HONGSAMUT SEARCH :
ค้นหานักเขียน
ค้นหานิยาย
ค้นหาหนังสือพร้อมขาย
เต้าหู้ไซซี
นักเขียน : Hongsamut Team
จำนวนผู้เข้าชม : 425,145 ครั้ง
ตอนที่ 2 Up 100%

ตอนที่ 2

 

          เรื่องของเซียงเซียงถูกร่ำลือไปทั่ว

        กิจการร้านเต้าหู้ตระกูลกัวดีวันดีคืน แต่บรรดาแม่สื่อกลับไม่เคยย่างกรายมา ที่มากลับเป็นอันธพาลที่ชอบพูดจาลวนลามเซียงเซียง

        กัวเถียนร้อนใจมาก เขาคว้ามีดวิ่งไล่ฟันไปหลายหน แต่ลับหลังเขา ก็ยังคงมีคนพูดนินทาไปต่างๆ นานา สองสามีภรรยาแอบกังวลอยู่เงียบๆ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมไม่ดีแน่ นางกัวเฉินซื่อสู้อุตส่าห์นำทองคำไปหาแม่สื่อ แต่เหล่าแม่สื่อที่เคยล้อมหน้าล้อมหลังนางกลับพากันหลบหน้าไปหมด เกิดเรื่องแบบนี้ ซ้ำยังไม่อยากแต่งเป็นอนุภรรยา พวกนางจะไปหาผู้ชายดีๆจากสวรรค์วิมานไหนมาให้ได้!

        แต่วันนี้กลับมีแม่สื่อมาเยือน แม่สื่อคว้ามือนางกัวเฉินซื่อไว้พลางเอ่ยเสียงเบา  “บ้านตระกูลหม่าทางตะวันตก เจ้าบ้านอายุสามสิบสองปี คิดจะแต่งภรรยาใหม่”

        นางกัวเฉินซื่อฟังแล้วลังเลอยู่บ้าง แม่สื่อจึงรีบกล่าวต่อ “บ้านตระกูลหม่าไม่เลวเลย เป็นครอบครัวที่มีฐานะมั่งคั่ง เจ้าบ้านหม่าจิ้งซานก็มีหน้าตาไม่เลว นิสัยก็ใช้ได้ หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงไม่กล้ามาสู่ขอผู้หญิงอย่างเซียงเซียง แต่ตอนนี้... เอาเถอะ เขาได้ยินเรื่องของนางแล้ว แต่ไม่คิดถือสา”

        นางกัวเฉินซื่อดึงตัวกัวเถียนไปปรึกษากันที่ด้านข้าง กัวเถียนคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า  “หม่าจิ้งซานมีลูกสองคนแล้ว ถ้าเซียงเซียงแต่งไป...”

        ทั้งสองสบตากัน แต่สุดท้ายก็ไปปรึกษากับเซียงเซียง เซียงเซียงก้มหน้าต่ำพลางเอ่ยเสียงเบา  “แล้วแต่ท่านพ่อท่านแม่จะเห็นสมควร”

        กัวเถียนไม่อยากฝืนใจบุตรสาว  “เช่นนี้เถิด อีกสองวันพ่อจะเชิญหม่าจิ้งซานผู้นั้นมาดื่มสุราที่ร้าน เจ้าแอบดูอยู่หลังม่าน หากรู้สึกว่าใช้ได้ พ่อกับแม่ก็จะจัดการให้ แต่หากเห็นว่าใช้ไม่ได้ก็ถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”

        เซียงเซียงไม่มีอะไรจะพูดอีก นางได้แต่พยักหน้ารับคำ

 

        หม่าจิ้งซานเป็นคนใจร้อนไม่น้อย

        วันรุ่งขึ้นก็มาเยือนร้านเต้าหู้ตระกูลกัว เขาอายุสามสิบสองปี อยู่ในวัยฉกรรจ์ รูปร่างกำยำล่ำสัน คิ้วเข้มตาโต

        หลังจากดื่มสุรากับกัวเถียนไปรอบหนึ่ง เขาก็เอ่ยขึ้นอย่างตรงไปตรงมา  “เถ้าแก่กัว ข้าขอพูดกับท่านตรงๆ ที่บ้านข้ามีลูกสองคน ถึงจะมีที่นาไม่มาก แต่ก็ไม่มีทางปล่อยให้ภรรยาอดตายแน่ ข้าชอบเซียงเซียงมาก หากเป็นเมื่อก่อน คางคกอย่างข้าคงไม่กล้าหมายปองของสูงเช่นนี้ แต่ตอนนี้... ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันก็ไม่ใช่ความผิดของเซียงเซียง หากท่านตอบรับ ข้ารับรองว่า ต่อไปจะดีต่อนาง ไม่มีวันทำให้นางต้องเสียใจเด็ดขาด”

        เขาวางกำไลทองวงหนึ่งลงบนโต๊ะ “หากท่านเห็นชอบ ก็รับกำไลวงนี้เอาไว้ ถือว่าเป็นของหมั้นหมาย”

        กัวเถียนลุกขึ้นหาข้ออ้างไปที่ห้องครัว  “เจ้าคิดว่าเขาเป็นอย่างไร?”

        เซียงเซียงหน้าแดง นางกล่าวทั้งน้ำตาด้วยความเขินอาย  “แล้วแต่ท่านพ่อเถิด ข้า...ข้าไม่มีความเห็น”

        กัวเถียนถอนใจก่อนจะกลับออกไปกล่าวกับหม่าจิ้งซาน “กำไลนี้ข้ารับไว้ไม่ได้ หลานแซ่หม่า เจ้ากลับไปเชิญแม่สื่อให้มาสู่ขออย่างเป็นทางการเถิด”

        หม่าจิ้งซานได้ยินว่าอีกฝ่ายรับปากก็ดีใจมาก “ได้ๆ ข้าน้อยวู่วามเกินไป พรุ่งนี้ข้าจะให้แม่สื่อมาสู่ขออีกครั้ง”

        กัวเถียนกับนางกัวเฉินซื่อมองดูชายหนุ่มที่จากไปอย่างเร่งร้อนก่อนจะหันมาสบตากัน สองสามีภรรยาต่างก็เห็นแววอับจนในดวงตาของอีกฝ่าย

 

        วันรุ่งขึ้น

        หม่าจิ้งซานเดินทางมาสู่ขออย่างเป็นทางการ นอกจากจะมีเครื่องประดับที่ทำด้วยทองคำหลายชิ้นแล้ว ยังมีหนังสัตว์อีกหลายผืนมาเป็นของหมั้นด้วย นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะคำนินทาของผู้คนน่าหวั่นเกรง กัวเถียนเองก็เกรงว่า ‘กลางคืนยาวนานความฝันอาจยุ่งเหยิง’ ดังนั้นจึงรีบปรึกษากับหม่าจิ้งซานแล้วกำหนดวันวิวาห์อย่างรวดเร็ว

        หม่าจิ้งซานยิ่งมองเซียงเซียงก็ยิ่งพึงพอใจ เขามักจะส่งเสื้อผ้าและอาหารมาให้นางอยู่บ่อยๆ บางครั้งก็มาช่วยงานที่ร้านเต้าหู้ เซียงเซียงรู้สึกหวาดกลัวชายหนุ่มร่างสูงกำยำผู้นี้มาก นางมักจะหลบหน้าเขา ทั้งสองจึงไม่ค่อยได้พูดคุยกันสักเท่าไหร่

        แต่หม่าจิ้งซานก็ไม่ถือสา พอมีเวลาว่างเขาก็มักจะมาที่ร้านเต้าหู้ตระกูลกัวเสมอ

 

        มู่หรงลี่ทนอยู่ที่เมืองจิ้นหยางต่อไปไม่ไหว

        เขาเกลียดที่ต้องไปประชุมเช้าทุกวัน เกลียดที่ต้องมาคอยฟังเหล่าขุนนางถกเถียงกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เขาจึงมักจะหาข้ออ้างลาป่วยไม่ไปประชุมเช้าอยู่บ่อยๆ เอี้ยนอ๋องทรงรู้จักนิสัยของเขาดี พระองค์จึงคร้านจะสนใจ มีเพียงยามสงครามเท่านั้นที่คนอย่างมู่หรงลี่จะกระตือรือร้นขึ้นมาบ้าง

        แต่เผลอละสายตาไปเพียงครู่เดียว ชายหนุ่มก็จัดการต่อยมู่หรงป๋อผู้เป็นพี่ใหญ่ลงไปกองกับพื้นเสียแล้ว น้องหกมู่หรงซู่เข้ามาห้ามก็พลอยโดนลูกหลงไปด้วย

