HONGSAMUT SEARCH :
ค้นหานักเขียน
ค้นหานิยาย
ค้นหาหนังสือพร้อมขาย
เต้าหู้ไซซี
นักเขียน : Hongsamut Team
จำนวนผู้เข้าชม : 425,146 ครั้ง
ตอนที่ 1 แผลเก่า

ตอนที่ 1 แผลเก่า

 

        ยามที่หมู่บ้านแห่งนี้นางถูกบุกรุก เซียงเซียงซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้า

        พวกผู้ชายบุรุษจับอาวุธขึ้นต่อสู้ หัวหน้าหมู่บ้านรีบพาคนแก่ เด็กและหญิงสาวหลบหนีไปยังที่ที่ปลอดภัย เซียงเซียงไม่ได้ไปกับพวกเขาด้วย เพราะแต่เดิมนางก็ไม่ใช่คนของหมู่บ้านนี้ นางถูกขายมาที่นี่ กระทั่งตอนนี้นางก็ยังไม่เข้าใจภาษาท้องถิ่นของชาวบ้านแม้แต่น้อย

          สงครามนั้นโหดร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ กลุ่มชายชาวบ้านที่หาญสู้กลับถูกถลกหนังเสียบไว้บนเสาไม้ เซียงเซียงยกมือทั้งสองปิดปากตนไว้แน่น ร่างทั้งร่างสั่นระริกจนต้นหญ้ารอบกายพลอยสั่นตาม

        ง้าวยาวเล่มหนึ่งแหวกพงหญ้าออกอย่างกะทันหัน นางกรีดร้องด้วยความตกใจลุกพรวดขึ้นตั้งท่าจะวิ่งหนี ทหารคนนั้นตะลึงงันไปครู่หนึ่ง แต่จากนั้นก็โผเข้าหานางอย่างรวดเร็ว  “ผู้หญิง! ผู้หญิง!”

        เขาร้องตะโกนด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เซียงเซียงถูกโถมทับลงกับพื้น ทหารผู้นั้นใช้จมูกซุกไซร้ไปตามร่างเล็กๆของนาง สองมือตะโบมโลมลูบไปทั่ว ยิ่งนางร้องไห้ดิ้นรน เขาก็ยิ่งตื่นเต้น

        พลันนั้นเอง ร่างของทหารที่อยู่โถมทับอยู่บนร่างนางก็ลอยหรือ กระเด็นไปอีกทิศราวกับเป็นเพียงกระสอบป่านเก่าๆ เซียงเซียงรีบลุกขึ้นรวบเสื้อผ้าเข้าหากันด้วยความตื่นตระหนก พอเงยหน้าก็พบกับใบหน้ามอมแมมของทหารผู้หนึ่งเข้า เขากำลังก้มลงมองนาง ดวงตาของคนผู้นั้นทอประกายฉายแววประหลาดใจ

        สองขาของนางรีบก้าวถอย พยายามพาตัวเองห่างจากอีกฝ่ายให้มากที่สุด ทหารผู้นั้นกลืนน้ำลายอึกหนึ่งก่อนจะหันไปร้องด่าพลทหาร “บัดซบ เจอของดีไม่รู้จักเอามาให้ผู้บังคับบัญชา คิดจะฮุบไว้เองอย่างนั้นหรือ?!”

        พลทหารตะเกียกตะกายลุกขึ้น รีบร้อนประจบประแจง “หัวหน้า ข้ากำลังคิดจะจับไปให้ท่านอยู่พอดี...”

        คนที่ถูกเรียกว่า ‘หัวหน้า’ โยนง้าวยาวในมือทิ้งแล้วเดินตรงเข้าไปหาเซียงเซียงที่กำลังมองมาด้วยสายตาตื่นกลัว ทันใดนั้น ใครบางคนกลับกดบ่าของเขาเอาไว้ เขากำลังจะร้องด่า แต่พอหันไปมองก็แทบจะพูดไม่ออก “ม… แม่ทัพโจว!”

 

        ผู้มาใหม่เป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดสีขาวตัดกับเกราะเหล็กสีดำ เขาปรายตามองหญิงสาวในพงหญ้าด้วยสายตาไม่ต่างจากคนอื่นๆ เซียงเซียงตกใจจนลืมร้องไห้ แม่ทัพโจวก้าวตรงเข้ามากระชากตัวนางขึ้นแบกไว้บนบ่าแล้วเดินฝ่าสมรภูมิรบออกจากหมู่บ้านไปในทันที

        ชายหนุ่มขี่ม้าตรงกลับไปที่ค่าย ลากนางลงจากหลังม้าภายใต้สายตาจับจ้องของผู้คนมากมายนับไม่ถ้วน

        เพราะทำสงครามติดต่อกันมานานหลายเดือน ผู้หญิงจึงกลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากเสียยิ่งกว่าทอง คนที่ไม่เคยพานพบประสบการณ์เช่นนี้ย่อมไม่มีวันเข้าใจ สำหรับเหล่าทหารที่กำลังอดอยากปากแห้ง ‘แม่หมูก็กลายเป็นเตียวเสี้ยนได้’ อย่างเมื่อค่ำวานนี้ รองแม่ทัพของเขายังบากหน้ามาถามอึกๆ อักๆ ว่า ‘อ่า… ท่านแม่ทัพ ได้ยินว่าม้าศึกของท่านเป็นตัวเมียใช่หรือไม่?’

        เซียงเซียงถูกแม่ทัพแซ่โจวลากขึ้นไปบนหลังม้าแล้วพาตรงกลับไปที่ค่าย หญิงสาวขดตัวอยู่ตรงข้างเตียงเก่าโทรม ระหว่างที่แม่ทัพโจวกำลังถอดชุดเกราะออก ชายๆ หนึ่งก็วิ่งเข้ามาในกระโจม “โจวจั๋ว ได้ยินว่าเจ้าพาผู้หญิงกลับมา?”

        โจวจั๋วโมโหมาก “ข้าแค่พาผู้หญิงกลับมา เหตุใดจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครๆ ก็รู้กันไปหมด? หานซวี่เจ้ารีบไสหัวออกไปซะ!”

        หานซวี่ที่เพิ่งเข้ามามีผิวพรรณค่อนข้างขาว บุคลิกแฝงด้วยกลิ่นไอของบัณฑิต ได้ยินเช่นนั้นเขาก็หัวเราะร่วน “ใครใช้ให้เจ้าอุ้มเข้ามากลางวันแสกๆ ไม่รู้จักหลบซ่อนเล่า?”

        โจวจั๋วกระชากเสียง “เจ้าออกไปก่อน ข้าเป็นคนเจอ ย่อมต้องได้ก่อน!” หานซวี่เอื้อมมือไปกดบ่าของอีกฝ่ายไว้ โจวจั๋วยิ่งอารมณ์เสีย  “เจ้าไม่เห็นหรือว่าข้าถอดเสื้อผ้าไปครึ่งหนึ่งแล้ว?!”

 

        หานซวี่เหลือบมองหญิงสาวบนเตียง นางมีผิวขาวราวกับหิมะ ดวงตากลมโตคลอด้วยหยาดน้ำ ริมฝีปากเล็กบาง ถึงจะดูเสียขวัญแต่ก็ยังมองออกว่ารูปโฉมงามล้ำไม่เบา  “ไปเรียนถามท่านอ๋องก่อนไม่ดีรึ?”

        โจวจั๋วตะลึงงัน ก่อนจะหัวเราะออกมา  “ท่านอ๋อง? อย่าล้อเล่นน่า มอบนางให้ท่านอ๋องน่ะหรือ? ให้ท่านเอานางไปต้มกินงั้นสิ? ที่เมืองจิ้นหยางมีสาวงามมากมายนับไม่ถ้วน ท่านอ๋องเคยเรียกหาผู้หญิงคนไหนบ้าง?” เขาตบบ่าเพื่อนรักหนักๆ “ท่านอ๋องน่ะ ไม่สนใจผู้หญิงหรอก!”

        หานซวี่เหลือบมองเขาด้วยสายตาล้ำลึก  “เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมท่านอ๋องถึงเป็นเช่นนี้?”

        โจวจั๋วประหลาดใจ  “ท่านก็เป็นแบบนี้ของท่านมาตลอดมิใช่หรือ?”

        หานซวี่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “เปล่า เมื่อก่อนไม่ได้เป็น”

        “หา?” โจวจั๋วประหลาดใจ “ท่านอ๋องเคยทำตัวเหมือนคนปกติธรรมดาทั่วไปด้วยอย่างนั้นหรือ?”

        หานซวี่กล่าวว่า “เมื่อแปดปีก่อน ท่านอ๋องเลี้ยงอนุคนโปรดคนหนึ่ง ชื่อหลันโย่ว ท่านอ๋องโปรดปรานนางมาก ไม่ว่าไปทำศึกสงครามที่ไหนก็จะพานางไปด้วย ครั้งหนึ่ง เราถูกซีจิ้งล้อมไว้กลางเมืองม่อหยาง รออยู่นานทัพหนุนก็มาไม่ถึงเสียที ซีจิ้งมีกำลังพลมากกว่าเราถึงห้าเท่า ในตอนที่ทุกคนกำลังจะเสียขวัญนั้นเอง ท่านอ๋องก็... ท่านก็... เอ้อ… อุทิศอนุคนโปรดของท่านปลอบขวัญเหล่าทหาร”

        โจวจั๋วชะงักไปก่อนจะเบิกตาขึ้นช้าๆ กล่าวเสียงตะกุกตะกัก  “ไม่… ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย แล้วอนุนางนั้นของท่านอ๋องเล่า?”

