากพ่อนะ ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็จะกลับบ้าน”

        น้ำตาของเซียงเซียงไหลทะลักออกมา สองมือกอดกัวเถียนแน่นพลางร้องไห้โฮ  “ท่านพ่อ!”

        ดวงตาของกัวเถียนเอ่อคลอด้วยน้ำตา แต่ปากยังคงกล่าวว่า  “แม่เจ้าก็อยากมา แต่พ่อกลัวว่าหากมาแล้วไม่พบ นางจะยิ่งเป็นห่วง ก็เลยให้รอข่าวอยู่ที่บ้าน ลูกรัก เชื่อฟังพ่อ ไม่ว่าภายหน้าจะเป็นอย่างไร เราก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น ไม่ว่าจะพบกับเรื่องอะไร เจ้าก็ต้องกลับมาบ้าน เจ้าเป็นเลือดในอกของพ่อ พ่อและแม่ทะนุถนอมเลี้ยงดูเจ้ามาสิบกว่าปี ยังกลัวจะต้องเลี้ยงเจ้าไปตลอดชีวิตอีกหรือ?”

        เซียงเซียงซุกหน้าเข้ากับบ่าของบิดาพลางพยักหน้ารับติดๆ กันหลายครั้ง กัวเถียนกล่าวต่อ  “ท่านอ๋องกลับมาเมื่อไหร่ เจ้าต้องถามให้รู้เรื่อง หากให้ใครไปแจ้งข่าวไม่ได้ พรุ่งนี้พ่อจะมาอีกครั้ง”

        น้ำตาของเซียงเซียงไหลไม่หยุด  “อืม พรุ่งนี้ท่านพ่อไม่ต้องมาแล้ว ข้าจะให้คนไปส่งข่าวเอง”

        กัวเถียนพยักหน้าก่อนจะหยิบเงินสองก้อนกับตั๋วแลกเงินสองใบออกมาจากอกเสื้อ  “พ่อมีเงินอยู่นิดหน่อย เจ้าเก็บเอาไว้ จริงๆ พ่อจะเอามาให้ตั้งแต่ก่อนเจ้าจะออกจากเมืองแล้ว... แต่ตอนนั้น...” มัวแต่ตกใจก็เลยลืมไป

        เซียงเซียงส่ายหน้า รู้ว่าบิดามารดาเก็บเงินได้ไม่ง่ายเลย ซ้ำที่บ้านยังมีน้องชายอยู่อีก กัวเถียนพยายามเกลี้ยกล่อม  “เจ้าเก็บเอาไว้ ถ้ามีอะไรให้ใช้ก็ใช้ แต่ถ้าไม่ได้ใช้ กลับบ้านเมื่อไหร่ค่อยมอบให้แม่ของเจ้า พ่อกับแม่ไม่อดตายหรอก”

        เซียงเซียงจำต้องรับเงินเอาไว้ กัวเถียนถอนใจ  “พ่อจะกลับไปก่อน ไม่ว่าอย่างไรวันพรุ่งนี้ก็ต้องให้คนไปส่งข่าว ไม่เช่นนั้นตอนบ่ายพ่อจะมาอีก”

        เซียงเซียงพยักหน้า น้ำตาไหลลงมาเป็นสาย กัวเถียนถอนใจอีกคำหนึ่งก่อนจะจากไปด้วยความอาลัยอาวรณ์

 

        มู่หรงลี่กลับเข้าเมืองมาในตอนเย็น

        มีหานซวี่ตามหลังมาติดๆ ทหารเฝ้าประตูรีบเข้าไปรายงานเรื่องที่กัวเถียนมาเมื่อตอนบ่ายให้เขาทราบ หานซวี่พยักหน้า เขารู้ว่ากัวเถียนเป็นห่วงบุตรสาว ดังนั้นจึงขยับเข้าไปใกล้มู่หรงลี่แล้วเอ่ยถามอ้อมๆ  “ท่านอ๋อง อีกสองวันเราก็จะกลับจิ้นหยางกันแล้ว”

        มู่หรงลี่หันมามอง ความหมายในสายตานั้นชัดเจนมาก ‘แล้วเจ้าจะทำไม?’