        หากไม่ใช่พี่สามมู่หรงเชียนเข้ามาขวางเอาไว้ เกรงว่าชะตากรรมของมู่หรงป๋อคงจะร้ายมากกว่าดี

        เอี้ยนอ๋องทรงพิโรธหนัก พระองค์มีพระบัญชาให้ตัดเบี้ยหวัดของเขา และสั่งให้โบยหนึ่งร้อยครั้งเป็นการลงโทษ แต่หลังจากถูกโบยไปหนึ่งร้อยครั้ง มู่หรงลี่กลับฮึกเหิมมากกว่าเดิมอีกนับร้อยเท่า เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ออกไปเดินเล่นที่หน้าจวนของมู่หรงป๋อผู้เป็นพี่ใหญ่ ทำเอามู่หรงป๋อตกใจจนไม่กล้ากลับบ้านเลยทีเดียว

        เห็นโอรสองค์โตทำตัวเหมือนนกหวาดเกาทัณฑ์เช่นนี้ เอี้ยนอ๋องก็ได้แต่จนปัญญา บังเอิญเกิดเรื่องที่ชาวเผ่าซานหยงก่อเหตุวุ่นวายขึ้นที่เหลียวซีพอดี พระองค์จึงมีบัญชาให้มู่หรงลี่นำทหารห้าพันนายไปปราบโจรที่เหลียวซี มู่หรงลี่รับพระบัญชาแล้วเข้าวังไปทูลลาเอี้ยนอ๋อง พระบิดาของเขาก็โบกมือไล่ราวกับไล่แมลงวัน พระองค์กลัวว่าเขาจะไปก่อกวนผู้คนที่เหลียวซี จึงมีบัญชาให้หานซวี่ โจวจั๋ว และเหยียนชิงติดตามไปด้วย

        ทั้งสามล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ อยู่ที่จิ้นหยางนานเข้าก็เบื่อหน่ายจนแทบจะทนไม่ไหว พอได้รับบัญชาก็รีบเข้าวังไปขอบพระทัย เอี้ยนอ๋องทรงตรัสอย่างเป็นกันเอง “ต่อให้ไม่เอาไหนแต่เขาก็เป็นโอรสของข้า ขอให้พวกเจ้าทั้งสามติดตามอย่างใกล้ชิด หากเขาทำอะไรผิดหรือตีใครตายโดยไม่ได้ตั้งใจ... ข้าก็ยิ่งจนใจ ไม่อาจสั่งประหารเขา แต่อย่างน้อยก็ยังดี มีพวกเจ้าออกหน้ารับผิดแทนได้...”

        ทั้งสามหันไปมองหน้ากัน... ทรงตรัสเช่นนี้ พวกเขาควรก่อกบฏกันเสียเลยดีหรือไม่?

 

        วันรุ่งขึ้น มู่หรงลี่จัดทัพเสร็จก็นำทหารห้าพันนายมุ่งไปปราบโจรที่เหลียวซี

        ขุนนางประจำท้องถิ่นขี่ม้าออกมาต้อนรับ แต่มู่หรงลี่กลับไม่ปรายตามองเสียด้วยซ้ำ แม้แต่กองบัญชาการก็ไม่ยอมอยู่ โจวจั๋วสะกิดหานซวี่  “ท่านอ๋องไม่ชอบกองบัญชาการอย่างนั้นหรือ?”

        หานซวี่รีบเร่งฝีเท้าเดินตามไปแล้วกล่าวกับมู่หรงลี่ว่า  “ท่านอ๋อง ได้ยินว่านกเหยี่ยวของอำเภอลิ่งจือมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ไม่สู้เราไปพักที่อำเภอลิ่งจือกันเถิด จะได้ไปดูที่ตลาดนกด้วย”

        มู่หรงลี่ไม่พูดอะไร เพียงแต่รับคำในคอเสียงเบา

        โจวจั๋วสะกิดหานซวี่พลางหันไปส่งสายตาพยักพเยิดให้กัน เหยียนชิงรู้สึกประหลาดใจมาก “พวกเจ้าทำอะไรกัน? ยังไม่รีบตามท่านอ๋องไปอีก ศีรษะของเราสามพี่น้องห้อยอยู่บนเข็มขัดของท่านอ๋องนะ”

        โจวจั๋วบังคับม้าให้ออกวิ่ง  “หัวของข้าจะห้อยอยู่ในที่ที่ดีกว่านั้นไม่ได้หรือ?!”

        หานซวี่ยิ้ม  “เหยียนชิง เต้าฮวยของอำเภอลิ่งจือรสชาติไม่เลว เราไปชิมกันไหม?”

        “หา?” สีหน้าของเหยียนชิงเต็มไปด้วยความงุนงง

        ระหว่างที่พูดคุยกัน ทั้งสามก็ไปถึงตรอกใต้ทางเหนือของอำเภอลิ่งจือ

        ลงจากม้าก็เห็นนางกัวเฉินซื่อกำลังเก็บแผงอยู่ นางเห็นทั้งสามสวมชุดเกราะแต่งกายอย่างทหารก็อดหวาดกลัวไม่ได้ ดังนั้นจึงฝืนยิ้มพลางเอ่ยถามว่า  “นายท่านทั้งสาม มีอะไรหรือ?”

        หานซวี่ถาม  “บ้านท่านมีบุตรสาวคนหนึ่งนามว่าเซียงเซียง?”

        หัวใจของนางกัวเฉินซื่อเต้นโครมคราม สีหน้าเปลี่ยนไปทันที  “ไม่ทราบว่าบุตรสาวข้าทำผิดอะไรอย่างนั้นหรือ นายท่านทั้งสาม...”

        หานซวี่มองดูสีหน้าก็เข้าใจดีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร “ไม่มีอะไร แค่ถามดูเท่านั้น”

        ชายร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งเดินออกมาจากห้องครัว เขาใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดมือพลางร้องถามว่า  “ท่านแม่ยาย ยังมีอะไรต้องเก็บกวาดอีกหรือไม่?”

        นางกัวเฉินซื่อกล่าวเสียงตะกุกตะกัก  “ไม่ ไม่มีอะไรแล้ว จิ้งซานเจ้ากลับไปก่อนเถิด”

        ชายฉกรรจ์ผู้นี้ย่อมเป็นหม่าจิ้งซาน เห็นว่าได้เวลาปิดร้านแล้ว เขาจึงช่วยเก็บถ้วยชารวมทั้งโต๊ะเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ด้านนอกเข้าไปในร้าน หานซวี่เหลือบมองเขาแวบหนึ่งแล้วเอ่ยถามว่า  “เขาเป็นใคร?”

        นางกัวเฉินซื่อคิดในใจว่า ไม่ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่หากรู้ว่าเซียงเซียงแต่งงานแล้วก็คงไม่สร้างปัญหากระมัง ดังนั้นจึงตอบว่า “เรียนนายท่าน เขาก็คือสามีของเซียงเซียง”

        หานซวี่พยักหน้า แต่พอนึกขึ้นได้ก็เผลอร้องเสียงดัง  “อะไรนะ?!”

        นางกัวเฉินซื่อสะดุ้งด้วยความตกใจ หานซวี่อดคิดไม่ได้ว่าสองแม่ลูกช่างเหมือนกันเสียเหลือเกิน แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยไฟโทสะ

          เจ้ากล้าแต่งงานจริงๆรึ!

        ช่างเถิด อย่าบอกท่านอ๋องก็แล้วกัน หากท่านอ๋องไม่มีความคิดแบบนั้นก็แล้วไป แต่ข้าเกรงว่าจะเป็นอย่างที่ข้าคิดน่ะสิ

        ทั้งสามก้าวขึ้นบนหลังม้า โจวจั๋วโมโหไม่น้อยเช่นกัน  “ดูสิ เพิ่งจะผ่านไปไม่กี่วันนางก็แต่งให้หนุ่มอื่นไปเสียแล้ว?! ช่างกล้าหาญชาญชัยเสียเหลือเกิน!”