        หานซวี่เล่าต่อ  “เพราะเจ้านายเสียสละใหญ่หลวงให้เช่นนี้แล้ว เหล่าทหารล้วนซาบซึ้งในพระคุณ ต่างร่วมมือกันต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย ในที่สุดก็ยันข้าศึกไว้ได้จนกระทั่งทัพหนุนมาถึง ทัพของเราใช้กลยุทธ์นอกในประสานกันตีกระหนาบศัตรู พอทัพของซีจิ้งแตกพ่าย หลันโย่วก็กระโดดแม่น้ำไป๋หลางฆ่าตัวตาย หาศพไม่พบ ทั้งที่เป็นฤดูหนาว อากาศหนาวเหน็บ แต่ท่านอ๋องก็ลงไปงมหาในแม่น้ำด้วยตนเอง หาอยู่นานถึงสองเดือน แต่สุดท้ายก็ไม่พบทั้งคนทั้งศพ นับแต่นั้นมา ท่านอ๋องก็ไม่เคยแตะต้องผู้หญิงคนไหนอีกเลย”

         

        โจวจั๋วนิ่งเงียบไป หานซวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเกือบจะเป็นขอร้อง  “เก็บไว้ก่อน ไม่แน่ว่า... นางผู้นี้ ท่านอ๋องอาจจะถูกใจก็เป็นได้”

        โจวจั๋วเริ่มสวมเสื้อผ้า  “เจ้าพูดถึงขนาดนี้ ข้ายังจะทำอะไรได้?” เขามองหญิงสาวที่กำลังนั่งตัวสั่นอยู่ตรงมุมเตียง พึมพำเบาๆ “ท่านไม่น่าจะชอบนะ...” แต่คิดดูอีกที “เอาเถอะ... นังหนู หวังว่าเจ้าจะมีวาสนา”

 

        กว่ามู่หรงลี่จะกลับมาที่ค่ายก็ย่ำค่ำ

        สีหน้าของเขาแข็งกร้าวเย็นชาไม่ต่างจากเหล็กกล้า  “รายงานมา”

        โจวจั๋วรีบรายงานความเสียหายและจำนวนทหารที่บาดเจ็บล้มตายให้ทราบ มู่หรงลี่สาวเท้ายาวๆ เข้าไปในกระโจมใหญ่อย่างรวดเร็ว  “ให้คนเข้ามาร่างรายงาน ส่งไปถวายฝ่าบาท”

        ชานจวินรับคำแล้วรีบเตรียมกระดาษพู่กันทันที โจวจั๋วเหลือบมองหานซวี่เป็นสัญญาณบอกให้อีกฝ่ายรีบพูด หานซวี่อดหวาดหวั่นไม่ได้ เขาส่งสายตาที่แสนจะจริงใจกลับไปให้โจวจั๋ว

        ‘ข้าไม่กล้าพูด’

        โจวจั๋วโมโห ‘เจ้านี่มันช่างปอดแหกเสียจริง’

        ‘เจ้ากล้าเจ้าก็พูดสิ’

        โจวจั๋วถอยทันที ‘ข้าก็ไม่กล้าเหมือนกัน’

        เห็นสองสหายส่งสายตาตอบโต้กันไปมา มู่หรงลี่พลันยิ้มเย็น  “อีกสักเดี๋ยวข้าจะควักลูกตาพวกเจ้าออกมา ดูสิว่าพอไร้ดวงตาแล้วจะยอมใช้ปากพูดกันหรือไม่”

        ทั้งสองหลั่งเหงื่อเย็นออกมาเต็มแผ่นหลัง หานซวี่รีบเอ่ยขึ้นก่อนว่า  “ท่าน… ท่านอ๋อง วันนี้พี่น้องเราจับหญิงสาวได้คนหนึ่ง เลยอยากจะเรียนถามท่านอ๋องว่า ท่าน… เอ้อ…​นึกอยากจะลองลิ้มชิมนางก่อนหรือไม่” เขากล่าวพลางยิ้มกว้าง ในใจอดชื่นชมตัวเองไม่ได้

        แต่ยังพูดไม่ทันจบ มู่หรงลี่ก็ยันโครมเข้าให้  “ไสหัวไป!”

 

        ทั้งสองก้าวออกจากกระโจมใหญ่ โจวจั๋วใช้ข้อศอกสะกิดหานซวี่ด้วยอาการกึ่งกลัดกลุ้มกึ่งยินดี  “ทีนี้นางก็เป็นของข้าล่ะนะ”

        หานซวี่แค่นเสียงคำหนึ่ง นิ่งคิดอยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า  “เหลือไว้ให้ข้าด้วย”

        โจวจั๋วหัวเราะ เร่งสาวเท้าไปที่กระโจมของตัวเองอย่างอดใจไม่ไหว ‘ตงหู--ถูเหอ--กูจู๋’ ล้วนแล้วแต่เป็นชนเผ่าที่หาตัวได้ยาก พวกมันสามารถหลบซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆได้ไม่ต่างจากสุนัขจิ้งจอก ระยะเวลาหลายเดือนที่ไล่ล่าพวกมันอยู่ในป่าลึกทำให้ทุกคนอดอยากปากแห้งไม่น้อย

        เซียงเซียงที่รออยู่ในห้องตกใจจนแทบจะเสียสติ นางจำได้ดีว่าทหารพวกนี้ถลกหนังคน ร่างของคนที่ถูกถลกหนังถูกโยนทิ้งไว้บนพื้นในสภาพเลือดอาบ ร่างยังสั่นระริกอยู่เลย

        พอโจวจั๋วก้าวเข้ามาลูบคางของนาง นางก็ยิ่งตัวสั่นราวกับกระต่ายน้อย

        เขายิ้ม  “ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ทำให้เจ้าบอบช้ำหรอก ประเดี๋ยวยังต้องส่งไปให้พี่น้องของข้าอีกหลายคน”

          ดวงตากลมโตของเซียงเซียงเต็มไปด้วยน้ำตา นางกล่าวเสียงเบา  “นายท่าน ปล่อยข้าไปเถอะเจ้าค่ะ ข้าไม่ใช่คนของเผ่าถูเหอ ข้าถูกพวกเขาฉุดมา ข้าก็เป็นชาวเอี้ยนเช่นกัน”

        โจวจั๋วโยนเสื้อผ้าทิ้งลงบนพื้น เผยให้เห็นร่างกายแข็งแกร่งกำยำ  “เอาน่า... หากเป็นยามปกติข้าก็คงไม่ทำเช่นนี้ แต่อยู่กลางป่ารกร้างแบบนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องกินเนื้อบำรุงร่างกายกันบ้าง เจ้าเป็นเด็กดีเชื่อฟังเถอะนะ กลับไปได้เมื่อไหร่ ข้าจะส่งเจ้ากลับบ้าน”

        เซียงเซียงส่ายหน้าไม่หยุด พอร่างของชายหนุ่มที่มีกลิ่นเหงื่อบางๆ โถมเข้ามาหา นางก็ทั้งกรีดร้องทั้งดิ้นรน กระโจมของโจวจั๋วอยู่ห่างจากกระโจมของมู่หรงลี่ไม่มาก มู่หรงลี่กำลังฟังชานจวินร่างรายงาน พอเซียงเซียงกรีดร้องเขาจึงได้ยินชัดเจน

        ในใจของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความหงุดหงิด เขาลุกพรวดขึ้นก้าวตรงไปที่กระโจมของโจวจั๋วแล้วกระชากม่านให้เปิดออก โจวจั๋วรู้สึกเหมือนมีกระแสลมพัดเข้ามาที่ด้านหลัง กำลังจะหันกลับมาร้องด่า แต่พอเห็นผู้มา เขาก็เข่าอ่อนแทบทรุด  “ท่าน ท่าน...ท่านอ๋อง!” นี่ท่านมีรสนิยมแบบไหนกันแน่!

        มู่หรงลี่มองหญิงสาวที่กำลังใช้สองมือปิดหน้าอกเอาไว้ นางยืนอยู่ตรงมุมเตียง มีผิวขาวนุ่ม รูปร่างเล็กบาง ดวงตาทั้งคู่น่าดูไม่น้อย ทั้งกลมทั้งโตทั้งออดอ้อน เวลาจ้องมองผู้อื่นก็หวานหยดราวกับจะมีน้ำผึ้งรินออกมา

        มู่หรงลี่จ้องนางเขม็ง เมื่อหลายปีก่อน คนๆ นั้นก็หวาดกลัวและสั่นเทาเช่นนี้เหมือนกัน

        เรื่องในอดีตที่ไม่เคยแตะต้องมานานปี พอมองดูอีกทีก็พบว่าบาดแผลกลายเป็นหนองเสียแล้ว เขามองตอบสายตาน่าเวทนาคู่นั้นพลางเอ่ยว่า  “ส่งไปที่กระโจมของข้า”

 

        ภายในวันเดียว ถูกย้ายที่ไม่รู้กี่ครั้ง

        เซียงเซียงขดตัวอยู่ใต้โต๊ะตรงมุมกระโจมราวกับเด็กที่ตกใจจนเสียขวัญ ร่างทั้งร่างสั่นไม่หยุด ทั้งที่มีอาวุธของมู่หรงลี่อยู่ข้างกาย แต่นางก็ไม่เคยคิดจะหยิบขึ้นมา นางไม่กล้าแม้แต่จะหลบหนี

        มู่หรงลี่เดินช้าๆ มาหยุดอยู่ตรงหน้านาง  “กลัวมากอย่างนั้นหรือ?”

        หน้าผากของนางเต็มไปด้วยเหงื่อ คราบน้ำตาเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้า หญิงสาวไม่กล้าพยักหน้า แต่ก็ไม่กล้าส่ายหน้า น้ำตาของนางไหลไม่หยุดราวกับเขื่อนกั้นทะเลสาบจิ้นหยางแตก มู่หรงลี่สะบัดแขนเสื้อดับเทียนแล้วก้าวไปอุ้มนางขึ้นมา

        ร่างของนางอ่อนนุ่ม อ่อนนุ่มมากราวกับไร้เรี่ยวแรง พอสัมผัสโดนรอยแผลบนผิวนุ่มเนียนละเอียดของนาง ลมหายใจของเขาก็ค่อยๆ เร่าร้อนขึ้น ชายหนุ่มเอ่ยถามเสียงต่ำ  “กลัวมากแค่ไหน?”

        นางไม่พูดอะไร ได้แต่สะอื้นอยู่ในลำคอ

        มู่หรงลี่ทรมานนางอย่างเอาเป็นเอาตายตลอดทั้งคืน เมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น เขารู้สึกว่าตัวเองคงไม่ได้แตะต้องผู้หญิงมานานแล้วจริงๆ หญิงสาวข้างกายยังคงหลับใหล ถึงกระนั้นนางก็ยังร้องไห้ ผมยาวสยายปกคลุมหมอนดำขลับเงางาม เขาเอื้อมมือไปสัมผัสเส้นผมของนางเบาๆ

        หลันโย่ว...

