HONGSAMUT SEARCH :
ค้นหานิยาย
ค้นหาหนังสือพร้อมขาย
อสุรากับยาใจ (ตอนพิเศษ ตอนที่สี่)
นักเขียน : Hongsamut Team
จำนวนผู้เข้าชม : 52,762 ครั้ง
เรื่องของชวนจิ่งเสวียน: ยิ่งสูงยิ่งหนาว

สวัสดีค่ะ

อสุรากับยาใจมีตอนพิเศษทั้งหมดสี่ตอนนะคะ เดิมทีทางห้องสมุดได้มาเพียงสาม (ตามที่แปลลงไปแล้ว) หลังจากมีเพื่อนๆสอบถามมาเราจึงได้ร้องขอไปตัวแทน และได้ตอนที่สี่มาเรียบร้อยแล้ว จึงทำการแปลให้อ่าน นักอ่านสามารถอ่านในกระทู้นี้ได้เลยค่ะ

-- สำหรับผู้ที่ซื้ออีบุ๊ค อีกสองวันท่านสามารถรีเฟรชระบบ ตอนพิเศษสี่นี้จะถูกเพิ่มเข้าไปในอีบุ๊คของท่าน

-- สำหรับผู้ที่ซื้อตรงกับห้องสมุด ตอนพิเศษสี่จะส่งตรงตีพิมพ์เป็นเล่มแยกเล็กๆแล้วส่งตรงให้ท่านที่บ้านนะคะ

-- สำหรับผู้ที่ซื้อกับร้านค้าออนไลน์ สามารถสอบถามไปทางร้านค้าได้ หลังจากพิมพ์เสร็จ ทางห้องสมุดจะจัดกระจายให้ทางร้านค้าด้วย พร้อมกับจะมีฝากวางไว้ที่ร้านนายอินทร์ให้อย่างพอเพียง

ขอบพระคุณค่ะ

----------------------------------

 

ตอนพิเศษ 4

เรื่องของชวนจิ่งเสวียน: ยิ่งสูงยิ่งหนาว

ห้องนอนขนาดใหญ่แห่งนี้ ตกแต่งอย่างหรูหราและประดับประดาด้วยพลอยมีค่าหลากสีสัน เงาร่างสองร่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้แสงตะเกียง เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างสิ้นสุดลง ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นจากร่างของหญิงสาวอย่างไร้เยื่อใยแล้วเดินเข้าไปในห้องด้านใน พร้อมกับสีหน้าไม่สบอารมณ์ เขาจัดการชำระร่างกายด้วยน้ำที่ไหลมาจากยอดเขาสูง เสร็จแล้วจึงสวมเสื้อผ้าเดินออกมา

เขาเป็นชายหนุ่มที่ได้รับความเมตตาจากสวรรค์ มีรูปโฉมงดงามและทรงพลังอำนาจ มุมปากยกขึ้นโดยธรรมชาติ ดูโอหังแต่ก็เปี่ยมด้วยเสน่ห์ที่ทำให้ผู้อื่นไม่อาจละสายตา ทว่า...แววตาของเขากลับมีแต่ความเยือกเย็นไร้น้ำใจ เขากวาดตามองไปยังหญิงสาวที่ยังนอนอยู่บนเตียง

นางเป็นสตรีหน้าตาสะสวย รูปร่างอวบอัด ผิวนุ่มเนียนละเอียด ถูกใจเขามาก นัยน์ตาของนางเต็มไปด้วยความรักที่มีต่อเขา แต่รักอะไรก็ยากจะรู้? รักฐานะ อำนาจ หรือรูปโฉมของเขา?