        หานซวี่ฝืนยิ้ม  “ท่านคิดจะพากัวเซียงเซียงไปด้วยหรือว่า...ทิ้งไว้ที่นี่?”

        มู่หรงลี่อึ้งไปชั่วขณะ... ใครคือกัวเซียงเซียง? แต่แล้วก็นึกขึ้นได้  “นี่เป็นเรื่องที่เจ้าต้องกังวลอย่างนั้นหรือ?”

          หานซวี่พูดไม่ออก มู่หรงลี่กล่าวต่อ  “ถ้าเจ้าว่างขนาดนี้ก็ให้พาพวกที่อยู่ในค่ายออกไปวิ่งสักแปดสิบลี้ซะ”

        หานซวี่น้ำตาไหลพราก

 

        ตอนที่มู่หรงลี่กลับไปที่ห้อง

        เซียงเซียงกำลังนั่งเหม่อ พอได้ยินเสียงฝีเท้าของเขา นางก็ลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มเปิดประตูเข้ามา เซียงเซียงคิดๆ ดูแล้วก็เม้มปากเล็กน้อยก่อนจะเข้าไปช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขา บ่าวรับใช้ยกน้ำเข้ามาให้ พอเห็นท่าทางของทั้งสองก็ไม่กล้ามองอะไรมาก เทน้ำใส่อ่างเสร็จก็รีบออกไปพร้อมปิดประตูตามหลัง

        มู่หรงลี่เหมือนจะรอให้นางเป็นฝ่ายพูดก่อน เห็นนางไม่พูดอะไรเสียที เขาก็หันไปอาบน้ำ

        เซียงเซียงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ได้ยินเสียงน้ำดังมาจากหลังฉากกั้น นางก็ก้าวเข้าไปช้าๆ ในใจรู้สึกว่าสองขาช่างหนักอึ้งเสียเหลือเกิน

        มู่หรงลี่กำลังถูหลังอยู่ เห็นนางก้าวเข้ามาก็อึ้งไป นี่มีเรื่องอะไรกันแน่?

        เซียงเซียงขยับเข้าไปใกล้ มือเล็กๆ ขาวนุ่มจัดการผสมเมล็ดถั่วบดเป็นผงสำหรับอาบน้ำถูให้เขาเบาๆ มู่หรงลี่รู้สึกสบายไปทั้งร่าง เขาปล่อยให้มือเล็กๆ คู่นั้นถูไปตามร่างของเขา ผ่านไปครู่ใหญ่ เซียงเซียงถึงได้เอ่ยขึ้นเสียงเบา  “วันนี้... พ่อของข้ามา”

        มู่หรงลี่รอให้นางพูดต่อ นางเห็นเขาไม่มีทีท่าไม่พอใจก็กล่าวต่อว่า  “เขา… เขาอยากรู้ว่า ข้ายังจะกลับไปบ้านอีกหรือไม่?”

        มู่หรงลี่ถาม  “เขาอยากรู้? แล้วเจ้าไม่อยากรู้อย่างนั้นหรือ?”

        เซียงเซียงก้มหน้าเงียบ มู่หรงลี่ถามต่อ  “เจ้ายังอยากกลับบ้านอีกหรือ?”

          เซียงเซียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ท่ามกลางไอร้อนกรุ่น แผ่นหลังของเขาช่างดูกว้างและแข็งแกร่งเหลือเกิน หญิงสาวหน้าแดงก่ำไม่กล้ามอง ผ่านไปนานถึงได้กล่าวเสียงเบาว่า  “ข้า… ข้าแล้วแต่ท่านอ๋อง”

        กลับไปแล้วจะทำอย่างไร ท่านพ่อท่านแม่คงต้องทนต่อสายตาของผู้อื่นต่อไปเรื่อยๆ นางเองก็คงต้องทนฟังคำพูดสกปรกพวกนั้น และต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การดูถูกดูแคลนของผู้อื่นไปชั่วชีวิต

        คำตอบของนางทำให้มู่หรงลี่พอใจไม่น้อย เขาจึงกล่าวว่า  “ในเมื่อพ่อของเจ้ามาหา พรุ่งนี้ก็กลับไปเยี่ยมเขาที่บ้านเสียหน่อยเถอะ”

        มือที่กำลังถูหลังให้เขาชะงักไป... หมายความว่าอย่างไร?