        นึกถึงชื่อนี้ขึ้นมา หัวใจก็เหมือนถูกมีดกรีด เขากัดฟันแน่น พยายามอดทนต่อความเจ็บปวดในหัวใจ ผ่านมาหลายปีแล้วสินะ ทุกวันทุกคืน ทุกเดือนทุกปี ไม่ว่าเมื่อไหร่ ชื่อนี้ก็ยังคงเป็นบาดแผลในหัวใจของเขา

        ปีนั้นที่แม่น้ำไป๋หลาง เขาสัญญาจะมอบตำแหน่งพระชายาอ๋องให้แก่นาง นางตอบรับด้วยรอยยิ้ม แต่หลังจากเขาได้รับชัยชนะ นางกลับฝังร่างตนเองไว้ใต้แม่น้ำไป๋หลาง

        นับแต่นั้นมา บาดแผลของเขาก็ไม่เคยจางหาย ความเจ็บปวดก็ยังคงอยู่จวบจนทุกวันนี้

        มู่หรงลี่แต่งกายเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงหันกลับไปมองหญิงสาวบนเตียง นางไม่ใช่หลันโย่วของเขา หลันโย่วยิ้มเก่ง ร่าเริง ไม่เคยหลั่งน้ำตา ถึงแม้ว่าจะถูกทำร้ายหรือรู้สึกเจ็บปวด นางก็มักจะยิ้มสู้

        หลันโย่วยังเป็นสตรีที่กล้าหาญ นางจะหยิบอาวุธขึ้นมาปกป้องตัวเอง สตรีผู้นี้ย่อมไม่ใช่หลันโย่ว โลกใบนี้ไม่มีหลันโย่วอีกต่อไปแล้ว

        ชายหนุ่มเลิกม่านขึ้นแล้วก้าวออกไปอย่างเงียบเชียบ

 

        พระอาทิตย์ลอยขึ้นสูง

        โจวจั๋วนำทหารออกไปค้นหาคนของเผ่าถูเหอที่หลบหนี ส่วนหานซวี่กำลังนับจำนวนทรัพย์สินที่ได้มา มู่หรงลี่เพิ่งก้าวออกจากกระโจมก็มีทหารยกน้ำสะอาดมาให้

        ที่นี่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำมาก แต่ท่านอ๋องกลับไม่ชอบเข้าใกล้แม่น้ำไป๋หลาง นั่นเป็นเขตหวงห้ามสำหรับท่าน

        ทหารทุกนายต่างรู้ดี

        ที่นี่เป็นชายแดนต้าเอี้ยนซึ่งอยู่ติดกับอาณาเขตของตงหู ไม่รู้เหมือนกันว่าจู่ๆ มีชนต่างเผ่ามาอาศัยอยู่ตั้งแต่เมื่อใด พวกเขามักเข้ามาก่อกวนชาวต้าเอี้ยนอยู่เสมอ ปีนี้ยิ่งก่อเหตุอุกฉกรรจ์ ทั้งสังหารปล้นชิง ทั้งฆ่าล้างหมู่บ้านตรงแนวเขตชายแดน

        เอี้ยนอ๋องทรงพิโรธมาก ทรงมีบัญชาให้มู่หรงลี่ ปีศาจร้ายที่คนโฉดชั่วได้ยินชื่อก็ยังต้องหวาดผวา ยกทัพมากวาดล้างคนเหล่านี้ให้พ้นไปจากเขตแดนของต้าเอี้ยน

        มู่หรงลี่ที่มีไฟโทสะสุมอยู่เต็มอกรับคำอย่างไรรีรอ โจรชั่วเหล่านี้ปรากฏอยู่ทั่วทุกหนแห่ง จับตัวได้ยากมาก พอสืบทราบว่าหมู่บ้านของพวกมันอยู่ที่ไหน เขาก็เร่งนำทัพเข้าปราบปรามเสียราบเป็นหน้ากลอง ไม่ปล่อยให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว

        หมู่บ้านสี่สิบกว่าแห่งที่กองทัพยาตราผ่าน ผู้ชายถูกสังหารเสียจนหมดสิ้น ส่วนคนชราและเด็กหลบหนีออกจากเขาอีหลูไปจนหมด

        แต่กองทัพของมู่หรงลี่ก็ยังค้นหาต่อ ไม่ยอมเลิกรา

 

        ตอนที่เซียงเซียงตื่นขึ้นมา ข้างกายก็ไร้เงาคน

        เสื้อผ้าที่สวมเมื่อคืนวานถูกฉีกขาดไม่เหลือชิ้นดี รองเท้าข้างหนึ่งหายไปตั้งแต่ตอนที่หลบหนี ส่วนอีกข้างหายไปตอนที่ถูกโจวจั๋วแบกกลับมา นางไม่อาจลงจากเตียง ได้แต่ขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม แต่ก็ไม่มีใครสนใจนาง

        แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาในกระโจมทำให้นางรู้สึกถึงอิสระระคนกับความรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก นางเห็นเสื้อคลุมสีดำตัวหนึ่งแขวนอยู่บนราวจึงหยิบมันลงมาห่อหุ้มร่างกาย แต่เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้ถูกเตรียมไว้เพื่อนาง เพราะมันทั้งกว้างและยาวมาก

        ในกระโจมเงียบจนน่ากลัว พอแอบเลิกม่านหน้ากระโจมขึ้นก็พบว่าพระอาทิตย์กำลังเริ่มเคลื่อนไปทางตะวันตก ท้องของนางส่งเสียงร้องดัง เมื่อวานนางไม่ได้กินอะไรเลย ตอนนี้จึงหิวจนแสบท้องไปหมด

        นางอยากออกไป จึงลองก้าวเท้าออกจากกระโจม นางพบว่าตรงหน้ามีชายหนุ่มผิวขาวสะอาดคนหนึ่งยืนอยู่ นางจำเขาได้ เขาคือหานซวี่ ชายที่พูดกับโจวจั๋วเมื่อวาน

        หานซวี่ยื่นจานเล็กๆ ใบหนึ่งมาให้ ในนั้นมีขนมเปี๊ยะสองชิ้นกับเนื้อย่างชิ้นหนึ่ง เซียงเซียงรับมา เสื้อคลุมที่นางสวมยาวมากจนชายเสื้อลากพื้น นางจึงต้องใช้มืออีกข้างหนึ่งรวบชายเสื้อเอาไว้

        หานซวี่นั่งลงมองนางรับประทานอาหาร หญิงสาวกินอาหารพลางเหลือบตามองเขาด้วยท่าทีหวาดระแวง ราวกับว่าเขาอาจจะโผเข้ามาตบตีนางได้ทุกเมื่อ

        “พวกเขาตีเจ้าบ่อยๆ อย่างนั้นหรือ?” หานซวี่ถาม

        นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็พยักหน้า

        หานซวี่รินน้ำให้  “หากเจ้าติดตามรับใช้ท่านอ๋อง ที่นี่ไม่มีใครตีเจ้าแน่”

        ดวงตากลมโตของนางทอประกายแวววาวเหมือนกำลังจะร้องไห้  “โจว...บอกว่า จะส่งข้ากลับบ้าน”

        หานซวี่ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะยิ้ม “เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่? บุรุษที่เจ้ามอบกายรับใช้เมื่อคืนคือซวิ่นอ๋องมู่หรงลี่แห่งต้าเอี้ยน เจ้าจะเป็นคุณหนูบ้านไหนก็ไม่สำคัญอีกต่อไป อยู่กับเขาจะเป็นการลบหลู่เจ้าอย่างนั้นหรือ?”

        นางกัดฟันน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยยืนกรานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ  “ข้า… ข้าอยากกลับบ้าน...”

        หานซวี่ตั้งท่าจะพูดต่อ แต่พลันนั้น เขาเห็นนางจ้องตรงไปที่ด้านหลังของเขาด้วยแววตาสั่นระริก เส้นขนบนต้นคอของเขาลุกชันขึ้นทันที ชายหนุ่มหันกลับไปคุกเข่าโดยไม่ลังเล  “ท่านอ๋อง!”

        มู่หรงลี่เพิ่งลงจากหลังม้า ในมือยังถือแส้ม้าอยู่ ชายหนุ่มฟาดแส้เข้าใส่แผ่นหลังของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว หานซวี่ส่งเสียงร้องในลำคอครั้งหนึ่ง ร่างกายเซวูบ แต่จากนั้นก็รีบทรงตัวลุกขึ้นคุกเข่าใหม่ มู่หรงลี่เอ่ยถามว่า  “นี่เป็นที่ที่เจ้าควรมาอย่างนั้นหรือ?”

        หานซวี่รู้ซึ้งถึงความปวดแสบปวดร้อนบนแผ่นหลัง เขาก้มหน้าลงต่ำ  “ข้าน้อยมีความผิด ข้าน้อยยอมรับผิด!”

          มู่หรงลี่ตะคอกเสียงดัง  “ไสหัวไป!”

        หานซวี่ลุกขึ้นก้าวออกไปข้างนอก ข้างหูได้ยินเสียงเย็นชาของมู่หรงลี่เอ่ยว่า  “ที่นี่ไม่มีใครรั้งเจ้าเอาไว้ ออกจากเขาอีหลูเมื่อไหร่ ข้าจะส่งเจ้ากลับบ้าน”

        เซียงเซียงขดตัวแน่น ร่างทั้งร่างสั่นระริก สองตาจับจ้องไปที่แส้เปื้อนเลือดโดยไม่พูดอะไรสักคำ

        มู่หรงลี่มักเข้ามาหานางท่ามกลางความมืด มือของเขาหยาบกระด้างเพราะฝึกยุทธ์ยิงเกาทัณฑ์มานานปี ทุกครั้งที่ดับตะเกียง สองมือของเขาจะเคลื่อนไหวไปทั่วทุกตารางนิ้วบนร่างกายนาง

        แรกๆ เมื่อเขากระทำการรุนแรง นางจะส่งเสียงกรีดร้อง พอเขารำคาญก็เอื้อมมือมาดึงลิ้นของนางไว้ ปลายเล็บกรีดช่องปากนางเป็นแผล นางจึงไม่กล้าร้องอีก นับแต่นั้นมาไม่ว่าเขาจะทำอะไรนางก็ได้แต่ทน

        มู่หรงลี่มักตะโกนเรียกชื่อๆหนึ่ง ‘หลันโย่ว’ พอรู้สึกว่าคนที่อยู่ใต้ร่างสั่น เขาก็กุมหัวไหล่ของนางเอาไว้แน่น แล้วปลอบเสียงเบา  “หลันโย่ว...”