        หานซวี่กล่าวเสียงหนักอย่างอารมณ์ไม่สู้ดี “แล้วจะทำอะไรได้ คนก็แต่งไปแล้ว”

        เหยียนชิงฟังอย่างไรก็ไม่เข้าใจ โจวจั๋วไม่อาจทำใจยอมรับ “ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ ยกให้ข้าเสียตั้งแต่แรกก็หมดเรื่อง” แม่สาวน้อยนั่น ต่อให้สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบก็ยังงดงามปานนั้น ผิวของนาง...ไม่เสียทีที่ขายเต้าหู้จริงๆ

        หานซวี่ไม่พูดอะไรอีก ทั้งสามมุ่งหน้ากลับไปยังที่พัก

 

        มู่หรงลี่รำคาญพิธีการต้อนรับของขุนนางท้องถิ่นมากจึงไล่ให้กลับไปเสีย

        ตอนนี้เขาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เรียบร้อย กำลังเดินเล่นอยู่ในตลาดนกโดยมีหานซวี่มาเป็นเพื่อน นกเหยี่ยวมีไม่น้อย แต่นกพันธุ์ดีกลับมีไม่มาก เอาเถอะ... ถึงอย่างไรในวังเอี้ยนก็ไม่เคยขาดของหายากอยู่แล้ว

        มู่หรงลี่เดินดูรอบหนึ่งโดยไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก หานซวี่ที่เดินตามหลังมารู้ดีว่าที่นี่ไม่มีอะไรทำให้ท่านอ๋องสนใจขึ้นมาได้ เขาจึงหันไปสั่งผู้ติดตามให้ไปขอเหยี่ยวจากขุนนางท้องถิ่นมาสักตัว

        เช้าวันรุ่งขึ้น มู่หรงลี่ดูแผนที่เสร็จก็เริ่มกำหนดแผนการกวาดล้างโจร บ่าวรับใช้นำอาหารเช้ามาให้ แต่มู่หรงลี่กินไปเพียงสองคำเท่านั้น เหยียนชิงเหลือบตามองหานซวี่ แต่หานซวี่ก็เอาแต่ส่งสายตากลับมาว่า ‘กินข้าวไป อย่าพูดอะไรมาก’

        เหยียนชิงมีฉายาว่าคนไร้สมอง เพราะเขามักจะพูดโพล่งเรื่องที่ไม่ควรพูดออกมาอยู่บ่อยๆ พอเห็นสายตาของหานซวี่เขาก็พูดโพล่งออกมาทันทีว่า  “หานซวี่ เมื่อวานเจ้าบอกว่าเต้าฮวยของอำเภอลิ่งจือรสชาติไม่เลวไม่ใช่หรือ? ท่านอ๋องทานอาหารเช้าไปแค่ไม่กี่คำ ไม่สู้เราไป...”

        หานซวี่ร้องตะโกนอยู่ในใจ เหยียนชิง เจ้าเบื่อที่จะมีศีรษะตั้งอยู่บนลำคอแล้วใช่ไหม?

        มู่หรงลี่ปรายตามองเขา  “เจ้าอยากกินเต้าฮวยรึ?”

        เหยียนชิงนิ่งอึ้งไป ข้า ข้า...ข้าได้ยินหานซวี่พูดแบบนี้ไม่ใช่หรือ? ทำไมตอนนี้ถึงพูดเรื่องนี้ไม่ได้เล่า? สีหน้าไร้รอยยิ้มของมู่หรงลี่ดูอย่างไรก็น่าตกใจ ชายหนุ่มเริ่มลนลาน  “ข้า ข้า ข้าน้อย....จริงๆ ก็ไม่ได้อยากกินสักเท่าไหร่”

        มู่หรงลี่ลุกขึ้นยืน  “นำทาง”

 

        เหยียนชิงมองหานซวี่ด้วยสายตาของความช่วยเหลือ

        หานซวี่ชี้ไปที่แผงขายอาหารเช้าแห่งหนึ่งด้วยท่าทางอึกๆอักๆ อิดๆ เอื้อนๆ  “ที่นี่...ดีหรือไม่?”

        มู่หรงลี่ถลึงตาใส่เขา ชายหนุ่มคร่ำครวญอยู่ในใจ... ไม่นะ ท่านต้องเข้าไปให้ได้อย่างนั้นหรือ?

        สุดท้ายก็ก้มหน้าก้มตาเดินตามไปอย่างเงียบๆ

        ตอนเช้าเป็นช่วงเวลาที่ร้านเต้าหู้ตระกูลกัววุ่นวายมากที่สุด เต้าฮวยหนึ่งชามทั้งนุ่มทั้งหอม ราคาก็ถูก คนที่อาศัยอยู่ในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงจึงนิยมมาทานอาหารเช้ากันที่นี่

        เซียงเซียงสวมกระโปรงผ้าสีเขียว คาดผ้ากันเปื้อนสีขาวไว้รอบเอว ขับเน้นช่วงเอวของนางให้ดูอรชรอ้อนแอ้น ผมหวีเป็นมวยแบบหญิงชาวบ้านทั่วๆ ไป แต่ดอกไม้แพรสีเหลืองอ่อนที่ประดับไว้บนผมกลับทำให้ใบหน้าของนางดูสดใสเป็นพิเศษ

        พอแขกจากไป นางก็ใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดโต๊ะ แล้วเชื้อเชิญลูกค้ารายใหม่ให้นั่งลง

        เหยียนชิงสั่งเต้าฮวยสี่ชาม เซียงเซียงยกใส่ถาดมาส่งให้ นางวางเต้าฮวยสี่ชามลงบนโต๊ะ ในจังหวะที่เงยหน้าขึ้นเอ่ยเชื้อเชิญให้ลูกค้ารับประทาน นางก็เห็นใบหน้าของมู่หรงลี่เข้าพอดี

        เต้าฮวยทั้งหมดที่เหลืออยู่บนถาด รวมทั้งเครื่องปรุง น้ำกระเทียม ฯลฯ ตกกระแทกพื้นดังเพล้ง

        นี่เป็นความฝัน ต้องเป็นความฝันแน่ๆ!

        เซียงเซียงก้าวถอยหลังไปสองก้าว ตาจ้องเขม็งไปที่ใบหน้าซึ่งเคยปรากฏอยู่แต่ในฝันร้าย จากนั้นจึงหันหลังวิ่งหนีไปทันที ในร้านย่อมมีประตูหลัง นางกล่าวกับนางกัวเฉินซื่อด้วยใบหน้าซีดเผือดว่า “ท่านแม่ ข้าเหนื่อยแล้ว ขอกลับไปพักที่บ้านก่อนนะเจ้าคะ”

        นางกัวเฉินซื่อไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงกล่าวเพียงแค่ว่า  “ไปเถิด ที่นี่มีคนดูแลอยู่แล้ว”

        แต่เพิ่งก้าวออกจากร้าน เซียงเซียงก็ชะงักอยู่กับที่

        ไม่สิ... เขาเป็นปีศาจร้ายที่ฆ่าคนตาไม่กะพริบนะ ท่านพ่อ ท่านแม่ และน้องชายตอนนี้ทำงานอยู่ที่ร้าน นางจะจากไปไม่ได้ หญิงสาวกัดฟันเดินกลับเข้าไปในร้าน นางกัวเฉินซื่อกำลังจะถามว่ากลับมาทำไม นางก็เดินออกจากห้องครัวไปเสียก่อน

        กัวหยางกำลังเก็บกวาดเต้าฮวยที่หกเลอะพื้นตรงข้างโต๊ะของมู่หรงลี่พลางเอ่ยขอโทษพวกเขาไม่หยุดปาก เซียงเซียงตัวสั่นระริก สองขาอ่อนแรงราวกับกำลังย่ำอยู่บนปุยฝ้าย แต่นางก็ยังบังคับตัวเองให้เดินตรงเข้าไป หญิงสาวไล่กัวหยางให้ไปทำงานก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า  “ท่าน… ท่านอ๋องซวิ่น”

        มู่หรงลี่จ้องนางด้วยสายตาเยียบเย็นราวน้ำแข็ง  “จะหนีไปไหน?”

        ดวงตาของเซียงเซียงมีน้ำเอ่อคลอเต็มดวงตา นางกัดริมฝีปากพลางเอ่ยเสียงเบา  “ข้า… ข้า...”

        อึกอักอยู่เป็นนานก็ไม่มีคำอื่นเล็ดรอดออกมา มู่หรงลี่รับประทานเต้าฮวยในชามช้าๆ เซียงเซียงตั้งท่าจะร้องไห้ออกมาอีกรอบ

        ผู้คนรอบด้านเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติทางด้านนี้ กัวเถียนเองก็สังเกตเห็นจึงเดินเข้ามากล่าวว่า  “นายท่าน บุตรสาวของข้าผิดเองที่ไม่ระวัง เต้าฮวยเหล่านี้เราไม่คิดเงิน ขออภัยด้วยนะขอรับ”

        เขาดึงเซียงเซียงไปที่ด้านหลังแล้วลงมือทำความสะอาดพื้นด้วยตัวเอง มู่หรงลี่ไม่พูดอะไร สองตาของชายหนุ่มเอาแต่จ้องเซียงเซียงเขม็ง ผู้หญิงคนนี้ขาวจริงๆ ผิวก็นุ่มนวลราวกับน้ำ

        หานซวี่ก้มหน้าก้มตากินเต้าฮวยในชาม จากนั้นจึงเช็ดปากแล้วลุกขึ้นยืน  “นายท่าน เราไปกันเถิด?”