หากมีวันหนึ่ง เขาสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป กลายเป็นคนที่มีรอยแผลเป็นทั่วกายและผ่ายผอมเหมือนไม้ฟืน นางยังจะมองเขาด้วยสายตาเช่นนี้อีกหรือไม่? เขาหันกลับไปมองหญิงสาวซึ่งกำลังตัวสั่นเพราะสายตาเย็นชาของเขาอีกครั้ง ในใจยิ่งรู้สึกหงุดหงิด รอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าหายไปทันที

“ไสหัวไป!” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรังเกียจดังออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบ

หญิงสาวนางนั้นรู้สึกเหมือนได้ยินถ้อยคำข่มขู่ที่ทำให้ผู้คนหวั่นกลัวจนปัสสาวะราด นางรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีออกไปโดยไม่หลงเหลือท่วงท่าของหญิงงามคนเดิม

  เขาก้าวไปยังห้องนอนอีกห้องหนึ่งโดยไม่หันกลับมามอง เงยหน้าขึ้นมองเพดาน แววตาเต็มไปด้วยความโอหัง ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา เขาเป็นนายของที่นี่ แผ่นดินของที่นี่เป็นสมบัติของเขา ไม่มีใครไม่กลัวเขา เขามีฐานะสูงส่งที่สุด

ชวนจิ่งเสวียนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ ชายหนุ่มผู้ได้รับสืบทอดเครื่องหน้าอันโดดเด่นของบิดามารดามาอย่างครบถ้วนผู้นี้ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของจตุโลกันตร์ได้โดยใช้เวลาสั้นๆ เพียงแค่สิบกว่าปีเท่านั้น ความบ้าระห่ำในวัยหนุ่มไม่ได้ให้บทเรียนแก่เขา แต่กลับทำให้ยิ่งกล้า ความบ้าระห่ำกลายมาเป็นความโอหัง ไม่มีใครกล้าตั้งคำถามในตัวเขา

ถูกต้อง เขาคือชวนจิ่งเสวียน เป็นหนึ่งไม่มีสอง เขาเดินอยู่ท่ามกลางตำหนักอันหรูหราเพียงลำพัง เป็นอิสระ เย่อหยิ่งถือดี เขาคิดเสมอว่าวันหนึ่งตนจะเป็นราชาของโลกใบนี้

โลกันตร์บูรพา, จู่เหว่ย, ถ้ำงู ใช่ เขาไม่เพียงแต่ได้รับสืบทอดจุดเด่นของบิดามารดามาเท่านั้น แต่ยังได้รับสืบทอดความเย็นชา, ไร้น้ำใจของเผ่าพันธุ์อสรพิษ รวมทั้งประสาทสัมผัสทั้งห้าอันเฉียบไวเป็นพิเศษของบิดามาด้วย เขาเป็นผู้ที่ได้รับพรจากสวรรค์โดยแท้

เขาแค่นยิ้ม นึกถึงชวนจิ่งอวี้ผู้โง่เขลา ชายผู้นั้นกลับยอมละทิ้งชีวิตเช่นนี้ และเลือกไปอยู่ในสถานที่เล็กๆ อย่างนั้นแทน มุมปากของเขาปรากฏรอยยิ้มดูแคลน บนโลกนี้ไม่มีใครสำคัญไปกว่าตัวเอง คนไม่เห็นแก่ตัวฟ้าดินย่อมลงโทษ แต่ชวนจิ่งอวี้กลับยอมละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อคนอีกคนหนึ่ง เดินทางข้ามภูเขานับพันลูก แม่น้ำนับหมื่นสายเพื่อตามหาคนเพียงคนเดียว สุดท้ายก็ต้องมาตายอยู่ในถ้ำใต้หน้าผาเหมือนคนวิกลจริต

ฮึ ช่างเป็นท่านพ่อที่โง่เขลาเสียจริง!

เขาจะไม่มีวันทำตัวเหมือนบิดาของตนเด็ดขาด!

 

 ไม่นานนักก็ผ่านไปอีกสิบปี

ชวนจิ่งเสวียนซึ่งในอดีตเคยเป็นเพียงลูกนกอินทรีหัดบิน บัดนี้เติบใหญ่เต็มที่และสุขุมรอบคอบยิ่งขึ้น เขามีหน้าตาพิมพ์ประพายคล้ายบิดา และมีร่างกายที่เยาว์วัยอยู่เหนือกาลเวลาเหมือนมารดา ดูเผินๆเขายังมีรูปโฉมงดงามเหมือนในอดีต แต่แววโอหังในดวงตากลับถูกเก็บซ่อนเอาไว้ และแสดงออกผ่านการกระทำแทน