        มีเพียงช่วงเวลานี้เท่านั้นที่เขาจะจุมพิตริมฝีปากหรือไม่ก็หน้าผากของนางด้วยกิริยาที่อ่อนโยน

 

        หานซวี่คิดไม่ถึงว่าเซียงเซียงจะมาหาเขา

        นางหยุดยืนอยู่ห่างจากกระโจมของเขาค่อนข้างไกลก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงขลาดๆ  “ข้าอยากสระผม”

        หานซวี่เข้าใจดีว่านางคงไม่กล้าพูดกับมู่หรงลี่ เขาจึงเอ่ยว่า “หากเจ้ารับใช้ท่านอ๋องได้ดี ข้าจะพาเจ้าไปสระผม” นางกัดริมฝีปาก หานซวี่พยายามอธิบายต่อว่า “ท่านเป็นท่านอ๋องของแคว้นต้าเอี้ยน ฐานะสูงส่งเปี่ยมด้วยอำนาจ อยู่กับท่าน เจ้าและครอบครัวของเจ้าจะได้มีหน้ามีตาตามไปด้วย”

        เซียงเซียงกำแขนเสื้อของเสื้อคลุมสีดำแน่นด้วยท่าทางเหมือนเด็กเล็กๆ ที่กำลังถูกเด็กโตกว่ารังแก “ท่าน… ท่านบอกว่าจะส่งข้ากลับ ข้าไม่อยาก...”

        สีหน้าของหานซวี่ขรึมลง แต่พอเห็นแววตาของนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาก็เอ่ยขึ้นว่า  “อย่าทำตัวเป็นเด็กไม่รู้ความหน่อยเลย เจ้าเคยอยู่กับท่านอ๋อง เป็นของของท่านอ๋อง ต่อให้ปล่อยเจ้ากลับบ้าน เจ้ายังกล้าแต่งให้คนอื่นอีกอย่างนั้นหรือ?”

        เซียงเซียงก้าวถอยหลังติดๆ กันหลายก้าวก่อนจะวิ่งกลับไปที่กระโจมของมู่หรงลี่โดยไม่กล้าพูดอะไรอีก

 

        ยามค่ำคืน เกิดฝนฟ้าคะนองเหนือเขาอีหลู

        เซียงเซียงนอนไม่หลับ มู่หรงลี่ที่อยู่ข้างกายไม่ได้แตะต้องนาง มือขวาของเขากำด้ามดาบเอาไว้แน่น นางไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เสียงฟ้าร้องดังไม่หยุด หญิงสาวขดตัวเป็นก้อนกลม ความสนใจทั้งหมดมุ่งไปที่ดาบใต้หมอนของเขา จนกระทั่งถึงยามเที่ยงคืน เกาทัณฑ์ดอกหนึ่งก็พุ่งทะลุกระโจมเข้ามาด้วยความเร็วปานสายฟ้า

        ดาบในมือของมู่หรงลี่ถูกขว้างออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็มีเสียงร้องโหยหวนดังมาแต่ไกล

        รอบด้านบังเกิดเสียงโห่ร้องดังสนั่น ชายหนุ่มลุกพรวดขึ้นกระโจนออกไปทางรอยแยกของกระโจมก่อนจะคว้าดาบขึ้นมาเข่นฆ่าศัตรู

        เซียงเซียงกระชับเสื้อคลุมสีดำเข้ากับร่าง พายุฝนสาดซัดเข้ามาในกระโจมตรงช่องโหว่ พอโผล่หน้าออกไปมองก็เห็นพวกผู้ชายกำลังเข่นฆ่ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย

        หยาดฝนที่สาดลงบนพื้นรวมตัวกันเป็นสายธารสีแดงคดเคี้ยว นางไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร อยู่ๆความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในสมอง

          หนี…

        หนีกลับบ้าน!

 

        หยาดฝนสาดซัดเส้นผมของนางเปียกลู่แนบใบหน้า

        สองเท้าเปลือยเปล่าวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวก็ลื่นล้ม ชาวถูเหอคนหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาเงื้อดาบขึ้นฟาดใส่นาง หยดเลือดที่ติดอยู่บนคมดาบกระเซ็นเข้าใส่ใบหน้าของนาง แต่ดาบก็ชะงักอยู่กลางอากาศ นางตะลึงมองคนผู้นั้น ดวงตาของเขาจ้องเขม็งมายังนาง

        ผ่านไปครู่ใหญ่ ร่างของคนผู้นั้นก็โน้มลงต่ำ อะไรบางอย่างร่วงลงมา นางยื่นมือออกไปรับโดยไม่รู้ตัว แต่แล้วก็พบว่ามันคือศีรษะนั่นเอง!

        ดวงตาคู่นั้นยังคงจ้องนางเขม็ง หยาดโลหิตที่หลั่งรินออกมาจากลำคอยังคงอุ่นร้อน กล้ามเนื้อยังคงหดตัวสั่นระริก หญิงสาวซึ่งถือศีรษะมนุษย์ไว้ในมือเงยหน้าขึ้นมองมู่หรงลี่ที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า

        เสื้อคลุมสีดำเปียกแนบร่างสูงกำยำ ใบหน้าของชายหนุ่มซึ่งถือดาบยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าถูกปกคลุมไปด้วยหยาดโลหิต ดูราวกับเทพเจ้าแห่งความตายก็ไม่ปาน

        เซียงเซียงรู้สึกอ่อนแรง ศีรษะมนุษย์ในมือร่วงลงกระแทกใส่ท่อนขาของนางแล้วกลิ้งห่างออกไป ริมฝีปากของนางเผยอขึ้นเหมือนอยากจะกรีดร้อง แต่ก็ไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้

        เขาจะฆ่าข้าหรือไม่?

        สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ทำ ผ่านไปครู่ใหญ่ เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทัพเอี้ยนก็จัดการสังหารชาวเผ่าถูเหอที่มาลอบโจมตีไปจนเกือบหมด เสียงของมู่หรงลี่ได้ยินชัดเจนท่ามกลางสายฝน  “ฟ้ามืดหนทางอันตราย ยุติการไล่ล่า”

        โจวจั๋วและเฟิงผิงพาทหารล่าถอย มู่หรงลี่เปลี่ยนไปพักในกระโจมหลังอื่น เขาก้มลงกล่าวกับเซียงเซียงที่ยังคงนั่งอยู่บนพื้นว่า  “จะเดินตามข้าเข้าไปกระโจมเอง หรืออยากจะให้ข้าตีเจ้าให้ขาหักแล้วอุ้มเข้าไป?”

        เซียงเซียงตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน เสื้อผ้าของนางเปียกชื้นแนบร่างเผยให้เห็นรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ทหารที่เดินผ่านไปเหลือบตามองครั้งหนึ่งแล้วก็ไม่กล้ามองอีก

        มู่หรงลี่นั่งเช็ดดาบอยู่ในกระโจม เขารักและถนอมอาวุธของตนมาก เซียงเซียงซึ่งเปียกไปหมดยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เอ่ยขึ้นเสียงเบา  “ข้า...”

        ยังไม่ทันได้พูดอะไร มู่หรงลี่ก็ตัดบทเสียงเย็น  “หุบปาก!”

        ข้าหนาว... นางกระชับเสื้อคลุมเข้ากับตัวแน่นแล้วถอยไปนั่งนิ่งที่มุมกระโจมโดยไม่กล้าพูดอะไรอีก รอจนมู่หรงลี่เช็ดดาบเสร็จ เขาถึงได้พบว่าหญิงสาวที่นั่งขดอยู่ตรงมุมกระโจมหลับไปเสียแล้ว

        เขาคว้าร่างนางขึ้นมาโยนขึ้นไปบนเตียง เส้นผมเปียกปอนที่สัมผัสโดนทำให้เขาหงุดหงิด เมื่อก่อนตอนที่ไปรบเขาก็เคยพาหลันโย่วออกสมรภูมิรบด้วย ไม่เห็นจะยุ่งยากเช่นนี้เลย!

 

        พอสว่างก็มีทหารเข้ามาเก็บเสื้อผ้าของมู่หรงลี่ออกไปซัก

        เซียงเซียงเปลี่ยนไปสวมเสื้อคลุมอีกตัวหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นของมู่หรงลี่เช่นกัน ครั้งก่อนเขาไม่ได้พูดอะไร นางจึงทำใจกล้าหยิบมาสวมอีก

        เห็นทหารเข้ามาเก็บเสื้อผ้า นางก็เอ่ยถามเสียงเบา  “ข้า… ข้าก็ซักผ้าได้...ให้ข้าไปซักแทนดีหรือไม่?”

        ทหารสุภาพกับนางไม่น้อย “ไม่ดีขอรับ นี่เป็น...” กำลังจะปฏิเสธ หานซวี่ที่ด้านหลังก็เอ่ยขึ้นว่า  “ให้นางไปแทนเถอะ”

        เซียงเซียงหอบเสื้อผ้าของตัวเองกับมู่หรงลี่เดินตามหานซวี่ไปยังแม่น้ำไป๋หลาง

        หลังจากเลือกทำเลเหมาะๆ ได้ นางก็ลงมือซักเสื้อผ้า ปล่อยให้หานซวี่ยืนรออยู่ด้านหลัง การเคลื่อนไหวของหญิงสาวเป็นไปอย่างธรรมชาติ ดูน่ารักไม่น้อย หานซวี่เบือนหน้าหนีไปอีกทาง “บ้านของเจ้าอยู่ที่ไหน?”

        นางชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความหวัง “ลิ่งจือ อำเภอลิ่งจือ เมืองเหลียวซี”

        หานซวี่พยักหน้า ในที่สุดก็นึกขึ้นได้  “เจ้าชื่ออะไร?”