        โจวจั๋วเหลือบตามองเขา ‘เจ้าไม่รักชีวิตแล้วหรือไร?’

        หานซวี่ส่ายหน้าอย่างหม่นหมอง กล่าวกับมู่หรงลี่เสียงเบา “นายท่าน นางแต่งงานแล้ว”

        มู่หรงลี่ชะงักไปอึดใจ ก่อนจะตบโต๊ะเสียงดังแล้วลุกพรวดขึ้น หานซวี่นึกอยากจะตัวสั่นตามเซียงเซียงไปเสียเลย มู่หรงลี่ยกเท้าขึ้นถีบเขากระเด็นไปทางด้านหนึ่ง จากนั้นจึงสะบัดหน้าเดินออกจากร้าน

        หานซวี่ เหยียนชิง โจวจั๋วรีบตามไปติดๆ เหยียนชิงรู้สึกว่าตัวเองไม่รู้อะไรเลยสักนิด ที่แท้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?

        แต่จู่ๆ มู่หรงลี่ก็หันกลับมาถามเสียงหนัก  “นางแต่งกับใคร?”

        เหงื่อไหลซึมเต็มใบหน้าของหานซวี่ เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับมู่หรงลี่แล้วเอ่ยคำตอบที่กล้าหาญที่สุดในชีวิตออกมาเป็นครั้งแรก “ไม่...ไม่ทราบขอรับ”

        มู่หรงลี่ถลึงตาใส่ เขารีบเอ่ยทันที  “ข้าน้อยจะไปถามเดี๋ยวนี้!”

        มู่หรงลี่กล่าวว่า  “ถามให้ชัดแจ้ง จะได้ไม่ฆ่าคนผิด”

 

        หานซวี่แทบจะร้องไห้ออกมา เขาเดินเข้าไปในร้านครู่หนึ่งแล้วก็กลับออกมาอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มถอนใจยาว “ท่านอ๋อง ที่แท้ข้าน้อยได้ยินมาผิดไป นางยังไม่ได้แต่งงาน ยังไม่ได้แต่ง”

        มู่หรงลี่สะบัดหน้าจากไป โจวจั๋วรีบคว้าแขนเสื้อของหานซวี่ไว้  “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? กล้าหลอกท่านอ๋อง”

        หานซวี่กล่าวเสียงต่ำ  “เจ้าฟังนะ ดูท่าท่านอ๋องคงยังอยากได้ผู้หญิงคนนี้อยู่ ถ้าเราพูดความจริง ท่านคงต้องฆ่าใครบางคน ถึงตอนนั้นเอี้ยนอ๋องก็ต้องตัดหัวของพวกเราด้วย”

        โจวจั๋วถลึงตาใส่ด้วยความโมโห  “เหลวไหล เรื่องนี้ข้าก็รู้ แต่หากท่านอ๋องต้องการคนขึ้นมา เจ้าจะนำสตรีที่มีสามีแล้วไปมอบให้ท่านอย่างนั้นหรือ?”

        หานซวี่หยุดคิดครู่หนึ่ง  “ถึงอย่างไรเราไม่พูด ท่านอ๋องก็ไม่มีทางรู้”

        โจวจั๋วตะลึงงันไป  “อะไรนะ?”

        หานซวี่กล่าวต่อ  “ท่านอ๋องอยากได้ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่หรือ หาให้ท่านก็หมดเรื่อง เจ้ายังไม่รู้นิสัยของท่านอ๋องอีกหรืออย่างไร... ก่อนหน้านี้ ท่านเพียงรู้สึกว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ยอมอยู่กับท่าน ก็เลยคับแค้นใจ เสียหน้า ครั้งนี้ท่านตั้งใจมาที่นี่ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเอานางกลับมาเป็นของเล่นให้ได้ ท่านไม่มีทางแต่งกับนาง แต่ก็อยากได้นางมาเล่นแก่ขัด คงไม่กี่วันเท่านั้นแหละ”

        โจวจั๋วนิ่งคิดแล้วส่ายหน้าติดๆ กัน “ไม่รู้สึกผิดต่อคุณธรรมบ้างหรือ นางแต่งงานไปแล้วนะ”

        หานซวี่โมโห “จะยอมผิดต่อคุณธรรมหรือจะยอมเสียหัว เจ้าเลือกเองก็แล้วกัน!”

        โจวจั๋วรับไม่ได้  “เรื่องนี้ข้าไม่ยอมทำแน่ เจ้าไปทำเองนะ” สรุปแล้วข้าไม่ยอมลงนรกใครอยากลงก็ลงไปเถอะ

        เหยียนชิงที่ยืนอยู่ด้านข้างได้แต่เบิกตากว้าง ทำไมไม่มีใครบอกเขาเลยสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้น?

        ไม่มีใครบอกเขาเลย

 

ตกบ่าย

        เซียงเซียงหาเวลาว่างแอบหนีออกมาพบหานซวี่ที่รอนางอยู่ตรงหัวมุมถนน หานซวี่เปิดฉากอย่างตรงไปตรงมา “ท่านอ๋องมาทำภารกิจกวาดล้างโจร อยากให้เจ้าตามไปปรนนิบัติท่านสักสองสามวัน”

        สีหน้าของเซียงเซียงเปลี่ยนไปทันที นางก้าวถอยหลังพลางส่ายหน้า แต่หานซวี่ก็ก้าวตามมาพลางกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าไม่อยากข่มขู่เจ้า ถึงตอนนี้เจ้าจะไม่รับปาก ท่านอ๋องก็คงให้คนอื่นที่ไม่ใช่ข้ามาเกลี้ยกล่อมเจ้าอยู่ดี แต่ถึงตอนนั้น คนที่มาอาจจะไม่พูดกับเจ้าดีๆ แบบนี้หรอก”

        น้ำตาของเซียงเซียงร่วงลงมาไม่ขาดสาย หานซวี่กล่าวต่อ “ท่านอ๋องเป็นถึงพระโอรสของเอี้ยนอ๋อง เป็นแม่ทัพผู้มีชื่อเสียงของต้าเอี้ยน ต่อให้ท่านจะฆ่าคนวางเพลิงหรือทำอะไรที่ร้ายแรงไปกว่านี้ ก็คงไม่มีผู้ใดกล้าเอาผิด เจ้าไม่เป็นห่วงชีวิตบิดามารดาและญาติพี่น้องของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”

        สีหน้าของเซียงเซียงซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก หานซวี่กล่าวต่อ  “เจ้าคิดให้ดี ท่านอ๋องสามารถสั่งฆ่าใครก็ได้โดยไม่กะพริบตา เจ้าเคยเป็นผู้หญิงของท่านแต่กลับกล้าแต่งให้กับผู้อื่น เท่านี้ก็นับเป็นความผิดใหญ่หลวงต้องประหารทั้งตระกูลแล้ว! หากท่านอ๋องไม่เอาเรื่องก็แล้วไป แต่หากเอาเรื่องขึ้นมา ท่านไม่ลงมือก็ต้องมีคนของทางการมาจับพวกเจ้าไปลงโทษตามกฎหมายอยู่ดี!”

        เซียงเซียงขาอ่อน หานซวี่เอื้อมมือไปประคองนางไว้  “คิดให้ดีแล้วมาที่เรือนรับรองของอำเภอลิ่งจือ คืนนี้เรากหต้องได้พบเจ้า!”

          เซียงเซียงนิ่งคิดอยู่นานก่อนจะกลับไปที่ร้านด้วยอาการเซื่องซึม ที่ร้านมีลูกค้าเหลืออยู่ไม่มากนัก นางกัวเฉินซื่อเอ่ยถามว่า  “เซียงเซียง ลูกไปไหนมา?”

        เซียงเซียงพยายามกลั้นน้ำตาไว้พลางฝืนยิ้มให้มารดา  “ท่านแม่ คนของท่านอ๋องซวิ่นมาหาข้า บอกว่าจะให้ข้าตามพวกเขา... ไปชี้ตัวโจรที่เข้ามาปล้นเมืองเมื่อครั้งก่อน”

        นางกัวเฉินซื่อตกใจมาก “เซียงเซียง ลูกกำลังจะแต่งงานนะ! นี่...ถ้าตามทหารทั้งกลุ่มออกไปอีก จะใช้ได้อย่างไรกัน?”