ในดวงตาของเขา มีความโดดเดี่ยวที่ยากจะสังเกตเห็น

ยามนี้ เขาสวมเสื้อคลุมตัวยาวสีทอง ศีรษะประดับมงกุฎเก้าอสรพิษ ยืนอยู่ตรงหน้าชายชราตาบอดซึ่งนั่งอยู่บนพื้น

“เจ้าก็คือปรมาจารย์ที่ห้าแคว้นเล่าลือกันว่าล่วงรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ใช่หรือไม่?” ชวนจิ่งเสวียนไพล่มือไว้ด้านหลัง ยืดตัวตรงตระหง่าน ก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อพิจารณาคนตรงหน้า

สองตาปิดแน่นของชายชราผู้นั้นเหมือนถูกเย็บไว้ด้วยรอยสีแดง ตรงหน้ามีแผนภูมิแปดทิศซึ่งเก่าจนเหลือง แทบมองไม่เห็นตัวอักษร ชายชรากล่าวตอบเสียงเรียบว่า “ข้าเป็นเพียงคนอาภัพซึ่งใช้ดวงตาแลกกับการได้มีลมหายใจอยู่ต่อ ไม่อาจรับคำเรียกขาน ว่าเป็นปรมาจารย์ได้”

ได้ยินคำพูดนี้ ชวนจิ่งเสวียนเริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมา เขาหรี่ตาลงพลางกล่าวอย่างโหดเหี้ยม “ไม่ว่าเป็นปรมาจารย์หรือนักต้มตุ๋น ไม่สู้ลองใช้ของที่อยู่ตรงหน้าเจ้าทำนายดูก่อนเถอะ ว่าวันนี้เจ้าจะมีชีวิตรอดออกไปได้หรือไม่!”

สีหน้าของชายชราสงบนิ่ง “จะเป็นปรมาจารย์หรือนักต้มตุ๋นก็ไม่อาจทำนายให้ตัวเองได้ แต่ว่านี้ได้มีวาสพบประมุขแห่งโลกันตร์บูรพา ข้าก็คงไม่ทำลายวาสนาของตัวเอง โดยการทิ้งชีวิตไว้ที่โลกันตร์บูรพาหรอก”

“อ้อ?” มุมปากของชวนจิ่งเสวียนขยับยกขึ้น “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”

ชายชราตอบว่า: “ถึงข้าจะตาบอด แต่กลับมีดวงตาอีกคู่ที่สว่างสดใสอยู่ในใจ ท่านประมุขมีไอสีขาวและแดงปกคลุมอยู่ทั่วร่าง สีขาวคือไอแห่งความดี สีแดงคือไอแห่งความชั่วร้าย สีขาวมากสีแดงน้อย เห็นได้ชัดว่าท่านประมุขคือผู้ที่ได้รับการคุ้มครองจากสวรรค์”

“สวรรค์คุ้มครอง?”

“ไอนี้แตกต่างจากความดีที่ทำไว้ในชาติปางก่อน บิดามารดาของท่านประมุขต้องทำความดีอันยิ่งใหญ่ถึงได้มีไอแห่งความดีมารวมตัวกันมากถึงเพียงนี้ ข้าคิดว่าไอนี้คือไอคุ้มครองครรภ์ ผู้ที่ทำความดีอันยิ่งใหญ่นั้น สมควรเป็นมารดาของท่านประมุข นางใช้ไอแห่งความดีปกปักรักษาครรภ์ บุตรที่อยู่ในท้องจะได้รับการคุ้มครองจากความดีของมารดาไปชั่วชีวิต ยิ่งมารดามีความดีมาก ชั่วชีวิตของท่านประมุขก็จะยิ่งราบรื่น สมปรารถนา ได้เสพสุขเป็นที่ริษยาของผู้คนนับหมื่น......”