        เซียงเซียงเอ่ยตอบเหมือนไม่เต็มใจนัก  “เซียงเซียง”

        หานซวี่ลุกขึ้นยืน “อย่าคิดหนีอีก ลิ่งจืออยู่ห่างจากที่นี่หลายร้อยลี้ เจ้าเดินกลับไปได้อย่างนั้นหรือ? ถ้าลงจากเขาไปไม่ได้เจ้าก็ต้องกลายเป็นอาหารของหมาป่าแน่”

        นางทุบเสื้อผ้าครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้เอ่ยถามเสียงเบา  “พวกท่าน... จะส่งข้ากลับไป ใช่หรือไม่?”

        หานซวี่ถอนใจ  “หากท่านอ๋องไม่ต้องการเจ้าจริงๆ ท่านก็จะส่งเจ้ากลับ”

        เสื้อผ้าของมู่หรงลี่มีรอยขาดหลายรอย ในค่ายมีเข็มกับด้าย แต่คนเหล่านี้ล้วนเป็นทหาร ถ้าเสื้อผ้ายังพอสวมได้ก็คงไม่มีใครอยากจับเข็มกับด้ายหรอก มู่หรงลี่เองก็ไม่ใส่ใจนัก เพราะยามนี้ไม่สะดวกจะลงจากเขาไปหาซื้อข้าวของ

        เซียงเซียงหาเข็มกับด้ายมาได้ก็ลงมือซ่อมแซมเสื้อผ้าให้เขา ทหารที่ยืนยามอยู่ด้านนอกคอยนับวันที่จะได้กลับบ้าน นางเองก็นับเช่นกัน ตอนที่ทัพใหญ่เดินทางกลับเมืองจิ้นหยาง จะเดินทางผ่านลิ่งจือด้วยหรือไม่?

        จนกระทั่งถึงวันที่เคลื่อนทัพ นางขี่ม้าไม่เป็น ซ้ำยังไม่มีใครกล้าพานางไปด้วย มู่หรงลี่จึงคว้าตัวนางขึ้นไปนั่งบนหลังม้าของเขา ม้าวิ่งเร็วมาก นางคว้าเสื้อเขาไว้แน่น แต่พอเหลือบไปเห็นสีหน้าเจ้าของเสื้อ นางก็เปลี่ยนไปจับแผงคอม้าแทน

 

        กองทัพเคลื่อนผ่านลิ่งจือจริงๆ ตอนที่เข้าเมือง สีหน้าของเซียงเซียงเต็มไปด้วยความยินดีอย่างปิดไม่มิด มู่หรงลี่ถามว่า  “ถนนสายไหน?”

        “ร้านเต้าหู้ตระกูลกัวตรอกใต้ทางเหนือของเมือง” เสียงของนางเบาเหมือนยุง มู่หรงลี่บังคับม้ามุ่งตรงไปยังตรอกใต้ทันที ทันใดนั้นนางก็นึกขึ้นมาได้ หญิงสาวคว้าแขนเสื้อของเขาเอาไว้ด้วยท่าทางวิงวอน “ช่วย… ช่วยซื้อเสื้อผ้าให้ข้าสักชุดได้หรือไม่?” เท้าของนางค่อนข้างเย็น สวรรค์ นางไม่ได้สวมรองเท้าด้วย!

        มู่หรงลี่กระตุ้นม้าให้พุ่งตรงไปยังหน้าร้านเต้าหู้ตระกูลกัว เดิมกองทัพเข้าเมืองก็เป็นจุดสนใจของผู้คนอยู่แล้ว อย่าว่าแต่ซวิ่นอ๋องที่ควบม้าแยกมาเพียงลำพังเช่นนี้

        ที่ตรอกใต้มีผู้คนยืนอออยู่มากมาย มู่หรงลี่โยนร่างหญิงสาวบนหลังม้าลงบนพื้น ผู้คนรอบด้านเงียบกริบกันไปหมด ชายหนุ่มหยิบเงินถุงหนึ่งในอกเสื้อออกมาโยนลงไปตรงหน้าหญิงสาวก่อนจะหันหัวม้าพุ่งจากไปอย่างไม่ไยดี

        มือและเท้าของเซียงเซียงถลอกปอกเปิกไปหมด ใต้เสื้อคลุมก็ไม่ได้สวมอะไรเอาไว้ พอถูกโยนลงมาแบบนี้ เท้าเล็กๆ และต้นขาเรียบเนียนก็ถูกเผยออกมาท่ามกลางฝุ่นละอองคละคลุ้ง นางตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับสายตาผู้คนที่มองตรงมาด้วยความหมายต่างกัน

        “นี่มัน ‘เต้าหู้ไซซี’ ลูกสาวร้านขายเต้าหู้ตระกูลกัวนี่นา” ใครบางคนเอ่ยขึ้น “ทำไมถึงกลับมาในสภาพนี้เล่า?”

        “ยังไม่เข้าใจอีกหรือ ก็ไปเจอกับพวกทหารเข้าน่ะสิ” ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายเช่นนี้ การที่เด็กสาวคนหนึ่งไปเจอกับทหารเข้าหมายความว่าอย่างไร ทุกคนต่างก็รู้ดี

        มีคนเข้าไปประคองนางด้วยเจตนาไม่ดีนัก “โอ้โฮ เป็นน้องเซียงเซียงนี่เอง!” มือแอบลูบแขนของนาง ซ้ำยังทำท่าจะเลิกชายเสื้อคลุมของนางขึ้น “มา… ให้พี่ดูหน่อยซิว่าบาดเจ็บรึเปล่า!”

        เซียงเซียงผลักอีกฝ่ายให้ถอยออกไปแล้วยกมือขึ้นปิดหน้า นางรู้สึกเหมือนตัวเองถูกโยนทิ้งไว้ต่อหน้าผู้คนในสภาพเปลือยเปล่า รู้สึกเหมือนเป็นกองขยะ น้ำตาของนางไหลไม่หยุด แต่กลับไม่มีเสียงใดๆ เล็ดรอดออกมา

        คนบ้านตระกูลกัววิ่งออกมาจากร้านเต้าหู้ คนแรกที่ออกมาคือนางกัวเฉินซื่อผู้เป็นมารดา  “เซียงเซียง!”

        เซียงเซียงกอดมารดาไว้แน่น ส่งเสียงร้องคร่ำครวญราวกับจะขาดใจ  “ท่านแม่ ท่านแม่”

        นางกัวเฉินซื่อกอดบุตรสาวไว้  “เป็นเซียงเซียงจริงๆ ลูกของข้า!”

        กัวเถียนผู้เป็นบิดาซึ่งตามหลังมาติดๆ เอื้อมมือมากอดเซียงเซียงกับนางกัวเฉินซื่อเอาไว้ น้ำตาไหลนองหน้า  “อย่าร้อง อย่าร้อง กลับมาก็ดีแล้ว เข้าบ้านกันก่อนเถิด”

        ทั้งครอบครัวเตรียมกลับเข้าไปในบ้าน แต่จู่ๆ ก็มีคนร้องตะโกนขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “เต้าหู้กัว บนพื้นยังมีเงินที่ไอ้หนุ่มที่ไหนก็ไม่รู้ โยนให้ลูกสาวเจ้าด้วยนะ ถุงใหญ่ไม่เบาเลยล่ะ”

        สีหน้าของเซียงเซียงซีดเผือด กัวเถียนเหลือบมองครั้งหนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า  “เราไม่ต้องการเงินทองของผู้อื่น” เขาจูงบุตรสาวและภรรยากลับเข้าไปในบ้าน “ไม่มีอะไรแล้ว เราเข้าบ้านกันเถอะ”

        เซียงเซียงพยักหน้าแรงๆ น้ำตาร่วงลงมาเปรอะแขนเสื้อจนชุ่ม นางกัวเฉินซื่อหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดให้นาง  “ลูกแม่อย่าร้องไห้ ช่วงที่เจ้าหายตัวไป พ่อกับแม่ร้อนใจแทบเสียสติ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ช่าง ขอเพียงเจ้ากลับมาอย่างปลอดภัย พ่อกับแม่ก็ดีใจแล้ว”

        กัวเถียนจัดการปิดประตูร้าน เขาไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสียด้วยซ้ำ พอหันกลับมาก็จูงภรรยากับบุตรสาวเดินเข้าไปในบ้านที่ตั้งอยู่ด้านหลังของตัวร้าน

        “ไม่เป็นไรๆ” เขากล่าวพึมพำ

        เซียงเซียงบีบมือของบิดามารดาแน่น ใช่ ไม่เป็นไร ทุกอย่างผ่านไปแล้ว ข้ากลับมาถึงบ้านแล้ว

 

        เซียงเซียงนับเป็นสาวงามขึ้นชื่อของอำเภอลิ่งจือ

        ผู้คนที่นี่ล้วนเรียกขานนางว่า ‘เต้าหู้ไซซี’ นางหมั้นหมายกับชายหนุ่มที่มีชื่อว่าอวี๋ชิ่งมาตั้งแต่เด็ก เขาเป็นคนหนุ่มรูปร่างหน้าตาดี ตอนนั้นบ้านตระกูลอวี๋มีฐานะไม่เลว ฝ่ายนั้นเลือกไปเลือกมาอยู่หลายปี ชอบที่กัวเถียนเป็นคนสัตย์ซื่อ นางกัวเฉินซื่อผู้เป็นภรรยาก็มีหน้าตาสะสวยนิสัยเรียบร้อย บุตรสาวย่อมต้องไม่เลว

        หลังจากปรึกษาหารือกัน พวกเขาก็ตกลงหมั้นหมายกับบ้านตระกูลกัว เซียงเซียงยิ่งเติบโตก็ยิ่งหน้าตาสะสวย ตระกูลอวี๋เองก็ยินดี แต่โชคร้ายที่อยู่มาวันหนึ่งจู่ๆ ก็มีกลุ่มโจรก็บุกเข้ามาในหมู่บ้าน บ้านตระกูลอวี๋กับบ้านเศรษฐีอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียงล้วนถูกปล้นชิงจนสิ้นเนื้อประดาตัว ซ้ำก่อนจากไปพวกโจรยังวางเพลิงเผาบ้านอีกด้วย