        มู่หรงลี่ไม่พูดอะไรอีก เขาปล่อยให้นางถูหลังไปเรื่อยๆ แรงนวดจากมือเล็กๆ คู่นั้นทำให้เขารู้สึกสบายมาก ไม่นานนักก็ก้มลงซบกับขอบอ่างแล้วหลับตาลง ดูเหมือนว่าเขาจะหลับไปแล้ว

 

        วันรุ่งขึ้น

        หานซวี่ โจวจั๋ว เหยียนชิงพาผู้ใต้บังคับบัญชามาที่เรือนรับรองแต่เช้า มู่หรงลี่ล้างหน้าล้างตาเสร็จเรียบร้อยแล้ว บ่าวรับใช้ของเรือนรับรองกำลังเตรียมอาหารเช้า แต่เขากลับเอ่ยขึ้นว่า  “ไป”

        ทหารทั้งกลุ่มคุ้นชินกับการออกเดินทันทีที่ได้รับคำสั่ง พวกเขาลุกพรวดขึ้นเตรียมเดินตามชายหนุ่มออกไปทันที มู่หรงลี่หันกลับมามองเซียงเซียงที่ยังยืนตะลึงอยู่ หญิงสาวเห็นเข้าก็รีบเดินตาม

        จุดหมายปลายทางอยู่ไม่ไกลนัก พวกเขาจึงไม่ได้ขี่ม้าไป แต่เมื่อมีทหารหกสิบคนที่พกอาวุธเต็มพิกัดเดินตามหลังมา ก็ออกจะเตะตาผู้คนไม่น้อย

        เซียงเซียงก้มหน้าเดินตามหลังมู่หรงลี่ไปเรื่อยๆ มู่หรงลี่เดินเร็วมาก นางต้องวิ่งเหยาะๆ ถึงจะวิ่งตามทัน

        ไม่นานนัก ร้านเต้าหู้ตระกูลกัวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า เซียงเซียงอดหวาดหวั่นไม่ได้ แต่มู่หรงลี่กลับเดินตรงเข้าไปทันที ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ร้านกำลังยุ่งมากที่สุด ในร้านมีผู้คนอยู่มากมาย กัวเถียนหันหน้ามาเห็นคนที่กำลังเดินเข้ามาก็ชะงัก จากนั้นเขาก็เห็นเซียงเซียงเดินตามมู่หรงลี่เข้ามา

        เขารีบก้าวเข้าไปทำความเคารพ  “ท่านอ๋องซวิ่น”

        มู่หรงลี่ไม่รอให้อีกฝ่ายคุกเข่า เห็นเขาตั้งท่าจะทำความเคารพก็เอ่ยตัดบทขึ้นว่า “ไม่ต้องมากพิธี” จากนั้นก็พยักเพยิดเป็นสัญญาณบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่า... หาที่ให้ข้านั่งซะ!

        ยามนี้ในร้านเต็มไปด้วยผู้คน ไม่มีที่นั่งเหลืออยู่เลย กัวเถียนคิดดูแล้วก็เชิญพวกเขาเข้าไปในครัว ในห้องครัวมีโต๊ะเก้าอี้อยู่ ถึงจะมีข้าวของอยู่มากมาย แต่ก็สะอาดสะอ้านดี

        มู่หรงลี่นั่งลงตรงหน้าโต๊ะ นางกัวเฉินซื่อกับกัวหยางตะลึงงันอยู่กับที่

          นี่มัน?

        กัวเถียนให้พวกเขาออกไปต้อนรับแขก รอจนทั้งคู่ออกไปแล้วถึงได้เอ่ยเสียงเบาว่า  “วันนี้ท่านอ๋องมาเยือน...”

        มู่หรงลี่ตัดบท “ไม่ต้องมัวพูดจาเยิ่นเย้อ ถ้าข้าจะตบแต่งบุตรสาวเจ้าเป็นอนุภรรยา เจ้ามีเงื่อนไขอะไรบ้าง?”