        กัวเถียนซึ่งได้ยินเช่นกันรีบเดินเข้ามาหา “เซียงเซียง นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ อาวุธของพวกโจรไม่มีตา ลูกเองก็ขี่ม้าไม่เป็น ทหารเหล่านี้จะปกป้องเจ้าได้หรือ? อย่าไปเลย เด็กดี เราคิดเสียว่าไม่เคยเกิดเรื่องนี้ขึ้น แล้วก็แล้วกันไปเถิด”

        เซียงเซียงขบริมฝีปากก่อนจะยิ้มให้บิดา  “ท่านพ่อ นายท่านเหล่านี้พาข้ากลับมาจากเขาอีหลู ข้าไปช่วยชี้ตัวโจรก็นับว่าสมควรแล้ว”

        กัวเถียนร้อนใจมาก  “เซียงเซียง! ทางด้านจิ้งซาน....”

        เซียงเซียงกลั้นน้ำตาเอาไว้  “ท่านพ่อ ทางพี่หม่า... ข้าขอถอนหมั้นได้หรือไม่? ข้าไม่ชอบเขา” ขอโทษด้วย หากรู้แต่แรกว่าเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่ควรกลับมาเลย

        กัวเถียนกุมมือบุตรสาวไว้ หัวใจเจ็บปวดแสนสาหัส  “เซียงเซียง ลูกไม่เต็มใจแต่งงานกับเขา ก็เลยดึงดันจะออกจากเมืองไปชี้ตัวโจรใช่ไหม?”

        เซียงเซียงก้มหน้าต่ำ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงมา “ไม่ ท่านพ่อ ข้าแค่ไม่อยากให้โจรพวกนั้นหลุดรอดเงื้อมมือของกฎหมายไปได้เท่านั้น ข้า… ข้าจะต้องไป ทางพี่หม่า.... ข้า...”

        กัวเถียนถอนใจ “ลูกรัก เจ้าไปครั้งนี้กลับมาอีกครั้งไม่รู้คนอื่นๆ จะมองเจ้าอย่างไร”

        เซียงเซียงพยักหน้า  “ข้ารู้ ท่านพ่อ แต่ข้าต้องไป”

        กัวเถียนถอนใจอีกครั้ง สุดท้ายก็ถามออกมาว่า  “จะไปเมื่อไหร่?”

        เซียงเซียงก้มหน้า  “เดี๋ยวก็จะไปแล้ว”

        กัวเถียนสงสัย  “ชี้ตัวโจรอะไรกัน ทำไมต้องไปมืดๆ ค่ำๆ?”

        เซียงเซียงกล่าวว่า  “ไป… ยังต้องปรึกษาแผนการของวันพรุ่งนี้อีก”

        กัวเถียนจูงมือนาง  “พ่อจะไปกับเจ้า ถึงอย่างไรแค่ถามไม่กี่คำก็กลับมาแล้วไม่ใช่หรือ!”

        เซียงเซียงกัดฟันแน่นถึงสามารถห้ามตัวเองไม่ให้ร้องไห้ออกมา “ไม่ต้องหรอกท่านพ่อ ข้าไปเองได้”

        กล่าวจบก็ออกเดินทางไปยังเรือนรับรองโดยไม่พูดอะไรอีก

 

        หานซวี่รอนางอยู่จริงๆ

        พอเห็นนางมาถึง เขาก็ถอนใจโล่งอก เซียงเซียงหยุดยืนอยู่ห่างจากเขาไปหลายก้าว นางก้มหน้าลงต่ำเหมือนนกกระทาที่กำลังหวาดกลัว

        หานซวี่เบี่ยงกายหลบ  “ห้องนอนของท่านอ๋องอยู่ชั้นบน ห้องในสุดทางด้านซ้าย”

        ขาทั้งสองของเซียงเซียงหนักอึ้งจนแทบจะขยับไม่ไหว หานซวี่กล่าวต่อ  “ทางที่ดีเจ้าก็ทำท่าให้ดูเต็มใจหน่อย ข้ากล้ารับรองเลยว่าเจ้ายังไม่ได้เห็นด้านที่เลวร้ายที่สุดของท่านอ๋อง”

        เซียงเซียงก้าวขึ้นชั้นบนช้าๆ ยิ่งเดินก็ยิ่งเข้าใกล้ห้องนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ นางหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตู แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีความกล้ามากพอจะผลักประตูบานนั้นเข้าไปเสียที

        นางทรุดลงนั่งกุมศีรษะอยู่ตรงนั้น ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดนางก็เช็ดน้ำตาแล้วผลักประตูเข้าไปช้าๆ มู่หรงลี่ไม่อยู่ นางถอนใจโล่งอก แต่นางก็รู้ดีว่าตัวเองจะจากไปไม่ได้ ดังนั้นจึงนั่งลงตรงข้างโต๊ะ

        เห็นได้ชัดว่าเรือนรับรองเพิ่งผ่านการซ่อมแซมมารอบหนึ่ง เครื่องประดับตกแต่งภายในห้องทุกชิ้นล้วนประณีตงดงาม แต่หญิงสาวกลับไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย

        นางรออยู่นานถึงครึ่งชั่วยาม ในที่สุดมู่หรงลี่ก็ผลักประตูเข้ามา

 

        เซียงเซียงลนลานลุกขึ้น

        มู่หรงลี่เหลือบเห็นนางเข้าก็ชะงักไปเล็กน้อย เขาถอดเสื้อคลุมออกแล้วโยนไปพาดไว้บนราว เซียงเซียงได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่อย่างทำอะไรไม่ถูก ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้เอ่ยเสียงเบาว่า  “ท่านอ๋อง”

        มู่หรงลี่นั่งลงดื่มน้ำอึกใหญ่ก่อนจะเอ่ยถามว่า  “มาได้อย่างไร?”

        เซียงเซียงหน้าแดงก่ำ  “ข้า… ข้า… แม่ทัพหานบอกว่า...”

        เสียงตะกุกตะกักของนางทำให้มู่หรงลี่หมดความอดทน เขาลุกขึ้นยืนตระหง่านราวกับขุนเขาอันสูงใหญ่ “ข้าจะถามเจ้าอีกเพียงคำเดียว เจ้ายินดีปรนนิบัติข้าหรือไม่?”

        เซียงเซียงตัวสั่นไม่หยุด ท่าทางของนางไม่ต่างอะไรกับการยั่วยุ มู่หรงลี่อุ้มนางขึ้นไปบนเตียงแล้วโถมร่างตามลงไป หญิงสาวผลักไสด้วยความตื่นตกใจ แต่ชายหนุ่มก็ดันลิ้นเข้าไปพัวพันจนนางแทบจะหายใจไม่ออก

        จุมพิตล้ำลึกถึงเพียงนี้ ถึงจะบอกว่าไม่เต็มใจก็สายไปเสียแล้ว

        อาภรณ์ของทั้งคู่ร่วงลงบนพื้น

 

        วันรุ่งขึ้น

        เซียงเซียงซึ่งยังหลับอยู่ถูกเสียงพูดคุยด้านล่างปลุกให้ตื่น เงี่ยหูฟังดูก็รู้ว่าเป็นเสียงของกัวเถียนบิดาของนาง หญิงสาวตกใจมาก รีบลุกขึ้นแต่งตัวอย่างรวดเร็ว

        ในห้องไม่มีโต๊ะเครื่องแป้ง เพราะถึงซวิ่นอ๋องจะมีฐานะสูงส่งเขาก็ไม่ใช้ของสิ่งนี้ นางจัดการรวบผมขึ้นลวกๆ เห็นว่าค่อนข้างเรียบร้อยดีแล้วจึงค่อยผลักประตูออกไป

        มู่หรงลี่นั่งอยู่ตรงกลางห้องโถงของเรือนรับรอง ส่วนกัวเถียนกำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขา

        เซียงเซียงวิ่งเข้าไปประคองกัวเถียนอย่างลืมกลัว  “ท่านพ่อ! ท่านมาได้อย่างไร?!”