        นายผู้เฒ่าบ้านตระกูลอวี๋โกรธเสียจนล้มป่วย นับแต่นั้นมาฐานะของตระกูลอวี๋ก็ตกต่ำลง

        มีแม่สื่อไม่น้อยมาเกลี้ยกล่อมให้กัวเถียนหาคู่หมายให้เซียงเซียงใหม่ แต่กัวเถียนยึดมั่นในสัจจะ คิดว่าในเมื่อเป็นตกลงกันเรียบร้อยแล้ว จะเปลี่ยนใจง่ายๆ ด้อย่างไร? อวี๋ชิ่งเองก็ดีกับเซียงเซียงมาก ทุกครั้งที่มีเวลาว่างก็มักมาช่วยงานการในบ้านเสมอ ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธเหล่าแม่สื่อมาโดยตลอด

        เมื่อสองเดือนก่อน กลุ่มโจรที่เคยปล้นชิงทรัพย์สินย้อนกลับมาอีกครั้ง กัวเถียนคิดว่าครอบครัวของตนไม่มีทรัพย์สินอะไรให้ปล้นชิงจึงไม่ได้หลบหนี คาดไม่ถึงว่าพวกโจรจะฉุดบุตรสาวซึ่งงดงามปานบุปผาแรกแย้มของเขาไป กัวเถียนไปร้องทุกข์ และออกตามหาไปทั่วทั้งในเมืองและนอกเมืองจนขาแทบหัก

        ในที่สุดก็ได้บุตรสาวกลับคืนมา

        แต่ชื่อเสียงของนาง...

        เซียงเซียวถูกผู้ชายคนหนึ่งนำตัวกลับมาส่งในสภาพ ‘โยนลงพื้น’ ต่อหน้าผู้คนมากมาย

        เรื่องเป็นเช่นนี้เขาย่อมเจ็บปวดหัวใจ แต่ไม่ว่าอย่างไร ขอเพียงเซียงเซียงกลับมา เรื่องอื่นๆ ล้วนแต่ไม่สำคัญ

        เขาปลอบใจเซียงเซียงอยู่ครู่หนึ่ง บอกให้ภรรยาดูแลบุตรสาวให้ดี จากนั้นก็ให้กัวหยางน้องชายของเซียงเซียงไปเชิญหมอมาดูอาการของพี่สาว

        พี่สาวของเซียงเซียงออกเรือนไปแล้ว หลายวันมานี้นางยังกลับบ้านมาช่วยตามหาน้องสาว พี่เขยเองก็มาช่วยดูแลทางบ้านอีกแรง เพียงแต่ยามกะทันหันเช่นนี้ สกุลกัวยังหาใครไปส่งข่าวให้พวกเขาไม่ได้

        กัวเถียนเดินทางไปยังบ้านตระกูลอวี๋ เพิ่งก้าวผ่านประตูเข้าไป ฮูหยินเฒ่าบ้านตระกูลอวี๋ก็ออกมารับหน้า  “อา นายท่านบ้านกัวนี่เอง เชิญนั่งๆ” 

          กัวเถียนชะงักไปเล็กน้อย อดคิดไม่ได้ว่าปกติฮูหยินเฒ่าบ้านอวี๋ผู้นี้มักเรียกเขาว่าชินเจียกง จู่ๆ วันนี้กลับเปลี่ยนคำเรียกหา... หรือจะมีเจตนาอื่น?

        เขานั่งลงในห้องโถง ถึงตระกูลอวี๋จะตกต่ำลงมาก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เคยเป็นตระกูลเศรษฐีมั่งมีมาก่อน ห้องโถงจึงยังคงโอ่อ่าไม่น้อย กัวเถียนเอ่ยถามขึ้นว่า  “หลานอวี๋ชิ่งไม่อยู่หรือ?”

        ฮูหยินเฒ่าบ้านอวี๋ยกถ้วยชามาส่งให้  “ชิ่งเอ๋อร์ออกไปข้างนอก นายท่านกัวมาวันนี้มีธุระอย่างนั้นหรือ?”

        กัวเถียนลองเอ่ยปากหยั่งเชิง  “เซียงเซียงกลับมาแล้ว”

        ฮูหยินเฒ่าบ้านอวี๋ยิ้มฝืนอย่างเห็นได้ชัด “อา ยินดีกับนายท่านกัวด้วย หายไปพักใหญ่ในที่สุดก็หาพบ คราวนี้ทุกคนคงจะวางใจกันได้”

        กัวเถียนมองดูรอยยิ้มฝืนของอีกฝ่ายก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด เขากล่าวเสียงหนักว่า  “เดิมลูกของข้าหมั้นหมายกับบ้านตระกูลอวี๋...”

        ฮูหยินเฒ่าบ้านอวี๋ไม่ใช่คนโง่เขลา นางเกรงว่าอีกฝ่ายจะพูดต่อ จึงรีบตัดบทขึ้นว่า  “นายท่านกัว เราเป็นคนบ้านเดียวกัน รู้จักกันดี ข้ารู้ดีว่าเซียงเซียงเป็นเด็กดี แต่ตระกูลอวี๋เราไม่เคยมีเรื่องด่างพร้อย...”

        สีหน้าของกัวเถียนเคร่งขรึมลง เขาลุกขึ้นยืนเชิดหน้ากล่าวเสียงดัง  “พอแล้ว วันนี้ข้ามาก็เพื่อจะถอนหมั้น! วิญญูชนต่อให้เลิกคบหาก็จะไม่พ่นคำหยาบคายต่อกัน ถือเสียว่าเมื่อก่อนข้ากัวเถียนไม่รู้จักมองคน แต่เรื่องนี้จะให้เซียงเซียงของข้าเป็นผู้แบกรับไม่ได้!”

        ฮูหยินเฒ่าบ้านอวี๋ได้ยินเช่นนี้ค่อยถอนใจโล่งอก นางรีบกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “นายท่านกัวอย่าได้โกรธ มาๆ ดื่มชาสักอึก ข้าเองก็ชอบเซียงเซียงไม่น้อย ทั้งหมดนี่มิใช่เพราะสถานการณ์บีบคั้นหรอกหรือ...” นางสั่งให้คนเอากระดาษพู่กันมาแล้วลงมือเขียนหนังสือถอนหมั้นทันที กัวเถียนเองก็ลงชื่อโดยไม่ลังเล

        ก่อนจะออกจากบ้านตระกูลอวี๋ จู่ๆกัวเถียนก็ก้าวยาวๆ ตรงไปที่หลังฉากกั้น พบอวี๋ชิ่งที่แอบฟังอยู่ตรงนั้นเข้าพอดี

        ใบหน้าของอวี๋ชิ่งแดงก่ำด้วยความขัดเขิน กัวเถียนถอนใจออกมาคำหนึ่ง แต่สุดท้ายก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “หลานข้า เรื่องอื้อฉาวของตระกูลกัว จะดีหรือร้ายคนตระกูลกัวจะแบกรับกันเอง อาไม่ทำให้เจ้าลำบากใจ แต่เซียงเซียงเพิ่งกลับมา เรื่องถอนหมั้นนี้... เจ้าจะรออีก 2 – 3 วันก่อนค่อยบอกนางได้หรือไม่? ปกตินางก็ดีต่อเจ้าไม่น้อย เจ้าไปที่ร้านเต้าหู้ พูดจาปลอบโยนนางสักสองสามคำ รอให้นางดีขึ้นก่อน อาจะเป็นคนบอกนางเอง”

        อวี๋ชิ่งพูดไม่ออก เมื่อต้องอยู่ต่อหน้าพ่อตาในอนาคตที่เขาเคยเฝ้าประจบเอาใจมาโดยตลอด เขาย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ ฮูหยินเฒ่าบ้านอวี๋จึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นเองว่า “พี่กัว เจ็บระยะสั้นย่อมดีกว่าเจ็บนาน ในเมื่อถอนหมั้นแล้ว หากให้ลูกข้าไปที่ร้านเต้าหู้อีก เกรงว่าจะถูกผู้คนครหา...”

        กัวเถียนพยักหน้า เขาโง่ที่มองคนผิดเอง เขามองสองแม่ลูกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะสะบัดหน้าจากไป

 

          เซียงเซียงไม่ได้พักอยู่ที่บ้านนานนัก

        หลายวันมานี้นางกัวเฉินซื่อคอยนอนเป็นเพื่อนนาง ส่วนงานที่ร้านเต้าหู้ก็มีกัวหยางคอยช่วยเหลือ ทุกวันกัวหยางจะกลับมาตอนเที่ยงพร้อมกับนำเต้าฮวยที่นุ่มที่สุดมาให้พี่สาว

        เต้าฮวยทั้งหอมทั้งนุ่ม ราดด้วยซีอิ๊วที่ปรุงจากงา ถั่วลิสง เม็ดแตง หมูสับ รวมทั้งเครื่องเทศต่างๆ อีกหลายชนิด โรยด้วยต้นหอมกับผักชีซอยละเอียด จึงสดใหม่นุ่มละมุนลิ้น กัวหยางจำได้ว่าพี่สาวชอบรับประทานเต้าฮวยแบบนี้มากที่สุด

        เซียงเซียงกินเต้าฮวยไปหนึ่งชามก็นึกอยากไปดูที่ร้าน สองวันนี้มารดาต้องคอยอยู่เป็นเพื่อนนางตลอดเวลา เกรงว่าที่ร้านคงจะมีงานยุ่งมาก

        เซียงเซียงมีฝีมือในการทำอาหาร ซีอิ๊วปรุงรสของกัวเถียนเป็นสูตรลับที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ แต่นางกลับสามารถปรุงให้เข้ากับเต้าฮวยได้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ซีอิ๊วหวานของเต้าฮวยหวาน หรือ ซีอิ๊วปรุงรสของเต้าฮวยเค็ม นางก็สามารถปรุงได้ดีกว่ากัวเถียนผู้เป็นบิดา

        กัวเถียนกำลังบดถั่วเหลืองอยู่ พอเห็นบุตรสาวมาหาก็รีบร้อนถามว่า  “ทำไมไม่พักผ่อนอีกสักสองสามวันเล่า? ที่ร้านมีพ่อกับน้องชายของเจ้าอยู่ ไม่ยุ่งนักหรอก”

        เซียงเซียงรู้ว่าหลายวันมานี้บิดามารดากังวลใจมาก ดังนั้นจึงยิ้มตอบ  “ท่านพ่อ ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ข้าไม่อยากเอาแต่อยู่ว่างๆ ก็เลยมาช่วยท่าน”

        กัวเถียนพยักหน้า คิดว่าให้บุตรสาวมีอะไรทำบ้างก็ดีเหมือนกัน  “เจ้าไปดูซีอิ๊วหมักก็แล้วกัน หลายวันมานี้ลูกค้าพากันบ่นว่าซีอิ๊วรสชาติไม่เข้มข้น ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ถ้าเหนื่อยก็พักเสียหน่อย ที่ร้านมีแต่เพื่อนบ้านคนกันเองทั้งนั้น ช้านิดช้าหน่อยก็รอกันได้ ไม่เป็นไรหรอก พ่อยังไม่แก่ ยังทำไหว”

        เซียงเซียงพยักหน้ารับ นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจเอ่ยถาม  “พี่อวี๋ชิ่ง... ทำไมถึงไม่มาล่ะจ๊ะพ่อ?” นางกลับบ้านมาสองสามวันแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ควรต้องรู้ข่าวแล้วไม่ใช่หรือ?