        “หา?” กัวเถียนตะลึงงันไป

        เซียงเซียงที่อยู่ด้านข้างก็ตะลึงไปเช่นกัน โจวจั๋วปรายตามองหานซวี่ หานซวี่มองกลับมาด้วยสายตาที่แฝงด้วยความหมายลึกล้ำ เหยียนชิงมองซ้ายทีขวาทีด้วยความงุนงง

        ผ่านไปครู่ใหญ่กัวเถียนถึงได้รู้สึกตัว เขารีบคุกเข่าลง  “ท่านอ๋อง เซียงเซียงเป็นเพียงบุตรสาวชาวบ้านธรรมดา ไม่คู่ควรกับจวนซวิ่นอ๋องอันสูงส่ง! ท่านอ๋องโปรดยกเลิกคำสั่งด้วย”

        แววตาอันเยือกเย็นของมู่หรงลี่จับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของกัวเถียน โจวจั๋วกับหานซวี่ก้าวออกไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง โจวจั๋วตะคอกเสียงหนัก  “บังอาจ! คนแซ่กัว! ท่านอ๋องอุตส่าห์พูดดีๆ กับเจ้า แต่เจ้ากลับไม่ให้เกียรติท่านเช่นนี้! ไม่รักชีวิตแล้วหรือไร!”

        กัวเถียนค้อมกายลงโขกศีรษะ สีหน้าของมู่หรงลี่ไร้ความรู้สึก ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้ถามว่า  “มีเหตุผลอะไร?”

        กัวเถียนกล่าวว่า  “ท่านอ๋อง บ้านเรือนสูงส่งไม่เหมาะปลูกวัชพืชริมทาง ผู้น้อยวิงวอนให้ท่านอ๋องทิ้งเซียงเซียงไว้ที่อำเภอลิ่งจือ บัดนี้เซียงเซียง... คงแต่งกับใครไม่ได้อีกแล้ว ผู้น้อยกับภรรยายินดีดูแลบุตรสาวไปชั่วชีวิต หากท่านอ๋อง... คิดถึงนางขึ้นมาและอยากรับไปอยู่ด้วยสักสองสามวัน ต่อให้อยู่ห่างไกลไปเป็นพันลี้หมื่นลี้ ผู้น้อยก็จะส่งนางไป จากนั้นค่อยรับนางกลับมา ท่านอ๋องโปรดเมตตาด้วย!”

        มู่หรงลี่หัวเราะ  “จวนซวิ่นอ๋องของข้ามีเสือ มีหมาป่าหรืออย่างไร? ถึงทำให้เจ้าหวาดกลัวถึงเพียงนี้?”

        กัวเถียนโขกศีรษะติดๆ กันหลายครั้ง  “ท่านอ๋อง......”

        มู่หรงลี่ไม่รอให้เขาพูดอะไรอีก ชายหนุ่มลุกพรวดขึ้น  “เจ้าไม่เห็นด้วยก็เป็นเรื่องของเจ้า ข้าจะพานางไปเดี๋ยวนี้ ให้เป็นนางบำเรอก็แล้วกัน จะได้ไม่ต้องยุ่งยาก”

        สีหน้าของกัวเถียนเปลี่ยนไปทันที มู่หรงลี่หันกายเดินออกจากห้องไป กัวเถียนตั้งท่าจะวิ่งตาม แต่เซียงเซียงห้ามเอาไว้ “ท่านพ่อ ข้า… ข้ายินดีติดตามท่านอ๋องไปเอง จริงๆ แล้ว...” นางกัดฟันก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้ม “จริงๆ แล้วท่านอ๋องดีต่อข้ามาก เพียงแต่ท่านอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่านั้น ข้า… ข้าเองก็เต็มใจอยู่กับท่านอ๋อง เรา....” ดวงตาของนางคลอด้วยน้ำตา แต่น้ำเสียงที่พูดหนักแน่นมาก  “เรามีใจให้กัน ท่านพ่อ ท่านอย่าได้เป็นห่วงอีกเลย”

        กัวเถียนกุมมือนางไว้ ใบหน้าแข็งแกร่งของลูกผู้ชายมีน้ำตาไหลลงมาเป็นสาย  “เซียงเซียง ช้าเร็วท่านอ๋องก็ต้องตบแต่งพระชายา ถึงตอนนั้นเจ้าจะทำอย่างไร?”

        เซียงเซียงยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของเขา หัวใจเจ็บปวดเหมือนถูกมีดกรีด  “ท่านพ่อ ข้าต้องไปแล้ว ถ้าช้ากว่านี้ท่านอ๋องจะไม่พอใจ ข้าต้องมีชีวิตที่มีความสุขแน่”

        กัวเถียนพูดไม่ออก เห็นบุตรสาวหันกายวิ่งออกไป เห็นหานซวี่กับโจวจั๋วรออยู่ที่หน้าประตู คนในร้านเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติทางด้านนี้ จึงพากันหันมามองเป็นตาเดียว

        หานซวี่ส่งสายตาบุ้ยใบ้ให้เซียงเซียง หญิงสาวกัดริมฝีปากล่างแล้วก็วิ่งตามมู่หรงลี่ออกไป นางสูดหายใจลึกก่อนจะคว้ามือของเขาเอาไว้ มู่หรงลี่ชะงักไปเล็กน้อย นางรีบเอ่ยขอร้องเสียงเบา “ท่านพ่อของข้า... เขาไม่ได้ตั้งใจ เขา… เขาไม่รู้ว่าท่านอ๋องเป็นคนเช่นไร” โชคดีที่ท่านพ่อไม่รู้ หากรู้คงยิ่งไม่มีทางยอมหรอก!

        มู่หรงลี่ถูกมือเล็กๆ อ่อนนุ่มเหมือนไร้กระดูกคู่นั้นพัวพันเอาไว้จึงเดินช้าลง พอได้ยินเช่นนี้ก็หยุดอยู่กับที่ เซียงเซียงรวบรวมความกล้าเอ่ยขอร้องเสียงเบา  “ท่านอ๋อง ไหนๆ ก็มาแล้ว ทานอาหารเช้าก่อนค่อยกลับเถิด ได้หรือไม่เจ้าคะ?”

        มู่หรงลี่แค่นเสียงเย็น เซียงเซียงร้อนใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา จากไปครั้งนี้คงต้องเข้าเมืองหลวง ไม่รู้เมื่อไหร่ถึงจะได้กลับมาลิ่งจืออีก นางยังไม่ได้พูดอะไรกับมารดา น้องชาย และพี่สาวเลยสักคำ

        เซียงเซียงน้ำตาคลอ “ท่านอ๋อง ท่านมีน้ำใจกว้างขวาง อย่าได้ถือสาท่านพ่อของข้าเลย”

        โจวจั๋วกับหานซวี่หันไปเลิกคิ้วส่งสายตาให้กัน เหยียนชิงได้แต่เบิกตากว้าง... โอ๊ยโหยว ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!

 

        มู่หรงลี่ยอมเดินกลับมา แต่สีหน้าไม่สู่ดีนัก

        ท่าทางเหมือนอาจจะกัดใครสักคนได้ทุกเมื่อ

        โจวจั๋ว หานซ, เหยียนชิงพากันเหลือบมองกัวเถียน ความหมายในสายตานั้นชัดเจนมาก... เหล่ากัว หัวของเจ้ายังแข็งดีอยู่หรือไม่?

        มู่หรงลี่นั่งลงที่โต๊ะอีกครั้ง พวกโจวจั๋วรีบตามไปยืนอยู่ข้างหลัง เซียงเซียงส่งสายตาให้บิดาก่อนจะไปตักเต้าฮวย เติมเครื่องปรุงให้เขาด้วยตัวเอง ชามที่ใช้ย่อมเป็นชามใหญ่ที่คนตระกูลกัวใช้กัน

        มู่หรงลี่มองเต้าฮวยตรงหน้าด้วยสายตาพึงพอใจ... ชามใบนี้ใหญ่กว่าชามที่เขาเคยกินตอนมาครั้งแรกมาก เซียงเซียงส่งตะเกียบกับช้อนให้เขา ชายหนุ่มชิมดูคำหนึ่ง รู้สึกว่ารสชาติไม่เลวจึงไม่สนใจกัวเถียนที่ยืนอยู่ด้านข้างอีก