นักพรตชรายังพูดไม่ทันจบ ชวนจิ่งเสวียนก็ตวาดลั่น “เหลวไหลทั้งเพ แม่ของข้าตายไปตั้งนานแล้ว ยังจะมีความดีที่ไหนอีก? ชื่อเสียงของเจ้าเป็นแค่เรื่องโกหกทั้งนั้น”

นักพรตชราฟังแล้วไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกแต่อย่างใด เขาเพียงแค่เอ่ยขึ้นว่า “นี่คือสิ่งที่ท่านประมุขสงสัยอยู่ และเป็นเรื่องที่ท่านประมุขต้องการมาถามข้าในวันนี้ไม่ใช่หรือ? ข้าเพียงแต่คาดเดาจากแสงสีขาวรอบกายท่านประมุขแล้วทำนาย แท้จริงแล้วมารดาของท่านยังไม่จากโลกนี้ไป แต่รายละเอียดเป็นอย่างไรนั้นต้องทำนายดูอีกสักครั้ง”

กล่าวจบ นักพรตชราก็ไม่รอให้ชวนจิ่งเสวียนเอ่ยปาก เขาเริ่มพึมพำถ้อยคำที่ไม่มีใครฟังเข้าใจพลางใช้นิ้วแตะตรงกลางแผนภูมิแปดทิศ เข็มสีเหลืองสนิมจับเริ่มขยับช้าๆ

สีหน้าโกรธเคืองของชวนจิ่งเสวียนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความประหลาดใจและความคาดหวัง ดวงตาจ้องตรงไปยังแผนภูมิแปดเหลี่ยมนั้นบ้าง

ไม่รู้เข็มนั้นหมุนอยู่นานแค่ไหน นานจนกระทั่งนักพรตชรามีเหงื่อซึมเต็มหน้าผาก ร่างทั้งร่างโงนเงนไปมา ในที่สุดก็หยุดนิ่ง

“ไม่ใช่ ไม่ใช่ ทำไมถึงเป็นแบบนี้?” นักพรตชราเริ่มมีอาการตื่นตระหนกขึ้นเป็นครั้งแรก

“ท่านรู้วันเดือนปีเกิดของมารดาและบิดาท่านหรือไม่? รีบบอกข้ามาเร็ว!” ไม่รู้ผลออกมาเป็นอย่างไร ถึงทำให้นักพรตชรากล้าพูดกับประมุขแห่งโลกันตร์บูรพาซึ่งฆ่าคนไม่กะพริบตาและไร้ความเมตตาด้วยน้ำเสียงขาดความเกรงใจถึงเพียงนี้

แววตาของชวนจิ่งเสวียนปรากฏแววไม่พอใจขึ้นวูบหนึ่ง แต่พอนึกถึงอะไรบางอย่างได้ เขาก็อดกลั้นเอาไว้แล้วบอกวันเดือนปีเกิดของบิดามารดาออกมา

นักพรตชรานั่งอยู่บนพื้น มือทั้งสองแตะกันไปมา มือซ้ายแตะมือขวา มือขวาแตะมือซ้าย ศีรษะก็ส่ายไปมาตามจังหวะการเคลื่อนไหวของมือทั้งสอง คำนวณจนถึงตอนท้ายสุดก็กระอักโลหิตออกมากองโต หยาดโลหิตสีแดงหยดลงบนแผนภูมิทองแดง ทำให้มันยิ่งเลอะเทอะเปรอะเปื้อน

“ไม่ใช่ ไม่ใช่ มารดาของท่านชะตาถึงฆาตก่อน บิดาของท่านถึงฆาตในอีกสามปีต่อมา ชะตากรรมของทั้งสอง มากไปหนึ่งวันไม่ได้ น้อยไปหนึ่งวันก็ไม่ได้ ต้องสามปีพอดี มีแต่ผ่านไปสามปีถึงจะมีโอกาสฟื้นคืนชีพ แต่ว่า แต่ว่า ทั้งสองคนกลับไม่ได้อยู่บนโลกนี้?! ไม่ได้มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ แต่กลับยังไม่ตาย ยังไม่ตาย ยังไม่ตายเลยสักคน เพราะเหตุใดเล่า? เพราะเหตุใด? ข้าท่องยุทธภพมาหลายสิบปี ยังไม่เคยพบเรื่องประหลาดเช่นนี้มาก่อน ลิขิตสวรรค์ยากแท้หยั่งถึง เหตุและผล วัฏสังสาร ถึงข้าจะทราบมุมหนึ่งของภูเขาน้ำแข็ง แต่กลับไม่อาจหยั่งรู้ถึงการเวียนว่ายตายเกิดสามชาติภพ อ้อ ใช่ การเวียนว่ายตายเกิดสามชาติภพ!”