        กัวเถียนได้เห็นบุตรสาวค่อยถอนใจโล่งอก แต่ปากยังคงกล่าวอ้อนวอน  “ท่านอ๋อง ข้าน้อยเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ไม่รู้มารยาท หากล่วงเกินไป ท่านอ๋องโปรดอภัยด้วย แต่ทุกผู้คนล้วนรักบุตรของตนเอง เซียงเซียงเป็นเพียงแค่เด็กสาว อีกไม่นานก็ต้องแต่งงานออกไป ไม่ว่าอย่างไร ข้าน้อยก็ไม่อาจปล่อยให้นางตามท่านอ๋องออกจากเมืองไปเช่นนี้ได้ ขอท่านอ๋องโปรดให้อภัยด้วย”

        เขาปรึกษากับนางกัวเฉินซื่อตลอดทั้งคืน รู้สึกว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะปล่อยให้เซียงเซียงติดตามกองทัพออกจากเมืองไม่ได้เด็ดขาด

        มู่หรงลี่ไม่พูดอะไร เพราะการพูดเหตุผลกับผู้อื่นไม่ใช่นิสัยของเขา หานซวี่กับโจวจั๋วก้าวออกไปข้างหน้า ดาบที่ข้างเอวถูกชักออกมาครึ่งหนึ่ง  “คำสั่งของท่านอ๋อง ให้เจ้าพูดว่าไม่ไปก็ไม่ไปได้งั้นหรือ?”

        กัวเถียนกอดเซียงเซียงไว้ด้วยท่าทางเด็ดเดี่ยว  “นายท่าน บุตรสาวข้าอายุยังน้อยไม่รู้ความ ข้าจะนั่งดูนางทำลายชื่อเสียงของตัวเองอยู่เฉยๆ ได้อย่างไร? ข้าเป็นบิดาของนาง แค่ไม่สามารถปกป้องถนอมนางได้ก็เสียใจมากพอแล้ว ตอนนี้ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่มีทางอยู่เฉยๆ เบิกตามองนางไปเสี่ยงอันตรายผิดๆ อีกเด็ดขาด ต่อให้ท่านจะสังหาร ข้าก็...”

        ยังกล่าวไม่ทันจบ เซียงเซียงก็รีบอุดปากเขาไว้  “ท่านพ่อ! อย่าพูดจาเหลวไหล ข้าไม่เป็นไร ข้าสบายดี”

        สีหน้าของกัวเถียนเด็ดเดี่ยว หานซวี่กับโจวจั๋วลำบากใจขึ้นมา ชายแซ่กัวผู้นี้กล้าพูดจาเช่นนี้ต่อหน้าท่านอ๋อง ก็นับได้ว่าเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง ท่านอ๋องคงไม่ให้พวกเขาฟันลงไปจริงๆ หรอกนะ?

        มู่หรงลี่ลุกขึ้นเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ากัวเถียน สีหน้าของเซียงเซียงซีดขาวเหมือนกระดาษ นางกางสองแขนออกบังกัวเถียนเอาไว้ นับแต่เล็กจนโต บิดาเห็นพวกนางสามพี่น้องเป็นแก้วตาดวงใจของเขา ไม่ว่าทำอะไรผิด ขอเพียงมีบิดาอยู่ก็มักแก้ปัญหาได้เสมอ แต่บัดนี้ นางรู้ว่า บิดาปกป้องนางไม่ได้อีกแล้ว

        มู่หรงลี่คว้าข้อมือของนางเอาไว้แล้วกระชากเข้ามาหา เซียงเซียงยังไม่ทันได้พูดอะไร เขาก็ก้มลงทาบริมฝีปากเข้ากับริมฝีปากของนางอย่างแรง

        เซียงเซียงรู้สึกเหมือนมีเสียงระเบิดตูมดังขึ้นในหัว ภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปหมด กัวเถียนเบิกตาขึ้นช้าๆ พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว

        ผ่านไปครู่ใหญ่ มู่หรงลี่ผลักเซียงเซียงให้ถอยห่างออกไปก่อนจะหันมาจ้องตากัวเถียน  “ตอนนี้เข้าใจหรือยัง?”

        กัวเถียนอ้าปากค้างอยู่นานกว่าจะหุบลงได้ ผ่านไปอีกครู่ใหญ่ถึงได้หันกลับมาเรียกเบาๆ  “เซียงเซียง?”

        เซียงเซียงนั่งอยู่บนพื้น ดวงตาคลอไปด้วยน้ำตา นางนิ่งเงียบไปนานกว่าจะเงยหน้าขึ้นกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านพ่อ... ข้า ข้ายินดี... อยู่กับท่านอ๋องเอง”

        สีหน้าของกัวเถียนเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและตกใจ “เซียงเซียง! ท่านคือซวิ่นอ๋อง เจ้าอยู่กับท่าน....” ท่านจะแต่งงานกับเจ้าได้หรือ? ต่อให้ประโยคนี้ไม่ได้กล่าวออกมา แต่ก็บีบคั้นหัวใจของผู้เป็นพ่อจนร้าวรานไปหมด

        เซียงเซียงเงยหน้าขึ้น น้ำตาเอ่อคลอเต็มดวงตา  “ท่านพ่อ ข้าเต็มใจ”

          กัวเถียนหลับตาลง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านอ๋อง ท่านแม่ทัพทุกท่าน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก แต่หวังว่าทุกท่านจะบอกข้าสักคำว่า กองทัพจะกลับเข้าเมืองเมื่อไหร่? ถึงตอนนั้นพวกท่านจะให้คนส่งนางกลับมา หรือจะให้ข้าน้อยมารับที่นี่?”

          พวกหานซวี่พากันหันไปมองมู่หรงลี่เป็นตาเดียว มู่หรงลี่เอ่ยเสียงเรียบว่า  “ในเมื่อเป็นคนของข้า ข้าย่อมจัดการเอง ไม่ต้องให้เจ้าลำบาก”

        กัวเถียนยังคิดจะถามต่อ แต่สีหน้าของมู่หรงลี่ใกล้จะหมดความอดทนเต็มที เซียงเซียงรีบเอื้อมมือไปผลักกัวเถียนเบาๆ  “ท่านพ่อ ข้าจะกลับไปบ้านเอง ท่านกลับไปก่อนเถิด บอกท่านแม่ด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วงข้า”

        กัวเถียนไม่รู้จะพูดอะไร เรื่องสะเทือนใจเช่นนี้ทำให้เขาเสียใจเหลือเกิน แต่ถึงจะปวดใจแค่ไหน คนเช่นนี้ก็ไม่ใช่คนที่เขาจะตอแยได้

        ต่อให้เขายอมสละชีวิต ก็คงไม่อาจทำให้คนๆ นี้หวั่นไหว

        แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องลงบนร่าง ทำให้เขาดูโศกเศร้าเหลือเกิน

        มองดูเงาหลังที่คอยปกป้องนางมาตลอด น้ำตาของเซียงเซียงร่วงลงมาไม่ขาดสาย มู่หรงลี่หันไปกล่าวว่า  “ออกจากเมืองได้”

 

        กองทัพปักหลักอยู่ที่นอกอำเภอลิ่งจือ

        เซียงเซียงขี่ม้าไม่เป็น มู่หรงลี่จึงพานางขี่ไปด้วยเหมือนครั้งก่อน ระหว่างทางแสงแดดสดใส เสียงกีบเท้าม้ากระทบพื้นดังเป็นจังหวะ

        มู่หรงลี่ใช้มือทั้งสองบังคับม้า โอบนางไว้ตรงกลาง นางรู้สึกได้ว่าแผ่นหลังของตัวเองเสียดสีกับแผงอกเขา หญิงสาวไม่กล้าหันไปมอง รอบด้านไม่มีใครอยู่ เพราะเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาล้วนกระจายตัวอยู่ห่างๆ เป็นรูปพัด

        แต่ถึงจะมีหญิงงามอยู่ในอ้อมอก มู่หรงลี่ก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่น เพราะในยามที่ต้องมีสติ เขาก็มักจะมีสติแจ่มใสอยู่เสมอ

        ค่ายของกลุ่มโจรสร้างอยู่ตามแนวภูเขา เหยียนชิงกับโจวจั๋วสำรวจสภาพภูมิประเทศเรียบร้อยก็กลับมารายงาน “ท่านอ๋อง บนภูเขามีกับดักมากมาย หากเราบุกเข้าไปตรงๆ คงต้องสูญเสียมากเป็นแน่ แต่หากใช้วิธีล้อมเอาไว้ บนเขามีธารน้ำ คงไม่เห็นผลในเร็ววันเช่นกัน”

        มู่หรงลี่ลงจากหลังม้า พร้อมกับลากเซียงเซียงลงมาด้วย  “ตะโกนขึ้นไป ภายในสามชั่วยาม ทุกคนต้องวางอาวุธลงจากเขาแต่โดยดี”

        “ไม่เช่นนั้น?” หานซวี่ถาม

        มู่หรงลี่โบกมือให้กองทัพตั้งค่ายอยู่ตรงนั้น “ไม่เช่นนั้นข้าจะจุดไฟเผาเขาลูกนี้ซะ”

        กลุ่มของหานซวี่ตกใจมาก  “ท่านอ๋อง จุดไฟบนเขาเป็นเรื่องง่าย แต่จะดับเป็นเรื่องยาก...”