        รอยยิ้มของกัวเถียนแข็งค้างไปทันที ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้ตอบว่า  “ระยะนี้พี่เขางานยุ่ง ได้ยินฮูหยินเฒ่าบอกว่าเขาออกไปหางานทำที่อื่น ไม่ได้อยู่ในอำเภอนี้แล้ว”

        เซียงเซียงมองดูสีหน้าลำบากใจของผู้เป็นบิดาแล้วจึงเข้าใจต้นสายปลายเหตุทั้งหมด นางกุมมือที่เปรอะไปด้วยกากถั่วของกัวเถียนเอาไว้ ”ท่านพ่อ เขา...เขารังเกียจข้า ไม่ยอมรับการหมั้นหมายแล้วใช่หรือไม่?”

        กัวเถียนสูดหายใจลึก รู้ว่าไม่ช้าก็เร็วคงปิดเรื่องนี้เอาไว้ไม่ได้ เขาตบมือบุตรสาวเบาๆ  “ลูกรัก คนเช่นนี้ไม่มีค่าพอให้เราต้องเสียใจ รอให้เจ้าแข็งแรงดีเมื่อไหร่ พ่อจะหาคู่หมายที่ดีกว่านี้ให้เจ้า”

        เซียงเซียงพยักหน้า พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ คิดว่าบิดาเองก็คงลำบากใจมากพอแล้ว นางจึงแสร้งหันไปมองซีอิ๊ว กล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส “จริงๆ แล้วไม่แต่งงานก็ไม่เลวเหมือนกัน ข้าจะได้อยู่กับท่านพ่อท่านแม่แล้วก็น้องชาย ข้าอยากอยู่กับพวกท่านไปตลอดชีวิต”

        ชายร่างสูงใหญ่อย่างกัวเถียนอดตาแดงก่ำไม่ได้ “เด็กบ้า อย่งพูดโง่ๆ จัดการซีอิ๊วซะข้างนอกยังมีลูกค้ารออยู่”

        เซียงเซียงรีบเดินไปที่ข้างเตา เปิดฝาหม้อออก ใช้ตะเกียบแตะ ซีอิ๊วขึ้นมาเป่าให้เย็นแล้วลองชิมดู

        ทันใดนั้น นางก็นึกถึงเรื่องที่บ้านตระกูลอวี๋ถูกปล้นเมื่อหลายปีก่อนขึ้นมา หลังจากไฟไหม้ อวี๋ชิ่งพลัดหลงกับคนอื่นๆในครอบครัว เขาหนีโซซัดโซเซมาที่ร้านเต้าหู้ กัวเถียนให้เขาพักอยู่ที่ร้าน ทั้งยังออกไปขอร้องผู้คนให้ช่วยตามหานายผู้เฒ่าและฮูหยินเฒ่าบ้านอวี๋

        ตอนนั้นเซียงเซียงปรุงน้ำ ซีอิ๊ว เขาช่วยเติมฟืนให้ พอไฟได้ที่ เซียงเซียงก็ใช้ตะเกียบแตะน้ำ ยื่นซีอิ๊วส่งให้เขา แต่นางลืมเป่าให้เย็นเสียก่อน ลิ้นของเขาจึงถูกลวกจนต้องแลบลิ้นออกมาผึ่งลม

 

        ข่าวบ้านตระกูลอวี๋ถูกถอนหมั้นแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว

        ฮูหยินเฒ่าบ้านอวี๋ไหว้วานให้แม่สื่อช่วยหาลูกสะใภ้คนใหม่ที่เหมาะสมกว่าเดิมให้  เซียงเซียงไปช่วยงานที่ร้านเต้าหู้ทุกวัน เมื่อมีนางอยู่ด้วย รสชาติของเต้าฮวยก็กลับมาเข้มข้นเหมือนเดิมอีกครั้ง

        คนที่อาศัยอยู่ในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงชอบมากินเต้าฮวยกันในตอนเช้า บางครั้งก็ร้องขอซีอิ๊วเพิ่ม คนตระกูลกัวก็ยอมเพิ่มให้โดยไม่เคยคิดเล็กคิดน้อย

        เช้าวันนี้ มีแขกมาเยือนร้านเต้าหู้มากมาย กัวเถียนตักเต้าฮวย นางกัวเฉินซื่อตักน้ำซีอิ๊ว เซียงเซียงกับกัวหยางช่วยกันพาลูกค้าไปนั่งที่โต๊ะ ระหว่างที่กำลังวุ่นวายอยู่นั้น คนผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าประตู เขายืนลังเลอยู่ตรงนั้นไม่กล้าก้าวเข้ามา

        เซียงเซียงมองไป จำได้ว่าเป็นอวี๋ชิ่ง กัวหยางตรงเข้าไปรับหน้าด้วยสีหน้าเย็นชา  “มาทำอะไร?”

        เซียงเซียงดึงตัวน้องชายไปแอบด้านหลัง “ไปทำงานซะ” กัวหยางถลึงตาใส่อวี๋ชิ่ง อวี๋ชิ่งหมั้นหมายกับเซียงเซียงมาตั้งแต่เด็ก จึงเคยมาที่ร้านเต้าหู้อยู่บ่อยครั้ง กัวหยางก็เห็นเขาเป็นพี่ชายมาโดยตลอด แต่บัดนี้เขากลับเกลียดคนๆ นี้เข้ากระดูกดำ

        อวี๋ชิ่งยิ้มเก้อ เขาก้มหน้าลงไม่ยอมมองเซียงเซียง “น้องเซียงเซียง ข้า...”

        แขกหลายคนเริ่มมองมาทางด้านนี้ เซียงเซียงถามว่า  “มีอะไรหรือ?”

        อวี๋ชิ่งยื่นเทียบเชิญสีแดงส่งให้ “วันที่ห้าเดือนหน้าข้าจะแต่งงาน ท่านแม่บอกว่า... ถึงตอนนั้น ให้เชิญท่านอากัวกับอาสะใภ้ไปดื่มสุราด้วย”

        เซียงเซียงรับเทียบเชิญมาพลางพยักหน้า “ยินดีด้วย พวกท่านต้องไปแน่”

        อวี๋ชิ่งมองนางตาละห้อยอยู่นาน  “น้องเซียงเซียง ข้า...”

        เซียงเซียงวางเทียบเชิญลงบนโต๊ะ  “อย่าพูดอีกเลย ข้าเข้าใจดี”

        อวี๋ชิ่งมองนางอีกครั้ง ทำท่าอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา หญิงสาวจึงถามว่า  “ยังมีอะไรอีกหรือไม่? จะเข้ามากินเต้าฮวยสักชามไหม?”

        มีแขกตะโกนเร่ง เซียงเซียงจึงรีบเช็ดมือแล้วออกไปช่วยงาน อวี๋ชิ่งหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหาที่ว่างนั่งลง เซียงเซียงยกเต้าฮวยชามเล็กมาให้

        ชายหนุ่มชะงักไป เมื่อก่อนตอนเขามาที่ร้านเต้าหู้ กัวเถียนกับนางกัวเฉินซื่อมักตักเต้าฮวยชามใหญ่ใส่เครื่องปรุงมากมายมาให้เสมอ เขากินอย่างไรก็กินไม่หมด

        นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้ว่า ที่แท้เต้าฮวยก็ใช้ชามเล็กเพียงเท่านี้

        หลังจากลูกค้าบางตาลง เซียงเซียงไม่ค่อยยุ่งแล้ว นางก็แวะเข้ามาถามว่า  “พี่อวี๋ชิ่งยังมีธุระอื่นอีกหรือไม่?”

        อวี๋ชิ่งตอบอึกอัก “น้องเซียงเซียง ข้า… ข้าอยากถามว่า... เจ้ายินดีแต่งเข้าบ้านข้าหรือไม่......”

        เซียงเซียงมองเทียบเชิญบนโต๊ะ  “เดือนหน้าท่านจะแต่งงานแล้วไม่ใช่หรือ?”

        อวี๋ชิ่งหน้าแดง  “ข้า… ข้าบอกท่านแม่ว่า รอให้แม่นางบ้านสวีแต่งเข้ามาแล้ว ข้าจะแต่งเจ้าเข้าเป็นอนุภรรยา ท่านแม่ไม่ขัดข้อง”

        เซียงเซียงยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงเย็นเยียบของกัวเถียนก็ดังขึ้น  “ขอบคุณในความหวังดีของเจ้า แต่ตระกูลอวี๋สูงส่งจนเกินไป ตระกูลกัวเราไม่อาจเอื้อม”

        ใบหน้าของอวี๋ชิ่งแดงก่ำ ลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ตัดสินว่าควรพยายามอีกสักหน่อย “ท่านอา เซียงเซียงเป็น เป็น...แบบนี้แล้ว ยัง…จะมีประโยชน์อะไรอีก?”