        เซียงเซียงย่อมไม่ปล่อยให้พวกโจวจั๋วยืนรอกันอยู่เฉยๆ ดังนั้นจึงยกเต้าฮวยมาให้พวกเขาคนละชาม ชายหนุ่มทั้งหลายพากันก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารเช้า ในที่สุดนางก็มีเวลาไปพูดคุยกับนางกัวเฉินซื่อกับกัวหยาง

        คนทั้งครอบครัวไม่สนใจจะต้อนรับแขกอีก เซียงเซียงรู้ว่าเวลามีจำกัด มู่หรงลี่คุ้นชินกับการเดินทัพ กินอะไรก็รวดเร็วไปหมด นางจึงรีบกล่าวอย่างรวดเร็วว่า  “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าต้องตามท่านอ๋องไปจิ้นหยางแล้ว ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วข้าจะส่งจดหมายมาให้ อย่าได้ยั่วโทสะหรือต่อต้านท่านอ๋องอีกนะเจ้าคะ”

        กัวเถียนทำท่าจะพูดอะไร แต่เซียงเซียงตัดบทว่า  “ท่านพ่อ ข้าเข้าใจทุกอย่างดี”

        กัวเถียนถอนใจคำหนึ่ง ในที่สุดก็ไม่พูดอะไรอีก นางกัวเฉินซื่อคว้ามือของเซียงเซียงมากุมไว้พลางยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา  “แม่จะไปเก็บข้าวของให้ จะปล่อยให้เจ้าไปมือเปล่าได้อย่างไร”

        เซียงเซียงพยักหน้า ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทันหรือไม่ แต่คิดดูแล้วน่าจะไม่ทันมากกว่า

        นางกัวเฉินซื่อเดินกลับไปที่บ้าน กัวหยางคว้ามือเซียงเซียงไว้ “พี่ ผู้ชายคนนั้นเขาเป็นใคร?”

        “ท่านคือซวิ่นอ๋องมู่หรงลี่” เซียงเซียงตอบ

        ดวงตาของกัวหยางเปล่งประกายเจิดจ้า “อูย! เขาคือมู่หรงลี่เชียวรึ! ได้ยินว่าเขาร้ายกาจมากๆ เลย!”

        เซียงเซียงค่อยหายเศร้าโศกไปบ้าง  “อย่าพูดเหลวไหล”

        แต่กัวหยางอดใจได้เสียที่ไหน “พี่ ต่อไปเขาก็เป็นพี่เขยของข้าแล้วใช่หรือไม่?”

        ใบหน้าของเซียงเซียงแดงก่ำขึ้นทันที นางร้องดุเสียงเบา  “อย่าพูดจาเหลวไหล!”

        กัวหยางกระโดดโลดเต้นเข้าไปในห้องครัว มู่หรงลี่กำลังทานอาหารเช้าอยู่ กัวหยางไปยืนแอบมองอยู่ด้านข้างก่อนจะถามว่า  “ท่านคือท่านซวิ่นอ๋องมู่หรงลี่ตัวจริงเลยหรือ?”

        มู่หรงลี่เงยหน้าขึ้น เห็นว่าเป็นเด็กชายคนหนึ่ง หานซวี่ที่ด้านข้างเกรงว่าท่านอ๋องจะกัดใครเข้าจึงรีบเอ่ยว่า “เป็นน้องชายของแม่นางกัว ชื่อกัวหยาง”

        มู่หรงลี่พยักหน้า  “ใช่… เป็นข้าเอง”

        ดวงตาของกัวหยางส่องประกายระยิบระยับ “เป็นท่านจริงๆ! ข้ามีโอกาสได้พบตัวจริงของท่านด้วย!”

        มู่หรงลี่แค่นเสียงเย็น เมื่อก่อนตอนที่พบข้าเจ้ามัวแต่ทำอะไรอยู่?

        แต่กัวหยางกลับเอาแต่มองมู่หรงลี่ด้วยความปลาบปลื้ม “ได้ยินว่าชาวซีจิ้งแค่ได้ยินชื่อของท่านก็ต้องล่าถอยไปสามสิบลี้ เป็นความจริงหรือไม่?”

        มู่หรงลี่ไม่ชอบให้ใครมาพูดด้วยตอนที่กำลังทานอาหาร พอชายหนุ่มขมวดคิ้ว หานซวี่ก็ชิงเอ่ยขึ้นก่อน  “เจ้าหนู หุบปากซะ!”