        “แล้วเกี่ยวกับข้า... ตรงไหน?” มู่หรงลี่ถาม

        ก็… ไม่เกี่ยวตรงไหนจริงๆ หานซวี่อึ้งไป ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้ตอบว่า  “ข้าน้อยรับบัญชา”

        กองทัพตั้งค่ายขึ้นที่เชิงเขา ทหารส่วนหนึ่งเริ่มร้องตะโกนขึ้นไปบนเขา แต่ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆตอบลงมาทั้งสิ้น กลุ่มโจรคงต้องการเวลาสำหรับสังเกตการณ์และปรึกษาหารือเช่นกัน มู่หรงลี่เองก็ไม่รีบร้อน ทหารบางคนเริ่มก่อเตาเพื่อเตรียมปรุงอาหาร

        มู่หรงลี่พาหน่วยสอดแนมหน่วยหนึ่งออกไปสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบ เซียงเซียงมองดูหน่วยประกอบอาหารลงมือทำอาหาร อาหารของมู่หรงลี่กับแม่ทัพทั้งสามย่อมมีเตาปรุงแยกออกมาต่างหาก

        เซียงเซียงมองดูอยู่ข้างๆ ครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้นเสียงเบา  “ให้… ให้ข้าช่วยทำไหม?”

        ทหารหน่วยประกอบอาหารบางคนจำนางได้ รู้ว่าเป็นคนข้างกายท่านอ๋องจึงยอมส่งอุปกรณ์ทำครัวให้แต่โดยดี ไม่กล้าพูดอะไรมาก

        ระหว่างเดินทัพ อาหารของเหล่าทหารต้องเป็นอาหารที่สามารถพกพาได้ง่ายและไม่เน่าเสีย อร่อยหรือไม่อร่อยไม่ใช่ประเด็นที่ต้องคำนึงถึง แต่สำหรับมู่หรงลี่แล้ว นับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

        เซียงเซียงก้มลงดู พบว่ามีผักสดที่เลือกสรรแล้ว กับเป็ดและไก่สด นางเงยหน้าขึ้นมองต้นเกาลัดที่ด้านข้างซึ่งกำลังสุกได้ที่ จากนั้นจึงเอื้อมมือไปสะกิดทหารหน่วยประกอบอาหารแล้วชี้ต้นไม้ให้ดู ยังไม่ทันได้พูดอะไร เขาก็พยักหน้าแล้วช่วยเก็บลงมาให้เพราะเข้าใจว่านางชอบกิน

        นางจัดการแกะเปลือกเกาลัดออกแล้วล้างเนื้อไก่จนสะอาด ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ เตรียมทำไก่เกาลัด จากนั้นจึงไปหาหัวไช้เท้ามาตุ๋นกับเนื้อเป็ด

        เกาลัดส่วนที่เหลือถูกต้มจนสุก เสร็จแล้วก็นำเอาดอกกุ้ยฮวามาคั้นน้ำ ทำเป็นขนมเกาลัดดอกกุ้ยฮัว จากนั้นจึงผัดผักกับกระเทียมสับและเอาหัวมันมาซอยเป็นเส้นละเอียด ทำเป็นสลัด

        มู่หรงลี่ก้าวเข้ามาในกระโจมก็เห็นเซียงเซียงกำลังปูเตียงอยู่ งานทั้งหมดในกระโจมของมู่หรงลี่ หากนางสามารถทำเองได้ก็จะลงมือทำเองทั้งหมด มู่หรงลี่ขมวดคิ้ว  “เรื่องพวกนี้ข้ามีบ่าวรับใช้ทำให้อยู่แล้ว”

        เซียงเซียงแทบจะกระโดดสุดตัวเหมือนกระต่ายน้อยที่สะดุ้งตกใจ  “ข้า… ข้า ข้า… ข้าทำเองไม่ได้หรือ?”

        มู่หรงลี่เห็นนางตัวสั่นเหมือนก้อนเต้าหู้นุ่ม ก็เอ่ยเสียงเย็น “ตามใจ”

        เซียงเซียงรีบยกอาหารที่อุ่นอยู่บนเตามาให้ ปกติมู่หรงลี่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องอาหารการกินมากนัก เขาเข้าสู่ค่ายทหารมาตั้งแต่อายุสิบห้า บางครั้งได้รับประทานอาหารเลิศรสชั้นดี แต่บางครั้งก็ต้องหิ้วท้องทนหิว ประสาทรับรสจึงด้านชาไปนานแล้ว

        แต่ครั้งนี้เพียงลิ้มรสคำเดียว เขาก็รู้สึกว่าอาหารนั้นมีรสชาติสดใหม่กลมกล่อมเหลือเกิน เทียบกันแล้ว ทหารหน่วยประกอบอาหารที่เคยปรุงให้เขาก่อนหน้านี้สมควรถูกลากออกไปตัดหัว!

        ทานไปได้ครู่หนึ่ง เห็นเซียงเซียงยืนอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า “นั่งลงกินข้าว!”

        เซียงเซียงรีบนั่งลง นางคีบหัวมันเส้นขึ้นมารับประทานด้วยความหวาดหวั่น มู่หรงลี่กินอาหารอย่างรวดเร็วแล้วออกไปตรวจค่าย เพราะกลัวว่ากลุ่มโจรซึ่งกลายเป็นหมาจนตรอกจะบ้าเลือด ลงเขามาลอบโจมตี

        เซียงเซียงจัดการเก็บชามและตะเกียบใส่กล่องอาหาร รอให้ทหารหน่วยประกอบอาหารมาเก็บเอาไป

 

        คืนนั้น

        กว่ามู่หรงลี่จะกลับมา เซียงเซียงก็หลับไปแล้ว ในกระโจมมีกลิ่นหอมจางๆ บางอย่าง พอหันไปมอง เขาก็เห็นดอกกุ้ยฮัวช่อหนึ่งถูกแช่น้ำไว้ตรงมุมกระโจมและกำลังเริ่มแย้มกลีบ

        เขาถอดเสื้อผ้าก้าวขึ้นไปบนเตียง เซียงเซียงกำลังหลับสนิท วันนี้ทั้งวันนางขี่ม้าจากอำเภอลิ่งจือมาที่นี่ มาถึงแล้วก็ยังวุ่นวายทำนั่นทำนี่จนหมดแรง มู่หรงลี่กระชากร่างนางเข้ามาไว้ใต้ร่างแล้วเริ่มปลดเสื้อผ้าของนางออก

        นางรู้ว่าเป็นเขาจึงไม่กล้าส่งเสียง ข้างๆ มีกระโจมของโจวจั๋ว เหยียนชิง หานซวี่อยู่ด้วย หากมีการเคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อย พวกเขาก็จะได้ยิน

        การเคลื่อนไหวของมู่หรงลี่ไม่ใกล้เคียงกับคำว่าอ่อนโยนแม้แต่น้อย หรืออาจกล่าวได้ว่ารุนแรงเสียด้วยซ้ำ ปากของเขาส่งเสียงคำรามต่ำเป็นชื่อของ ‘หลันโย่ว’ และ ‘หลันโย่ว’ ชื่อเดิมซ้ำๆซากๆ

        เซียงเซียงชินเสียแล้ว นางหลับตาลง คิดถึงบิดา มารดา พี่สาว น้องชายแล้วน้ำตาก็ร่วงลงมาเป็นสาย

        รอจนเขาพอใจแล้วนางถึงได้ลุกขึ้น ร่างของนางเหนียวเหนอะ ซ้ำยังมีเหงื่อซึมไปทั่วร่าง มู่หรงลี่หมดความสนใจในตัวนางแล้ว พอสวมเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยเซียงเซียวก็ก้าวออกจากกระโจม

        เบื้องนอกมีแสงจันทร์กระจ่าง ทหารที่อยู่เฝ้าเวรยามกำลังพูดคุยกันเสียงเบา แต่เมื่ออยู่ในยามค่ำคืนเช่นนี้ นางก็ได้ยินเสียงของพวกเขาอย่างชัดเจน ทหารหยาบกร้านหลายคนมาอยู่ด้วยกัน ยังจะมีคำพูดหยาบคายอะไรที่พูดไม่ได้อีก?

        คนแรกเอ่ยขึ้นว่า  “แม่สาวที่อยู่ข้างกายท่านอ๋องนั่น ได้ยินว่าฉุดมาจากตงหูเมื่อครั้งก่อน ผิวช่างดูนุ่มนวลจนเหมือนจะคั้นน้ำออกมาได้เลยเชียว”

        คนที่สองกล่าวเสียงลามก “เป็นแม่สาวเต้าหู้ของอำเภอลิ่งจืออย่างไรเล่า ไม่รู้ว่าพอท่านอ๋องเล่นจนเบื่อแล้วจะยกให้พวกเราลองชิมบ้างหรือไม่...”