        แขกหลายคนหันมามอง ใบหน้าของกัวเถียนแดงก่ำด้วยความโมโห  “ไสหัวไป! ต่อไปถ้ากล้าเหยียบมาที่นี่อีก ข้าจะตีขาเจ้าให้หัก!”

        อวี๋ชิ่งโมโหขึ้นมาบ้าง  “ท่านอากัว! เรื่องของเซียงเซียงไม่ใช่ข้าไม่พูดก็จะไม่มีคนรู้! นางถูกโยนทิ้งต่อหน้าต่อตาผู้คนตั้งมากมาย ท่านคิดว่าจะปิดบังได้หรือ? ข้าชอบนาง เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ข้าก็ยังยินดีรับนางเป็นอนุภรรยา นี่ก็เพราะหลายปีมานี้ พวกท่านดีต่อข้า เซียงเซียงดีต่อข้า ข้าอยากตอบแทนบุญคุณพวกท่าน...”

        กัวเถียนดึงตัวเซียงเซียงไปที่ด้านหลัง แล้วฟาดฝ่ามือใส่อวี๋ชิ่งจนอีกฝ่ายเลือดไหลออกมาตรงมุมปาก “บัดซบ! หลายปีมานี้เราดีต่อเจ้าก็เพราะเราตาบอด! เจ้าไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”

          เขามีรูปร่างสูงใหญ่ พอโมโหขึ้นมา อวี๋ชิ่งก็อดหวาดกลัวไม่ได้ เขารีบก้าวออกไปข้างนอก ทันใดนั้น เซียงเซียงก็ร้องขึ้นว่า  “ช้าก่อน พี่อวี๋ชิ่ง!”

        อวี๋ชิ่งรีบยกมือขึ้นปิดหน้า “น้องเซียงเซียง หากเจ้าเห็นด้วย เจ้าก็รับปากข้า ข้าจะไปบอกท่านแม่”

        กัวเถียนตะคอกเสียงดัง  “เซียงเซียง!”

        เซียงเซียงเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขาพลางยื่นมือออกไป  “เต้าฮวยเมื่อครู่ราคาสองอีแปะ เหมือนว่าท่านยังไม่ได้จ่าย”

        อวี๋ชิ่งชะงักไปนาน ในที่สุดก็ควักเงินสองอีแปะออกมาจากข้างเอว

        เซียงเซียงยื่นมือไปรับ  “ไม่ส่งนะ”

        จากนั้นก็หันกลับไปหยอดเงินใส่กล่องเงินบนโต๊ะแล้วไปช่วยนางกัวเฉินซื่อตักเต้าฮวยต่อ

        นางกัวเฉินซื่อได้ยินเสียงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นด้านนอก แต่เห็นว่ามีสามีอยู่จึงไม่ได้ออกไปดู พอเห็นบุตรสาวเข้ามา นางก็รีบเช็ดน้ำตาแล้วหันกลับมากอดเซียงเซียงเอาไว้ ไอร้อนของเต้าฮวยกระจายไปทั่วห้อง แต่นางกลับกอดบุตรสาวเอาไว้แน่น

        เซียงเซียงกอดตอบมารดาพลางสูดหายใจลึก “ท่านแม่ ข้าไม่เป็นอะไร”

        นางกัวเฉินซื่อพยักหน้าแล้วยิ้มออกมาทั้งที่ดวงตาแดงก่ำ “เอาพวกนี้ออกไปขายก่อน ตลาดเช้าเลิกเมื่อไหร่ เราก็ต้องเตรีมทำเต้าหู้อีกรอบแล้ว”

        เซียงเซียงรับคำคำหนึ่งแล้วรีบยกเต้าฮวยที่เหลือออกไปทันที

 

        เย็นวันนั้น หลังจากร้านเต้าหู้ปิด

        กัวหยางผู้เป็นน้องก็ช่วยเซียงเซียงถูพื้น เก็บกวาดห้องครัว นางกัวเฉินซื่อกับกัวเถียนช่วยกันแช่ถั่วเหลือง กัวหยางกล่าวขึ้นว่า  “พี่ ข้าโตขึ้นเมื่อไหร่ ร้านเต้าหู้ของพ่อให้ยกให้พี่ ข้าจะไปหาซื้อที่ปลูกถั่วเหลือง พี่เอาถั่วเหลืองของข้าไปทำเต้าหู้ แล้วเอากากเต้าหู้ให้ข้าไปเลี้ยงหมู จากนั้นข้าก็จะเอาขี้หมูไปปลูกถั่วเหลือง อย่างนี้ดีหรือไม่... บ้านตระกูลกัวมีผู้ชาย เราไม่ต้องพึ่งพาใคร”

        เซียงเซียงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม นางคีบเนื้อหมูที่หมักไว้ตอนทำซีอิ๊วป้อนใส่ปากเขา เห็นน้องชายกินอย่างเอร็ดอร่อย นางค่อยเบือนหน้าหนี น้ำตาร่วงลงมาราวกับสายฝน

        บาดแผลบนร่างค่อยๆ จางหายไป แต่บางครั้งนางยังคงฝันเห็นมู่หรงลี่

        ฝันเห็นคืนวันที่เกิดฝนฟ้าคะนองบนเขาอีหลู มู่หรงลี่ตวัดดาบเพียงครั้งเดียว ศีรษะของชาวถูเหอที่กำลังจ้องนางเขม็งก็ร่วงลงมาใส่มือของนาง มู่หรงลี่สวมชุดสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งเปรอะไปด้วยเลือด ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้านาง

        บางครั้งนางก็ฝันเห็นอวี๋ชิ่งซื้อเครื่องประดับผมให้นาง มันเป็นปิ่นทองที่สวยมากๆ นางยื่นมือไปรับด้วยความดีใจ แต่แล้วเขากลับเดินผ่านนางไปปักมันลงบนผมของผู้หญิงอีกคนหนึ่งอย่างอ่อนโยน

        บางครั้งนางฝันเห็นตัวเองเดินอยู่บนถนนใหญ่ แต่จู่ๆ ก็พบว่าตัวเองลืมสวมเสื้อผ้า ใครๆ ต่างพากันล้อมวงเข้ามาชี้หน้าด่าประจาน จนนางไม่รู้จะหลบไปที่ไหน

        แต่หลังจากตื่นขึ้นมา นางก็สามารถสงบสติอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว มันเป็นเพียงความฝัน ความฝันเท่านั้น คนพวกนั้นบางคนตายไปแล้ว บางคนก็จากไปไกล

        มันผ่านไปแล้ว ก็เหมือนกับบาดแผลบนร่างกาย ไม่ว่าจะดูน่ากลัวสักแค่ไหน วันหนึ่งมันก็จะหายเป็นปกติ

 

        มู่หรงลี่กลับไปถึงเมืองจิ้นหยาง

        พระมารดาของเขาเริ่มตรัสถึงเรื่องเฟ้นหาพระชายาให้เขาอีกครั้ง พระนางเอาแต่พร่ำบ่นอยู่ครึ่งค่อนวัน เขาไม่อยากฟังจึงหนีกลับไปที่จวนของตน แต่ไม่นานนัก เอี้ยนอ๋องก็ทรงเรียกเขาให้ไปเข้าเฝ้า และทรงตรัสถึงเรื่องนี้อีกเสียงหนึ่ง

        มู่หรงลี่ไม่กล้าสะบัดหน้าจาก จึงได้แต่ยืนฟังอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าง่วงงุน ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าจะได้ออกจากวัง พอกลับไปถึงจวนเขาก็หลับเป็นตาย

        หลังจากตื่นขึ้นมา จู่ๆ เขาก็สังเกตเห็นว่าเสื้อผ้าที่สวมอยู่มีรอยปักเพิ่มขึ้นไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ฝีเข็มนั้นละเอียดเรียบร้อย ไม่เหมือนกับฝีมือของช่างปักในวังหลวงที่เน้นความโอ่อ่าหรูหรา รอยปักนั้นให้ความรู้สึกอบอุ่นละเมียดละไมเหมือนสาวน้อยที่มาจากครอบครัวเล็กๆ

        ไม่นานนักเขาก็นึกออกว่ารอยปักนี่มาจากไหน นอกจากผู้หญิงที่เขาเก็บได้คนนั้นแล้ว ยังจะมีใครกล้าปักเสื้อของเขาโดยไม่บอกกล่าวอีก?

        เมื่อนึกถึงหญิงผู้นั้น เขาก็นึกถึงวันคืนที่อยู่บนเขาอีหลูขึ้นมา ผิวของนางนวลเนียนดีจริงๆ ทั้งขาวทั้งนุ่มเหมือนผลท้อเปลือกบางแลฉ่ำน้ำ ราวกับว่าเพียงแค่บีบเบาๆ ก็จะมีน้ำหวานทะลักออกมา

        คิดถึงเรื่องนี้ มู่หรงลี่ก็นอนไม่หลับ เขาลุกพรวดขึ้นด้วยความหงุดหงิด เลือกออกไปดื่มสุรากับโจวจั๋วกับหานซวี่แทน

—————————

VOTE นิยาย
ชอบตอนนี้จังเลย
( 41 ) Vote
เรื่องมันเศร้า
( 70 ) Vote
โกรธแล้วนะ
( 10 ) Vote
โอ๊ย...เขิน
( 7 ) Vote
ลุ้นๆ
( 62 ) Vote
อ้าว... ซะงั้น
( 11 ) Vote
เดี๋ยวเจอดี!
( 8 ) Vote
INTRODUCE WRITER
(แนะนำนักเขียน)
toggles
ลงแล้ว : 8 ตอน
โดย : Hongsamut Team
จำนวนคนชม : 425,146 ครั้ง


toggles :
ตอน
  • 1. โปรยย่อ “เต้าหู้ไซซี”

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 2. ตอนที่ 1 แผลเก่า

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 3. ตอนที่ 2 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 4. ตอนที่ 3 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 5. ตอนที่ 4 Up100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 6. ตอนที่ 5 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 7. ตอนที่ 6 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

  • 8. ตอนที่ 7 Up 100%

    +

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit. Morbi commodo, ipsum sed pharetra gravida, orci magna rhoncus neque, id pulvinar odio lorem non turpis. Nullam sit amet enim.

CONTACT WRITER
(ติดต่อนักเขียน)
* all fields are required