        แต่กัวหยางก็ยังเอาแต่เดินวนไปมารอบตัวอีกฝ่ายเหมือนลูกสุนัข  “ท่านจะมาเป็นพี่เขยของข้าอย่างนั้นหรือ?”

        “พี่เขย?” ท่าทางของมู่หรงลี่เหมือนกำลังได้ยินเรื่องที่น่าสนใจมากๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะไม่อาละวาด  “อืม คิดว่าใช่ล่ะมั๊ง”

          ดวงตาของกัวหยางทอประกายเจิดจ้า  “พี่เขย ข้าตามท่านไปทำศึกด้วยได้หรือไม่?”

        มู่หรงลี่วางตะเกียบลง  “เจ้าอยากเป็นทหาร?”

        แววตาของกัวหยางเต็มไปด้วยความหวัง  “ใช่! ข้าอยากไปสังหารชาวซีจิ้งกับพวกท่าน!”

        มู่หรงลี่ปรายตามองเขาหลายครั้งก่อนจะพูดว่า  “เด็กเกินไป รอให้เจ้าโตกว่านี้ก่อนเถอะ”

        กัวหยางดีใจมาก  “โตแค่ไหน? พี่เขย ข้าต้องโตแค่ไหน?”

        มู่หรงลี่ยกมือขวาขึ้นทำท่าให้ดู  “สูงประมาณนี้เถอะ”

        กัวหยางอยากจะโตเสียเดี๋ยวนั้น  “พี่เขย ถ้าข้าสูงขนาดนั้นแล้ว จะไปหาท่านได้ที่ไหน?”

        “จิ้นหยาง” มู่หรงลี่ตอบ

        กัวหยางรีบคุกเข่าลงคำนับด้วยความดีใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มอย่างปิดไม่มิด  “ถ้าอย่างนั้นท่านก็รับปากแล้ว ข้าคุกเข่าให้ท่านแล้ว ท่านเป็นพี่เขยของข้า ห้ามหลอกข้าเด็ดขาด!”

        มู่หรงลี่รู้สึกว่าน่าสนใจไม่น้อย  “พูดแล้วไม่คืนคำ”

        เจ้าหนู เจ้าคิดว่าสนุกอย่างนั้นหรือ? ชาวซีจิ้งได้ยินชื่อข้าก็ล่าถอยไปสามสิบลี้เพราะข้าใช้ไฟเผาเมืองเจี้ยนหมิง ชาวเจี้ยนหมิงกว่าหนึ่งแสนสองหมื่นคนต้องสิ้นชีพอยู่ในกองเพลิง

        เจ้าคิดว่าสนุก? หวังว่าอีกหลายปีต่อจากนี้ เมื่อเจ้าได้ยืนมองเปลวเพลิงแผดเผาเมืองทั้งเมือง ทั้งเด็กและคนชราต่างกระเซอะกระเซิงวิ่งเตลิดหนีเอาชีวิตรอด หวังว่าเจ้าจะยังมีความสุขอยู่นะ ฮ่าฮ่าฮ่า

 

——————————

VOTE นิยาย
ชอบตอนนี้จังเลย
( 170 ) Vote
เรื่องมันเศร้า
( 9 ) Vote
โกรธแล้วนะ
( 9 ) Vote
โอ๊ย...เขิน
( 54 ) Vote
ลุ้นๆ
( 96 ) Vote
อ้าว... ซะงั้น
( 16 ) Vote
เดี๋ยวเจอดี!
( 7 ) Vote
INTRODUCE WRITER
(แนะนำนักเขียน)
toggles
ลงแล้ว : 8 ตอน
โดย : Hongsamut Team
จำนวนคนชม : 422,087 ครั้ง


toggles :
ตอน
  • 1. โปรยย่อ “เต้าหู้ไซซี”

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 2. ตอนที่ 1 แผลเก่า

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 3. ตอนที่ 2 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 4. ตอนที่ 3 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 5. ตอนที่ 4 Up100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 6. ตอนที่ 5 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 7. ตอนที่ 6 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 8. ตอนที่ 7 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

CONTACT WRITER
(ติดต่อนักเขียน)
* all fields are required