นักพรตชราเหมือนจะเสียสติ แต่ก็เหมือนคิดถึงกุญแจสำคัญบางอย่างขึ้นมาได้ เขาเงยหน้าไปทางชวนจิ่งเสวียน  “บิดามารดาของท่านยังมีชีวิตอยู่ อาจไปเกิดใหม่ อาจไปอยู่ในโลกที่ไม่ใครรู้จัก แต่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ นี่คือคำอธิบายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ข้าทำนายไม่ผิดจริงๆ จักรวาลอันกว้างใหญ่แห่งนี้มีภพภูมิทับซ้อนกันอยู่ถึงสิบภพภูมิ แต่ละภพภูมิล้วนแตกต่างกัน! ใครบอกว่ามนุษย์ไม่อาจหยั่งรู้ถึงสวรรค์ ใครบอกกัน? ข้าหยั่งรู้แล้ว! พวกเขากำลังยืนอยู่ที่ไหนสักแห่ง ใช่ๆ ต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ!”

คำพูดของนักพรตชราดังก้องเหมือนกับว่าเสียสติไปแล้ว ชวนจิ่งเสวียนยืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับถูกตะปูตอกตรึงเอาไว้

 

พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกสิบปี ชวนจิ่งเสวียนในวัยเกือบสี่สิบปียังดูเหมือนมีอายุไม่ถึงสามสิบ แต่แววบ้าระห่ำซึ่งเคยมีอยู่ในดวงตาเมื่ออายุยังน้อยกลับไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไป เขาสวมเสื้อสีดำขลิบขอบเงิน นั่งอยู่กลางโถงว่าความในจู่เหว่ย โลกันตร์บูรพาภายใต้การปกครองของเขาในยามนี้เหมือนเหล็กอันแข็งแกร่ง ไร้ผู้ต่อต้าน  เขานำระบบการปกครองของห้าแคว้นเข้ามาใช้ สร้างสมอำนาจ ตั้งตนเป็นกษัตริย์ แต่งตั้งขุนนาง เขานั่งอยู่บนบัลลังก์ทองนี้มาสิบปีแล้ว

ตอนที่เพิ่งก้าวขึ้นมานั่งในตำแหน่งนี้ใหม่ๆ เขารู้สึกว่าเลือดในกายเดือดพล่านไปหมด แต่ผ่านมาสิบปี ความรู้สึกในใจกลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขาทอดสายตามองไปด้านล่าง โถงกลางแห่งนี้ว่างเปล่า มีเพียงเขาคนเดียวที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูง

เขานึกถึงคำพูดประโยคหนึ่งขึ้นมา ‘ยิ่งสูงยิ่งหนาว’

หลังจากเขาใช้เล่ห์กลทั้งหมดที่มีจัดการกับทุกคน เอาชนะทุกคน จนก้าวขึ้นมายืนอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ เขากลับพบว่ามันไม่ได้สวยงามเหมือนอย่างที่คิด

 

ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง ตำหนักถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด ไม่มีคำสั่งของเขา ใครก็ไม่กล้าจุดตะเกียง จู่ๆ เขาก็นึกถึงครั้งเดียวที่ได้สัมผัสกับบิดาในวัยเด็ก------อยู่ท่ามกลางความมืดมิดเช่นกัน เขาวิ่งไปรอบๆ ด้วยความหวาดกลัว ปากร้องเรียกท่านแม่ ในที่สุดเขาก็กอดขาของใครบางคนเอาไว้ได้ พอเงยหน้าขึ้นก็พบว่าคนๆ นั้นคือบิดาที่เขาหวาดกลัว