        คนที่สามหัวเราะ “ไสหัวไป พวกแม่ทัพโจวอาจจะพอมีวาสนา แต่พวกเราอย่าฝันเลย...”

        คนที่สี่กล่าวเสียงเบา  “ก็ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้นะ ได้ยินว่าเมื่อก่อนท่านอ๋องมีอนุคนโปรดอยู่นางหนึ่ง ซ้ำยังเป็นอนุที่สู่ขอมาอย่างถูกต้องเสียด้วย ท่านก็ยังใจดียกให้พวกแม่ทัพใต้บังคับบัญชาได้ชิมเลย....ฮะฮะ...”

 

        พอเซียงเซียงเดินเข้าไปใกล้ เสียงพูดคุยของพวกเขาก็ชะงักไปทันที แต่สายตาทุกคู่ยังแอบเหลือบมองมาที่นาง ตรงด้านข้างคือทะเลสาบ น้ำกินน้ำใช้ทั้งหมดที่ใช้ในกองทัพล้วนมาจากที่นี่ทั้งสิ้น

        เซียงเซียงตรงไปยังตำแหน่งที่ลับตาผู้คน ใช้อ่างทองแดงตักน้ำขึ้นมาเล็กน้อยแล้วใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดร่างกายเบาๆ ร่างทั้งร่างของนางเจ็บปวดราวกับกระดูกถูกบดจนละเอียดไม่มีผิด

        ไม่รู้ว่านางยังจะกลับบ้านได้อีกหรือไม่ ต่อให้เขายอมปล่อยนางกลับไป คนอื่นๆ จะพูดอย่างไร จะมองนางอย่างไร?

        เพราะเรื่องของนาง ไม่รู้บิดามารดาต้องแอบหลั่งน้ำตาไปมากเท่าไหร่ ครั้งนี้นางยังจะมองหน้าผู้อื่นได้อีกหรือ?

        บิดาสง่าผ่าเผยมาชั่วชีวิต ในยามชรากลับต้องมาอับอายเพราะบุตรสาวเช่นไม่รักดีเช่นข้า

        ไม่ ข้ากลับไปไม่ได้แล้ว ข้ากลับไปบ้านไม่ได้อีกแล้ว เขาจะยกข้าให้ผู้ชายเหล่านี้จริงๆ หรือ… เขารำคาญข้ามาตลอด...

        ถ้าถึงตอนนั้นจริงๆ ข้าควรจะทำเช่นไร?

        นางนั่งอยู่ตรงริมทะเลสาบ สองตาทอดมองน้ำที่มีสีดำราวกับหมึกทันใดนั้น ความคิดอย่างหนึ่งก็ผุดขึ้นในสมอง ไม่สู้กระโดดลงไปเล่า ตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด หากเขามาพบก็คงคิดว่าข้าพลัดตกน้ำ คนในครอบครัวจะได้ไม่ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย

        นางถอดรองเท้าออกแล้วก้าวลงไปในน้ำช้าๆ น้ำทะเลสาบในเดือนเก้าค่อนข้างเย็น นางฝังร่างลงกับผืนน้ำช้าๆ จนกระทั่งน้ำอันเย็นเยียบกลบร่างของนางมิด เส้นผมยาวสยายลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ

        น้ำที่ท่วมมิดศีรษะทำให้อดรู้สึกตื่นตระหนกไม่ได้ ในสมองของนางเหลือเพียงความว่างเปล่า

        อยู่ๆใครบางคนก็คว้าเส้นผมของนางไว้!

        เซียงเซียงรีบคว้ามือของใครคนนั้นเอาไว้โดยสัญชาตญาณ มือข้างนั้นลากนางขึ้นจากทะเลสาบ อากาศหลั่งไหลเข้าสู่ปอดของนางอีกครั้ง หญิงสาวอ้าปากสูดหายใจเข้าไปแรงๆ ติดๆ กันหลายครั้ง ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้รู้ตัวว่าหานซวี่กำลังยืนอยู่ตรงหน้า

          แววตาของหานซวี่มืดครึ้ม เซียงเซียงก้าวถอยหลังติดๆ กันหลายก้าว  “ข้า...”

        หานซวี่เอ่ยขึ้น  “เจ้าแค่พลัดตกลงไปเท่านั้น”

        เซียงเซียงกัดฟัน สายลมที่โชยมาพัดเสื้อผ้าเปียกชื้นให้แนบกับร่างจนนางตัวสั่นไปหมด หานซวี่ถามต่อ “เจ็บปวดมากจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปเลยอย่างนั้นหรือ?”

        เซียงเซียงยังไม่ทันได้ตอบ เสียงเคร่งขรึมของใครบางคนก็ดังขึ้นจากพงอ้ออันมืดมิด  “ดังนั้นเจ้าจึงไม่ควรช่วยนาง”

        สีหน้าของเซียงเซียงซีดขาวราวหิมะ หานซวี่เองก็ตกใจเช่นกัน เขารีบคุกเข่าลง  “ท่านอ๋อง”

        มู่หรงลี่จ้องเซียงเซียงเขม็งโดยไม่สนใจจะมองหานซวี่เสียด้วยซ้ำ  “ลงไป” แม้แต่ลมหายใจของเซียงเซียงก็เริ่มสั่นระริก สีหน้าของมู่หรงลี่แข็งกร้าวราวหินผา  “ลงไป!”

        นางเดินไปที่ริมทะเลสาบอย่างลังเล จากนั้นจึงหันกลับมามองเขาด้วยอาการหวาดกลัวจนตัวสั่นก่อนจะก้าวลงไปในทะเลสาบใหม่ แต่น้ำยังไม่ทันท่วมมิดศีรษะ หานซวี่ก็ร้องขึ้นว่า  “ท่านอ๋อง! นางอายุยังน้อย ท่านอย่าได้ถือสานางเลย!”

        มู่หรงลี่ตะคอกเสียงดัง  “หุบปาก!”

        หานซวี่ไม่กล้าพูดอะไรอีก ผ่านไปครู่หนึ่ง มู่หรงลี่ก็ก้าวลงไปกระชากตัวนางขึ้นมา เซียงเซียงเพิ่งสูดอากาศเข้าไปได้ครั้งเดียว เขาก็กดนางลงไปในน้ำอีกครั้ง นางพยายามดิ้นรนสุดชีวิตจนน้ำรอบด้านแตกกระจาย แต่มู่หรงลี่ก็ไม่สนใจ ผ่านไปอีกครู่หนึ่งเขาถึงได้กระชากร่างนางขึ้นมาอีก

        เซียงเซียงร้องไห้โฮด้วยความหวาดกลัว แต่เพิ่งร้องได้สองคำ เขาก็กดนางลงไปใหม่

        ชายหนุ่มทำเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดเซียงเซียงก็ไร้เรี่ยวแรงเหลืออยู่ในร่าง นางไม่ดิ้นรนอีกต่อไป มู่หรงลี่ลากนางขึ้นไปบนฝั่ง จัดการบิดชายเสื้อให้แห้งแล้วหันไปกล่าวกับหานซวี่ที่คุกเข่าอยู่ตรงนั้นว่า  “เจ้าเป็นห่วงนางถึงเพียงนี้ ข้ายกนางให้เจ้าก็แล้วกัน”

VOTE นิยาย
ชอบตอนนี้จังเลย
( 48 ) Vote
เรื่องมันเศร้า
( 87 ) Vote
โกรธแล้วนะ
( 119 ) Vote
โอ๊ย...เขิน
( 8 ) Vote
ลุ้นๆ
( 180 ) Vote
อ้าว... ซะงั้น
( 83 ) Vote
เดี๋ยวเจอดี!
( 22 ) Vote
INTRODUCE WRITER
(แนะนำนักเขียน)
toggles
ลงแล้ว : 8 ตอน
โดย : Hongsamut Team
จำนวนคนชม : 425,145 ครั้ง


toggles :
ตอน
  • 1. โปรยย่อ “เต้าหู้ไซซี”

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 2. ตอนที่ 1 แผลเก่า

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 3. ตอนที่ 2 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 4. ตอนที่ 3 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 5. ตอนที่ 4 Up100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 6. ตอนที่ 5 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 7. ตอนที่ 6 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 8. ตอนที่ 7 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

CONTACT WRITER
(ติดต่อนักเขียน)
* all fields are required