ในสายตาของเขาในตอนนั้น ท่านพ่อน่ากลัวมาก เหมือนกับภูเขาสูงซึ่งเขาไม่อาจข้ามไปได้ น่ากลัวเสียยิ่งกว่าความมืดมิด ทำให้เขาไม่กล้าเข้าใกล้ แววตาของท่านพ่อช่างเยือกเย็น เขาแทบจะจำหน้าตาของท่านพ่อไม่ได้แล้ว จำได้เพียงรูปร่างที่ผ่ายผอมเหมือนโครงกระดูกที่ยังประทับอยู่ในความทรงจำไม่เลือน เขาเรียกเบาๆ ด้วยความหวาดกลัวว่า “ท่านพ่อ”

เขาจำได้ว่า ภายใต้แสงจันทร์นั้น สายตาของท่านพ่อผู้เย็นชาค่อยๆ อ่อนโยนลง ท่านพ่อก้มตัวลงทำท่าจะอุ้มเขา แต่สุดท้ายมือนั้นยื่นออกมาแค่ครึ่งเดียวก็นิ่งค้างอยู่กับที่ เพราะผู้เฒ่าเก่อตามมาพอดี

ตอนนี้พอนึกถึงขึ้นมา ก็พบว่าท่านพ่อก็ไม่ได้ไร้ความรู้สึกอย่างที่เขาคิด และไม่ได้คิดจะสังหารเขาอย่างที่ผู้เฒ่าเก่อพูด ไม่เช่นนั้นเขาจะมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยมาจนถึงอายุสิบสองปีได้อย่างไร?

ชวนจิ่งเสวียนลุกขึ้นจากบัลลังก์ทองอันหรูหรา ก้าวเดินช้าๆ ไปมาอยู่ในห้องโถงขนาดใหญ่ ในสายตาของเขา... สิ่งกีดขวางทั้งหมดล้วนไม่ใช่อุปสรรค เพราะเขาคุ้นเคยกับทุกตารางนิ้วของที่นี่ดี เขาเดินไปหยุดอยู่ตรงข้างหน้าต่าง เพียงสะบัดแขนเสื้อเบาๆ หน้าต่างก็เปิดออกเงียบๆ

ก้มลงมองด้านล่าง เขารู้สึกเหมือนมีลมพัดโชยขึ้นมาวูบหนึ่ง ยิ่งยืนอยู่สูงก็ยิ่งรู้สึกหนาว

เขาเงยหน้าขึ้นมองดวงดาวบนท้องฟ้า พริบตานั้น เขารู้สึกว่าหัวใจแก่ชราลงมาก

ตอนนั้นเขาคิดว่าบิดาโง่เขลา มารดาก็จงรักภักดีต่อบิดาอย่างโง่ๆ ตอนนั้นในสายตาของบิดามีเพียงมารดา มารดาเองก็เช่นกัน ส่วนเขาเป็นเพียงคนนอก ในวัยเยาว์เขาบ้าระห่ำ, ไม่รู้ความ, ชอบต่อต้าน, ไร้น้ำใจ, ไม่รู้จักคิด คิดว่าความรักเช่นบิดาและมารดาของตนเป็นสิ่งไร้ประโยชน์... มีเพียงอำนาจ มีเพียงแผ่นดินที่ผู้เฒ่าเก่อพูดถึงจึงจะเป็นจุดมุ่งหมายในการต่อสู้ เขามองบิดาเป็นศัตรู มองเห็นความรักของมารดาเป็นสิ่งชั่วร้าย

ตอนที่ผู้เฒ่าเก่อตาย เขาไม่ได้ร้องไห้ เพียงแต่รู้สึกสับสน

ตอนที่บิดามารดาจากไป เขาก็ไม่ได้หลั่งน้ำตา เพียงแต่รู้สึกโล่งอก

หัวใจเหมือนขาดหายไปส่วนหนึ่ง แต่ไม่นานนักก็ถูกเต็มเติมด้วยความทะเยอทะยานและความปรารถนา

จนกระทั่งได้ครอบครองความมั่งคั่ง ยศถาบรรดาศักดิ์ และพลังอำนาจทั้งหมดในโลก เขาถึงได้ตระหนักว่า ตัวเองก้าวมายืนอยู่ในตำแหน่งที่โดดเดี่ยว แต่ไม่อาจหลบหนีได้ เพิ่งจะตระหนักว่าที่แท้สิ่งที่เขาเฝ้าแสวงหาล้วนเป็นเพียงของนอกกาย และหลังจากได้ครอบครองสิ่งเหล่านี้ หัวใจของเขายิ่งว่างเปล่า ไม่มีอะไรเหลือเลย

ที่แท้ สิ่งที่มีค่าที่สุดในโลกนี้ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง แต่เป็นการที่ได้พบคนที่รักสุดหัวใจ

เขาใช้เวลาสี่สิบปีถึงได้เข้าใจ

ที่แท้ ความรักของมารดามีค่าถึงเพียงนั้น

บิดาก็รู้จักที่จะทะนุถนอม

แต่ แล้วจะเป็นอย่างไรเล่า?

คิดว่าเขาจะอิจฉาอย่างนั้นหรือ? ไม่ ไม่!

แววตาของชวนจิ่งเสวียนแข็งกร้าว

ทุกคนมีชีวิตไม่เหมือนกัน สิ่งที่แสวงหาก็ไม่เหมือนกัน หากการได้ครอบครองความรู้สึกเช่นนี้ต้องแลกกับการให้เขาละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ เขาก็ไม่คิดแม้แต่จะเหลือบตามอง

คนที่มีแต่ความรักช่างน่าสงสาร มีแต่อำนาจถึงจะเป็นนิรันดร์ นับแต่โบราณกาลวีรบุรุษล้วนโดดเดี่ยว โลกนี้ไม่มีเรื่องใดที่สมบูรณ์พร้อม เขาเพียงแค่ต้องกำทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่เอาไว้ให้แน่น เพราะอนาคตยังมีหนทางอีกยาวไกลให้เดิน

เขาจะไม่ยอมหยุดเท้าเพราะความเหงา และจะไม่ค้อมตัวลงเพื่อดอกไม้เพียงดอกเดียวระหว่างเดินทางสู่ยอดเขาสูง โลหิตที่ไหลวนในกายของเขาคือสายโลหิตที่เต็มไปด้วยความเลือดเย็นไร้เมตตาของท่านประมุขทุกรุ่น เขาคือประมุขที่แท้จริง!

บิดาเป็นแค่ตัวประหลาดเท่านั้น

เขาเอื้อมมือออกไปสัมผัสลมหนาวบนที่สูง ใจคิดว่า เขาเต็มใจที่จะโดดเดี่ยว เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า นี่คือโลกของเขา ในโลกของเขา เขาสนใจตัวเองเท่านั้นก็พอ

ไม่จำเป็นต้องมีใครอื่น......

เขาคิดเช่นนี้ แต่เมื่อมองเห็นดวงดาวที่สุกสว่างที่สุดสองดวงบนฟากฟ้า ดวงตาก็ปรากฏรอยน้ำตาขึ้นวูบหนึ่ง

แบบนี้ดีแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะผ่านไป รอจนการประชุมเช้าในวันพรุ่งนี้เริ่มขึ้น ก็จะเป็นวันที่วุ่นวายอีกวันหนึ่ง....

VOTE นิยาย
ชอบตอนนี้จังเลย
( 28 ) Vote
เรื่องมันเศร้า
( 311 ) Vote
โกรธแล้วนะ
( 24 ) Vote
โอ๊ย...เขิน
( 113 ) Vote
ลุ้นๆ
( 77 ) Vote
อ้าว... ซะงั้น
( 105 ) Vote
เดี๋ยวเจอดี!
( 16 ) Vote
INTRODUCE WRITER
(แนะนำนักเขียน)
toggles
ลงแล้ว : 1 ตอน
โดย : Hongsamut Team
จำนวนคนชม : 52,762 ครั้ง


toggles :
ตอน
CONTACT WRITER
(ติดต่อนักเขียน)
* all fields are required